
...หวังอี้กินนอนอยู่ในป่าๆนี้หนาทึบมากแสงแดดส่องลงมาน้อย เขาเลือกสร้างที่พักเล็กๆบนต้นไม้ใช้หลับนอนและก่อไฟไว้เพื่อความปลอดภัย
เที่ยงวันนั้นฝนตกจนป่าชื้นแฉะ เสื้อผ้าของหวังอี้เปียกชุ่มไปทั้งตัว แต่อากาศกลับอบอ้าวจนเหงื่อยังไหลไม่หยุด
เขาหยิบเนื้อแห้งที่เตรียมไว้ออกมาเคี้ยวช้าๆ ก่อนยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นดื่มน้ำทดแทนเหงื่อที่เสียไป
เขาเอามีดสั้นที่ซื้อมาทำสัญลักษณ์ไว้ตรงต้นไม้กันหลง วิธีการเอาตัวรอดเหล่านี้ศิษย์พี่เป็คนสอนให้ก่อนออกเดินทาง
"รอยเท้าใหญ่นี่คงเป็สัตว์หรืออสูรตัวใหญ่ ข้าไปเส้นอื่นดีกว่า"
เขาเลี้ยวไปอีกทางทันที สายตายังสอดส่ายมองรอบๆและเงี่ยหูฟังเสมอ ฝนก็ยังคงปรอยปรายไม่หยุด
ตอนนี้หวังอี้เก็บสมุนไพรได้จะครบแล้ว แต่อีก 2-3 อย่างนั้นศิษย์พี่บอกว่าอยู่ในป่าลึก นี่เองที่ทำให้เขาใช้เวลาเดินทางเข้ามาในป่านานเป็สัปดาห์ๆ
ป่านี้ยังดีว่าพอมีผลไม้ไว้เติมเสบียงและมีลำธารเล็กๆ(น้ำห้วย)ให้เติมน้ำดื่มได้อยู่ ไม่ลำบากเื่อาหารมากนัก แต่ต้นไม้มันสูงบดบังแสงจนทึบและเป็ต้นไม้คล้ายๆกัน เื่หลงทางนี่เองที่หวังอี้กังวล
แล้วเขาก็ยิ้มดีใจ เพราะเจอสมุนไพรอีกชิ้น หวังอี้มองซ้ายขวาดีๆก่อนจะเดินเข้าไปและใช้มีดตัดมันมาเก็บไว้ในกระเป๋าสมบัติ
"เอาล่ะ เหลืออย่างสุดท้ายแล้ว!"
แววตาเขามีประกายวาว เพราะเขาอยากออกจากที่นี่ไวๆ นั่นทำให้หวังอี้รีบเดินเข้าไปในป่าลึกยิ่งกว่าเดิม
คืนนี้เขาก็ทำเหมือนเดิม ตัดกิ่งไม้สร้างพื้นนอนบนต้นไม้สูง และก่อกองไฟเล็กๆไว้ข้างล่าง
แม้ร่างกายอ่อนเพลียแต่เขาก็ยังนั่งสมาธิเข้าฌานก่อนนอน
"ข้าััปราณธรรมชาติจากป่านี้ได้มาสักพักแล้ว แต่ข้าไม่มั่นใจว่าคือสิ่งใด จึงไม่กล้าให้เข้ามาในรากปัญญาข้า"
ดึกสงัดเขาก็เข้านอน และในกึ่งความฝันนั้นมีเสียงร้องไห้ดังมาเบาๆ เสียงนั้นเย็นชื้นและพูดเอื่อยๆดั่งน้ำไหลช้าๆในลำธาร
ในกึ่งความฝันนั้นมีท่านเซียนหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่เขานอน
"ท่านเซียนน้อย ได้โปรด"
"ข้าน้อยเป็มนุษย์ธรรมดา ท่านต่างหากที่เป็เซียน"
"ท่านตามหาเห็ดกระดูกเซียนอยู่ใช่หรือไม่?"
"ข้าจะบอกทางท่าน ขอเพียงท่านช่วยนำป้ายหยกของข้ากลับไปให้คนรักข้าได้ไหม?"
(ในความฝัน) หวังอี้ยิ้มบาง แววตามีเมตตา
"ท่านคงรักและคิดถึงเขามาก ข้าเห็นสิ่งนั้นในแววตาท่าน ได้ ข้าจะเอาไปมอบให้เขา"
"ขอบคุณมาก"
แล้วหวังอี้ก็ตื่นมาตอนเช้า เขาพิจารณาความฝันสักครู่ก็ตัดสินใจลองไปดู เพราะยังไงๆค้นมาหลายวันแล้วก็ไม่เจอสักที
หวังอี้เดินมาเรื่อยๆจนถึงถ้ำ เขาเอามีดสั้นออกมาถือ เพราะถ้ำในป่าล้วนมีเ้าของ บางที่อาจเป็หมี หรืออสูรงูก็ได้ ข้าอ่านในตำรามาเช่นนั้น
ในถ้ำชื้นๆนั้นหวังอี้จุดไฟเป็คบเพลิงเดินเข้าไป ดูเหมือนว่าเ้าของถ้ำจะไม่อยู่ แต่มีศพหนึ่งที่ร่างกายโดนกินจนเหลือแต่กระดูกกระจายๆอยู่ตรงนั้นและมีเห็ดกระดูกเซียนขึ้นอยู่ด้วย
ดูจากเศษเสื้อผ้าเล็กๆหลายชิ้นที่ถูกกัดขาดคงเป็หญิง ดูเหมือนเธอก็คือคนที่มาเข้าฝันเขานั่นเอง
หวังอี้เห็นป้ายหยกและถุงสมบัติอยู่ตรงนั้นจึงหยิบและเก็บเห็ด ก่อนที่จะค่อยๆย่องอย่างระมัดระวังออกจากถ้ำ
แต่แล้ว ใกล้จะถึงปากถ้ำ เ้าของถ้ำก็มา มันคืออสูรหมาป่าขนสีเงินตัวใหญ่กว่าหวังอี้ 2 เท่า และแววตาของมันช่างไม่เป็มิตรเอาเสียเลย
เขี้ยวแหลมๆในปากนั่น หากข้าโดยขย้ำก็คงไม่ต่างจากเศษกองกระดูกเมื่อกี้
"ต่างคนต่างอยู่ได้ไหม ข้าแค่จะขอออกไป..."
หวังอี้ยังคงลองพูดกับมัน แม้ในใจจะรู้ว่าคงไร้ประโยชน์
เด็กหนุ่มวัย 15 ปียังไม่อาจตัดใจจากความหวังเล็กๆเช่นนั้นได้
แต่ในความจริงมันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว อสูรหมาป่ากระโจนเข้ามาแยกเขี้ยวจะขย้ำคอหวังอี้ๆหลบได้เฉียดฉิว จนเขาเสียวสันหลังวาบ อีกแค่นิดเดียว ฟันแหลมๆนั่นก็จะกัดลงคอข้า
หวังอี้พยายามจะออกไปนอกถ้ำ แต่เ้าหมาป่ามันรู้ มันขวางประตูถ้ำไม่ให้เขาออก
มันเร็วมากจนมีดสั้นในมือเขาแทงไม่โดนมันเลย จะใช้ปราณฟ้าดินใส่กระบี่ไม้ไผ่ฟาดใส่ก็ไม่ได้เพราะอยู่ในถ้ำ ไม่งั้นถ้ำถล่มข้าตายด้วยแน่
"อย่าให้ข้าต้องทำอะไรเ้าเลยนะ"
หมาป่าจ้องเขาและกัดฟันจนน้ำลายยืด
หวังอี้สูดลมหายใจ เปิดรากปัญญาที่กลางหน้าผาก รับปราณธรรมชาติเข้ามา
"นี่คือปราณแห่งป่านี้หรือ?"
เขาใช้ฝ่ามือยื่นออกไปที่หมาป่า ทันใดนั้นดินแข็งๆก็ผุดขึ้นมายึดขาเข้าหมาไว้ แถมยังมีเถาวัลย์เหนียวๆเข้ามาจับยึดมันไว้อีก
มันพยายามดิ้นสุดแรงแต่ก็ไม่ออก หมาป่าแววตาเปลี่ยนเป็หวาดกลัวเมื่อมันเห็นหวังอี้ถีดมีดสั้นเดินเข้ามา
"ยอมแล้วๆ อย่าฆ่าข้าเลย!"
"อ้าว! เ้าพูดได้นี่"
"ก็ปีศาจระดับสูงจะถูกเซียนฆ่านี่!"
"ข้าไม่ใช่เซียนสักหน่อย รากิญญาก็ไม่มี"
"ใครจะเชื่อ! สิ่งที่เ้าทำนี่พลังเซียนชัดๆ"
พอพูดคุยได้หวังอี้เลยถือโอกาสยืนคุยด้วยซะเลย
"เ้ากินท่านเซียนหญิงหรือ?"
"ก็นางตายั้แ่ก่อนข้าไปเจอ ข้าหิว ข้าก็ต้องกินสิ"
"อืม ในตำราว่าผู้ใดฟังอสูรปีศาจด้วยหู ย่อมถูกลวง"
เ้าหมาป่าเหงื่อออก หวังอี้ก้มหน้ายิ้ม และเดินออกจากถ้ำ ห่างสักพักเขาก็ปลดดินและเถาวัลย์ออกให้
หวังอี้กลับมาที่พักเดิมไม่ทัน จึงมองหาก้อนหินใหญ่ให้พิงหลัง ปูใบไม้แห้ง ใช้กิ่งไม้รองพื้น และก่อกองไฟแต่ไม่ใหญ่มากพอแค่ไล่แมลง(กองไฟใหญ่มากล่อสัตว์, โจร)
เขาไม่นอนหลับลึก หลับ่สั้นๆและตื่นมาฟังเสียงเรื่อยๆ ป่ากลางคืนไม่ได้เงียบ มันมีเสียงค้างคาวบิน มีเสียงสัตว์หากินกลางคืน บางครั้งก็ร้องจนก้องกังวานไปทั่วป่า
แล้วเ้าภาพก็มา เป็เ้าอสูรหมาป่านั่นจริงๆ คราวนี้มันมีพวกหมาป่า(ขนาดปกติ) มาด้วยฝูงเล็กๆ
"ว่าแล้ว ปีศาจเชื่อไม่ได้"
“ฮ่าๆ เ้าหนู กลิ่นเืสดใหม่ของเด็กอย่างเ้าช่างหอมยั่วยวนใจข้านัก นานๆจะได้ลิ้มรสที่โอชะอย่างนี้สักที"
"ยอมแพ้เถอะคราวนี้เ้าสู้ไม่ได้แน่!"
แล้วฝูงหมาป่าก็ล้อมหวังอี้ไว้ หวังอี้มองรอบๆ แต่เขาไม่มีดวงตาด้านหลัง เ้า 2 ตัวด้านหลังกระโจนเปิดก่อนเลย
"หา!"
หวังอี้ลอยตัวขึ้นสูงกว่าพื้นราวๆ 7 ฉื่อครึ่ง(2.5 เมตร) พวกหมาป่าที่กระโจนเข้ามาเอาหัวชนกันจนร้องเอ๋งๆ
"เ้าเป็เซียนระดับ 2 สร้างรากฐาน!"
"เป็ไปไม่ได้เด็กอายุแค่นี้ นอกจากพวกชาว์ที่น่ารังเกียจนั่น มนุษย์ไม่มีทางทำได้!"
อสูรหมาป่าเหลือบเห็นถุงสมบัติ
"อืม คงเพราะมีสมบัติเซียนช่วยสินะ แต่การที่เ้าลอยสูงได้แค่นี้และยังไม่เหาะหนี ก็เพราะมันทำได้แค่นี้ใช่ไหมล่ะ หึหึ"
"ฮ่าๆ เสร็จข้าแล้ว เ้าเนื้อหวานๆ"
อสูรหมาป่าเงินกระโจนขึ้นสูง อ้าปากกว้างจนเห็นเขี้ยวสีเหลืองซีด
หวังอี้รีบเอียงตัวหลบ แต่กรงเล็บคมยังฝากรอยลึกไว้ที่แขนซ้าย
ฉึก!
เืสดสาดออกมา เด็กหนุ่มเสียหลักกลางอากาศเกือบร่วงลงไปในวงล้อมหมาป่า หัวใจเขาเต้นแรง มือที่ถือกระบี่ไม้ไผ่สั่นเล็กน้อย
“ถ้าพลาดอีกครั้งเดียว...ข้าตายแน่”
วินาทีนั้นเอง เขาจึงหลับตาลง สูดลมหายใจลึก และเปิดรากปัญญาที่กลางหน้าผาก
หวังอี้ถอนหายใจ รับปราณธรรมชาติมาสู่รากปัญญาและถ่ายลงกระบี่ไม้ไผ่ที่นำออกมา แล้วฟาดไปอย่างรวดเร็ว
ฉั่วะ! ตูม!
