ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 27 ความกังวลใจของอูหลินเฟิง 2/2

            "แต่สิ่งนี้ยืนยันได้เพียงว่า สำนักระดับสิบยอดสำนักและพรรคระดับสูงและกลางภายในทวีปลมปราณแห่งนี้คือลิ่วล้อของแดนจันทราโลหิต ไม่อาจกล่าวหาว่าสถาบันเทพราชันเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตได้ สถาบันเทพราชันถึงกับสูญเสียผู้อำนวยการสาขาที่แปด จะบอกว่าต้องทำถึงขนาดสังหารชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น เพื่อให้พวกเราเชื่อใจเชียวหรือ"ท่านชายเฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว ในตอนนี้ท่าทางหยิ่งยโสและเชื่อมั่นในตนเองที่คล้ายกับโอวหยางชิงหลงได้หายไปหลายส่วนคงเป็นเพราะการต่อสู้กับกงซุนลี่  เฟิ่งหวงหยางชุนไม่อาจเอาชนะได้จำเป็นต้องใช้คนรุมถึงสามคนจึงจะสามารถเอาชนะได้ แต่ถึงอย่างนั้นดูท่าแล้วเฟิ่งหวงหยางชุนยังคงเชื่ออะไรยากอยู่ดี

            เหล่าผู้อำนวยการทั้งสิบสาขาของสถาบันเทพราชัน ก็เทียบเท่าได้กับเก้าปีกของราชวงศ์โชติช่วง ทั้งสิบต่างเป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด การสูญเสียผู้อำนวยการย่อมส่งผลเสียที่ร้ายแรงต่อสถาบันเทพราชัน

            "งั้นข้าขอถามได้หรือไม่ว่า อสุรกายโลหิตที่แฝงร่างของผู้อำนวยการสาขาที่แปดตายได้อย่างไร ด้วยสายข่าวของราชวงศ์โชติช่วงย่อมต้องรู้เหตุการณ์โดยละเอียด"อูหลินเฟิงกลับเลือกที่จะถามแทนที่จะตอบ

    ผู้ที่ตอบทำถามนั้นก็คือ ผู้บัญชาการสูงสุดของสำนักตรวจการแผ่นดิน เฟิ่งหวงจิน "จากข่าวสารที่ได้รับมาอสุรกายโลหิตตัวนั้นถูกพบภายในห้องพักของผู้อำนวยการสาขาที่แปดตัวจริง เมื่อมันถูกพบว่าตัวเองคืออสุรกายโลหิตได้ใช้สัตว์อสูรของตัวเองออกมาต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาส่วนตัวจริงพยายามหนีไป แต่ก็ไม่อาจหนีได้ถูกสถาบันเทพราชันสังหารได้ในที่สุด”

            “ถ้าเรื่องนั้นเป็นจริงก็ยิ่งแปลก หากทุกท่านได้อ่านนิยายแล้ว เหตุการณ์ในนิยายที่ทำให้รู้จุดอ่อนของอสุรกายโลหิตคือสิ่งใด?” อูหลินเฟิงกล่าวถาม ทุกคนที่อยู่ภายในห้องนี้แทบทั้งหมดได้อ่านนิยายเรื่องตำนานจอมยุทธ์จตุรธาตุมาหมดแล้ว เหตุการณ์ที่อูหลินเฟิงกำลังถามทุกคนย่อมสามารถตอบได้อย่างง่ายดาย

            “กระบี่ที่มีจิตวิญญาณ ปฏิเสธตัวตนของอสุรกายที่แฝงร่างของเจ้าของเดิมของกระบี่” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เป็นผู้ตอบ หลังจากที่ได้ยินคำตอบของเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ มหาราชครูกลับขมวดคิ้วออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “แปลกจริงๆ ตามที่ คุณชายใหญ่อูกล่าวมาจริงๆ”

            “แปลกยังไงงั้นหรือ? ท่านมหาราชครู” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวถาม ด้วยความแปลกใจ

