ตอนที่ 158 ซื้อของขวัญให้เด็กๆ
อันที่จริงพีทก็คิดอยากที่จะลุยธุรกิจขนส่งด้วยเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขามองว่าตัวเองไม่ควรเข้าตลาดในตอนนี้ เนื่องด้วยตัวเขายังไม่พร้อม เงินทุนก็มีอยู่อย่างจำกัด ถึงจะมีระบบคอยช่วยเหลือ มีภูตผีที่พร้อมจะช่วยในด้านนี้
แต่ระบบนี้ไม่ได้ให้เงินกับเขา เหมือนกับนิยายเรื่องอื่นที่พระเอกมีสูตรปั๊มเงินไม่จำกัด ฉะนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเลือกสนามการแข่งขันให้ดีๆ ยอมทิ้งธุรกิจที่น่าสนใจบางส่วนไปก่อน
ให้ผู้อื่นได้เข้ามากอบโกยทรัพยากรที่มีไปบ้างและเมื่อถึงวันหนึ่ง วันที่เขามีกำลังทรัพย์มากพอ เขาจะกระโดดเข้ามาลงสนามนี้เพื่อกินรวบและแบ่งกำไร รวมถึงผลประโยชน์ให้กับบริษัทของคนไทยเท่านั้น
ทั้งนี้ที่พีทมั่นใจว่าเขาจะเข้ามากินรวบ นั้นก็เพราะหากแอป Easy Shop ของเขาประสบความสำเร็จ วันนั้นเขาจะถือครองตลาดร้านค้ามาเป็นของตัวเอง เขาจะกำหนดได้ว่าเขาจะให้ประโยชน์กับขนส่งเจ้าไหนก็ได้
ดังนั้นพีทจึงทุ่มเทและปิดเรื่องแอป Easy Shop เอาไว้มานานมาก สุ่มเงียบทำแอป สุ่มเงียบติดต่อร้านค้า เพื่อรอวันที่จะระเบิดมันในคราวเดียว
“พีทไปไหนมาว่ะ ติดต่อแกไม่ได้เลย…แล้วจู่ๆ ก็ทิ้งเด็กพวกนี้ให้ฉันดูแล รู้ไหมกว่าฉันจะได้กลับบ้านเกือบเที่ยงคืนเลยนะ” หลังจากพีทคุยธุระกับธุรกิจของเขาเสร็จได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้หย่อนก้นนั่งพักหายใจหายคอ
ทางด้านของภัทรที่รับผิดชอบบริษัท Rayzen Techฯ ก็โทรเข้ามาพอดิบพอดี ร้องโวยวายด้วยน้ำเสียงที่แทบจะร้องไห้อยู่แล้วกับเขา
“ไปทำธุระส่วนตัวให้กับบริษัทของพวกเรานะสิ…คิดว่าฉันไปเที่ยวเล่นพักผ่อนหรือยังไง รู้ไหม ฉันต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ขนาดเข้าห้องน้ำยังต้องขุดหลุมถ่ายหนักเลย” พีทมองว่ามันเป็นเวลาเที่ยงพอดี เลยคิดจะแกล้งภัทรที่โทรมาโวยวายเล่นๆ
ไม่คิดว่าภัทรจะจิตใจอ่อนแอและแตกพ่ายกับเรื่อง ห้องน้ำที่ต้องขุดหลุมถ่ายหนัก จนกินข้าวไม่ลงแบบนี้
ภัทรได้โทรมาบอกเล่าว่า มีเด็กมาขอติวพิเศษเพิ่มเติมในช่วงหลายวันที่พีทไม่อยู่ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กจากโรงเรียนธาราบุรี ภัทรเองก็เร่งจัดการไปได้บางส่วน ด้วยการเพิ่มโต๊ะที่นั่งไปอีก 20 กว่าตัวให้แล้ว
แต่กระนั้นก็ดูเหมือนจะไม่พอสำหรับอาคารชั้น 19 จึงได้โทรมาปรึกษาพีท “ปฏิเสธพวกเขาไปเถอะแล้วกำชับกับเด็กทั้งหมดว่าไม่ต้องบอกใครเรื่องกลุ่มติวนี้อีกแล้ว” ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ของกลุ่มติวนี้จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่พีทคิดเอาไว้
จริงๆ แล้ว จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมกลุ่มติว 100 คน นี้ถือว่าเยอะมากสำหรับพีทแล้วในการพัฒนาโปรแกรม LevelUP…แต่ด้วยความสุดยอดของโปรแกรมติวหนังสือ LevelUP นี้เองมันก็ทำให้เด็กหลายๆ คนหันมาสนใจอยากที่จะมาติวกับกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ข่าวเรื่องที่พลอยได้อันดับหนึ่งในการสอบจากอันดับ 30 กว่า รวมไปถึงเด็กนักเรียนชั้น ม.6/2 สอบได้ท็อป 50 กันเกินครึ่งห้อง ได้ลอยไปถึงหูของเหล่าผู้ปกครองในโรงเรียน ประกอบกับแม้แต่เด็กจากห้อง 3 4 และ 5 ก็ยังเห็นผลได้ชัดจากการติวที่ได้เข้าร่วมเพียงไม่กี่วัน
