“เป็เขา!” หลินชิงจ้าวร้องออกมาโดยหันไปบอกศิษย์พี่หญิงและอาจารย์ของตน
“เ้าว่าอะไรนะ” เตียวเซียงซึ่งยังงงงวยกับคำพูดและอาการของศิษย์น้องอยู่ เพราะเวลานี้นางกำลังมีใบหน้าที่ฝาดแดงอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังหอบหายใจถี่รัวอย่างหน้าประหลาด
“เป็เช่นดังอาจารย์กล่าว คู่กันแล้วย่อมพบกัน เมื่อครู่ข้าเปิดม่านหวังชมเมือง แต่สายตาข้ากับพบเจอเขา คุณชายหลิวผู้นั้น”หลินชิงจ้าวบอกไปตามตรง เวลานี้อารมณ์ของนางยากจะสำรวมให้สงบได้
“บ้าน่า อะไรมันจะพอดีเช่นนี้ เ้าไม่ได้ตาฝาดเห็นไปเองหรือไง” เตียวเซียงพูดอย่างสงสัย
“ก็ไม่แน่นะลูกเซียง หุหุ” เป็อาจารย์ของพวกนางพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับยิ้มขำ
“หืม อาจารย์ทำไมท่านคิดแบบนั้นล่ะ มันจะบังเอิญไปไหม” เตียวเซียงพูดอย่างไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง
“ความบังเอิญมันไม่มีในโลกแห่งนี้หรอกนะลูกเซียง มีแต่พรฟ้าพรหมลิขิตเท่านั้นล่ะ…” เมื่อพูดจบอาจารย์จึงทำทีเอนกายอิงหมอนนอนหลับ และในเวลาไม่กี่ลมหายใจต่อมา ก็มีเสียงหนึ่งพูดออกมาดังชัดว่า
“โปรดหยุดรถม้าด้วย ข้ามีเื่จำเป็ต้องพูดคุยกับหญิงสาวในรถ” เมื่อประโยคเหล่านี้แจ้งกับคนทั้งหมดบนรถม้า มีเพียงคนขับ และศิษย์หญิงทั้ง 2 ที่ใ โดยอาจารย์ทำทีหลับไม่รู้เื่
“เป็เขาศิษย์พี่” หลินชิงจ้าวพูดขึ้นมา
“จริงดิ! ข้าใยิ่งนัก ลุงเปา ช่วยหยุดรถให้คุณชายท่านนั้นด้วย” เป็เตียวเซียงที่สั่งให้คนขับจอดรถม้า เมื่อรถจอดแน่นิ่งเสียงชายหนุ่มคนเดิมก็กล่าวออกมา
“ข้าหลิวอี้ จากเมืองหลิว ไม่ทราบแม่นางจำข้าได้หรือไม่ เมื่อปีก่อนพวกเราพบกันในวันตรุษที่เมืองหลิว” เมื่อหลิวอี้กล่าวออกไป ก็มีหญิงสาวเปิดม่านออกก่อนจะเดินลงมา แต่หญิงสาวผู้นี้หาใช่คนที่หลิวอี้้าพบ ทำให้เขาประหลาดใจนึกว่าสายตาของเขานั้นผิดพลาดจนเห็นผู้อื่นเป็หญิงสาวผู้นั้น
“คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหลิวนี่เอง ข้ามีนามว่าเตียวเซียง เวลานี้อาจารย์ข้ากำลังหลับอยู่ เชิญท่านไปรอพบศิษย์น้องข้าใต้ร่มไม้นั่นสักครู่” เตียวเซียงกล่าวอย่างสุภาพพร้อมผายมือเชิญหลิวอี้ไปยังใต้ร่มไม้หนึ่งไม่ไกลจากรถม้ามากนัก ส่วนหลินชิงจ้าวนั้นกำลังจัดเสื้อผ้าส่องกระจกตรวจเช็คความพร้อม ก่อนจะเดินออกมาจากรถม้าไปพบหลิวอี้