            “ที่แปลกก็คือ ภายในนิยายกระบี่ปฏิเสธตัวตนของอสุรกายโลหิต นั่นก็เพราะว่า กระบี่วิเศษที่มีจิตวิญญาณย่อมทำพันธสัญญาและผูกติดกับดวงวิญญาณของเจ้าของกระบี่ สัตว์อสูรเองก็เช่นกัน พันธสัญญาของเจ้าของและสัตว์อสูรย่อมผูกพันกันผ่านดวงวิญญาณ แต่ในเนื้อหาข่าวที่บอกมาผู้อำนวยการเขตที่แปดกลับใช้สัตว์อสูรของตนเองแทบทั้งหมดเพื่อช่วยให้ตัวเองสามารถหลบหนีได้ หากเขาคืออสุรกายโลหิตย่อมไม่อาจควบคุมสัตว์อสูรทั้งหมดนั้นได้ เพราะย่อมเกิดการปฏิเสธตัวตนทางดวงวิญญาณของสัตว์อสูรที่ครอบครองอยู่ เช่นเดียวกับที่กระบี่ปฏิเสธตัวตนของอสุรกายโลหิต” มหาราชครูเป็นผู้อธิบายสิ่งแปลกประหลาดเหล่านี้

            “และที่ข้ามั่นใจว่า ผู้อำนวยการสาขาที่แปด อาจจะไม่ใช่อสุรกายโลหิตยังมีอีกเหตุผลคือ ในเหตุการณ์การโจมตีตระกูลระดับมหาตระกูล มีเพียงตระกูลมู่หรงเท่านั้นที่ไม่มีอสุรกายโลหิตเข้าไปแฝงตัวเลยแม้แต่ตัวเดียว” อูหลินเฟิงกล่าว เพราะว่าตระกูลมู่หรงก็เป็นตระกูลระดับมหาตระกูลที่มีความสามารถในการฝึกฝนสัตว์อสูร และทำพันธสัญญากับอสูรสายเลือดโบราณ ทางแดนจันทราโลหิตจึงต้องใช้ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนเข้าโจมตีตระกูลมู่หรงแทน ทั้งเพื่อทดสอบความภักดีของตระกูลเซวียนเยวี๋ยนและแดนจันทราโลหิตไม่อาจส่งอสุรกายโลหิตเข้าไปแฝงตัวภายในตระกูลมู่หรงได้ เพราะจะถูกเปิดโปงโดยสัตว์อสูรทันที

            “นี่กำลังจะบอกว่าผู้อำนวยการสาขาที่แปด ของสถาบันเทพราชันถูกสังหารไม่ใช่เพราะว่าเป็นอสุรกายโลหิตอย่างนั้นหรือ” เฟิ่งหวงหยางชุน ที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์ได้กล่าวถามอีกครั้ง แบบนี้หมายความว่าสถาบันเทพราชันสังหารพรรคพวกของตนเองโดยไร้สาเหตุ

            “นั่นเป็นสิ่งที่ข้าคิด แต่ก็ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันความคิดของข้าได้ จึงทำให้ข้ามีความระแวงในตัวของสถาบันเทพราชันอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเกิดว่าผู้อำนวยการสาขาที่แปดโดนสังหารนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาคืออสุรกายโลหิต อาจจะมีความเป็นไปได้ว่าเขาค้นพบความลับบางอย่างที่สถาบันเทพราชันไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ แต่ผู้อำนวยการสาขาที่แปดกับล่วงรู้ จึงโดนสังหารเพื่อปิดปาก และใช้เหตุการณ์นี้ในการซื้อใจแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น รวมถึงใช้สถานะที่สถาบันเทพราชันเป็นกลางมาโดยตลอด เสนอการจัดการประลองขึ้นที่สถาบันเทพราชัน และสถาบันเทพราชันยังจะเป็นผู้เปิดประตูสู่แดนเทพรกร้างแต่เพียงผู้เดียว” อูหลินเฟิงกล่าว การเสียชีวิตของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หนึ่งคนคือเรื่องที่สามารถสั่นสะเทือนทวีปได้ สิ่งผู้อำนวยการคนหนึ่งเสียชีวิต หากของจากภายนอก สถาบันเทพราชันสูญเสียครั้งใหญ่และสามารถใช้ข้ออ้างนี้ในการรวมคนเข้าไปยังสถาบันได้ทั้งมหด