ด้วยเหตุนี้มันเลยทำให้ข่าวลือเรื่องที่กลุ่มติวนี้ช่วยยกระดับการเรียนให้กับเด็กนักเรียนได้จึงเริ่มมีคนสนใจมากยิ่งขึ้น แม้แต่เด็กห้องหนึ่งที่เคยหยิ่งผยองก็เข้าร่วมกับกลุ่มติวนี้ไปแล้วกว่าครึ่งห้องเลยทีเดียว
“อืมฉันจะบอกเด็กๆ ให้ อ้อ แล้วก็ทางเอลริคได้ติดต่อกลับมาแล้วนะ เรื่องที่พวกเราจะร่วมมือพัฒนาระบบแปลภาษาร่วมกับพวกเขา เอลริคบอกว่าทางบริษัทใหญ่ให้ความสนใจนี้มากๆ จึงนัดวันประชุมกับทางเราในอีกสองวันข้างหน้า” เรื่องนี้พีทไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าน้าผีและสตีเฟ่น จ๊อบส์ได้วางแผนจะร่วมพัฒนาระบบกับบริษัท Gogle
อย่างที่บอกเขาได้โยนงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Rayzen Techฯ ให้ภัทรไปจัดการแล้ว เขารู้เพียงแค่ภาพรวมเท่านั้นว่าจะมีการร่วมมือกันในบางส่วน เพื่อจับมือเป็นพันธมิตรกับ Gogle
แต่เรื่องระบบแปลภาษาอัตโนมัตินี้มันคืออะไร เขานั้นไม่รู้เรื่องเลยสักนิด [ไม่ใช่ว่า Gogle มีแปลภาษาอยู่แล้วเหรอ น้าผี?] พีทวางสายจากภัทรไปแล้วก็รีบถามกับน้าผีเกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที
[พวกเขามีอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็รู้ว่ามันมีจุดอ่อนอยู่อีกมาก พวกเราแค่ไปเร่งการพัฒนาให้มากขึ้นก็เท่านั้นเอง]
น้าผีตอบกลับมา ซึ่งมันก็เป็นความจริง โปรแกรมแปลภาษาของ Gogle ถึงแม้จะมีอยู่แล้ว แต่มันไม่ต่างอะไรจากยกอุปกรณ์ Talking dict (เครื่องแปลภาษาที่ในสมัยก่อน เมื่อยังไม่มี Google ช่วยแปลภาษา…ผู้คนจะใช้มันเป็น Dictionary แบบพกพา หน้าตาคล้ายโน้ตบุ๊กที่มีขนาดเล็กเท่าเครื่องคิดเลข)
ฉะนั้นน้าผีและสตีเฟ่น จ๊อบส์เลยเสนอที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาระบบนี้ให้กับบริษัท Gogle เพื่อพัฒนาโปรแกรมแปลกภาษานี้ให้นั่นเอง
[พีท เธอก็รู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีการศึกษาที่ดีเทียบเท่ากันหมด แล้วประเทศของเธอก็เป็นประเทศที่เน้นด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว การที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ มันทำให้การสื่อสารกับชาวต่างชาติเป็นเรื่องยากและเสียโอกาสในหลายๆ ด้านมากเกินไป] น้าผีพูดตามความจริง ประชากรในประเทศไทยกว่า 50% แทบไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย หรือแม้แต่ในหมู่ผู้คนที่รู้ภาษาอังกฤษ อ่านออก เขียนได้ แต่ก็มีผู้ที่สื่อสารกับชาวต่างชาติไม่ได้อีกไม่รู้ตั้งเท่าไร
แม้ในทุกโรงเรียนจะมีการสอนภาษาอังกฤษเป็นหลักสูตรที่นักเรียนทุกคนต้องเรียนก็ตาม แต่ผลลัพธ์ของมันก็ไม่ได้ดีมาก เมื่อเทียบกับประเทศข้างเคียงหรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่ในสมัยอดีตเคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษหรือฝรั่งเศส
และที่หนักไปกว่านั้น ผู้นำประเทศของไทยอย่างนายกรัฐมนตรีที่ผ่านๆ มา เกือบทุกคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้!! จริงอยู่ที่มีล่ามทางภาษาช่วยได้ แต่ลืมไปหรือเปล่า…ว่านายกรัฐมนตรีต้องมีการไปเยือนผู้นำของประเทศต่างๆ ลำพังพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเองยังไม่ได้ ผู้นำในแต่ละชาติเขาจะมองมาที่คนในประเทศไทยยังไง?
บางคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น เพราะนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่ต้องเป็นคนดี! แต่มันจะดีกว่าไหมที่มีทั้งเก่งและดีไปพร้อมกันๆ
[เรื่องนี้คงต้องให้เธอช่วยออกหน้าแล้วนะพีท] สตีเฟ่น จ๊อบส์พูดขึ้น ซึ่งตัวเลือกที่จะเข้าประชุมมีแค่พีทกับภัทรสองคนเท่านั้น ดังนั้นน้าผีและสตีเฟ่น จ๊อบส์เลยต้องไหว้วานให้พีทช่วยพวกเขาอีกแรง
เมื่อได้ยินแบบนี้ พีทก็ปฏิเสธไม่ได้อีก ดังนั้นเขาจึงเตรียมตัวที่จะศึกษาระบบแปลภาษาที่สตีเฟ่น จ๊อบส์และน้าผีพัฒนาใกล้เสร็จแล้วอยู่สักพักใหญ่
ประจวบเหมาะกับรดาทำอาหารเสร็จแล้ว พีทก็พลันเข้าใจระบบแปลภาษาผ่านเอไออัลฟ่าจนสมองบวมเป็นที่เรียบร้อย
“เป็นอะไร หน้าตาเหมือนกับคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย” รดาเอ่ยถาม เธอเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมใส่ชุดอยู่บ้านแล้ว เสื้อยืดกางเกงขาสั้นที่สั้นมากๆ จนเห็นเรียวขาขาวๆ ของเธอได้อย่างเต็มตา
พีทจ้องมองขาขาวเนียนของรดาจนอดกลืนน้ำลายไม่ได้ “อะแฮ่ม!” รดาเห็นพีทจ้องมองเรียวขาของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งชายหนุ่มสักหน่อย “อ้อ ผมหิวนิดหน่อย” (พีทหิวจริงๆ นั่นแหละ แต่หิวอย่างอื่นมากกว่า *.*)
“หลังจากได้พบกับหัวหน้าเฉิน ผมก็พบว่าการสื่อสารกับเขาเป็นเรื่องที่มันลำบากมาก ตอนนี้ผมเลยมีความคิดที่จะพัฒนาโปรแกรมเกี่ยวกับการแปลภาษาขึ้นมาครับ เธอคิดว่ายังไง?” จริงๆ แล้วพีทสามารถสื่อสารภาษาจีนได้แล้ว เพียงแต่เขาไม่เคยพูดมันออกมาตรงๆ ถ้าหากมีคนอื่นๆ อยู่ด้วย โดยเขาจะเลือกใช้เป็นภาษาอังกฤษแทน
ซึ่งมันก็ทำให้หัวหน้าเฉินรู้สึกแปลกใจมากที่พีทไม่ยอมพูดภาษาจีนกับเขาตรงๆ ตามที่เคยได้คุยกันอย่างลับๆ อยู่หลายครั้ง
“ก็ดีสิ! ทำเลย ฉันสนับสนุนเธอเอง” รดาเห็นดีเห็นงามด้วย ก่อนที่ทั้งสองจะใช้เวลาร่วมกันตลอดทั้งวัน ทั้งคืนเสมือนคู่รักทั่วไป กินข้าว นอนดูทีวีและหนังภาพยนตร์ด้วยกัน ก่อนจะนอนกอดกันในอ้อมแขนของกันและกัน
จนกระทั่งในเช้าวันต่อมา พีทนั้นต้องรีบกลับมาทำงานแล้ว หากแต่เกิดท้องเสียขึ้นมาเล็กน้อยจากการที่กินอาหารไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักเท่าไร ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากพีทอยากกินอาหารฝีมือของชาวบ้านในภาคใต้ ที่กินเผ็ดค่อนข้างจัดมากๆ ไม่ได้กินอาหารสำเร็จรูปหรือกินอาหารปกติเหมือนกับกลุ่มของรดา
ระหว่างเดินทางกลับนี้ รดาที่ต้องขับรถมาส่งพีทกลับบ้านอยู่แล้ว ก็เลยแวะร้านขายยาร้านให้กับพีท
ชายหนุ่มได้บอกเล่าอาการของตัวเองให้กับเภสัชกรไปว่าเขามีอาการท้องเสียเล็กน้อย ถ่ายไปแล้วหลาย 2-3 รอบ แม้ตอนนี้จะดีขึ้นมากแล้ว แต่รู้สึกอ่อนเพลีย
ทางด้านของเภสัชกรเลยรีบจัดยาให้กับพีทหนึ่งชุด พลางย้ำเตือนว่าหากยังไม่หายให้รีบไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อป้องกันอาการที่อาจรุนแรงขึ้นได้
ขณะที่พีทรอเภสัชกรจัดแจงยาให้กับเขา เขาก็เหลือบไปเห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์มากมายไม่ว่าจะเป็น ไม้ค้ำยัน รถเข็นผู้ป่วย รวมถึงแค็ตตาล็อกที่ทางร้านมีจัดจำหน่าย ซึ่งพีทก็ถือวิสาสะแอบเปิดแค็ตตาล็อกสินค้าของทางร้านเพื่อดูอะไรไปพลางๆ
ก่อนจะพบกับของที่น่าสนใจ อย่างหุ่นจำลองการฝึก CPR ที่ในร้านเองก็มีตั้งวางขายอยู่ด้านในร้านเช่นเดียวกัน
“หุ่นจำลองพวกนี้ขายยังไงครับ?” พีทเอ่ยถามกับเภสัชกรที่กำลังจัดยาให้กับเขา ก่อนจะบอกถึงราคาและเกรดของหุ่นจำลองที่มีหลายเกรด ไล่ตั้งแต่หุ่นจำลองธรรมดาที่เป็นยางซิลิโคนทั่วไป ราคาพวกนี้ไม่สูงเท่าไรนักจะอยู่ที่ 3000 บาทเท่านั้น
ถ้าเป็นรุ่นที่สูงขึ้นมาหน่อย ที่ใช้วัสดุซิลิโคนที่ดีกว่า มีสถานะการทำงานที่บอกการทำ CPR ได้ถูกต้องหรือไม่จะอยู่ที่ตัวละ 5000 บาทขึ้นไปเลยทีเดียว และเกรดที่สูงที่สุดจะอยู่ที่ 2หมื่นกว่าๆ
“ผมขอซื้อรุ่นที่ดีที่สุด 5 ตัวและเกรดปานกลาง 20 ตัวครับ” คำพูดของพีททำเอาเภสัชกรถึงกับหน้าเหวอไปเลย
แม้การซื้อของพีทจะถือเป็นเรื่องปกติ สำหรับการซื้อหุ่นจำลองพวกนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้คนที่มาซื้อส่วนใหญ่มักจะเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยตามมูลนิธิต่างเพื่อนำไปใช้ฝึกซ้อม มักจะสั่งซื้อหุ่นไปทีละเยอะๆ แบบนี้แหละ
แต่ไม่ใช่กับเด็กวัยรุ่นอย่างพีท มันเลยทำให้เภสัชกรดูตกใจเอามากๆ “ลูกค้ามาจากมูลนิธิไหนหรือเปล่าครับ หากมาจากมูลนิธิ ทางร้านของเราสามารถให้ราคาส่วนลดพิเศษได้” เภสัชถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะปกติแล้วมูลนิธิจะโทรเข้ามาสอบถามราคาก่อนและจะให้ร้านทำใบเสนอราคาให้เป็นต้น
“ไม่ใช่ครับ ผมแค่อยากจะซื้อหุ่นพวกนี้ เอาไปให้น้องสาวและเด็กนักเรียกใช้ฝึกซ้อมครับ พวกเขากำลังตั้งเป้าจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ เลยอยากให้เป็นของขวัญกระตุ้นกำลังใจพวกเขาสักหน่อย” พีทแสยะยิ้มออกมา เพราะในหัวของเขาตอนนี้ คิดไปไกลแล้วว่าเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมกลุ่มติวของเขา ได้สอบเข้าคณะแพทย์ได้นั่นเอง
“เอ่อจำนวนสั่งซื้อเยอะไปหน่อย ที่ร้านของเรามีของไม่พอ ผมขอจัดส่งไปให้แทนได้ไหมครับ ค่าจัดส่งผมไม่คิดค่าใช้จ่าย ขอแค่วางมัดจำสินค้าเอาไว้ให้ก็พอ” เภสัชกรดีใจอยู่แล้วที่ขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้มากขนาดนี้ในคราวเดียว
ดังนั้นต่อให้พีทจะอยู่ไกลแค่ไหน พวกเขาก็พร้อมจะจัดส่งให้ ขอแค่อยู่ในประเทศไทยก็พอ
พีทได้ชำระเงินมัดจำตามที่เภสัชกรได้บอกเอาไว้ ซึ่งทางร้านก็ใจดี แถมหุ่น CPR รุ่นเกรดต่ำมาให้กับพีทตัวหนึ่ง พร้อมกับถุงยาของเขา
ชายหนุ่มแบกหุ่นยางครึ่งตัว กลับขึ้นไปบนรถของรดาที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ พอเห็นพีทกลับขึ้นมาบนรถพร้อมด้วยเบาะหลังมีตุ๊กตายางครึ่งตัว นั่งอ้าปากหวออยู่ ก็พลันทำให้รดาเผลอกรี้ดออกมาด้วยความตกใจ
‘กรี้ด~!’
เป็นใครบ้างจะไม่ตกใจ อยู่ดีๆ มีตุ๊กตายางอยู่เบาะหลัง แถมยังอ้าปากหวอแบบนั้น ถ้าไม่สติแตกสิแปลก “ขอโทษนะ พอดีผมซื้อไปฝากเด็กๆ ที่กลุ่มติวหนังสือ เธอก็รู้พวกเขามีหลายคนที่อยากเรียนแพทย์ อยากเรียนพยาบาล” รดาโกรธพีทจนแทบจะไล่ลงจากรถด้วยความตกใจ พีทง้ออยู่นานจนเกือบจะถึงบ้าน เธอถึงยอมให้อภัย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะบอกเล่าเรื่องนี้ให้ฝ้ายฟัง กลับกลายเป็นสองสาวต่างโกรธเขาไปเสียอย่างนั้น
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ช่วงที่พีทไปต่างจังหวัด ฝ้ายได้ทำการจัดแจงเดินเรื่องไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว พร้อมกับได้ย้ายของออกจากหอที่เหลืออยู่ไม่กี่อย่างจนหมดแล้ว ฉะนั้นหลังจากนี้เธอจะพักอยู่กับพีทจนกว่าจะเรียนจบและเตรียมเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ
“สมควรแล้วที่พี่รดาจะโกรธ…เธอดูแลนายเป็นอย่างดีตลอดทั้งคืน นายกลับแกล้งเธอแบบนี้ ไม่รู้แหละนายต้องง้อฉันกับพี่รดาจนกว่าพวกเราจะยกโทษให้” ฝ้ายนั้นรู้ว่ารดาอยู่กับพีทสองต่อสองทั้งคืน เพราะพวกเธอโทรคุยกันทุกวันเสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว
เมื่อเห็นว่ารดาถูกพีทรังแก ถูกแกล้งจนตกใจ ในฐานะแฟนคนแรก ฝ้ายจึงใช้อภิสิทธิ์นี้ปกป้องรดาอย่างเต็มที่
“โอเคๆ ฉันยอมแล้ว พรุ่งนี้ทั้งสองคนว่างไหม…ไปซื้อรถเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ” พีทเองก็จนใจ ไม่รู้จะง้อสองสาวนี้ยังไง จะพาไปกินอาหารด้วยกัน ท้องไส้ของเขาก็ยังปั่นป่วนอยู่เลย ฉะนั้นเท่าที่เขาพอจะคิดออกและน่าจะทำให้ทั้งสองคนพอใจมากที่สุด
ก็คือการพาพวกเธอไปซื้อรถคันใหม่ให้กับตัวเขา นี้คือสิ่งที่รดาและฝ้ายอยากให้พีททำเพื่อตัวเองสักครั้ง ใช้รถให้สมฐานะของตัวเองสักหน่อย
พอได้ยินว่าพีทจะพาพวกเธอไปเลือกซื้อรถคันใหม่ สองแม่บ้านก็ไม่รอช้า รีบจัดแจงขึ้นไปยังห้องประชุมของร้านไก่ทอด พลางช่วยกันเลือกรถหรูๆ ราคาแพงให้กับพีททันที ราวกับว่านี้คือหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของแม่บ้านอย่างพวกเธอนั่นเอง
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy