ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_99_วางกลยุทธ์ ไกลหมื่นลี้

    หลังจากได้ยินสิ่งที่เมิ่งฮวนพูด หลิวชิงหยู่ก็ยิ้มขึ้น เขารู้แต่แรกว่าเมิ่งฮวนเป็นคนฉลาด ไม่ว่าเมิ่งฮวนจะรู้ถึงภูมิหลังของเขาหรือไม่ แต่จากการที่ได้พูดคุยเขาก็พบว่า ในเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือ เมิ่งฮวนก็มักจะคอยหยิบยื่นกระสุนให้เขา นับว่าเพียงพอที่จะนับเมิ่งฮวนเป็นพรรคพวกของเขา และความตั้งใจของเมิ่งฮวนตอนนี้ชัดเจนมากว่าเมิ่งฮวนต้องการพึ่งเขา แม้ว่าเขาจะมีภูมิหลังมากมาย แต่เขาในเวลานี้ยังอยู่ได้เพียงชั้นล่าง ดังนั้นเขาจึงใช้ความพยายามทั้งหมดเฝ้าตามหาผู้มากความสามารถเพื่อผูกสัมพันธ์ ทั้งหมดก็เพื่อสร้างเส้นทางในอนาคตด้วยตัวเอง นึกถึงตรงนี้ หลิวชิงหยู่จึงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เอาล่ะสหายเมิ่งฮวน ผมขอรับเอกสารนี้ไว้ แต่คุณไม่กลัวว่าคุณจะเสียเครดิตในเรื่องนี้หรอ”


    เห็นหลิวชิงหยู่พูดแบบนั้น เมิ่งฮวนก็ตระหนักได้ทันทีว่าเอกสารเหล่านี้ทำให้หลิวชิงหยู่ยอมรับเขาแล้ว ในเมื่อเขาคิดจะเข้าร่วมฝ่ายหลิวชิงหยู่ เขาจึงไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป เขาพูดออกไปด้วยรอยยิ้มว่า “นายกหลิว พูดตามตรงแม้ว่าคุณจะอายุน้อยกว่าผม แต่สติปัญญาของคุณด้านการเมืองและแผนการกลยุทธ์ต่างๆ มันบ่งบอกว่าคุณไม่ธรรมดา คุณเป็นข้าราชการคนแรกที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมาก ดังนั้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองของผม ผมอยากจะเข้าร่วมกับคุณ คุณไม่ต้องการผมอย่างนั้นหรือ”


    เมื่อพูดแบบนี้ นั่นหมายความว่า เมิ่งฮวนเปิดใจและพูดเป้าหมายออกมาตรงๆ แต่ละประโยคของเขาก็สามารถเข้าใจได้ง่าย


    หลิวชิงหยู่ยิ้มแล้วพูดว่า “ผมยินดีต้อนรับคุณอย่างแน่นอน การที่ได้คนมีความสามารถแบบคุณ นับเป็นเกียรติของผมด้วยซ้ำ คุณสามารถเข้าร่วมกับผมได้ ตราบเท่าที่คุณมีจิตใจมุ่งมั่นปรารถนาจะทำเพื่อผู้คน ผมก็ยินดีจะให้ความช่วยเหลือคุณอย่างสุดกำลัง แม้ว่าอิทธิพลของผมอาจจะยังอ่อนแอเกินไป แต่นี่เป็นเพียงเวทีแรกที่เหมาะสมกับพวกเราตอนนี้ และเป็นโอกาสให้พวกเราได้พิสูจน์ตัวเอง ดังนั้นผมเชื่อว่าพวกเราจะต้องเป็นข้าราชการที่ดี และเป็นเจ้าหน้าที่ที่ยอดเยี่ยมได้อย่างแน่นอน”


    หลังจากพูดจบทั้งสองก็ยิ้ม ไม่จำเป็นต้องพูดใดๆ ต่อ หลังจากหลิวชิงหยู่เข้ามายังตำบลกวนซาน นี่คือสหายคนที่สองที่เขาสามารถไว้วางใจได้