            “นี่มัน??” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวอะไรไม่ออก แต่ละคนที่ฟังแม้ใจจะไม่อยากเชื่อ แต่ว่าสิ่งที่อูหลินเฟิงพูดมานั้นก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน แต่ภายในนั้นกลับมีสองคนที่เชื่อในตัวของอูหลินเฟิงอย่างชัดเจน นั่นก็คือจงหมิ่นและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ จงหมิ่นเชื่อในสัญชาตญาณของสหายของตนเองเพราะการตัดสินใจของอูหลินเฟิงนั้นช่วยให้พวกเขารอดชีวิตมาหลายครั้งแล้ว ส่วนเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เกรงว่าจะเชื่อเพราะความหลงใหลในตัวของอูหลินเฟิง

            “สิ่งที่เจ้าพูดมาแม้จะไร้หลักฐาน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะระแวงเอาไว้ก่อน” องค์จักรพรรดิกล่าวขึ้นหลังจากที่ได้ฟังคำอธิบาย ตัวเขาที่มีชนชั้นราชันเทวะมีอายุขัยอยู่เกินหมื่นปี และยังเป็นองค์จักรพรรดิของราชวงศ์โชติช่วง เขาเองก็ย่อมไม่ไว้ใจดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นมากมายนัก การจะระแวงไว้ก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย

            “แต่ข้ากลับแปลกใจอยู่ สถาบันเทพราชันนั้นวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด หากสิ่งที่เจ้ากังวลเป็นจริงเหตุใดพวกเขาถึงกลายเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตได้” เฟิ่งหวงจินกล่าว

            “พวกเขาวางตัวเป็นกลางจริงๆ งั้นหรือขอรับ ในทุกๆ สงครามที่เกิดในอดีตนั้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างแดนเจ้าสมุทรที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับราชวงศ์แสงจันทร์ ทำสงครามกับราชวงศ์จันทราทมิฬ หรือที่ราชวงศ์โชติช่วงร่วมมือกับหอคอยวิญญาณทำสงครามกับราชวงศ์ราชันโลหิต ไม่แน่ว่าในเวลานั้นสถาบันเทพราชันอาจจะคอยช่วยเหลือราชวงศ์ราชันโลหิตและราชวงศ์จันทราทมิฬ ให้สามารถหนีรอดออกไปจากการร่วมมือกันของสองแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้

    และด้วยตำแหน่งของทวีปกลางที่ถูกรายล้อมโดยแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น หากพวกเขาไม่วางตัวเป็นกลางมีความเป็นไปได้สูงที่จะโดนแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นโจมตี เมื่อถึงเวลานั้นย่อมต้องถูกรุมจากทุกสารทิศแน่นอน แต่หากพวกเขาวางตัวเป็นกลางสถาบันเทพราชันย่อมสามารถรักษาขุมกำลังของตนเองได้โดยไม่สูญเสีย ยิ่งในเหตุการณ์เมื่อยี่สิบเอ็ดปีที่แล้วที่หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ปรากฏขึ้น การวางตัวเป็นกลางของสถาบันเทพราชันทำให้พวกเขา เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเดียวที่ไม่สูญเสียกำลังคนในระดับชนชั้นจักรพรรดิหรือชนชั้นราชัน” อูหลินเฟิงกล่าว ในเหตุการณ์ที่หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ปรากฏขึ้นมาในตอนนั้นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือต่างศูนย์เสียกองกำลังของตนเองมากมายนักเพื่อแย่งชิงหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ แต่สถาบันเทพราชันที่ไม่เข้าร่วมย่อมไม่สูญเสียกำลังรบนั้นไป และที่ทำให้เขาแปลกใจคือที่ปรากฏออกมานั้นคือหัวใจที่เทพรังสรรค์ สมบัติชั้นเทวะรังสรรค์ที่มีเพียงสองชิ้นของมิติแห่งนี้ เป็นไปได้งั้นหรือว่าสถาบันเทพราชันจะไม่สนใจจริงๆ 

            “หากจะมองแบบนั้น ก็ไม่ผิดนัก” มหาราชครูกล่าว การวางตัวเป็นกลางในบางครั้งก็อาจจะไม่เป็นกลางจริงๆ ก็เป็นได้ ยิ่งได้ฟังสิ่งที่อูหลินเฟิงพูดนั้น แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานและไร้ความน่าเชื่อถือ แต่ก็สร้างความสั่นคลอนในความเชื่อของแต่ละคน เรื่องความเป็นกลางของสถาบันเทพราชันได้

            “หากเจ้ากังวลเรื่องของสถาบันเทพราชันมากนัก ก็จงรับนี่ไป” องค์จักรพรรดิได้โยนป้ายเหล็กที่เคลือบด้วยพลังมหาศาลของชนชั้นราชันเทวะ ป้ายเหล็กที่องค์จักรพรรดิมอบให้แก่อูหลินเฟิงนั้นคือป้ายเหล็กที่ผนึกไว้ด้วยค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับมายังมิติหลักเป็นค่ายกลที่เขามอบให้แก่ผู้ที่เข้าไปยังแดนเทพรกร้างในครั้งก่อน ครั้งนี้เองจริงๆ เขาก็คิดว่าจะมอบให้แก่บุตรชายและบุตรสาวของเขา เพื่อเอาไว้สำหรับหลบหนีออกมาหากเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตภายในแดนเทพรกร้างเขาจึงเลือกมอบสิ่งนี้ให้แก่อูหลินเฟิง ที่ร้องขอสิ่งของสำหรับการออกจากแดนเทพรกร้างโดยที่ไม่ต้องกลับไปยังสถาบันเทพราชัน แต่น่าเสียดายที่เขาไม่อาจผิดสัญญากับแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ได้ว่าจะให้สถาบันเทพราชันเป็นผู้จัดการประลองและเป็นผู้เปิดประตูมิติครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียว

            “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์จักรพรรดิ” อูหลินเฟิงกล่าวขอบคุณทันทีที่ได้รับของตนเองที่ต้องการ ไม่ว่าสิ่งที่เขากังวลภายในใจจะเป็นจริงหรือไม่แต่อย่างน้อยเขาก็ได้สิ่งที่ตนเองต้องการมาแล้ว สิ่งนี้ย่อมสร้างทางเลือกในการกลับให้แก่เขา

            “ต่อไปก็เจ้า จงหมิ่น ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า...ข้าอยากให้เจ้าเข้าร่วมกับราชวงศ์โชติช่วง” องค์จักรพรรดิกล่าวความต้องการของตนเองออกมา ด้วยความแข็งแกร่งของจงหมิ่น ทางราชวงศ์ย่อมต้องการตัวของจงหมิ่นนานแล้วยิ่งเมื่อพวกเขาได้อ่านนิยายเรื่องจอมยุทธ์จตุรธาตุ พวกเขาย่อมรู้ถึงความแข็งแกร่งจงหมิ่นเป็นอย่างดี การให้จงหมิ่นกลายเป็นกองกำลังภายใต้สังกัดของราชวงศ์ย่อมต้องเสริมความแข็งแกร่งให้ราชวงศ์ได้เป็นอย่างดี

