ห้องอาหารตระกูลเว่ย
เฟยหรงและคนอื่นๆได้ร่วมทานอาหารเย็นด้วยกันในห้องและได้พูดคุยเื่ต่างๆกันสนุกสนานโดยเฉพาะเื่ของเฟยหรงและคนติดตามทั้ง3คนที่ตามมาด้วย
"มี่ถงแล้วจิ้นฝานอยู่ที่ใดหรือ ข้าจะแนะนำเขาให้ครอบครัวได้รู้จัก"เฟยหรงหันไปถามมี่ถงที่ยืนด้านหลัง
"เมื่อครู่รู้สึกว่าจะมาหาอะไรทานอยู่ในครัวเ้าค่ะ" มี่ถงเอ่ย เฟยหรงจึงพยักหน้าเบาๆ
"เข้าใจล่ะงั้นเ้ากับเทียนหลงก็ไปหาอะไรกินเถิดเ้าช่วยหาห้องว่างๆให้ทั้งสองด้วยแล้วกัน" เฟยหรงสั่งมี่ถงและเทียนหลงจึงเดินออกไปจากห้องเหตุที่เฟยหรงไม่ให้เทียนหลงร่วมทานอาหารกับพวกนางด้วยนั้นเป็เพราะนางอยากจะคุยกับครอบครัวตามลำพังมากกว่า
ไม่นานหลังจากนั้นทั้งหมดก็ทานอาหารเบื้องหน้าจนหมด
"แล้วนี่ท่านพ่ออาการเป็อย่างไรบ้าง"เฟยหรงเอ่ยถามช่างล่างด้วยความเป็ห่วง เขาจึงยกยิ้มออกมาเล็กน้อย
"ก็เหมือนเดิมนั่นแหละลูกรัก"ช่างล่างเอ่ย เฟยหรงจึงพยักหน้าเบาๆ
"งั้นท่านจะเล่าเื่ในเมืองหลวงได้หรือยังเ้าคะข้าอยากฟังจะแย่แล้ว" ได้ยินดังนั้นช่างล่างและทุกคนก็มีสีหน้าหม่นหลง
"เื่นี้ต้องย้อนไปเมื่อ2เดือนก่อน" เป็ชางลี่ที่เอ่ยขึ้นมา
"องค์จักรพรรดิ ฮั่นหลวนหลงได้สละราชบัลลังก์และแต่งตั้งองค์รัชทายาท เจิ้งหลี่ ขึ้นมาเป็จักรพรรดิองค์ใหม่ซึ่งข้าได้ยินมาว่าคนผู้นี้นั้นเป็คนโเี้อำมหิต ลอบส่งนักฆ่าให้ฆ่าได้แม้กระทั่งพี่น้องของตนเองอย่างลับๆในวันขึ้นครองราชย์ก็สั่งให้ปลดขุนนางเก่าแก่หลายคนออกจากตำแหน่ง ไม่เว้นแม้แต่ขุนนางทหารอย่างข้าทั้งยังสั่งให้หยุดส่งเบี้ยหวัดมาให้ท่านพ่อและข้าอีกด้วย"
"ถ้าอย่างนั้นในเมื่อไม่มีเบี้ยหวัดแล้วคิดจะทำสิ่งใดต่อหรือ"นางเอ่ยถาม
"แม่กับพี่รองของเ้าก็คุยกันแล้วว่าจะช่วยกันเปิดร้านโอสถเล็กๆข้างจวนน่ะ"หลิงเฟยเอ่ยพลางยิ้มตอบให้ฉือเฉิงและชางลี่
"ข้าเองก็ว่าจะตั้งโรงฝึกยุทธเล็กๆขึ้นมาน่ะรับลูกหลานจากตระกูลใหญ่ๆมาฝึกได้ทำอะไรบ้างก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ แถมข้างจวนเองก็เป็พื้นที่ของตระกูลเราด้วยมีเนื้อที่ว่างหลายสิบลี้อยู่อาจจะเปิดสอนเป็สำนักยุทธให้พวกเด็กๆอายุเท่ากับหรือน้อยกว่าหลิงอี้ก็ได้...จวนเราจึงเป็อย่างที่เ้าเห็นเพราะว่าพวกเราตั้งใจจะใช้เงินก้อนสุดท้ายที่มีสร้างอาคารทำให้ไม่มีเงินมากพอที่จะเลี้ยงคนในจวนเป็ร้อยคนได้จึงต้องให้พวกเขาออกไปจะเหลือแต่คนใช้เก่าแก่ที่ยังอยากจะรับใช้และพร้อมตายในจวนแห่งนี้ไม่กี่คน"ชางลี่ถอนหายใจออกมาเบาๆเฟยหรงเองก็นั่งฟังอย่างตั้งใจแต่ก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจไม่น้อย