    หลังจากยืนยันความสัมพันธ์กับเมิ่งฮวนเรียบร้อย หลิวชิงหยู่ก็ไม่คิดจะปิดบังเมิ่งฮวนเขาพูดออกไปตรงๆ ว่า “เมิ่งฮวน ผมเชื่อว่าคุณเองก็คงรู้แล้วว่าผมวางแผนเพื่อจะกำจัดซือเจิ้นเฉียง ระหว่างที่ปิดฉากซือเจิ้นเฉียงในขณะเดียวกันก็คิดจะจัดการเสวี่ยเหวินหลง รวมไปถึงพวกที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บังคับบัญชาของพวกเขา แต่ผมอยากจะใช้โอกาสนี้แก้ไขกวนซานและทำให้กวนซานมีแต่เจ้าหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ ผมหวังว่าคุณจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเป้าหมายครั้งนี้ นอกจากนี้ผมอยากให้คุณขุดคุ้ยพวกแมลงที่ชอนไชตำบลกวนซานของเรา โดยใช้โอกาสนี้กำจัดพวกแมลงสกปรกเหล่านั้นเพื่อผลประโยชน์ของกวนซาน ผมเชื่อว่าในอนาคตกวนซานของเราจะกลายเป็นตำบลที่มีคุณภาพ”


    เมิ่งฮวนได้ยินแบบนั้นก็ยืนขึ้นแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม “หัวหน้าวางใจได้เลย ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะนี่คือเขตภายใต้ความดูแลของผม”


    หลิวชิงหยู่ไม่ได้แก้ไขสรรพนามที่เมิ่งฮวนเรียก เขาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ในฐานะเจ้าหน้าที่ข้าราชการ เขาย่อมต้องมีผู้ช่วยที่มีทัศนคติแบบเดียวกับเขา ตราบใดที่เขาสามารถกำจัดสิ่งเน่าเฟะที่เป็น บ่อนทำลายได้สำเร็จ เรื่องอื่นๆก็คงแก้ไขได้ง่ายยิ่งขึ้น


    หลิวชิงหยู่ ยิ้มโดยไม่ลืมเตือน “จริงสิ เมิ่งฮวน เวลาทำสิ่งต่างๆ คุณสามารถไปขอความช่วยเหลือจากรองเลขาธิการฉินได้ ถ้าได้รับการสนับสนุนจากเธอ แผนการในอนาคตของเราก็จะง่ายยิ่งขึ้น”


    ฉินรุ่ยเจียที่เป็นรองเลขาธิการพรรคประจำตำบล หลิวชิงหยู่ไม่ได้เพิกเฉย โดยเฉพาะในงานเต้นรำที่ชางชาน หลิวชิงหยู่เห็นว่า หวังจงซานกับหลี่เต๋อหลินให้ความสำคัญต่อเธอมาก เห็นชัดว่ารองเลขาธิการสาวสวยคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาๆ เธอน่าจะมีภูมิหลังบางอย่าง แต่ไม่ว่าภูมิหลังของเธอจะเป็นอย่างไร ขอให้มันไม่สร้างปัญหาให้กับเขาก็พอแล้ว สิ่งที่หลิวชิงหยู่เห็นคุณค่าคือทัศนคติในใจของเธอ เธอทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน สำหรับผู้หญิงที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่คือคนที่หลิวชิงหยู่ชื่นชมอย่างมาก หลิวชิงหยู่มีลางสังหรณ์ว่าหลังจากจบเหตุการณ์นี้ตำแหน่งของเขาจะต้องเปลี่ยนไป ซึ่งเขาก็คิดว่าในขณะที่เขายังอยู่ในกวนซานเขาจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้


