เพลิงมรณา
ราชาเซียนขั้นต้นคนหนึ่งถูกเซียนขั้นสูงสังหารย่อมสร้างความตื่นตระหนกอย่างมากให้กับราชาเซียนที่อยู่ที่แห่งนี้แน่นอน ตอนนี้เหล่าผู้เหลือรอดและยอมสวามิภักดิ์ต่อประมุขตำหนักภารกิจก็เริ่มมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก“ทำไม ทำไมเทพพฤกษาครามถึงไม่ช่วยเหลือพวกเราละ เป็นผู้พิทักษ์ที่พวกเรานับถือไม่ใช่หรือแล้วทำไมถึงปล่อยให้ทั้งอสูรและพวกลัทธิอสูรเข้ามาทำลายนิกายขชองเราได้ละ” เย่เซียนกล่าวด้วยสีหน้าสิ้นหวังจิตใจของนางในตอนนี้ได้แตกสลายไปแล้วเรียบร้อยแล้ว“เย่เซียน เจ้าต้องทำใจดี ๆไว้ พวกเราจะต้องหนีไปให้ได้” อู่เย่หลานกล่าวพร้อมกับหันหลังไปมองร่างเงาของฟางเฉินที่ปกป้องพวกนางด้วยชีวิตอยู่“แต่ก็อย่างที่ศิษย์น้องวเย่กล่าวเทพพฤกษาอะไรกัน ผู้พิทักษ์อะไรกัน นั่นมันก็เป็นต้นไม้ที่น่ารังเกียจที่คอยให้เราถวายทรัพยากรให้อย่างมหาศาลในทุก ๆปีก็เท่านั้นเอง” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าว“ศิษย์พี่อู่ ปล่อยข้าไปเถอะ อย่างน้อยข้าก็ขอตายไปพร้อมกับฟางเฉิน” เย่เซียนกล่าว“ไม่ได้ น้องเฉินฝากเจ้าให้ข้าดูแลเจ้าเขาต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อแก้แค้นให้ครอบครัวของเจ้าหรือเจ้าต้องการให้บิดาเจ้าตกตายไปอย่างไร้ความหมาย” อู่เย่หลานกล่าว“แต่ด้วยกำลังของข้า!!!!” เย่เซียนกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด“ต้องทำได้สิ เจ้าไม่สังเกตุเห็นเหรอว่าในบรรดาศพเหล่านั้นไม่มีศพของราชาเซียนเต้าจีและท่านอาจารย์อยู่แสดงว่าพวกอาจารย์ได้หนีไปอย่างปลอดภัยและจากที่ข้านึกออกสถานที่อาจารย์จะไปมีเพียงนิกายเทพธิดาเท่านั้น” อู่เย่หลานกล่าว“น้องเย่หลานแล้วตระกูลของเจ้า.......” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด“ไม่เป็นไรตอนนี้ข้าต้องพาเย่เซียนหนีไปให้เร็วที่สุด” อู่เย่หลานกล่าวแต่ในใจของอู่เย่หลานเองก็ต้องการที่จะกลับไปที่ตระกูลเช่นกันแต่ด้วยสภาพของนิกายในตอนนี้ก็สามารถเดาได้ว่าตระกูลใหนที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ก็จะต้องพบกับจุดจบแบบใหนและตระกูลอู่นั้นไม่มีทางยอมก้มหัวให้กับคนที่ร่วมมือกับพวกอสูรแน่นอน“ขอให้พวกท่านปลอดภัยด้วยเถอะ” อู่เย่หลานภาวนาในใจทางด้านฟางเฉินหลังจากที่สังหารราชาเซียนขั้นต้นไปแล้ว 1 คน ฟางเฉินก็พยายามที่จะถ่วงเวลาให้พวกอู่เย่หลานหนีไปให้ใกลที่สุด“เหอะ เจ้าคิดว่าพวกมันจะหนีได้งั้นเหรอ พวกเจ้าสามตระกูลได้เวลาที่จะทำหน้ที่ของพวกเจ้าแล้ว” ในตอนนั้นเองประมุขตำหนักภารกิจก็คำรามออกมาพริบตากลุ่มเซียนจำนวนมากที่เป็นของสามตระกูลที่เหลือยกเว้นตระกูลอู่ก็ปรากฎและปิดเส้นทางหนีของพวกเย่เซียนเอาไว้“บัดซบเอ้ย!!!!!!!” ฟางเฉินระเบิดพลังความเร็วพุ่งไปยังทิศทางพวกเย่เซียนทำทันที“เจ้าจะรีบไปใหนงั้นเหรอ” ประมุขตำหนักภารกิจกล่าวด้วยสีหน้าชั่วร้ายก่อนจะชกหมัดใส่ร่างของฟางเฉินอย่างจัง“อัก!!!!!!!!!!!!” ฟางเฉินถูกอักจนกระเด็นตกลงสู้พื้นทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่“ชิ แบบนี้ฟางเฉินได้ตายแน่ ข้าพึ่งจะได้ร่างที่สะดวกสบายมาแล้วต้องพบเจอเรื่องแบบนี้อีกแล้วงั้นเหรอ” ความโลภแสดงสีหน้าเกลียดชังออกมาเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ความโลภนึกถึงภาพในสมัยก่อน ในตอนที่ความโลภและคนที่เป็นเจ้านายของความโลภล้มเทพอสูรตนหนึ่งลงเพื่อช่วยเหลือมนุษย์แต่หลังจากที่พวกความโลภสังหารเทพอสูรต้นนั้นลงได้แล้วสิ่งที่รอความโลภอยู่กลับไม่ใช่คำสรรเสริญหรือเกียรติยศแต่เป็นการทรยศหักหลังเปลวเพลิงก้อนเล็ก ๆพุ่งออกจากหน้าผากของวานรอัคคีและตรงเข้าสู่ร่างกายของฟางเฉินทันทีความโลภก็เริ่มสื่อสารกับฟางเฉินทันที“ฟางเฉินรีบหนีเร็วเข้า” ความโลภกล่าว“ข้าจะหนีได้อย่างไรพวกเซียนเอ๋อยังอยู่ตรงนั้นอยู่เลย” ฟางเฉินกล่าว“แต่ถ้าไม่หนีตอนนี้เจ้าจะต้องตายแน่นอนแล้วถ้าเจ้าตายแล้วใครจะเป็นคนช่วยมารดาและน้องสาวของเจ้า” ความโลภกล่าว“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการจะสื่ออะไรแต่เซียนเอ๋อก็เป็นผู้หญิงที่ข้ารักดังนั้นข้าไม่มีทางยอมเสียนางไปอีกเด็ดขาด” ฟางเฉินกล่าว“เจ้าโง่เอ้ย ทำไมพวกเจ้าทั้งคู่ถึงได้โง่ขนาดนี้” ความโลภเมื่อได้ยินคำกล่าวของฟางเฉินก็ทำให้เห็นร่างเงาของคนๆหนึ่งซ้อนทับกับร่างของฟางเฉินทันที“ย่อมได้ในเมื่อเจ้าเตรียมพร้อมที่จะตายอยู่แล้วข้าก็จะขอร่วมทางไปกับเจ้า ตัวข้าในยามสิ้นหวังนั้นได้คิดค้นทักษะหนึ่งขึ้นมาทักษะนี้เป็นทักษะที่จะใช้ก็ต่อเมื่อเตรียมใจที่จะสละทุกอย่างเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูแล้วเท่านั้นและทันทีที่ใช้ทักษนี้แล้ว พลังบ่มเพาะทั้งหมดของเจ้าจะหายไป” ความโลภกล่าว“ข้าพร้อมที่จะสละทุกอย่างอยู่แล้วและต่อให้ต้องตายข้าก็พร้อม” ฟางเฉินกล่าว“ดี ถ้างั้นเจ้าก็จงรับไปทักษะนี้มีชื่อว่า ทักษะเพลิงมรณา” ความโลภคำรามฟางเฉินได้รับข้อมูลทักษะเพลิงมรณาก็แสดงสีหน้าเด็ดเดี่ยว ความทรงจำของผู้คนที่ตายไปปรากฎขึ้นอีกครั้ง“เป็นไปอะไรไป เจ้าไม่เหลือแรงที่จะขยับแล้วเหรอ ฟางเฉินเอ๋ยข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ เจ้าพวกนี้หนะพยายามปกป้องหลุมศพเก่าๆบนที่พักของเจ้าอย่างเอาเป็นเอาตายจนข้าอดที่จะขำไม่ได้เลย ฮ่า ฮ่า” ประมุขตำหนักภารกิจกล่าวด้วยสีหน้าชั่วร้าย“พวกแก พวกแกมันสมควรตาย!!!!!!!!!!!!!” ฟางเฉินคำรามด้วยสีหน้าบ้าคลั่งพริบตา พลังของฟางเฉินก็พึ่งสูงขึ้นจนอยู่ระดับราชาเซียนขั้นต้นแล้ว“ฮ่า ฮ่า ตัวเจ้าที่แม้แต่เทพพฤกษาครามก็ยังไม่สนใจจะดิ้นรนยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้หรอก” ประมุขตำหนักปรุงยากล่าวแต่พริบตานั่นเองร่างของฟางเฉินก็พุ่งไปยังทิศทางที่พวกเย่เซียนกำลังต่อสู้อยู่ ฟางเฉินในร่างของเปลวเพลิงพุ่งผ่านร่างของเซียนทั้งสามตระกูลที่เข้ามาขัดขวางพวกเย่เซียน พริบตาที่ร่างของฟางเฉินพุ่งผ่านร่างของเซียนเหล่านั้นก็ถูกเปลวเพลิงที่ความตายแผดเผาจนมอดไหม้“อะไรกัน ช่วยด้วย”“อย่า อย่าเข้ามา!!!!!!!!!” เหล่าเวียนที่เห็นฟางเฉินสังหารพวกของตนเองก็กลายเป็นหวาดกลัวและหลบหนีทันที“บัดซบกล้าสังหารคนของข้า” ประมุขตระกูลเหวินและไคต่างก็โกรธและต้องการที่จะโจมตีฟางเฉินแต่พริบตานั้นคมดาบของฟางเฉินก็โจมตีมาที่ตัวของพวกเขาแล้วเหล่าประมุขทั้งสามไทคิดเลยว่าฟางเฉินจะทรงพลังขนาดนี้ ตัวของฟางเฉินในตอนนี้เหมือนกับเทพแห่งความตายที่จะมาพรากชีวิตของทุกสรรพสิ่งไปแต่ในขณะที่ฟางเฉินระเบิดพลังอันมหาศาลอยู่นี้เวลาที่ฟางเฉินจะใช้พลังนี้ได้ก็เหลือไม่มากแล้ว