            “ข้อเสนอของข้าคือ หากเจ้าเข้าร่วมและกำลังให้แก่ราชวงศ์ เจ้าจะได้ตำแหน่งป๋อจากข้า ถือเป็นขุนนางระดับสูง และทางราชวงศ์ จะช่วยสนับสนุนเจ้าหากเจ้าคิดจะก่อตั้งตระกูลจงอีกครั้ง รวมถึงทรัพยากรที่เจ้าได้จากสุสานของเทพดาบนั้น ทางราชวงศ์จะไม่แตะต้องแม้แต่ส่วนเดียว” องค์จักรพรรดิได้กล่าวข้อเสนอที่สร้างความตกใจให้แก่จงหมิ่นยิ่งนัก บรรดาศักดิ์ภายในราชวงศ์แห่งนี้ได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน ตำแหน่งของกง คือฐานันดรศักดิ์ที่จะได้รับเฉพาะราชวงศ์เท่านั้น ส่วนตำแหน่งโหว ป๋อ จื่อ หนานคือบรรดาศักดิ์ที่จะองค์จักรพรรดิจะสามารถมอบให้แก่ขุนนางภายในราชวงศ์ได้ การที่องค์จักรพรรดิจะมอบบรรดาศักดิ์ป๋อแก่จงหมิ่น ถือเป็นบรรดาศักดิ์ที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง บรรดาศักดิ์นี้มีค่ายิ่งกว่าการเป็นผู้นำตระกูลของตระกูลระดับสูงเลยทีเดียว

    แต่การรับตำแหน่งป๋อนั้น ย่อมหมายความว่าตัวของจงหมิ่นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์และจะต้องฟังคำสั่งของราชวงศ์โดยตรง ในอนาคตอาจจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองหากมีการต่อสู้กันภายในราชวงศ์ก็ได้ แม้จะเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจวาสนามากนักแต่ก็เป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงมากเช่นกัน

            “ต้องขออภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ตัวข้าเคยให้คำมั่นกับสหายไว้แล้วว่าจะติดตามและเป็นกำลังให้แก่เขาแต่เพียงผู้เดียว” จงหมิ่นกล่าว ตั้งแต่ที่อูหลินเฟิงช่วยชีวิตเขาออกมาจากโรงค้าทาส ในตอนนั้นเขาก็ได้ให้คำสาบานไว้แล้วว่าจะเป็นกำลังให้แก่อูหลินเฟิง

    เรียกได้ว่าคำพูดนี้ของจงหมิ่นนั้นแม้จะสร้างความไม่พอใจให้แก่องค์จักรพรรดิแต่ว่า ตัวขององค์จักรพรรดิกลับไม่สามารถทำอะไรต่อคำกล่าวนี้ได้ นั่นก็เพราะว่าสถานะของอูหลินเฟิงคือสายเลือดตระกูลเนี่ยผู้ปกครองของหอคอยวิญญาณ และตัวตนของอูหลินเฟิงได้รับการยืนยันจากยมทูตร้อยหุ่น ที่ได้มาเป็นทูตของราชวงศ์โชติช่วง หมายความว่าตอนนี้อูหลินเฟิงได้รับการยอมรับจากหอคอยวิญญาณเรียบร้อยแล้ว จงหมิ่นที่บอกราวกับว่าเขาคือคนของอูหลินเฟิงนั้นทำให้แม้จะเป็นจักรพรรดิเช่นเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้ 