    และตอนนี้ เนื่องจากได้เมิ่งฮวนเป็นพรรคพวกแล้ว เขาจึงต้องเตือนให้เมิ่งฮวนติดต่อกับฉินรุ่ยเจียและคนอื่นๆ ล่วงหน้า สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเขาในอนาคต การที่อีกฝ่ายเรียกเขาว่าหัวหน้า ถ้าเขาไม่ทำอะไรเพื่อผู้ใต้บังคับบัญชาเลย เขาจะได้รับการสนับสนุนได้อย่างไร นี่ถือเป็นวิธีซื้อใจกันอย่างแท้จริง


    เมิ่งฮวนฉลาด แม้เขาจะไม่มั่นใจว่าแผนของหลิวชิงหยู่จะไปได้ไกลมากน้อยแค่ไหน แต่จากสิ่งที่หลิวชิงหยู่เตือนเขา เห็นชัดว่าหลิวชิงหยู่มีการตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด ราวกับมั่นใจต่อเหตุการณ์ทั้งหมด ดังนั้นมีแต่ต้องทำตาม เขาจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “โอเค ผมเข้าใจแล้ว”


    หลิวชิงหยู่ถามอีกครั้ง “แล้วความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับผู้อำนวยการคณะราษฎร หลิ่วเจี้ยนอิงเป็นยังไงบ้าง”


    เมิ่งฮวนยิ้มแล้วกล่าวออกไปว่า “ผู้อำนวยการหลิ่ว อยู่ภายใต้แรงกดดันของซือเจิ้นเฉียงนาน ชีวิตของเขาน่าหดหู่มาก พวกเราพึ่งจะได้สนิทกันเมื่อปีใหม่มานี้ ดังนั้นคงเป็นเพื่อนดื่มกิน”


    เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฮวน หลิวชิงหยู่ก็ตาเป็นประกาย เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเมิ่งฮวนถึงมีเอกสารเกี่ยวกับซือเจิ้นเฉียงมากมาย มันเป็นเพราะ อดีตนายกเทศมนตรี หลิ่วเจี้ยนอิง ไม่ใช่สัตว์กินพืชทั่วไป แม้ว่าเขาจะถูกซือเจิ้นเฉียงกดหัวมาตลอด แต่เขาที่ทำงานในกวนซานมาหลายปี เขาจึงมีเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเขาช่วยเมิ่งฮวนทำบางอย่างเพื่อจัดการซือเจิ้นเฉียง


    หลิวชิงหยู่ยิ้ม “ไม่เลวเลย ดูเหมือนว่าพวกคุณจะมีสัมพันธ์ที่ดีไม่น้อย คุณรู้จักกับเขาไม่ได้นานแต่ก็เป็นเพื่อนดื่มกินกันแล้ว เขาว่ากันว่ายิ่งดื่มยิ่งสนิทท่าจะจริง”


    เมิ่งฮวนได้ยินหลิวชิงหยู่ พูดแบบนั้นใจของเขาก็สั่นไหว จากคำพูดของหลิวชิงหยู่ หลิวชิงหยู่คงมีแผนที่จะเดินหน้าลุยต่อ ที่พูดกับเขาเช่นนี้ก็เพื่อให้เขาเตรียมตัวได้ทัน มันทำให้เมิ่งฮวนมั่นใจมากขึ้นว่าเขาเลือกติดตามถูกคน


    จากนั้นหลิวชิงหยู่ก็ยืนขึ้น และหยิบเอกสารขึ้นมาแล้วพูดว่า “อืม ตอนนี้ผมได้เอกสารจากคุณแล้ว ผมคงนั่งเฉยไม่ได้ ผมว่าจะไปที่เทศมณฑลสักหน่อย”


    พูดจบทั้งสองก็ออกไปพร้อมกัน


    เมิ่งฮวนยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อแยกเอกสารต่างๆ หลังจากหลิวชิงหยู่เดินออกไปพร้อมเอกสารของเมิ่นฮวน เขาก็โทรหาหงซานจิน และขอให้หงซานจินขับรถไปรอที่ประตูศูนย์ราชการ เดิมทีเขาต้องการให้ถังจื่อหย่งไปกับเขา แต่ถังจื่อหย่งยังมีนิสัยเป็นเด็กๆ อยู่ บวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านหยูฉู่ เขาจึงอยากให้ถังจื่อหย่งได้พักผ่อน อันที่จริงแล้วหลิวชิงหยู่สามารถไปคนเดียวก็ได้ แต่เพราะครั้งนี้มันมีเอกสารกองโต เขาจึงต้องดูเอกสารระหว่างทางและคิดแผนไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นเขาจึงต้องพึ่งให้หงซานจินขับรถพาไป


    เนื่องจากหงซานจิน ติดตามเขาและทำงานอย่างกระตือรือร้นโดยไม่บ่นแม้แต่น้อย มันทำให้หลิวชิงหยู่ชื่นชมสไตล์ที่เรียบง่ายและการตั้งใจทำงานของหงซานจิน


    หลังจากขึ้นรถหลิวชิงหยู่ก็บอกให้หงซานจิน ขับรถตรงไปที่บริเวณสำนักงานคณะกรรมาธิการ แล้วโทรหาเซี่ยเจิ้งเต๋อ


    เซี่ยเจิ้งเต๋อรับสายอย่างรวดเร็ว เขายังรู้สึกโกรธกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นคือการแถลงข่าวของ เซียนเฟิงกรุ๊ปในหยานจิง และความเห็นของประชาชนบนอินเทอร์เน็ต มันทำให้จิงหลินถูกยกกลับมาพูดอีกครั้ง เขารู้ดีว่าเงาของเสวี่ยเหวินหลงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถลบเลือนได้ และเขาเชื่ออย่างยิ่งว่าในเหตุการณ์ครั้งนี้มันคงจะไม่จบลงง่ายๆ เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนๆ หน้า เพราะเขารู้ดีว่าหลิวชิงหยู่อาจจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเขาเองก็รู้ว่าหลิวชิงหยู่จะต้องเคลื่อนไหว แต่เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะเล่นใหญ่ขนาดนี้


    เหตุผลที่เขาโกรธก็คือเขากลัวว่าหลิวชิงหยู่จะควบคุมหางเสือของเรื่องนี้ไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นแม้ว่าหลิวชิงหยู่จะบรรลุเป้าหมาย แต่ก็อาจจะถูกจัดการได้ เพราะเขาได้เพิกเฉยต่อหน้าที่ที่ไม่ยอมรายงานใดๆ เขารู้ดีว่าในเส้นทางข้าราชการไม่ใช่ว่าจะมีแค่การเลื่อนตำแหน่ง บางคนแม้จะไม่ได้ทุจริตแต่ก็อาจถูกปลดได้ บางคนที่มีผลงานก็อาจถูกปลดได้เช่นกัน เพราะมันคือการรักษาสมดุลทางการเมือง และความสมดุลด้านผลประโยชน์


    ถ้าหลิวชิงหยู่วางแผนการใหญ่ จนไม่สามารถควบคุมได้ แน่นอนว่าเขาอาจต้องเผชิญผลย้อนกลับ เซี่ยเจิ้งเต๋อกังวลเกี่ยวกับหลิวชิงหยู่แล้วก็อนาคตของตัวเองมาก เพราะหากหลิวชิงหยู่ถูกจัดการ เส้นทางของเขาก็จะยากยิ่งขึ้น เขาคิดอยู่ว่าจะโทรหาหลิวชิงหยู่ดีหรือไม่ แต่เขาก็อดทนมาตลอดเพราะเขาเชื่อว่าหลิวชิงหยู่จะสามารถให้คำอธิบาย


    ในตอนนี้ เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่โทรเข้ามา เขาก็กดรับสายทันที และเมื่อได้ยินหลิวชิงหยู่ทักทายเขา เขาก็ถอนหายใจยาวๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “เสี่ยวหลิว คราวนี้เธอลงมือหนักเกินไปหรือเปล่า”