เสียงดังสนั่นป่า ร่างอสูรหมาป่าเงินตัวใหญ่ขาดครึ่ง แถมปราณยังฟันจนกระแทกดินและหินะเิกระจายจนเห็นเป็รอยฟัน หมาป่าตัวอื่นๆต่างใที่ลูกพี่มันโดนฆ่า
"ไปซะ!"
ฝูงหมาป่าร้องเอ๋งๆรีบวิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
หวังอี้ลอยลงมา เก็บข้าวของ และรีบเดินจากไปเพราะเห็นว่าป่าบริเวณนี้ไม่ปลอดภัย...
.
(สำนักม่านเมฆา)
สายๆหวังอี้กลับขึ้นมาถึงสำนัก ใบไม้ร่วงเต็มพื้น อาคารต่างๆเริ่มมีใยแมลงมุมขึ้น หวังอี้รีบเดินเข้าหอตำรา แล้วเขาก็ทำหน้านึกขึ้นได้
"ข้าลืมไป ศิษย์พี่ออกมาพบได้เฉพาะเวลากลางคืน"
หวังอี้เลยนอนที่ตรงนั้นด้วยความเหนื่อยอ่อน
พอถึงกลางคืนศิษย์พี่ก็ออกมาและปลุกเขาให้ตื่น
"ทำสำเร็จจนได้นะ"
"ก็เกือบไม่รอดนะศิษย์พี่ อสูรหมาป่านั่นตัวสูงกว่าข้าตั้ง 2 เท่า นี่ขนาดว่าข้าตัวสูงแล้วนะ"
"พวกปีศาจก็แบบนี้แหละ ชอบใช้ขนาด หรืออาวุธทางสรีระเช่นฟัน เขา ปีก หนาม ฯลฯ ข่มขวัญให้เรากลัว"
"แต่ถ้าเรายังมีสติ เราจะรู้ว่าพวกมันก็มีจุดอ่อนที่แอบซ่อนไว้กลัวเรารู้เช่นกัน"
"ไม่มีใครไม่มีจุดอ่อนหรอกนะ ฮ่าๆ"
ศิษย์พี่ตั้งหม้อต้มยาทันที เขาเคี่ยวอยู่นานจนมีกลิ่นลอยฟุ้ง
แล้วเขาก็ใช้พลังปราณที่แทบจะหมดแล้วใส่ลงในหม้อต้มยานั้น
"ศิษย์พี่ จะดีหรือ ท่านแทบไม่เหลือพลังปราณแล้วนะ"
"ฮ่าๆ ข้าไม่มีชีวิตสักหน่อย ถ้าหมดพลังปราณข้าก็แค่สลายไปเท่านั้นเอง"
"แต่...ถ้าไม่มีท่านอยู่เป็เพื่อน ข้าเหงา"
ศิษย์พี่เขกหัวหวังอี้ไป 1 ทีเบาๆ
"ข้าสอนเ้าแล้วไงว่าจงเคยชินกับความเหงาซะ เพราะชีวิตเซียนมันเป็เช่นนั้น"
"ถ้าคบหาสหายเซียนที่มีอายุยืนยาวเหมือนกันไม่ได้หรือศิษย์พี่?"
"ร้อยพ่อพันแม่ ยิ่งรู้จักเยอะยิ่งปัญหาเยอะ"
"แถมแต่ละคนอยู่กันมาเป็ร้อยปี บางคนอยู่เป็พันๆปี อยู่นานเป็หมื่นปีก็มีนะ เขี้ยวลากดิน เอ้ย! ประสบการณ์สูงทั้งนั้น"
"กระต่ายน้อยอย่างเ้า คบหาด้วยก็เป็แค่เหยื่อโอชะของจิ้งจอกเฒ่าพวกนั้น!"
เขาทำแววตาขู่เด็กน้อย
"ร้ายยิ่งกว่าอสูรหมาป่าที่เ้าเจออีก!"
หวังอี้เปลี่ยนเื่
"สรุปยานี่ทำอะไรได้?"
"อ๋อ! มันเป็ยาบำรุงน่ะ"
"บำรุงอะไร?"
"บำรุงรากิญญา ปกติมันใช้ช่วยรักษาซ่อมแซมพวกที่รากิญญาเสียหายจากการต่อสู้"
"ขนาดรากิญญาขาดครึ่งยังช่วยให้ฟื้นกลับมาสมบูรณ์ได้เลยนะ"
"ข้าไม่มีรากิญญาสักหน่อย!"
"ข้าก็บอกแต่แรกแล้วไงว่าลองดู! ได้ผลหรือไม่นั้นข้าเองก็ไม่รู้!"
"เพราะตัวเ้าตอนนี้สามารถรับพลังปราณธรรมชาติเข้ามาได้ มีปราณธาตุไม่ต่างจากผู้มีรากิญญาเซียนเลย"
"แล้วรากปัญญาข้าล่ะ?"
"อันนั้นข้าไม่มีความรู้จริงๆ เ้าคงต้องเสาะหาคำตอบด้วยตัวเองแหละนะ"
ศิษย์พี่เคี่ยวยากลางคืนทั้งคืน ก่อนจะหายไปก็ปลุกหวังอี้มาเคี่ยวยาตอน่กลางวันทั้งวันอีก ทำเช่นนี้สลับไปมากว่า 9 วัน
ศิษย์พี่ดูจะทุ่มเทมาก เขาเหลือพลังปราณเล็กจ้อยเท่าเศษเล็บ จนร่างเขาเห็นเป็ภาพจางๆไปแล้ว
หวังอี้มองเขาทั้งซาบซึ้งใจ และทั้งรู้สึกเศร้าใจที่กำลังจะสูญเสียเขาไป
และแล้ววันนี้(วันที่ 9) เขาก็เอาถ้วยยาให้หวังอี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีใจสุดๆ
"เอ้า! ดื่มทีเดียวให้หมดเลยนะ!"
ยานั่นขมมาก แต่หวังอี้ก็หลับตาปี๋ฝืนดื่มกลืนลงไปจนหมด เพื่อตอบแทนความตั้งใจของศิษย์พี่
นั่งรอ 3 ชั่วยาม(6 ชม.) ศิษย์พี่ก็ส่องแล้วส่องอีก ไม่เห็นรากิญญาจะงอกขึ้นมาเลย
หวังอี้พูด
เต๋าคือหนทางแห่งฟ้าดิน ข้าแต่เพียงไม่มีโอกาสในเส้นทางนั้น"
หวังอี้ลุกขึ้นจะเดินออกไปข้างนอกด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ศิษย์พี่ลุกขึ้นเดินตามไปเอาใจ เขารีบลุกจนหัวชนชั้นหนังสือแล้วก็มีตำราเล่มหนึ่งตกลงมา ศิษย์พี่หยิบมาก็ใบหน้ายิ้มแย้มะโเรียกหวังอี้
"อย่าเพิ่งหมดหวัง! เอานี่ไปอ่านก่อน!"
หวังอี้หยิบตำรานั้นมาดู
"เต๋า?"
ศิษย์พี่พยักหน้าหลายครั้งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หวังอี้จึงเปิดอ่านดูผ่านๆ
"ทำไมจึงไม่มีชื่อผู้เขียน?"
หวังอี้อ่านหน้าแรก
"ผู้คนมากมายใช้ทั้งชีวิตตามหาเต๋า
เต๋าที่แท้ มิได้อยู่บนยอดเขา
หากแต่อยู่ในใจผู้ที่มองเห็นความธรรมดา"
"ผู้เข้าใจเต๋า จะเอาชนะตนเองได้"
เนื้อหาน่าสนใจดีเขานั่งลงพลิกอ่านอีกหลายหน้า
"ทำไมข้ารู้สึกว่าผู้เขียนท่านนี้บางข้อความ เขาราวกับเป็มหาปราชญ์ผู้เฒ่า แต่บางข้อความกลับเป็ดั่งเด็กบริสุทธิ์"
ยิ่งอ่าน หัวใจหวังอี้ยิ่งสงบนิ่ง ราวกับตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามัวแต่มองหาวิธีเป็เซียน แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าเหตุใดผู้คนจึงอยากเป็เซียนั้แ่แรก
หวังอี้ยิ้มออก ศิษย์พี่ก็ดีใจ
หวังอี้ค่อยๆปิดตำรา
ด้านนอกหอตำรา ลมค่ำคืนพัดใบไม้แห้งให้ไหวซู่ซ่า เขามองความมืดเงียบงันของสำนักม่านเมฆาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะพึมพำเบาๆ
“หากการเป็เซียน คือการหนีจากความทุกข์”
“แล้วเหตุใดเซียนมากมาย จึงยังทุกข์อยู่เล่า?”
"ผู้คนคิดว่าเต๋าอยู่สูงเหนือเมฆ"
"จึงไม่มีผู้ใดก้มมองเงาตนเองในน้ำ"