            และน่าเสียดายยิ่งนักจากที่เขารู้ อูหลินเฟิง ไม่ได้มีความพึงใจต่อบุตรสาวของเขาเลยแม้แต่น้อย หากว่าอูหลินเฟิงมีความพึงใจต่อเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เขาย่อมสามารถจัดงานสมรสให้แก่คนทั้งสองได้นอกจากจะได้พลังของอูหลินเฟิงแล้ว ยังจะได้จงหมิ่นเข้าร่วมราชวงศ์อย่างง่ายดาย ที่สิ่งนี้ยากก็เพราะว่าทางหอคอยวิญญาณนั้นไม่ได้มีกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่สมรสให้แก่คนภายในหอคอยวิญญาณ เพราะว่าขอเพียงมีพรสวรรค์ด้านพลังวิญญาณสูงส่งย่อมสามารถเข้าหอคอยวิญญาณได้อย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้นหอคอยวิญญาณจึงเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวที่จะไม่มีการบังคับให้เกิดการแต่งงานโดยไม่เต็มใจ

            จริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็นความลับของหอคอยวิญญาณ เพราะว่าหอคอยวิญญาณพบสิ่งหนึ่งที่จะสามารถทำให้พลังวิญญาณสามารถสืบทอดต่อไปยังรุ่นถัดไปได้โดยพลังไม่ลดลง นั่นก็คือหากคนสองคนต้องการมีบุตร บุตรผู้นั้นจำเป็นต้องเกิดจากความรักและความรู้สึกอันแรงกล้าของบิดาและมารดา เมื่อนั้นบุตรที่เกิดมาก็จะสามารถมีพลังวิญญาณที่ได้รับมาจากบิดาหรือมารดาได้ แต่หากเด็กคนนั้นเกิดมาจากการถูกบังคับแม้ว่าบิดาและมารดาจะมีพลังวิญญาณที่สูงส่งแต่บุตรที่เกิดมาก็อาจจะไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ เพราะส่วนลึกของจิตวิญญาณของบิดามารดานั้นไม่ได้ยอมรับตัวตนของบุตรที่เกิดมา จึงไม่ได้รับสืบทอดพลังวิญญาณมาด้วย

            หอคอยวิญญาณจึงเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวที่ไม่มีการคัดเลือกสายเลือดในการแต่งงานของคนภายในพรรคของตนเอง แต่จะให้อิสระในการเลือกคู่แต่งงานของคนภายในพรรคแทน

    องค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โชติช่วงจึงไม่สามารถมอบสมรสพระราชทานให้แก่ อูหลินเฟิง ที่เป็นสายเลือดของตระกูลเนี่ยและได้การยอมรับจากหอคอยวิญญาณแล้ว

            “ช่างน่าเสียดายนัก พวกเจ้าไปเถอะ” หลังจากนั้นองค์จักรพรรดิก็ได้ให้ทั้งสองไปรอยังค่ายกลมิติเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังสถาบันเทพราชัน จากนั้นองค์จักรพรรดิจึงได้หันไปถามมาหาราชครูและเฟิ่งหวงจิต “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”

            “หากเป็นเรื่องที่คุณชายใหญ่อูกล่าวมา แม้เขาจะไร้หลักฐานแต่ว่าหากเราจะระแวงสถาบันเทพราชันย่อมไม่มีเรื่องเสียหาย เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ หากเชื่อใจผู้อื่นเต็มร้อยก็อาจจะถูกแทงข้างหลังได้พ่ะย่ะค่ะ” มหาราชครูกล่าว จริงๆ แล้วตัวเขาเองก็เอนเอียงไปในคำพูดของอูหลินเฟิงไม่น้อยเลยทีเดียว

            “ส่วนหากเป็นเรื่องของ จงหมิ่น แม้จะยังไม่สามารถดึงเขาเข้าร่วมกับทางราชวงศ์ได้ แต่ข้าคิดว่าควรเป็นพันธมิตรดีกว่าให้เขาเป็นศัตรู ด้วยพลังของเขาย่อมสามารถกลายเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย และในอนาคตย่อมกลายเป็นปราชญ์รุ่นถัดไป หากราชวงศ์มีสัมพันธ์ที่ดีกับเขาตั้งแต่ตอนนี้ย่อมดีกว่าให้เขากลายเป็นศัตรูกับราชวงศ์” เฟิ่งหวงจินกล่าว

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน