ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 175 เครื่องสังเวย

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 175  เครื่องสังเวย



        ร่างวิญญาณโปร่งแสงยืนจ้องมองภาพการต่อสู้เบื้องหน้านิ่งๆ ทีแรกเขาก็เกร็งอยู่หน่อยๆ เพราะเหมือนอีกฝ่ายจะสัมผัสได้ถึงการมาถึงของเขา โชคดีที่การต่อสู้ยังคงดำเนินไปอยู่และทำให้พวกมันทั้งคู่ไม่ได้สนใจสิ่งแปลกๆ รอบตัวมากนัก จินจึงคิดว่าตนเองน่าจะพอคลายใจไปได้บ้าง


        การที่จินยังคงรั้งรออยู่ที่นี่ก็มีเหตุผลอยู่ด้วยกันสองอย่าง หนึ่งคือกลัวอีกฝ่ายจะรู้ตำแหน่งของตัวเอง สองคือเขากำลังรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการต่อสู้ตรงหน้าอยู่


        ปัง ปัง ครืนนนน


        การต่อสู้ดำเนินต่อไป ร่างในชุดสีน้ำเงินยังคงฟาดฝ่ามือของมันอย่างต่อเนื่องเข้าใส่คู่ต่อสู้ เศษหินเศษดินปลิวกระจาย ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประปรายหักโค่นลง


        ดูเหมือนว่าร่างในชุดสีน้ำเงินจะไม่ได้อ่อนแอเหมือนแรกเห็น


        ตอนที่จินเข้ามาในพื้นที่การต่อสู้ของคนทั้งคู่ ก็เห็นผู้ตั้งรับเป็นร่างในชุดสีน้ำเงิน มันถูกกระแทกกระเด็นจนไถลครูดไปตามพื้นในขณะที่ชายในชุดผ้าป่านสีขาวงาช้างกลับลอยอยู่กลางอากาศราวกับเป็นผู้ที่เหนือกว่า


        แต่หลังจากเหตุการณ์ในช่วงนั้น จินก็พบว่าเขาด่วนสรุปเกินไป จริงๆ แล้วร่างในชุดสีน้ำเงินเองก็แข็งแกร่งไม่น้อยทีเดียว เพียงแต่ทักษะการต่อสู้ของทั้งคู่ค่อนข้างแตกต่างกัน และความแข็งแกร่งของคนทั้งสองไม่ได้อ่อนแอกว่ามนุษย์ที่เป็นอีโวลระดับสี่เลยแม้แต่น้อย หรืออาจจะเป็นจุดสูงสุดของอีโวลระดับสี่ด้วยซ้ำ


        ไม่ว่าจะเป็นร่างในชุดสีน้ำเงินหรือชายในชุดผ้าป่านสีขาวล้วนแต่เป็นตัวตนที่เหนือกว่าระดับในปัจจุบันของจิน และไม่มีทางที่จะเป็นคู่ต่อสู้ให้กับคนทั้งคู่เลย


        ร่างวิญญาณหนุ่มแลบลิ้นเลียริมฝีปากเฝ้ามองการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสู้กันก็ยิ่งขยายพื้นที่ความเสียหายมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างไม่มีใครยอมใคร จินเองก็ยังไม่ทราบเหตุผลที่ทั้งสองคนจะต้องมาต่อสู้กันเพราะไม่มีฝ่ายใดคิดจะพูดคุยกันด้วยสันติวิธีเลย...และถึงแม้พวกเขาทั้งคู่จะพูดจริงๆ จินก็คิดว่าตัวเขาไม่น่าจะฟังรู้เรื่อง


        จากนาทีเป็นชั่วโมง จากชั่วโมงเป็นวัน


        ตอนนี้คนร่างเตี้ยทั้งคู่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนานหลายชั่วโมง จากช่วงกลางวันได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่กลางคืน และในตอนนี้กำลังจะผ่านไปถึงรุ่งสาง พระอาทิตย์กำลังจะกลับขึ้นมาแทนที่พระจันทร์ทั้งสองดวงที่ลาลับขอบฟ้าไป


        ฟังไม่ผิด พระจันทร์สองดวง ทั้งยังมากันคนละเวลา จินเฝ้ามองการต่อสู้อยู่นานจากกลางวันสู่กลางคืน ความตื่นเต้นที่มีก็เริ่มคลายลงและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น


        บนโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีดวงจันทร์เป็นบริวารถึงสองดวงและลอยอยู่ห่างกันพอสมควร เพราะจากที่จินเห็น ดวงจันทร์ดวงแรกจะมาก่อนประมาณสามชั่วโมง จากนั้นจึงจะเป็นตาของดวงจันทร์ดวงที่สอง