"เช่นนี้เอง...ข้าว่าแบบนี้ก็ไม่เลวนะเ้าคะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับทางราชวงศ์และยังไม่ต้องโดนเพ่งเล็งจากขุนนางที่คิดริษยาอีกด้วยว่าแต่ตอนนี้มีงบอยู่เท่าไหร่เ้าคะ" เฟยหรงเอ่ยถาม
"เงินเก็บจากเบี้ยหวัดของพวกเราก็เยอะอยู่แม้จะจ่ายให้พวกคนใช้ไปแล้วบางส่วน แต่ก็น่าจะพอที่จะก่อตั้งร้านโอสถกับโรงฝึกเล็กๆได้แถมพี่รองของเ้าก็ยังอยู่ในสำนักแพทย์หลวงคงจะไม่มีปัญหาอะไร"หลิงเฟยเอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองเฟยหรง
"ถ้างั้นเื่เงินในการสร้างโรงฝึกกับร้านโอสถข้าจะจัดการเองเ้าค่ะในหลายเดือนมานี้ข้าพบเจอสมุนไพรและขายโอสถต่างๆออกไปมากมายจึงมีเงินเก็บเยอะพอสมควร"เฟยหรงเอ่ยทำให้ทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ
"แล้วมันจะพอหรือสร้างโรงฝึกและร้านโอสถมันตั้งหลายหมื่นเหรียญทองเชียวนะเผลอๆอาจจะเป็แสนก็ได้นะลูก" หลิงเฟยเอ่ย
"พอหรือไม่เอาเป็ว่าพวกท่านไม่ต้องกังวลกับเื่เงินหรอกเ้าค่ะ เท่าที่ข้าฟังมาก็ได้วางแผนการเงินไว้บ้างแล้วหึหึ" เฟยหรงหัวเราะเบาๆ
"ไหนๆก็ไหนๆ..."เฟยหรงลุกออกจากเก้าอี้แล้วไปปิดประตูและหน้าต่างทุกบานจากนั้นก็วาดม่านอักขระขึ้นมาทันที
"นั้นคือวิชาอักขระจากตำราที่ท่านเทพเซียนเป็ผู้ให้มาหรือ"ฉือเฉิงมองการกระทำของเฟยหรงด้วยสายตาระยิบระยับ ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
"เ้าค่ะ"เฟยหรงหยักหน้าแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ จากนั้นนางก็อาขวดยาและผลึกปรานธาตุต่างๆออกมาจากมิติแล้ววางไว้บนโต๊ะ
"นี่คือของที่ลูกได้มาจากการเดินทาง"เฟยหรงผายมือไปทางของบนโต๊ะเ่าั้
"ยะ เยอะขนาดนี้เชียว"หลิงเฟยมองเหล่ายาและผลึกปรานพวกนั้นตาไม่กะพริบ
"เ้าค่ะ"เฟยหรงหลุดขำออกมาเล็กน้อยแล้วทำการแบ่งของทุกอย่างเป็4ส่วนเท่าๆกัน
"ทำอะไรหรือหรงเอ๋อ"ฉือเฉิงเอ่ยถามออกมาเพราะไม่เข้าใจว่าน้องสาวของตนเองกำลังทำอะไรอยู่
"ข้าจะแยกเม็ดยาและผลึกปรานพวกนี้ให้พวกท่านเท่าๆกันเ้าค่ะ"เฟยหรงเอ่ยแล้วยัดของพวกนั้นไปวางไว้หน้าแต่ละคนหลิงเฟยและฉือเฉิงซึ่งเป็แพทย์โอสถก็มองเม็ดยาสีทองเ่าั้แล้วเบิกตากว้าง
"นี่มันเม็ดยาระดับสูง!!"หลิงเฟยหยิบขวดเม็ดยาขึ้นมาพินิจดู ก็พบว่าในขวดนี้มีเม็ดยาอยู่ไม่ต่ำกว่า20เม็ด
"เ้าค่ะนั้นคือเม็ดยาทะลวงระดับ หากกินเข้าไปแล้วก็จะสามารถทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นต่างๆโดยไม่มีผลข้างเคียงอะไร"เฟยหรงอธิบาย จากนั้นคนอื่นๆจึงหยิบขวดยาขึ้นมาดูอย่างตื่นเต้นเว้นแต่ช่างล่างเท่านั้นที่มองขวดยาอย่างเสียดาย
"น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถใช้ได้..."ช่างล่างเอ่ยเมื่อไม่ได้ของจากบุตรสาวจากนั้นก็เอื้อมมือขวามาลูบไหล่ซ้ายที่ไม่มีแขนนั้นเบาๆ
"แต่ลูกสามารถรักษาได้นะเ้าคะ"จากความรู้ที่ท่านเทพให้มา การรักษาจุดตันเถียนที่ถูกทำลายให้กลับมาเป็ปกตินั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยสำหรับนาง
"จริงหรือ!"ช่างล่างเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"เ้าพูดจริงๆหรือหรงเอ๋อ"หลิงเฟยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ
"จริงเ้าค่ะยาและของเพิ่มระดับปรานในส่วนของท่านพ่อข้าขอเก็บไว้ก่อนนะคะตอนนี้ยังไม่จำเป็ต้องใช้" เฟยหรงพยักเอ่ยจากนั้นทุกคนในห้องจึงมีสีหน้ายินดีขึ้นมา
"ตลอดการท่องเที่ยวในอาณาจักรนั้นข้าได้ศึกษาค้นคว้าตำราเก่าๆมากมายเกี่ยวกับการรักษาจุดตันเถียนและก็ได้ค้นพบวิธีรักษามาเ้าค่ะ" เมื่อเอ่ยจบช่างล่างก็มีสีหน้าตื้นตันในความกตัญญูของเฟยหรงแม้จะละอายใจที่ต้องให้บุตรสาวของตนมาลำบากเช่นนี้ก็ตาม
"แล้วนี่คืออะไรหรือเฟยหรง"ชางลี่หยิบขวดยาสีฟ้าและสีแดงขึ้นมา
"นี่คือยาสลายพิษธาตุไฟและธาตุเหมันต์เ้าค่ะวิธีใช้ก็เพียงแค่ดื่มลงไปสักอึกสองอึกและโคจรลมปรานจะทำให้ช่วยขจัดพิษทั้งสองธาตุออกมาจนหมดและหลอมรวมตัวยาเข้ากับร่างกายเพื่อใช้เป็ภูมิต้านทานพิษสองธาตุนี้ได้ตลอดเ้าค่ะ"เมื่อเฟยหรงอธิบายจบทุกคนก็พลันมีหน้าหลากหลายโดยเฉพาะหลิงเฟยและฉือเฉิงที่เป็แพทย์โอสถ เมื่อเพ่งดูดีๆแล้วยานี้เป็ยาสีใสซึ่งบ่งบอกได้ว่าเป็ตัวยาระดับหายาก
"ส่วนผลึกปรานข้าคงไม่ต้องอธิบายนะเ้าคะ"เฟยหรงเอ่ยพลางมองผลึกปรานขนาดเท่าฝ่ามองหลายสิบก้อนบนโต๊ะ
"และนี่คือแหวนมิติเ้าคะลูกให้พวกท่านคนละหนึ่งวง" ได้ยินแบบนั้นทั้งหมดก็เอามาสวมไว้ทันทีแล้วลองใช้โดยการนำของบนโต๊ะมาใส่ไว้ด้านใน
"แล้วนี่เราจะเริ่มทำการรักษาเมื่อไหร่หรือ"ช่างล่างเอ่ยถาม เฟยหรงจึงยกยิ้มขึ้นมานิดๆ
"ตอนนี้เลยเ้าค่ะ" ได้ยินดังนั้นช่างล่างก็มีสีหน้าตื่นเต้นทันทีเฟยหรงสะบัดมือคราหนึ่ง
จากนั้นทุกคนก็พลันมีสีหน้าบิดเบี้ยวร่างกายคล้ายถูกฉุดกระชากแล้วก็มาโผล่ในมิติธาตุของเฟยหรงด้วยปรานที่หนาแน่นและสภาพแวดล้อมรอบๆทำให้ทุกคนแทบจะหยุดหายใจเพราะตกตะลึงในความงดงาม
"นี่คือมิติธาตุที่ลูกเอ่ยถึงอย่างนั้นหรือเฟยหรง"ช่างล่างเอ่ยขึ้นพลางมองไปรอบๆ
"เ้าค่ะ"เฟยหรงพยักหน้า จากนั้นก็ผิวปากเบาๆ ไม่นานก็ปรากฏร่างของพยัคฆ์เพลิงโลกันตร์หมีน้ำแข็ง และวิหคสายฟ้ามุ่งตรงมาทางนี้
"ข้าขอแนะนำให้รู้จักนะเ้าคะนี่คือสัตว์อสูรของข้า เยียนฉือ จิวหู และซูมี่ เ้าค่ะ" นางแนะนำโดยเฉพาะซูมี่นั้นเป็วิหคสายฟ้าเพศเมียที่นางได้มาจากเมืองหังโจวก่อนหน้านี้และเลือกให้มาทำพันธสัญญารับใช้และควบคุมเหล่าวิหคใจร้อนทั้งหมดให้นาง
"พวกเ้านี่คือท่านพ่อและท่านแม่ของข้าเว่ยช่างล่างและเว่ยหลิงเฟย นี่คือพี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองเว่ยชางลี่และเว่ยฉือเฉิง ส่วนเ้าตัวเล็กนี่ชื่อเว่ยหลิงอี้เป็น้องของข้า"เมื่อได้ยินคำว่าตัวเล็กหลิงอี้ก็บ่นพึมพำออกมาเบาๆ
แต่เมื่อทั้ง5เห็นสัตว์อสูรทั้งสามตัวชัดๆต่างก็มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งระดับพลังและความหายากของสัตว์ทั้งสามตัวอีกด้วยพลางคิดในใจว่าทั้ง3-4เดือนมานี้เฟยหรงไปพบเจออะไรมาบ้างถึงมีสัตว์อสูรและความรู้มากมายเช่นนี้
เมื่อแนะนำตัวให้ทั้งหมดรู้จักเสร็จเฟยหรงก็ให้พวกมันกลับไปสถานที่อยู่ของตนเองเช่นเดิมโดยเยียนฉือจะอยู่ทีู่เาไฟ จิวหูอยู่ทีู่เาน้ำแข็ง และซูมี่อยู่ที่เกาะสายฟ้า
"พวกท่านก็หาที่นั่งดูดซับเม็ดยาและผลึกปรานไปพลางๆก่อนนะเ้าคะ"ได้ยินดังนั้นชางลี่และหลิงอี้จึงเดินไปนั่งใต้ร่มไม้แห่งหนึ่งและดูดซับยาและผลึกปรานอย่าที่เฟยหรงบอกตรงนี้จึงเหลือแค่หลิงเฟยและฉือเฉิงที่อยากจะดูวิธีการรักษาของเฟยหรงเท่านั้น
"ส่วนท่านพ่อนอนลงบนนี้ก่อนนะเ้าคะ"เฟยหรงผายมือไปที่ฐานผลึกอักขระขนาดใหญ่
ช่างล่างเองก็ทำตามที่บุตรสาวสั่งอย่างว่าง่ายจากนั้นเฟยหรงก็หยิบผลึกอักขระชิ้นหนึ่งออกมา แล้ววางลงบนตัวของผู้เป็พ่อ จากนั้นนางก็ร่ายอักขระให้ผลึกชิ้นนั้นทำงานไม่นานมันก็ค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างกายของช่างล่าง
ช่างล่างรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกไม่นานร่างของเขาก็ค่อยๆเื่แสงสีทองขึ้นมาเห็นแบบนั้นเฟยหรงหยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"เ้าทำอะไรหรือแล้วผลึกอันนั้นคือสิ่งใจ" หลิงเฟยอดที่จะถามออกมาไม่ได้
"นั้นคือผลึกอักขระรักษาเ้าค่ะถูกสร้างขึ้นจากอักขระโดยที่ใช้วัตถุดิบเป็สมุนไพรและผลึกปรานเมื่อมันทำงาน พลังของผลึกอักขระรักษาจะค่อยๆซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วไปสมานจุดตันเถียนที่ขาดแต่ก็เป็เพียงแค่รักษาเพียงจุดตันเถียนเท่านั้นท่านพ่อเองก็ต้องฝึกปรานั้แ่เริ่มแรกด้วยเช่นกัน" ได้ยินดังนั้นหลิงเฟยและฉือเฉิงก็เบิกตากว้าง
"เ้าสอนแม่กับพี่ของเ้าได้หรือไม่"ได้ยินดังนั้นเฟยหรงก็พยักหน้าเบาๆ
"ได้เ้าค่ะเพียงแต่มันมีวิธีการยุ่งยากซับซ้อนเล็กน้อยหากเป็ไปได้ข้าอยากให้พวกท่านทั้งสองฝึกใช้อักขระเ้าค่ะอย่างน้อยๆก็ต้องให้อยู่ในระดับผู้ใช้ขั้นกลาง" เฟยหรงอธิบายทั้งสองจึงพยักหน้าอย่างว่าง่ายทันที
ผ่านไปสองวันในมิติธาตุ
เฟยหรงได้ทำการรักษาช่างล่างเสร็จสิ้นและให้เขาได้บ่มเพาะพลังตัวเองั้แ่เริ่มแรกแม้จะมีเพียงแขนข้างเดียวแต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเขามากนักเพราะด้วยความที่เขามักจะฝึกฝนและออกกำลังกายทุกวันแต่่นี้อาจจะผอมลงไปสักหน่อยเพราะความเครียด
ส่วนคนอื่นๆก็ได้ทำการดูดซับยาและปรานพวกนั้นจนหมดทำให้ระดับปรานพัฒนาไปมากเรียกได้ว่าก้าวะโกว่าคนรุ่นเดียวกันไปหลายขั้นเลยก็ว่าได้ตอนนี้หลิงเฟยและฉือเฉิงเองก็มาเรียนรู้เื่สมุนไพรและการหลอมโอสถต่างๆกับนางโดยไม่บ่นสักนิดเพราะจะได้ใช้เพื่อเปิดร้านโอสถในวันข้างหน้าอีกด้วยส่วนชางลี่และหลิงอี้เองก็เอาแต่ซ้อมฝึกวรยุทธกันทั้งวัน
ผ่านไปสี่วันนางก็ให้ทุกคนออกมาจากมิติธาตุเพราะตอนนี้โลกภายนอกมันดึกเกินไปแล้วอาจทำให้คนอื่นๆในจวนเป็กังวลได้
เมื่อออกมาแล้วนางก็ให้ทุกคนปกปิดพลังของตัวเองและแยกย้ายกันไปพักผ่อนโดยที่นางขอออกไปเที่ยวเล่นในเมืองหลวงยามค่ำคืนคนเดียวแต่ก็โดนทุกคนห้ามไว้เพราะเป็ห่วงดังนั้นตอนนี้เฟยหรงจึงได้มาเดินกับชางลี่และฉือเฉิงสามคน
"ท่านพี่จะสร้างโรงฝึกไว้ฝั่งไหนของจวนหรือเ้าคะข้าอยากจะเป็ผู้ออกแบบแปลนด้วยตนเอง"เฟยหรงเอ่ยถามเมื่อเดินก้าวพ้นประตูออกมาแล้ว
"ทางปีกขวาน่ะเป็ที่โล่งกว้างตอนแรกท่านพ่อก็กะจะขายเพราะไม่รู้จะเอาพื้นที่ตรงนั้นไว้ทำอะไรสู้เอาเงินมาใช้ภายในจวนดีกว่าแต่พอมาคิดอีกทีก็เลยเก็บไว้สร้างโรงฝึกแทน ส่วนฝั่งซ้ายเป็โรงเก็บม้าท่านแม่บอกว่าให้ย้ายโรงเก็บม้าไปไว้หลังจวน แล้วสร้างเป็ร้านโอสถ"ชางลี่อธิบาย
ทั้งสามคนเดินเลียบกำแพงจวนด้านขวาไม่นานก็พ้นกำแพง พบกับที่โล่งกว้างหลายสิบลี้ เหตุที่จวนของนางมีพื้นที่เยอะเช่นนี้เป็เพราะที่นี่แต่เดิมแล้วอยู่ห่างไกลจากหน้ากำแพงเมืองไม่น้อยจึงทำให้ไม่ค่อยมีผู้อาศัยอยู่แถวนี้สักเท่าไหร่อาจจะมีบ้านเล็กๆของชาวเมืองหน้าจวนของพวกนางบ้างประปรายคล้ายชุมชนขนาดเล็กเท่านั้น
เฟยหรงใช้เวลาสักพักจนเดินมาถึงย่านกลางเมืองวันนี้ดูเหมือนจะเป็วันเทศกาลอะไรสักอย่างทำให้มีคนออกมาเดินจับจ่ายซื้อของกันแน่นขนัดซึ่งการมาของพวกนางทำให้ชาวเมืองต่างก็มองด้วยสีหน้าหลากหลายและคนที่น่าจะเป็ประเด็นที่สุดก็คงเป็หญิงสาวแบบนางนี่แหละ
"แม่นางคนนั้นงามยิ่งนัก ไยถึงมาเดินกับคุณชายทั้งสองของตระกูลเว่ยได้"
"ไม่นะหรือว่านางจะเป็คนรักของคุณชายรองดูสายตาของคุณชายรองที่มองนางสิ"
"ไม่จริงหรอก นางอาจจะเป็คนรักของคุณชายใหญ่ก็ได้นั่น!นางจับแขนคุณชายใหญ่ด้วย"
"ไม่นะ ท่านแม่ทัพ"
"ท่านฉือเฉิง ไยมองนางด้วยสายตาเช่นนั้น"
เสียงซุบซิบของเหล่าชาวเมืองทำเอานางขมวดคิ้วแน่นซึ่งส่วนใหญ่จะเป็หญิงสาวที่แอบเล็งพี่ชายทั้งสองของนางเฟยหรงแอบเห็นว่ามีสาวงามไม่น้อยที่คอยส่งสายตายั่วยวนให้ชายหนุ่มทั้งสองและส่งสายตาริษยาให้นางด้วยเช่นกัน
พี่ชายทั้งสองของนางเองก็เหมือนกัน เดินขนาบข้างซ้ายขวาเงียบๆไม่ได้หันไปแก้ข่าวหรือส่งสายตาให้ความหวังกับพวกนางแต่อย่างใด ทำให้คนอื่นๆยิ่งคิดไปไกลกันใหญ่เฟยหรงคิดว่านี่อาจจะเป็จุดประสงค์ของพี่ชายทั้งสองที่้าจะตามนางมาเดินในเมืองแน่ๆ
"ท่านพี่ข้าว่าเดินห่างๆกันหน่อยดีกว่าหรือไม่"เฟยหรงเอ่ยถามออกมา
"ข้าว่าไม่ดี"
"ข้าก็ไม่"
ทั้งสองเอ่ยเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มทำเอาเฟยหรงแทบจะเอาพัดมาตบหน้าทั้งสองด้วยความหมั่นไส้คนละทีสองที นางถอนหายใจออกมาเบาๆในความทรงจำนั้นพี่ชายสองคนนี้หวงน้องสาวยิ่งกว่าอะไรหากพูดอะไรออกไปก็คงไม่ฟังแน่ๆ
ทั้งสามเดินไปเที่ยวชมงานด้วยกันโดยมีเสียงซุบซิบตามไปทุกที่โดยชางลี่และฉือเฉิงเองก็ดูจะพอใจไม่น้อย แถมยังคลี่ยิ้มออกมาเมื่อมีคนชมว่าเฟยหรงเป็สาวงามที่เหมาะกับพวกเขาทั้งสองนางรู้สึกเหนื่อยใจกับความหวงน้องสาวและความขี้อวดของทั้งสองไม่น้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ไม่นานทั้งสามก็เดินเที่ยวชมงานจนครบโดยที่เฟยหรงมีกระเป๋าเงินส่วนตัวก็คือพี่ชายทั้งสองของนางเอง แม้จะมีปัญหาเื่การเงินแต่เื่เปย์น้องนี่ต้องมาเป็อันดับหนึ่งสินะ!!แถมดูเหมือนจะแข่งกันจ่ายให้กันเสียด้วย
จากนั้นทั้งสามคนเดินกลับถึงจะดึกมากแล้วแต่ก็มีคนเดินเที่ยวในงานกันเยอะพอสมควรส่วนมากก็จะเป็ผู้ใหญ่ที่ออกมาหาสุราดื่ม หรือไม่ก็จะเป็พวกคู่รักที่เดินเคียงคู่กันในงานดูน่าอิจฉาไม่น้อยซึ่งระหว่างทางขากลับเองก็มีเสียงซุบซิบนินทาไม่ขาดสาย จนถึงจวน