หลิวอี้ที่เดินมารอยังใต้ต้นไม้ เขาเหลือบมองรถม้าเป็ระยะว่าหญิงสาวเมื่อไหร่จะเดินลงมา หัวใจเขานั้นถี่รัวดังกลองรบ เขาพยายามควบคุมลมหายใจให้ช้าลงเพื่อสงบจิต ยามเมื่อเห็นว่าผ้าม่านท้ายรถเปิดออก เขารีบหันหลังกลับทำทีสำรวจต้นไม้ใบหญ้า โสตของเขาตั้งใจจับจังหวะก้าวย่างบางเบาของอิสตรี จนในที่สุดร่างนั้นคล้ายหยุดเดิน ก่อนจะออกเสียงอันอ่อนหวานสดใสดังระฆังแก้วออกมา
“ข้าหลินชิงจ้าว ไม่ทราบว่าคุณชายหลิวอี้้าพบข้าด้วยเื่อันใด” หัวใจของหลิวอี้แทบจะหลุดออกจากร่าง เพราะเสียงนี้เขานั้นจดจำได้ดี ซ้ำคำว่าชิงยังเป็ส่วนหนึ่งของชื่อหญิงสาวผู้นั้น ทำให้หลิวอี้รู้ได้ทันทีว่า เขาได้พบเจอนางอีกครั้งจนได้ เขาหันกลับไปด้วยรอยยิ้มจากความดีใจ พร้อมจ่องมองหญิงสาวชั่วอึดใจ ก่อนจะพูดออกมาด้วยความรู้สึกของเขาที่มี
“ข้าอยากพบเ้า ไม่สิข้ามีเื่อยากบอกกับแม่นาง ั้แ่ในวันนั้นข้ารู้ตัวเองว่าข้านั้นได้ตกหลุมรักแม่นาง ข้าได้แต่เฝ้าฝันว่าพวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง และในวันนี้ข้าก็สมหวัง หากข้าไม่ออกเดินทางมาทำการค้า ข้าคงไม่อาจได้พบแม่นางเช่นนี้ ตัวข้านั้นเป็เพียงพ่อค้า หากแม่นางไม่รังเกียจและยังไม่มีชายในดวงใจ ท่านโปรดรับของแทนใจจากข้าได้หรือไม่” หลิวอี้นั้นไม่ได้เตรียมคำพูดมา มันจึงดูเวิ่นเว้อพอควร แต่ทุกอย่างมันก็คือความในใจของเขา หากแต่เวลานี้หญิงสาวกับยืนนิ่งค้างราวรูปปั้นสลัก มองตาของชายหนุ่มจนทำให้เขารู้สึกเขินอายต่อสายตาหลินชิงจ้าวอย่างมาก แต่ก็พยายามยิ้มออกมา ถึงใบหน้าจะร้อนแดงจนรู้สึกได้แล้วก็ตาม
“ขะ ข้านั้นมีชายในดวงใจแล้ว… หากแต่ว่าคนผู้นั้นคือท่าน” ในตอนแรกที่หลิวอี้ได้ยิน เขาเข่าแทบทรุดหมดสภาพ แต่เมื่อได้ฟังประโยคถัดมา เขาแทบจะะโร้องด้วยความดีใจ เวลานี้ทั้งสองต่างบอกความในใจของพวกตนออกมา หากแต่กลายเป็ว่าทั้งสองจองมองตากันอยู่เช่นนั้น โดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอยู่นาน ความเงียบนิ่งนี้ทำให้ได้ยินเสียงนก เสียงลม ตลอดจนเสียงผู้คนพูดคุยที่อยู่ไกลออกไป ทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวต่างบิดตัวเขินอายต่อกัน ราวกับคนบ้าใบ้ จนในที่สุดหลินชิงจ้าวจำต้องเป็ฝ่ายเปิดปากออกมาก่อน
“คุณชายไหนท่านจะมอบของแทนใจท่านแก่ข้า ข้ารออยู่นานแล้วนะ” หลินชิงจ้าวพูดพร้อมรอยยิ้มขำ