        ปรากฏการณ์บนท้องฟ้านี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการย้ำเตือนจินว่านี่คือโลกต่างมิติ และเขายังคงมีภาระบนโลกมนุษย์ที่ต้องกลับไป


        เวลาผ่านไปจนถึงช่วงสายของอีกวัน คนทั้งคู่ก็ยังสู้กันไม่จบ แต่สังเกตได้ว่าทั้งคู่เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยอ่อนบนใบหน้าแล้ว จินคิดว่าอีกไม่นานการต่อสู้คงได้รับการตัดสิน


        ดีหน่อยที่การต่อสู้ค่อยๆ ออกห่างจากจุดที่จินแอบซ่อนตัวอยู่ไปไกลและดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากการต่อสู้อีกแล้ว ทำให้วิญญาณโปร่งแสงรู้สึกโล่งใจอย่างมาก เพราะต่อให้เขามีเกราะอ่อนเทพอัสนีก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนเหล่านี้อย่างแน่นอน มีเพียงแต่จะต้องหนีอย่างเดียว


        เกราะอ่อนเทพอัสนีเป็นเครื่องป้องกันที่แข็งแกร่งมากเมื่ออยู่ต่อหน้าการโจมตีด้วยธาตุสายฟ้า แต่กับการโจมตีอื่นๆ มาตรฐานของมันค่อนข้างต่ำ


        มันสามารถทนทานการโจมตีของอีโวลระดับสามได้ก็จริง เพียงแต่สำหรับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาตรงหน้านั้นแทบจะเป็นจุดสูงสุดของอีโวลระดับที่สี่แล้ว จินไม่มั่นใจว่าเกราะอ่อนเทพอัสนีจะปกป้องเขาไว้ได้นานแค่ไหน


        จินจ้องมองไปยังพื้นที่ต่อสู้ที่พังทลาย มีแต่ความพินาศ ดูเหมือนว่าคนทั้งสองจะสู้กันจนตรงลึกเขาไปยังเขตชุมชนตามแผนที่ที่จินมีอยู่...ไม่แน่ใจว่าผ่านมากว่าพันปี เขตชุมชนแห่งนั้นยังคงมีอยู่หรือไม่


        แต่ดูความวินาศสันตะโรที่เกิดจากการต่อสู้ครั้งนี้ หากหมู่บ้านแห่งนั้นยังคงมีอยู่ ป่านนี้น่าจะถูกทำลายไปจากการต่อสู้ไปแล้วล่ะ


        วิญญาณชายหนุ่มยังคงรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างใจจดใจจ่อ ขอเพียงมีคนใดคนหนึ่งตกตายลง ภารกิจของเขาในครั้งนี้เท่ากับเสร็จสมบูรณ์


        ผลตัดสินดูเหมือนใกล้จะปรากฏแล้ว ชายในชุดผ่าป่านสีขาวดูเหนื่อยล้าก็จริง แต่ไม่เท่ากับสิ่งที่ร่างในชุดสีน้ำเงินแสดงออก จินที่มองพวกเขามานานรู้สึกได้ทันทีว่าสภาพร่างกายของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่อยู่ในชุดสีน้ำเงินเริ่มอ่อนล้าเต็มทน การโจมตีต่างๆ ไม่ได้ฉับไวเหมือนเคย และมีข้อผิดพลาดให้คู่ต่อสู้ฉกฉวยมากขึ้นเรื่อยๆ


        ไม่นานสิ่งที่จินรอคอยก็รอคอยก็มาถึง


        “อ๊ากกก” เสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากอีกฟากหนึ่งของพื้นที่การต่อสู้


        จินขยายภาพเพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นว่าร่างในชุดสีน้ำเงินเพลี่ยงพล้ำจนได้ เลือดสีแดงสดสาดกระจายไปทั่ว ร่างลอยละลิ่วโค้งถอยหลัง ก่อนจะม้วนตัวกลับไปนั่งชันเข่าอยู่ที่พื้น แขนข้างซ้ายหายไปทั้งแขน...


