น้ำเสียงนั้นหนาหนักทรงพลังประดุจเสียงกระบี่กระทบเตาหลอม เมื่อทุกคนหันกลับไปมองก็พบว่าคนที่เอ่ยปากขึ้นมานั้นคือหลิงเทียน ศิษย์รับใช้แห่งสำนักเฉียนหยวนผู้นั้น!
คนผู้นี้เพิ่งจะปฏิเสธความหวังดีของผู้าุโหงอวี้และซ่งกวนอินไป ยามนี้กลับตั้งใจจะก้าวเข้าสู่หมอกไอพิษด้วยตนเองอีกอย่างนั้นหรือ?
นี่มันรีบร้อนไปหาที่ตายหรือไร!?
"เหอะ ๆ เช่นนั้น หลิงเทียน เ้าก็ไปเสียสิ!" เฟิงเสวียนอี้กลับยิ้มเอ่ย การกระทำของหลิงเทียนเช่นนี้ ช่วยแก้หน้าคลี่คลายสถานการณ์ให้เขาได้พอดี
"ฮึ!"
ทว่าหลิงเทียนกลับไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาเลยสักแวบเดียว เพียงถือโครงกระบี่ที่ดูคล้ายไม้เขี่ยไฟ และมุ่งตรงเข้าสู่หมอกไอพิษในทันที ในเมื่อมาถึงสันเขาโว่หลงแล้ว เขาย่อมไม่คิดที่จะอยู่ปะปนกับพวกคนจอมปลอมเหล่านี้ การได้สลัดคนอื่นหลุดเพื่อเคลื่อนไหวคนเดียว กลับทำให้หลิงเทียนรู้สึกเป็อิสระมากกว่า
พริบตาเดียว หลิงเทียนก็ลับหายไปในหมอกไอพิษอย่างสมบูรณ์ ทุกคนต่างสบตากันไปมา พวกเขาไม่เคยพบเห็นใครที่กระตือรือร้นในภารกิจล่าอสูรขนาดนี้มาก่อน แถมยังมาจากสำนักเฉียนหยวน ช่างเป็เื่แปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจริง
ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ไม่เห็นหลิงเทียนเดินออกมาจากหมอกไอพิษเลย เฟิงเสวียนอี้แค่นหัวเราะในใจ เช่นนี้ก็ประหยัดแรงเขาไปได้มาก เพราะเขาได้รับคำไหว้วานสองทางจากจ้าวคานและตระกูลฉู่ ให้ดึงหลิงเทียนเข้ามาอยู่ในกลุ่มภารกิจล่าอสูรครั้งนี้ หากหลิงเทียนไม่ตกตาย เขาก็จะลงมือเอง แต่ยามนี้ หลิงเทียนผู้นี้ย่อมตายไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
"ไม่ต้องรอแล้ว ข้าใช้จิตััตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อครู่นี้ ด้านในหมอกไอพิษ ไม่มีอสูรร้ายอาศัยอยู่ พวกเราเข้าไปได้แล้ว"
ในเวลานี้ ผู้าุโหงอวี้ชักนำจิตัักลับคืนมา
"ศิษย์สำนักเฉียนหยวน ตามข้าเข้าไป!"
เมื่อเฟิงเสวียนอี้ได้ยิน ก็รีบนำเหล่าศิษย์สายนอกที่เหลือ ก้าวเข้าสู่หมอกไอพิษทันที ทว่าพวกเหยาอี้กลับพบว่า หลังจากเข้าสู่หมอกไอพิษได้ไม่นาน เฟิงเสวียนอี้ก็พลันหายตัวไป เหลือทิ้งไว้เพียงกลุ่มศิษย์สายนอกที่เดินวนไปวนมาดุจแมลงวันไร้หัว
"เ้าหมอนี่ สมกับคำเล่าลือจริง ๆ !" เหยาอี้อดไม่ได้ที่จะสบถด่า ใคร ๆ ต่างก็ลือกันว่าเฟิงเสวียนอี้ผู้นี้รักตัวกลัวตาย พอเข้าสันเขาโว่หลงก็มักจะหายตัวไป ซึ่งยามนี้เป็เช่นนั้นจริง ๆ แต่พวกเขามีระดับบำเพ็ญเพียรแค่ขั้นหลอมปราณ คิดจะตามหาผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานอย่างเฟิงเสวียนอี้ย่อมเป็ไปไม่ได้ จึงทำได้เพียงคลำทางมุ่งหน้าลึกเข้าไปในสันเขาโว่หลงต่อไป
"กวนอิน ให้ข้าไปคุ้มครองเ้าเถอะ สันเขาโว่หลงมิใช่ที่ที่ปลอดภัยนัก" ผู้าุโหงอวี้กุมมือซ่งกวนอิน สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
"ผู้าุโไม่จำเป็หรอกเ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านเป็ห่วงข้า แต่กวนอินอย่างไรเสียก็เป็ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นปลายแล้ว การเอาตัวรอดย่อมไม่เป็ปัญหา" ซ่งกวนอินกลับส่ายหน้า
"หรือจะรอให้ข้าสังหารพวกอสูรร้ายเสร็จ แล้วค่อยไปตามหาพร้อมเ้าดี?" ผู้าุโหงอวี้ขมวดคิ้วด้วยความกังวล
ทว่าซ่งกวนอินกลับคล้ายตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว "ข้าคงไม่อาจรอได้อีกแล้ว ในเมื่อรู้ว่าร่องรอยของเพลิงวิเศษธรรมชาติสายนั้นเคยปรากฏขึ้นที่สันเขาโว่หลง ข้าก็ต้องหาให้เจอ เื่นี้เกี่ยวข้องกับอาการป่วยของท่านแม่ ข้ารอไม่ได้จริง ๆ เ้าค่ะ อีกอย่างเสินอันก็ออกวิ่งไปทั่วเพื่อเื่นี้ทุกวัน ข้า้าพิสูจน์ว่า ข้ามิได้ด้อยกว่านาง!"
"เฮ้อ! พวกเ้าสองพี่น้องเนี่ยนะ ดีไปหมดทุกอย่าง แต่ติดตรงที่เื่อะไรก็ต้องเอาชนะขันแข่งกันไปเสียหมด อาการป่วยของรองเ้าหุบเขาก็ทำเอาพวกเราเป็ห่วงยิ่งนัก ไม่รู้ว่าวิธีการของใครในพวกเ้าจะใช้ได้ผลกันแน่" ผู้าุโหงอวี้ถอนหายใจยาว
"ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด พวกเราก็จะทดลองดูให้ได้เ้าค่ะ ผู้าุโหงอวี้ โปรดวางใจเถอะ ข้าขอตัวก่อน!" บนใบหน้าของซ่งกวนอินฉายแววเด็ดเดี่ยว วินาทีต่อมา ลมปราณรอบปลายเท้าพลันปะทุขึ้น ส่งร่างของนางลอยละลิ่วเข้าหาหมอกไอพิษทันที
"คุณชายใหญ่ นึกไม่ถึงเลยว่าซ่งกวนอินผู้นั้นจะมาด้วย หรือว่าเป็เพราะเพลิงวิเศษธรรมชาตินั่นเช่นกัน?" ขณะนี้ทางฝั่งสำนักหวงจี๋ ผู้าุโนำกลุ่มสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
"ตามหลักการแล้วพวกนางไม่มีทางรู้ได้ แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็ไปได้ที่หุบเขาเฟินเซียงจะไปรู้เบาะแสอื่นมา แต่ไม่ว่าจะเป็ใคร ครั้งนี้ก็อย่าหวังว่าจะมาแย่งชิงเพลิงวิเศษธรรมชาติไปจากมือข้าได้!" บนใบหน้าของชุยจ้านกลับฉายแววเหี้ยมเกรียมขึ้นมา
"เหอะ ๆ ด้วยศักยภาพของคุณชายใหญ่ ย่อมสมอารมณ์หมายแน่นอน รอจนได้เพลิงวิเศษระดับสองมาครอง วิชาหลอมอาวุธของคุณชายใหญ่ก็จักก้าวะโขึ้นอีกขั้น!" ผู้าุโสำนักหวงจี๋เอ่ยประจบประแจง
"วิชาหลอมอาวุธหรือ? เหอะ ๆ ไม่ได้มีเพียงเท่านั้นหรอก..." ชุยจ้านแค่นหัวเราะเ็า
"คัมภีร์ที่ข้าฝึกฝน่นี้ติดขัดอยู่ที่คอขวด ขอเพียงข้าหาเพลิงวิเศษธรรมชาติเจอสักดวง คัมภีร์วิชาก็จะทะลวงผ่าน ถึงเวลานั้นอันดับของข้าในสำนักก็จะทะยานขึ้นสู่สามอันดับแรกได้แล้ว!"
หลังกล่าวจบ ชุยจ้านก็อัญเชิญพยัคฆ์อสูรลายดำออกมาตัวหนึ่ง ก่อนจะกอดหอกะโขึ้นไปบนหลังสัตว์อสูร แล้วพุ่งทะยานเข้าสู่สันเขาโว่หลงทันที ส่วนหลิงเทียนที่เข้าไปในหมอกไอพิษเป็คนแรก กลับไม่มีใครแยแสสนใจ
ทว่าสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้นั้น หลิงเทียนที่ทุกคนคิดว่าตกตายอยู่ในหมอกไอพิษไปแล้ว บัดนี้กำลังวิ่งกระโจนอย่างรวดเร็วท่ามกลางป่าทึบและหมอกควันของสันเขาโว่หลง
"ความเร็วยังช้าเกินไป" ระหว่างทางหลิงเทียนพึมพำกับตนเอง การวิ่งอย่างรวดเร็วในป่าทึบเช่นนี้ย่อมสูญเสียพละกำลังมหาศาล อีกทั้งหลิงเทียนยังไม่ได้ฝึกฝนวิชาท่องนภา ความเร็วจึงไม่ได้รวดเร็วนัก
หากเปรียบกับซ่งกวนอินหรือชุยจ้านที่เป็ยอดอัจฉริยะแห่งสำนัก ต่อให้ไม่ใช้วิชาท่องนภาก็ยังมีสัตว์อสูรรับใช้เป็พาหนะ หลิงเทียนในใจเองก็รู้สึกอิจฉาอยู่ไม่น้อย
"ทว่าการตามหาโชควาสนาสำคัญที่สุด!"
หลิงเทียนกระโจนกายขึ้นไปหยุดลงบนยอดต้นไม้โบราณสูงตระหง่าน โคจรพลังแห่งแผนภูมิดาราโจวเทียนรวบรวมไว้ที่ดวงตา จากนั้นดวงตาทั้งสองของหลิงเทียนที่ทอประกายสว่างไสวดุจดวงดาวก็กวาดมองไปทั่วหมอกควันในสันเขาโว่หลง
หืม!?
ทว่าในวินาทีต่อมา สีหน้าของหลิงเทียนกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะยามนี้ในสายตาของเขา เสาแสงสายแล้วสายเล่าพุ่งทะยานขึ้นจากหมอกควัน ดูแล้วสะดุดตาเป็อย่างยิ่ง อีกทั้งขนาดของเสาแสงเหล่านี้ยังแตกต่างกัน สีสันก็ไม่เหมือนกัน บางเสามีสีแดงฉาน บางเสามีสีเขียวมรกต เปล่งประกายทองเรืองรอง
"กลิ่นอายพวกนี้ถึงกับเป็... สัตว์อสูร หญ้าปราณ และวัตถุดิบแร่!?"
หลังจากััอย่างละเอียด ในใจของหลิงเทียนก็พลันสั่นสะท้าน นึกไม่ถึงเลยว่าเนตรดารานี้ไม่เพียงแต่มองทะลุความเท็จได้ แต่กลับมีความสามารถในการพิเคราะห์ปราณอีกด้วย!
สมบัติวิเศษแห่งฟ้าดิน สัตว์อสูร หรือภูตผีปีศาจใด ๆ ล้วนไม่อาจรอดพ้นสายตาคู่นี้ของเขาไปได้! เช่นนี้มิเท่ากับว่าหลิงเทียนสามารถกวาดสมบัติทั้งหมดได้โดยไม่ตกหล่นเลยหรือ!?
ชั่วขณะนี้หลิงเทียนดีใจยิ่งนัก การมาสันเขาโว่หลงในครั้งนี้ของเขาไม่ได้มาเพื่อสังหารอสูรร้ายอันใด เป้าหมายของเขามีสามประการ
หนึ่งคือตามหาวัตถุดิบหลอมอาวุธ เพราะโครงกระบี่ของเขายังอยู่ในสถานะไม่สมบูรณ์ หาก้าหลอมให้สำเร็จอย่างแท้จริง ยังคง้าวัตถุดิบระดับสุดยอดธาตุอสนีบาตอีกหนึ่งชนิด
สองคือตามหาอสรพิษม่วงทองเขาเดียว เพื่อนำโลหิตแก่นิญญาของมันมาฝึกฝนเคล็ดวิชากายาเก้าัครองภพ
สามคือค้นหาทรัพยากรพลังงานให้มากพอ เพื่อยกระดับบำเพ็ญเพียรของตนเองเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน
ก่อนหน้านี้ หลิงเทียนมิได้ตั้งหวังไว้สูงมากนัก แต่ยามนี้เนตรดารากลับมีความสามารถในการพิเคราะห์ปราณ ทุกอย่างจึงดูง่ายดายขึ้นมาทันที
"เหอะ ๆ เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าเก็บเกี่ยวรอบหนึ่งก่อนแล้วกัน!"
บนยอดไม้โบราณมุมปากของหลิงเทียนยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า ก่อนจะเหินกายลับหายไปในหมอกควัน หลังจากนั้นไม่นาน หลิงเทียนก็ร่อนลงสู่บริเวณบึงน้ำแห่งหนึ่ง เขามองไปในหมอกควันเลือนรางมีต้นหญ้าปราณต้นหนึ่งกำลังพลิ้วไหวอยู่เหนือแอ่งน้ำ บนนั้นมีผลไม้สีแดงฉานแขวนอยู่ แผ่กลิ่นอายแห่งเปลวเพลิงออกมาเป็ระลอก
"สมุนไพรระดับปฐี ผลเพลิงชาด!"
หลิงเทียนยินดีในใจ ก่อนหน้านี้เขาเก็บสมุนไพรไปแล้วเก้าต้น แต่ระดับของพวกมันยังไม่ถึงระดับปฐี แม้จะเป็ระดับเสวียนขั้นสูงสุด ทว่ามูลค่าก็ยังมีจำกัด ทั้งพลังงานที่สามารถดูดซับได้ก็มีจำกัด สำหรับความ้าในการบำเพ็ญเพียรของหลิงเทียนแล้ว ถือว่าน้อยนิดนับเป็หยดน้ำในมหาสมุทร
ทว่าผลเพลิงชาดเบื้องหน้านี้แตกต่างออกไป ไม่เพียงแต่ระดับจะบรรลุถึงระดับปฐีขั้นสูง แต่ภายในผลไม้ชนิดนี้ ยังซุกซ่อนพลังงานเปลวเพลิงมหาศาล เพียงพอจะทำให้ระดับบำเพ็ญเพียรของหลิงเทียนพุ่งทะยานขึ้นหนึ่งขอบเขตย่อยได้เลย ดังนั้นหลิงเทียนจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด
เพียงแต่ภายใต้เนตรดารา บนบึงน้ำแห่งนั้นกลับมีเสาแสงสีแดงฉานส่องสว่างอยู่ นี่คือกลิ่นอายของสัตว์อสูร อีกทั้งระดับพลังยังสูงถึงระดับสาม ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานของเผ่าพันธุ์มนุษย์!
สมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินย่อมมีสัตว์อสูรเฝ้าพิทักษ์ หากคิดจะก็ต้องผ่านการเข่นฆ่าสังหารเสียก่อน หากศิษย์สายนอกทั่วไปมาพบเห็นย่อมพากันหนีเตลิดไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่สัตว์อสูรระดับสามตัวนี้กลับมาพบกับหลิงเทียน!
หลิงเทียนไม่แยแสสิ่งใด ถือโครงกระบี่ก้าวไปข้างหน้า ย่ำโคลนตมจนกระจัดกระจาย ก่อนจะยื่นมือใหญ่ออกไป หมายจะคว้าเอาผลเพลิงชาดนั้นมา
"โฮก!"
ทว่าในชั่วก้านธูปสั้น ๆ ใต้โคลนตมบึงน้ำ เงาร่างขนาดมหึมาทีพกพากลิ่นคาวเืก็พุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงคำรามดุร้าย!
"ฮึ แค่หนอนแมลง!"
ทว่าหลิงเทียนกลับไม่แม้แต่จะปรายมอง พลังปราณหนาแน่นและเฉียบคมพลันปะทุขึ้นบนมือซ้าย นิ้วทั้งห้ารวมเป็หมัด ปล่อยพลังหมัดจากแขนข้างเดียวพุ่งแหวกอากาศออกไปทันที!
"หมัดเดี่ยวตราัสะท้านภพ!"
ตูม!
เห็นเพียงปราณหมัดก่อตัวกลายเป็รูปลักษณ์หมัดขนาดั์หนึ่งจั้ง ซัดกระแทกเข้าใส่ร่างสัตว์อสูรตนนั้น เสียงะเืกึกก้อง สัตว์อสูรตนนั้นส่งเสียงร้องโหยหวน ถึงกับถูกหมัดเดียวซัดลอยออกไป!
ขณะนี้หลิงเทียนเก็บผลเพลิงชาดมาได้แล้ว ค่อย ๆ หันกลับไปมอง จึงเห็นร่างนั้นได้ชัดเจน นั่นคือจระเข้ดำหลังเหล็กที่ยาวถึงสองจั้งตัวหนึ่ง ระดับบำเพ็ญเพียรของมันเทียบเท่ากับระดับสร้างรากฐาน อีกทั้งทั่วร่างยังปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนาหนักดุจศิลาทองคำ
ทว่ายามนี้เกล็ดบนร่างของจระเข้ดำหลังเหล็กตัวนี้กลับหลุดล่อนแหลกสลายไปหลายจุด แม้พลังป้องกันของมันจะน่าพรั่นพรึงเพียงใด ทว่าหลิงเทียนกลับใช้เคล็ดวิชาห้าัปราบพยัคฆ์!
นับั้แ่ได้เคล็ดวิชานี้มา หลิงเทียนก็เริ่มฝึกฝน ยามนี้พอจะบรรลุผลสำเร็จเล็กน้อยแล้ว ทว่าเมื่อจ้องมองสัตว์อสูรจระเข้ที่พลิกตัวลุกขึ้นพุ่งเข้าหาตนอีกครั้ง หลิงเทียนกลับมิได้พึงพอใจกับพลังหมัดนี้ของตนเองนัก
แม้จะต่อยเกล็ดของอีกฝ่ายจนปริแตกได้ แต่ก็มิได้สร้างาแฉกรรจ์ สิ่งนี้มิใช่เพียงเพราะพลังหมัดของหลิงเทียนยังไม่ลึกซึ้งพอ แต่สาเหตุหลักมาจากร่างกายของเขายังไม่แข็งแกร่งพอต่างหาก
ห้าัปราบพยัคฆ์นี้คือเคล็ดวิชาหลอมกายา มีเพียงในยามที่ร่างกายแข็งแกร่งทนทานพอเท่านั้น จึงจะแสดงอานุภาพเต็มเปี่ยมออกมาได้ ดังนั้นแม้จะสามารถใช้ระดับบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมปราณระดับหก ซัดจระเข้ดำหลังเหล็กกระเด็นได้ เขาก็ยังคงไม่พึงพอใจ
โฮก!
ในเวลานี้สัตว์อสูรตนนั้นโถมเข้ามาถึงเบื้องหน้าหลิงเทียนแล้ว มนุษย์ขอบเขตหลอมปราณระดับต่ำต้อยคนหนึ่งกลับกล้าทำร้ายมันาเ็ ย่อมเป็สิ่งที่เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรไม่อาจยอมรับได้ มันหมายจะใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งและพละกำลังอันมหาศาล บดขยี้มนุษย์ผู้นี้เสียให้แหลก!
"ฮึ! ไสหัวไป!"
ทว่าครั้งนี้หลิงเทียนกลับเก็บแขนซ้าย ชักโครงกระบี่ในมือออกมาขวางหน้า กระแสไฟฟ้าแล่นผ่านบนโครงกระบี่ อสนีบาตที่แล่นพล่านส่องแสงสว่างสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงแห่งอสนีบาต!