“จริงด้วยข้าช่างบ้านักลืมไปเสียสนิท ข้าไม่คิดว่าจะบังเอิญพบเ้าที่นี่ จึงลืมมันไว้ที่โรงเตี๊ยม ข้าช่างเหลวไหลนัก" หลิวอี้กล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิด
“คุณชายท่านอย่าได้โทษตัวเอง การพบเจอของเราสองนั้น ข้าก็ยังไม่นึกฝันว่าจะได้พบกันอีก หากท่านจะอนุญาต ข้าขอเรียกท่านว่า พี่อี้ จะได้หรือไม่” หลินชิงจ้าวแม้จะเสียดายที่ไม่ได้ของแทนใจ แต่ก็นับว่า์เมตตาต่อนางแล้วที่ให้นางได้พบกับเขา
“ข้ายินดียิ่ง เช่นนั้นข้าจะขอเรียกเ้าว่าชิงเอ๋อ ได้หรือไม่”
“ไม่มีปัญหา”
“ข้านั้นอยากมอบรูปวาดที่ข้าพกติดตัวเดินทางมาด้วยแก่เ้า หากแต่เวลานี้ข้ากลับเก็บมันไว้ที่โรงเตี๊ยม เมื่อเป็เช่นนี้ข้าจะวาดรูปใหม่ให้จะได้หรือไม่” หลิวอี้เมื่อคำนวนเวลาที่จะกลับไปยังโรงเตี๊ยมกับไปยังร้านค้าซื้อผืนผ้าใบสำหรับวาดภาพใหม่แล้ว การวาดใหม่ให้แก่นางนับว่าช่วยซื้อเวลาให้อยู่ด้วยกันดียิ่ง
“พี่อี้ข้านั้นอยู่ระหว่างเดินทางกลับสำนักกระบี่ดวงดารา ข้าสามารถอยู่พูดคุยกับท่านได้ไม่นานนัก”
“ข้าขอโทษที่ทำให้เ้าลำบากใจ”
“ท่านอย่าได้กังวล ข้าขออาจารย์ไว้แล้วครึ่งชั่วยาม เวลานี้คงผ่านมาไม่ถึงเค่อดีนัก หากท่านกลับไปยังโรงเตี๊ยม ก็ยังพอสามารถกลับมาทันพูดคุยต่อ” หลินชิงจ้าวแนะนำ
“ไม่ดีหรอกชิงเอ๋อ สู่ข้ารีบไปซื้อผ้าพร้อมหมึกมาวาดรูปใหม่แก่เ้าที่นี่ ข้ายังมีโอกาสพูดคุยระหว่างวาดรูป ดีกว่าเสียเวลาเดินทางไปกลับโรงเตี๊ยมที่อยู่ไกล เ้านับหนึ่งถึงร้อยรอข้ากลับมาได้เลย”
ถึงหลินชิงจ้าวจะงงงวยกับคำพูดหลิวอี้ก็ตาม หากแต่นางก็เลือกที่จะเงียบและเชื่อในการตัดสินใจของหลิวอี้แทน หลิวอี้ได้เดินตลาดในเมืองมาแล้วเขาจึงรู้ว่าร้านค้าใดขายสินค้าที่เขา้า เพียงไม่นานหลิวอี้ก็ใช้วิชาตัวเบาจากไปอย่างรวดเร็ว หากหลินชิงจ้าวนับหนึ่งถึงร้อยอย่างที่หลิวอี้กล่าว นางคงนับถึงเก้าสิบเก้าพอดีเม่ื่อหลิวอี้กลับมา เขามาพร้อมของทั้งหมดที่จำเป็ต่อการวาดรูปอย่างน่าประหลาดใจ
“วิชาตัวเบาพี่อี้ช่างยอดเยี่ยมนัก ข้าไม่เคยพบเจอผู้ใดเคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นนี้มาก่อน ว่าแต่ท่านจะวาดรูปอะไรให้ข้า”
“ข้าไม่บอกแต่จะให้เ้าดูด้วยตาตัวเอง”