        'ดูเหมือนว่าจะพ่ายแพ้แล้ว!' จินเฝ้ามองหน้าจอแสดงภาพอย่างใจจดใจจ่อ รอคอยให้ชายร่างเตี้ยชุดขาวสังหารศัตรูเสีย เขาจะได้รับร่างกายนี้กลับไปยังโลกมนุษย์เสียที


        ร่างในชุดผ้าป่านสีขาวยืนค้างจ้องมองไปที่ผู้แพ้นิ่งๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ มันพูดอะไรบางอย่างออกมาเพียงแต่จินไม่ได้ยินและไม่สามารถเข้าใจภาษาของอีกฝ่ายได้แม้จะลองอ่านปากดูแล้วก็ตาม


        ร่างในชุดสีน้ำเงินนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ได้ตอบสนองอะไร แผ่นหลังของมันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและเลือดจนเสื้อด้านหลังแทบจะกลายเป็นสีดำ


        จินไม่แน่ใจว่าผู้พ่ายแพ้ได้พูดอะไรตอบกลับไปหรือไม่ แต่ดูจากมุมมองของเขาแล้ว อีกฝ่ายเพียงนั่งนิ่งๆ เท่านั้น ไม่ได้มีการขยับตัวใดๆ รวมถึงไม่คิดหนีไปไหนด้วย


        จินจ้องมองฉากตรงหน้าอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดชายในชุดผ้าป่านสีขาวก็ขยับเสื้อของมันเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวจากไป ทิ้งร่างในชุดสีน้ำเงินให้นั่งก้มหน้าอย่างนั้นโดยไม่เหลียวแลอีก ช่างเป็น...พฤติกรรมที่เย่อหยิ่งอย่างแท้จริง


        “เดี๋ยวๆ เดี๋ยวสิโว้ย! กลับมาก่อน!” ร่างวิญญาณโปร่งแสงถึงกับเบิกตาโพลง ทุกอย่างเหมือนจะไม่ได้เป็นไปตามที่เขาต้องการ นี่เขารอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มาหนึ่งวันเต็มๆ แต่อีกฝ่ายเล่นอยากจะไปก็ไปกันดื้อๆ เช่นนี้เลยหรือ?


        จินตบหน้าผากตนเองไปหนึ่งที ดูเหมือนว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะไม่ใช่การต่อสู้ถึงตายอย่างที่เขาคิด แต่เป็นการประลองฝีมือของตัวตนทรงพลังสองคน คนชนะก็จากไปแบบนั้น ส่วนคนแพ้ก็ยินยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีทั้งๆ ที่สู้กันมาแทบตาย ไม่มีฝ่ายใดที่ชีวิตอยู่ในขั้นวิกฤติสักคน...นี่มันไร้สาระที่สุด


        แผนการเก็บเกี่ยวศพของผู้ทรงพลังเป็นอันพังทลาย และผู้พ่ายแพ้ที่แม้จะอ่อนล้าก็ดูเหมือยยังเหลือพลังอยู่ไม่น้อย ต่อให้จินคิดจะใช้จังหวะนี้สังหารอีกฝ่ายด้วยตนเองก็เป็นไปไม่ได้


        จินเฝ้ามองร่างในชุดสีน้ำเงินอยู่นาน เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง ในที่สุดมันก็ลุกขึ้นและพุ่งทะยานจากไป


        ร่างวิญญาณเดาะลิ้นด้วยความไม่พอใจ ที่เขายังไม่จากไปไหนก็เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะจับสัมผัสได้ และอีกประการหนึ่งก็ต้องการจะดูว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไป


        หากโลกนี้มันมีวัฒนธรรมอย่างผู้พ่ายแพ้ในการประลองจะต้องฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีอย่างมาก นั่นจะกลายเป็นโอกาสของเขาอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเรื่องเช่นนั้น


        จินส่ายศีรษะเบาๆ หลังจากอีกฝ่ายจากไป ดูเหมือนว่าภารกิจครั้งนี้จะไม่ง่ายเลย เหมือนโอกาสดีๆ จะหาได้ยากมาก และเขาก็จำเป็นจะต้องไขว่คว้ามันด้วยตนเอง ไม่ใช่รอโอกาสให้มันตกมาถึงมือโดยไม่ต้องทำอะไร


        พื้นที่ที่จินอยู่ในตอนนี้ใกล้กับเขตชุมชนที่ระบุไว้บนแผนที่มาก แต่เนื่องจากการต่อสู้ที่ทำลายล้างพื้นที่ส่วนนี้ไปทั้งแถบ เขาแทบจะมั่นใจได้เลยว่าไม่มีเมืองหรือหมู่บ้านอะไรอยู่แถวนี้อีกแล้ว หากมีอยู่มันก็คงถูกทำลายด้วยฝีมือของทั้งคู่หรือไม่ก็มีตัวตนทรงพลังอื่นๆ ออกมาหยุดยั้งการต่อสู้นี้ไปแล้ว


        จินเลือกที่จะเคลื่อนมิติประดิษฐ์ออกจากที่นี่มุ่งหน้าไปยังสถานที่สุดท้ายด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก


        หากสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีสิ่งที่เขาตามหา ทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คงต้องมุ่งหน้ากลับไปยังป่าทิศตะวันตกเฉียงเหนือ


        เมื่อเทียบกับการร่อนเร่ไร้จุดหมายปลายทาง การไปยังที่ที่มีเป้าหมายอยู่แน่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า แม้ว่าพวกมันจะเป็นสัตว์อสูรและไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญารูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่อย่างน้อยมันก็แข็งแกร่ง


        มิติประดิษฐ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วปานกลางไปยังฝั่งตะวันออกของแผนที่ ที่ที่มีสัญลักษณ์รูปร่างคล้ายปราสาทประทับอยู่ ชายหนุ่มคาดหวังได้เพียงว่ามันอาจจะมีอะไรน่าสนใจบ้างที่นั่น


        -------------------------------------------


        “มัวทำอะไรอยู่ทำไมชักช้านัก!?” ชายชราในชุดคลุมสีเทาทั้งตัวเดินมาตรวจตราท้ายขบวนเมื่อเห็นว่าขบวนเดินทางด้านหลังนั้นขาดช่วง


        นี่เป็นขบวนเดินทางขนาดค่อนข้างใหญ่ ทุกคนในที่แห่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนมนุษย์เพียงแต่มีส่วนสูงที่ค่อนข้างเตี้ยกว่า คนที่สูงที่สุดดูเหมือนจะสูงไม่ถึงร้อยหกสิบเซนติเมตรแม้จะเป็นเพศชายรูปร่างกำยำ และคนส่วนใหญ่สวมใส่ชุดคลุมสีเทาตั้งแต่หัวจรดเท้า


        ส่วนที่เหลือจะแก้ผ้าล่อนจ้อนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง คนเหล่านี้ถูกพันธนาการแขนและถูกล่ามไว้ด้วยเชือกที่มัดคอร่วมกับคนอื่นๆ ราวกับเป็นสัตว์จากโรงปศุสัตว์ สีหน้าของแต่ละคนดูเศร้าหมองไร้ชีวิตชีวา


        “ขออภัยท่านนักบวช มีเครื่องเซ่นสังเวยบางคนที่เริ่มทนการเดินทางและการทรมานไม่ไหว พวกมันหมดสติกันไปหลายคน” ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทารีบโค้งขออภัยให้แก่ชายชราร่างเตี้ย


        “อ่อนแอจริงๆ! กลุ่มเครื่องเซ่นสังเวยชุดนี้อ่อนแอจริงๆ หากไม่ใช่เพราะว่าช่วงนี้เครื่องเซ่นสังเวยหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทางการจับตามองพวกเราอยู่ ข้าจะบั่นหัวพวกอ่อนแอทิ้งเสียที่นี่ให้หมด!” ชายชราในชุดคลุมสีเทาเริ่มโมโห ไม่รู้ว่าไม่พอใจที่เครื่องเซ่นสังเวยอ่อนแอ หรือโกรธทางการที่ทำให้การทำงานของมันยากขึ้น


        “จงรีบตามมาให้เร็วขึ้น ขืนชักช้าเหล่าผู้นำที่รออยู่ในวิหารจะต้องไม่พอใจแน่ๆ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะทำอย่างไรให้พวกมันเดินทางต่อไปได้ จะลากพวกมันไปกับพื้นก็ได้ แต่ห้ามให้พวกมันตายกลางทางเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเครื่องสังเวยรอบนี้จะไม่พอ และอาจจะกลายเป็นเจ้ากับลูกน้องที่โดนส่งเข้าไปแทน!”


        ชายชราจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาที่จริงจัง จริงอยู่ที่นั่นเป็นเพียงคำขู่ แต่หากอีกฝ่ายสร้างข้อผิดพลาดขึ้นอีก มันก็ไม่รังเกียจเลยที่จะทำตามที่พูด ใช้พวกของตนเองเป็นเครื่องสังเวยแทนกลุ่มคนที่พวกมันจับมา


        “เข้าใจขอรับ!” ชายวัยกลางคนพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความหวาดกลัว เสียงของมันสั่นไปหมด


        เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรับคำแล้ว ชายชราชุดเทาก็เดินกลับไปด้านหน้าขบวนทันที

คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน