ท่านอ๋องเก้าและพระชายาสั่งให้หู่ซิ่นสือเหมาโรงเตี๊ยมแห่งเดิมที่เคยพักตอนขามาเพื่อให้ผู้ติดตามทั้งหมดเข้าพักจากเหตุการณ์ปะทะกับเหล่านักฆ่ามีองครักษ์จำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บรถม้าในตอนขามาที่ได้ขนผ้าแพรพรรณจึงได้กลายเป็นรถม้านอนสำหรับพวกเขา
หงซือซือเล่าเรื่องจินวั่งซู่ให้พระสวามีฟัง“พี่สาม คุณชายจินคนนี้เหมาะยิ่งนักที่จะเดินไปช่วยเราทำภารกิจ”
“เหตุใดเจ้าจึงชื่นชอบคนผู้นี้นัก?”
“นอกจากเขาจะเป็นคนหาข่าวที่เก่งแล้วนิสัยช่างสังเกตและเฉลียวฉลาดของคนผู้นี้เหมาะแก่การใช้งานนักท่านเองก็อยากได้มิใช่หรือ? คนสนิทที่ไม่ต้องประจบประแจงเพื่อหวังลาภยศตำแหน่งสำหรับจินวั่งซู่ข้าว่าเขาเพียงชมชอบการ ผจญภัยคนของข้าที่แคว้นจินก็เล่าวีรกรรมที่เขาไปช่วยจวิ้นอ๋องทั้งออกไปหาขุมทรัพย์จนกระทั่งการเป็นกำลังสำคัญในการปราบกบฎภายใน”
หมิงเฟยหลงอมยิ้มมองภรรยาอย่างหลงใหล“เจ้าช่างสมกับเป็นเจ้าของสำนักคุ้มภัยใหญ่นัก ข่าวในแคว้นอื่นเจ้าก็ยังรู้อีก”
นางยกมือขึ้นลูบแก้มพระสวามีขณะลุกขึ้นไปนั่งตักเขาบนเก้าอี้“ต่อไปหากท่านคิดจะทำสิ่งใดลับหลังข้าท่านจะต้องระวังตัวให้มากอย่างไรเล่าเจ้าคะ?”
ฮ่องเต้สรวลเสียงดังลั่นกอดเอวนางแล้วแนบใบหน้าเข้าที่หน้าอกนุ่มนิ่ม “ข้าจะกล้าหรือ?มีภรรยาเป็นจอมยุทธ์ที่คนยำเกรงอย่างเจ้าคงต้องเป็นลูกไก่ในกำมือไปจนตาย”
“จริงหรือเจ้าคะ?เช่นนั้นสมญานามมังกรขาวจอมเจ้าเล่ห์คงต้องเลิกใช้เสียกระมัง?”
ฮ่องเต้หน้าอึมครึมลงไป“ใครกันบอกเจ้าว่าข้ามีฉายานี้?”
หงซือซือหัวเราะแก้เก้อนางดันเผลอไปเล่าความลับให้เขาฟังเสียได้ “ใครๆ ก็รู้กันทั้งวังท่านอย่าเคืองไปเลยเจ้าค่ะ ข้าว่าฉายานี้ฟังดูดีออก พี่สามฉลาดขนาดนี้คู่ควร”
“แล้วเจ้าเล่า?มิใช่จะได้เป็นจิ้งจอกพันหน้าหรอกหรือ?” มือของหมิงเฟยหลงล้วงลูบเข้าไปในสาบเสื้อไล้เนินอกนางเบาๆ
“หึ!หากข้าเป็นจิ้งจอกจริงก็ถูกท่านถลกเนื้อหนังกินไปจนหมดแล้วเจ้าค่ะ”นางตีมือสามีที่ซุกซนอยู่บนอกเบาๆ
“เจ้าน่ากินนักแค่เจ้ามาเบียดข้านิดๆ หน่อยๆ ตัวข้าก็ร้อนรุ่มไปหมดแล้ว” น้ำเสียงของหมิงเฟยหลงเริ่มกระเส่าเล็กน้อยหงซือซือสะดุ้งเมื่อเขาแหวกสาบเสื้อนางเล็กน้อย แตะริมฝีปากลงผิวเนื้อใกล้ต้นคอ
“ท่านพี่เจ้าคะอย่าเพิ่งกินข้าตอนนี้เลย พวกเราไปสำรวจลานวัดพระโพธิสัตว์กันก่อนเถิดเผื่อจะเจอเบาะแสสำคัญ”
สามีส่ายหน้ายังคงงอแงจูบตามแนวสาบเสื้อไล่ลงมา“ขอข้าจูบอีกสักนิด”นางใช้สองมือประคองใบหน้าเขามิให้ก้มต่ำลงไปอีกมิฉะนั้นนางเองก็คงหักห้ามใจมิได้หงซือซือประทับริมฝีปากจูบเขาครู่หนึ่งแล้วผละออก
“จูบเท่านี้คงพอแล้วนะเจ้าคะเรารีบไปกันก่อนเถิด ราตรีนี้ยังยาวไกล” ดวงตาของนางแวววับวิงวอน
“เจ้าอ้อนทีไรเป็นข้าที่ต้องแพ้ตลอดสิน่า! เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” หมิงเฟยหลงตัดใจกระชับสาบเสื้อนางเข้าให้มิดชิด"เก็บก่อน ข้าหวง!”
ลานวัดพระโพธิสัตว์กวนอิมที่อำเภอเฉินกว้างจนน่าประหลาดใจหมิงเฟยหลงภายใต้หน้ากากท่านอ๋องเก้ายืนพิจารณาเส้นประที่ลากจากมุมหนึ่งออกเป็นมุมแหลม“ซือซือ จริงอย่างเจ้าว่าด้านนี้เป็นมุมแหลม”
“ท่านเดินไปดูด้านโน้นสิเจ้าคะ”หงซือซือเดินรอบลานวัดไปหนึ่งรอบนางเริ่มรู้สึกแล้วว่าที่นี่ต้องมีความลับซุกซ่อนอยู่หมิงเฟยหลงเดินตามภรรยาไปตามรอยประ “เส้นนี้ถูกลากจากมุมหนึ่งไปมุมหนึ่งเมื่อเราเดินตามรอยประจะพบว่าเราเดินไปสามมุมและกลับมาที่เดิม”
“เหมือนบนแผนที่”
“ใช่เจ้าค่ะ! พี่สามท่านดูนั่นเส้นประที่สองข้าลองเดินไปดูแล้ว มันคือสามเหลี่ยมอีกรูปที่ทับกันอยู่บนลานนี้เพียงแต่เขียนใหญ่กว่ารูปแรกมากทั้งยังมีอาคาร รูปปั้นเทพเจ้าและต้นไม้ขวางอยู่หากไม่สังเกตก็จะไม่รู้”
ชายหนุ่มพยักหน้าเขาให้หู่ซิ่นสือเตรียมพู่กันกับกระดาษมาไว้แล้ว“เจ้าลองวาดดูสิว่าภาพทั้งหมดที่เจ้าเห็นเป็นเช่นใด”
หงซือซือจึงวาดแผนที่ในวัดคร่าวๆพร้อมเส้นประที่นางเดินตามไปจนทั่วลานทับลงไป “เหมือนในแผนที่เลยเจ้าค่ะ”นางมองไปรอบๆ ยามนี้ตะวันคล้อยต่ำ มองสิ่งรอบข้างไม่ถนัดนัก “พี่สามข้าเคยได้ยินท่านพ่อกล่าวว่าบางทีคนสร้างขุมทรัพย์อาจจะใช้กลไกแสงแดดเข้าช่วย”
“อย่างไรหรือ?”
“เราอาจจะมากันตอนจวนค่ำจึงมองไม่เห็นสิ่งรอบข้างถนัดตา เช้าวันพรุ่งนี้ลองมากันแต่เช้าดีไหมเจ้าคะ?ไม่แน่ว่าแสงแดดอาจจะทำให้เราได้เจอเบาะแสสำคัญ” หมิงเฟยหลงทรงเห็นด้วยครั้งแรกเขากับนางก็มาที่นี่ในยามค่ำหากมิใช่เพราะนางช่างสังเกตก็คงไม่รู้ว่าวัดนี้มีสัญลักษณ์เช่นเดียวกับบนแผนที่
“ดีเหมือนกัน!”
ครั้นทั้งสองกำลังจะหันหลังกลับท่านยายที่เคยมานั่งเฝ้าในคืนเทศกาลก็เดินสวนเข้ามาทางประตูหน้าวัด“พวกเจ้ากลับมาอีกแล้ว นับเป็นวาสนาของเจ้านักคุณชายนางจะนำพาแต่ความเป็นสิริมงคลมาให้ชีวิตเจ้า”
ฮ่องเต้ชะงักนึกอยากจะลองดูว่าหญิงชราผู้นี้เพียงแค่พูดโดยความบังเอิญหรือรู้สิ่งใด?“ท่านยาย ท่านว่าวัดนี้มีสิ่งล้ำค่าอยู่หรือไม่?”
“หากมองเห็นก็ล้ำค่าหากมองไม่เห็นก็เป็นสิ่งธรรมดา” หญิงชรายิ้มน้อยๆ ก่อนจะก้าวเท้าต่อไปน้ำเสียงสั่นๆ ของนางดังขึ้นพอให้ทั้งสองได้ยิน “นางจะเป็นดวงตาให้เจ้าเอง”
หงซือซือขยับเข้าไปเกาะแขนสามีสายตายังคงไล่หลังหญิงชราไป “พี่สาม ท่านยายอาจจะรู้ความลับของวัดนี้ก็ได้”
“หากนางไม่อยากบอกแม้เอากระบี่มาทาบคอนางก็คงไม่ยี่หระ ในเมื่อนางว่าเจ้าจะเป็นดวงตาของข้าข้าก็รอให้เจ้าค้นพบปริศนาก็พอแล้ว”
เจ้าของสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟกางแผนที่และกระดาษที่ตนวาดออกมาเทียบเคียงกันฮ่องเต้ตื่นเต้นยิ่งกว่าภรรยาเพราะเส้นประที่ปรากฏเหมือนกันมาก“หากที่นี่คือที่ซ่อนขุมทรัพย์จริงๆ แล้วตำแหน่งใดเล่า?”
“พี่สามท่านจำประตูวัดได้หรือไม่?”
“ทำไมหรือ?”
“ข้าว่าประตูวัดแห่งนี้ดูแปลกตายิ่งแต่ยังนึกไม่ออกว่าแปลกที่ใด?”
“อาบน้ำกินข้าวเสียก่อนเถิดบางทีหากเจ้าทำตัวมิให้เคร่งเครียดสักหน่อยก็อาจจะค่อยนึกออก”
***************