จากนั้นหลิวอี้จึงเดินไปยังม้าหินใต้ต้นไม้ เพื่อจัดแต่งสถานที่สำหรับวาดรูป หลินชิงจ้าวยืนมองชายหนุ่มตวัดปัดปลายพู่กันวาดแต่งระบายสี หากแต่สายตาของหญิงสาวกำลังจดจ่องร่างของชายหนุ่มที่กำลังสะบัดปลายพู่กัน มันราวกับหลิวอี้กำลังร่ายรำ เขาดูสง่างามอย่างมาก ทั้งความเร็วและความอ่อนช้อยเป็จังหวะ มันทำให้หลินชิงจ้าวยิ่งประทับใจต่อความสามารถของหลิวอี้ ใบหน้าชายหนุ่มดูมุ่งมั่นทั้งประดับด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น หลินชิงจ้าวได้แต่บันทึกภาพเหล่านี้เก็บไว้ในความทรงจำอันมีค่าของนาง ไม่ถึงเค่อดีนัก ภาพสีน้ำหลากสีสันก็แล้วเสร็จ โดยที่หลินชิงจ้าวมัวแต่ยืนชื่นชมการร่ายรำของหลิวอี้ ที่ไม่อาจละสายตาได้อยู่นั้น ทำให้นางเพิ่งรู้ว่าภาพวาดนี้คือภาพอะไร ยามเมื่อหลิวอี้วาดมันเสร็จแล้ว
“นี่คือ!” หลินชิงจ้าวใอย่างมาก
“ใจจริงข้านั้นอยากวาดรูปเหมือนเ้า หากแต่เวลานั้นมีน้อย ข้าจึงวาดรูปนี้แทน หวังว่าเ้าคงพอใจ ไว้วันหลังหากเราพบกันอีกข้าจะวาดรูปใหม่แก่เ้าแล้วกัน”
“เป็ท่านเองหรือ ที่เป็คนสลักอักษรบนหน้าผาเมื่อเช้านี้”
หลินชิงจ้าวถามออกไปตามตรง ยามเมื่อนางพิจารณาหลิวอี้กับบุรุษที่นางเห็นเมื่อเช้า ก็ยิ่งปักใจเชื่อ เพราะทั้งรูปร่างและเสื้อผ้าสีขาวที่เหมือนกันนั้น แทบจะบอกได้เลยว่าเป็คนเดียวกัน ซ้ำตัวอักษรวิจิตรที่ถูกเขียนข้อความเดียวกันบนรูปวาดนี้ สามารถบอกได้ทันทีว่าเป็ลายมือเดียวกันกับบนหน้าผา ซึ่งภาพที่หลิวอี้วาดให้นางนั้น คือภาพผาสูง ที่ถูกสลักข้อความ ‘ข้าอยากพบเ้า’ มันเป็ภาพทิวทัศน์ของผ่าเซียนขาดที่นางเพิ่งไปมาเมื่อเช้า
“ฮ่า ๆ แย่จริงข้าถูกจับได้แล้ว อย่านำเื่นี้ไปบอกใครล่ะ ข้ายังไม่อยากถูกทางการจับตัว ว่าเป็ผู้ทำลายสถานที่ทางประวัติศาสตร์” หลิวอี้บอกกล่าวแก่นางอย่างนึกขำ
“พี่อี้เมื่อเช้านี้ถ้าท่านรั้งรออยู่ต่ออีกสักเพียง 10 ลมหายใจ พวกเราคงได้พบเจอกันั้แ่เมื่อเช้าแล้ว” หลินชิงจ้าวพูดออกมาอย่างนึกขำ
“อย่าบอกนะว่าเมื่อเช้าหลังข้าสลักอักษรเสร็จ 1 ใน 2 คนที่ใช้วิชาตัวเบาไปยังผาแห่งนั้นคือเ้า”
“แน่นอน ข้ากับศิษย์พี่ตั้งใจไปเยี่ยมชมหน้าผานั้น เพราะคืนวานข้าเห็นผาสูงภายใต้แสงจันทร์วันเพ็ญสวยงามยิ่งนัก จึงได้วางแผนไปที่นั้นในเช้านี้”
“ช่างบังเอิญจริง เมื่อคืนข้าก็เห็นผานั่นใต้แสงจันทร์ เช้านี้จึงไปเพื่อชมทิวทัศน์ ก่อนจะสลักอักษรเ่าั้ เพื่อระบายความในใจ ของข้าต่อเ้า”
“ข้ารู้สึกมีความสุขมากเลยพี่อี้ ข้านึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าข้อความนั้นมันจะกล่าวถึงข้า เมื่อเช้านี้ข้ายังแอบนึกอิจฉาหญิงสาวของผู้ที่สลักอักษรกล่าวถึงอยู่เลย นี่ข้าฝันอยู่ใช่หรือไม่ ฮิฮิ" หลินชิงจ้าวเวลานี้มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ใครจะคิดว่ามันจะเกิดเื่เหลือเชื่อเช่นนี้ต่อนางได้
“ต้องขอบใจสะพานหินจงจุย ที่ทำให้ข้านึกอยากไปชมทิวทัศน์สองฝากแม่น้ำ หากข้าไม่ไปยืนตรงนั้นคงไม่เห็นผานั่น”
“พี่อี้ ข้านึกกลัวในความบังเอิญยิ่ง สะพานนั่นข้าก็ไปยืนชมโคมประดับมา”
“จริงดิ ฮ่า ๆ ดูท่าเ้ากับข้าสมควรมีวาสนาต่อกันจริง”
“ข้าก็อยากให้เป็เช่นนั้น ในเมื่อท่านจะมอบภาพนี้เป็ของแทนใจ ข้าคงต้องมอบสิ่งนี้ให้แทนใจข้าต่อท่านเช่นกัน” จากนั้นหลินชิงจ้าวจึงหยิบขลุ่ยหยกเลาเล็กขนาดพกพาส่งให้หลิวอี้ “สิ่งนี้คือของต่างหน้ามารดาของข้า ข้าขอมอบมันให้กับพี่อี้แทนหัวใจของข้า”
“ชิงเอ๋อ ยามเมื่อข้าเสร็จธุระเมืองมู่แล้ว ข้าให้สัญญาว่า เมื่อกลับถึงเมืองหลิงหลง ข้าจะให้บิดาไปสู่ขอเ้าที่สำนักกระบี่ดวงดารา”
“ท่านพูดแล้วนะ ข้าจะรอท่านที่นั่น”
“แน่นอน”
แล้วทั้งสองจึงได้พูดคุยเรื่อยเปื่อยไปตามภาษาชายหนุ่มหญิงสาวที่มีใจให้แก่กัน ทำให้ทั้งสองคนยิ่งรู้สึกดีต่อกันยิ่งขึ้น หากแต่เวลานั้นดังสายน้ำไหล ยิ่งมีความสุขมากเพียงใด กาลเวลาราวเหมือนติดปีกบิน เพียงไม่นาน 1 ชั่วยามที่หลินชิงจ้าวขออาจารย์ของนางไว้ก็หมดลง หลิวอี้เดินไปส่งหลินชิงจ้าว พร้อมบอกกล่าวเื่การสู่ขอนางกับอาจารย์ซึ่งเป็ผู้ปกครอง เมื่อรับทราบถึงความตั้งใจชายหนุ่มแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ผู้หลักผู้ใหญ่ไปจัดการ
เช้าวันถัดมาหลิวอี้เดินทางออกจากเมืองหินผาอย่างมีความสุข ทำให้ผู้ติดตามของเขานั้นอดสงสัยไม่ได้ว่าหลิวอี้ได้พบเจออะไรมาเมื่อวันวาน ครั้งเมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยมหลิวอี้กับรีบเร่งเข้าห้องนอน โดยไม่ออกมาพบปะผู้คนจนถึงเช้าอีกวัน ในระหว่างทางหลิวอี้เอาแต่เป่าขลุ่ยหยกเลาเล็กเสียงสูงแต่กลับไพเราะยิ่ง อย่างอารมณ์ดีผิดแปลกไปจากวันวาน ทำให้เอี้ยคังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา
“น้องอี้เ้าดูมีความสุขนัก ผิดแปลกไปจากวันวาน เ้าได้พบเจอสิ่งใดมาหรือ”
“พี่คัง ข้าพบเจอนางในดวงใจแล้ว ข้ากับนางได้ตกลงปลงใจต่อกัน ยามเมื่อข้ากลับถึงบ้าน ข้าจะให้ท่านพ่อไปสู่ขอนางกับอาจารย์”
“เ้าหมายถึงแม่นางน้อยในรูปวาดเ้านะหรือ ช่างบังเอิญแท้ แล้วเมื่อวานเ้าพูดคุยอะไรกันบ้างเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“เื่อะไรข้าจะต้องบอกท่านด้วย ฮ่า ๆ” หลิวอี้ไม่ยอมบอก หมายจะแกล้งให้เอี้ยคังสงสัยเล่น เพราะหลิวอี้รู้นิสัยเอี้ยคังผู้นี้ดี ว่าชอบอยากรู้เื่ผู้อื่นยิ่งนัก
“ชิไม่บอกข้าก็ได้ ข้าพอจะเดาได้แล้วว่าเหตุในเมื่อวาน เ้าจึงรีบเข้าห้องนอนแต่วัน ข้าคงเอาเื่นี้ไปถามความเห็นพี่น้องคงไม่แปลกอะไร”
“นี่ท่านจะอำอะไรข้าอีก”
“อำอะไรเ้า ข้าก็แค่คาดเดาว่าเมื่อวานหลังจากเ้าจากนางแล้ว คงรีบกลับมาห้องหับหมายขัดลำแท่งเอ็นเ้าัของเ้า พลางคิดถึงว่าตัวเ้านั้นได้ร่วมอภิรมย์กับหญิงสาวคนนั้นเป็แน่”
ยามเมื่อหลิวอี้ได้ยินสิ่งที่เอี้ยคังพูดออกมา ใบหน้าของหลิวอี้ฉับพลันแดงกล่ำ อ้าปากค้างให้กับสติปัญญา่ล่างของเอี้ยคังที่คาดเดาได้ถูกต้องยิ่งนัก แต่ก่อนที่หลิวอี้จะออกปากบ่นด่าหัวหน้ากองคาราวาน ทั้งสองก็ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากป่าข้างทางด้านหน้า
“ทุกคนตั้งการป้องกัน” เอี้ยคังออกคำสั่งเสียงจริงจังกับคาราวานทันที พร้อมกันนั้นหลิวอี้และเอี้ยคังควบม้าไปยังทางเดินด้านหน้า เพื่อดูว่าต้นเสียงที่ได้ยินนั้นเกิดจากอะไร
“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าที หยุดเลย ข้ายังไม่อยากตาย…”
เสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังเกาะกิ่งไม้สูงห่อยโหนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาราวหนีตายจากสัตว์ป่าชั่วร้าย หากแต่ภาพที่หลิวอี้และเอี้ยคังเห็นนั้นคือ ชายหนุ่มสติดูไม่เต็มนัก กำลังร้องจะเป็จะตาย หวาดกลัวต่อลูกหมูป่าตัวใหญ่กว่ากระต่ายเพียงเล็กน้อย หากชายผู้นั้นออกแรงเตะมันออกไป มันคงหนีเข้าป่าไปนานแล้ว แต่ทำไมเขาต้องหวาดกลัวถึงเพียงนี้ เมื่อเอี้ยคังตรวจสอบรอบด้านแล้วว่าปลอดภัย และชายผู้นี้ดูไม่ใช่นกต่อของกลุ่มโจร หลิวอี้จึงลงจากม้าเข้าไปจัดการกับลูกหมูป่าตัวนั้นหมายจับมาเป็มื้ออาหารทันที
“เ้าลงมาได้แล้ว มันตายแล้ว” หลิวอี้บอกต่อชายผู้นั้น เมื่อเขาได้ยินพร้อมเห็นว่าหมูป่าแสนน่ากลัวตัวนั้นตายแล้ว เขาจึงปล่อยมือจากกิ่งไม้ลงมาบนพื้นอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวขอบคุณผู้ช่วยชีวิตของเขา
“ข้า ชื่อหวันเฉิง ขอขอบคุณเ้ามาก” ชายหนุ่มที่แหกปากร้องก่อนหน้า เวลานี้กลับเปลี่ยนเป็คุณชายผู้มีมารยาทสังคม หากดูเครื่องแต่งกายแล้วถึงจะดูเลอะเทอะเปรอะเปื้อนอยู่บ้าง แต่ก็สามารถบอกได้ว่าเป็ผ้าเนื้อดีราคาแพง ซ้ำลักษณะท่าทางชายหนุ่มผู้นี้สามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่า คงเป็คุณชายจากตระกูลผู้ดีไม่ผิดแน่
“ข้าเอี้ยคัง ท่านนี้คือนายน้อยของข้า ว่าแต่ท่านไปทำอะไรมาจึงดูสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้”
“พูดแล้วน่าอายนัก ขบวนพ่อค้าที่ข้าอาศัยติดรถเดินทางหมายไปยังแคว้นฮั่วนั้น ถูกดักปล้นฆ่ากลางทาง ข้าโชคดีได้อ้างชื่อแซ่ต่อพวกมันไป ดีว่าพวกมันรู้จักบ้านข้า จึงหมายจับข้าเป็ตัวประกันแลกเปลี่ยนเงินค่าไถ่ตัว คืนก่อนข้าสบจังหวะที่พวกมันเมามายสุราที่ปล้นชิงมา จึงหลบหนีออกมาได้ หมายจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือที่เมืองหินผา แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถูกหมูป่ากระหายเืตัวนี้วิ่งไล่หมายเอาชีวิต” หลิวอี้ที่ตั้งใจฟังอยู่นานเมื่อถึงประโยคสุดท้าย เขาถึงกลับหลุดขำออกมา
“ขอโทษเ้าด้วย หากข้าเสียมารยาท เ้ากลัวอะไรกับหมูป่าตัวเล็กแค่นี้ เ้าเตะมันแรง ๆ มันก็าเ็ได้แล้ว” หลิวอี้อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
“ท่านโปรดอย่าล้อข้าเลย ข้านั้นอ่อนแอยิ่งนัก หากท่านไม่ช่วยข้าไว้ข้าคงหมดแรงขาดใจตายไปแล้ว ว่าแต่ท่านชื่อแซ่อะไร ยามเมื่อข้ากลับไปเมืองมู่โจ่ง ข้าจะให้บิดาตอบแทนพวกท่าน” ชื่อหวันเฉิงกล่าวอย่างจริงใจ
“เ้าไม่ไปแคว้นฮั่วแล้วหรือ แถมบ้านเมืองเ้ายังเป็เป้าหมายของการค้าของพวกข้าด้วย ถ้าไม่รังเกียจเ้าจะไปกับคาราวานพวกข้าก็ได้นะ ข้าแซ่หลิวชื่ออี้”
“หลิวอี้! เป็ท่านนั่นเอง ศิษย์พี่ข้าดีใจยิ่งนัก”
พร้อมกันนั้นชื่อหวันเฉิงโผเข้ามากอดหลิวอี้ทันที ถึงจะยังมึนงง แต่การที่ชื่อหวันเฉิงดูดีใจเช่นนี้มันคงเกี่ยวข้องกับเขาเป็แน่ หนำซ้ำชายหนุ่มผู้นี้ถึงกลับร้องไห้ออกมา จนหลิวอี้อดไม่ได้ที่จะเอามือโอบกลับปลอบชายผู้นี้ ยามเมื่อชื่อหวันเฉิงหยุดร้อง เขาจึงบอกกล่าวถึงความเป็มาทั้งหมด ที่แท้ชื่อหวันเฉิงผู้นี้คือบุตรชายของอาจารย์อาของเขา หรือก็คือมู่หยินองค์หญิงในอดีตฮ่องเต้แคว้นมู่ และยังเป็บุตรชายของ ‘แพทย์เทวะตระกูลชื่อ’ นามชื่อเว่ย ซึ่งเป็ฉายาในยุทธภพที่ทางสมาคมยุทธหกดาราตั้งให้ เช่นเดียวกับหลิวฟง ที่ได้รับฉายา 'เทพปรุงโอสถแห่งตระกูลหลิว’ โดยแต่เดิมชื่อหวันเฉิง้าเดินทางไปแคว้นฮั่วเมืองหลิวหลงเพื่อไปหาหลิวอี้และอาจารย์ลุงเพื่อแนะนำตัว หากแต่เกิดเื่ขึ้นเสียก่อน แต่นับว่าทั้งสองมีวาสนาต่อกันจึงพบเจอกันในระหว่างทางเช่นนี้ได้ หลังจากทั้งสองรู้ว่าเป็คนกันเอง ชื่อหวันเฉินที่ก่อนหน้าวางตัวสมเป็คุณชายตระกูลผู้ดีนั้น บัดนี้กลับกลายเป็เด็กเล็กคอยอ้อนหลิวอี้ที่มีศักดิ์ฐานะและอายุเหนือกว่า ทำให้เวลานี้คล้ายหลิวอี้มีน้องชายเพิ่มขึ้นมาอีกคน ด้วยสภาพของชื่อหวันเฉิงเวลานี้ราวขอทานหนีตายก็ไม่ปาน หลิวอี้จึงนำเสื้อผ้าส่วนตัวที่เขานำมาให้ชื่อหวันเฉิงผลัดเปลี่ยน แท้จริงแล้วเสื้อผ้าเหล่านี้หลิวอี้หอบมาเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย เพราะเขานั้นไม่มีความจำเป็ต้องสวมใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ด้วยซ้ำ เพราะชุดเสื่อผ้าแต่ละวันที่หลิวอี้สวมใส่อยู่นั้น มันคือเสื้อผ้าตัวเดิมที่เขาใส่มาตลอด 9 ปี เพราะมันไม่มีวันเก่า ไม่มีวันเปรอะเปื้อนหรือเสียหายฉีกขาด ทั้งยังสามารถทำความสะอาดตัวเองตลอดจนมีกลิ่นหอม อีกทั้งเปลี่ยนรูปลักษณ์สีสันได้ตามใจชอบ นี่ยังไม่รวมที่มันเป็เหมือนเกราะป้องกันที่ฟันแทงไม่เข้า ไหนเลยเขาต้องสวมใส่เสื้อผ้าตัวอื่นด้วย
ยามเมื่อชื่อหวันเฉิงล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ ทั้งความสูงรูปร่างหน้าตานั้น หลิวอี้ถึงกับต้องนึกชื่นชมในน้องชายของเขาผู้นี้ เพราะว่าหากเทียบกับตัวเขาแล้ว ชื่อหวันเฉิงผู้นี้นั่นก็มีความหล่อเหลาไม่แพ้เขาเช่นกัน หากแต่แววตาดูใส่ซื่อ ทรงคิ้วแหลมคมชี้ขึ้นคล้ายกระบี่ ริมฝีปากแดงเล็กคล้ายหญิงสาว ยามเมื่อยิ้มปรากฏล่องรักยิ้มออกมาที่แก้ม เมื่อดูโดยรวมแล้วชื่อหวันเฉิงผู้นี้ออกจะดูเ้าชู้มากเล่ห์ยิ่ง ซึ่งแตกต่างจากหลิวอี้โดยสิ้นเชิง อีกทั้งชื่อหวันเฉิงยังดูสูงศักดิ์ตามเชื้อสายราชวงศ์ ทำให้หลิวอี้นึกถึงพี่ชายของเขาหลี่เทียนชื่อทีเดียว ด้วยความหมันไส้ในความหล่อที่เกินหน้าเกินตาเช่นนี้ หลิวอี้จึงเดินไปดึงแก้มน้องชายอย่างมันมือ
“ศิษย์พี่อี้ ข้าเจ็บ!…”
“ในเมื่อเ้าเป็ศิษย์น้องข้าแล้ว ก็จงรับความรักจากศิษย์พี่ผู้นี้ เช่นนี้ทุกวันเถอะ”
โปรดติดตามตอนต่อไป…