Author : NAMISAKI
Category: Romantic/Reborn/Mpreg
Subject : ที่รัก...ข้ากลับมาแล้ว
Rate : NC 18
เหตุการณ์ทั้งหมดในเื่ไม่เกี่ยวข้องกับชื่อบุคคล สถานที่ ที่มีอยู่จริง
2/5/63
...........................................
ภายในคุกใต้ดินทั้งชื้นแฉะและมีแต่กลิ่นเหม็นเน่า เถียนซีนั้นขดกายอยู่มุมหนึ่งของห้องที่แห้งและปูด้วยฟางหยาบ เสื้อผ้าเก่าจนจำไม่ได้แล้วว่าเขาอาบน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หน้าตาไม่ได้ล้าง ผมเผ้าไม่ได้สระ นอกจากกลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ตัวเองแล้ว จมูกยังได้กลิ่นเืจางๆ จากาแที่ถูกตีที่หลังและคราบเืแห้งกรังที่หว่างขา
เถียนซีเสียลูกไปแล้ว ลูกที่เขาเคยคิดว่าเกิดมาจากความรักของเขาและองค์ชายห้า...ไม่สิ...ตอนนี้อีกฝ่ายกลายเป็เ้าแผ่นดินไปแล้ว และคนที่ส่งให้อีกฝ่ายไปได้ถึงบัลลังก์ทองนั่นก็คือเขา อีกฝ่ายเหยียบย่ำเขาขึ้นไป เหยียบย่ำเืเนื้อของลูกตัวเอง เหยียบย่ำชีวิตของท่านพ่อเขา
“หึๆ ...ฮะ...ฮ่าๆ ...” เถียนซีหัวเราะในความโง่เขลาของตัวเอง
ในยุคนี้นอกจากมีเพศหญิงเพศชายยังมี ิ* (明) ชายที่สามารถตั้งท้องได้ ิ 明 คำนี้เป็การรวมระหว่างคำว่า พระจันทร์ (月) และพระอาทิตย์ (日) ิจึงเป็ตัวแทนระหว่างหยินและหยาง ขาวและดำ หญิงและชาย ิจึงเป็ชื่อเรียกบุคคลพิเศษที่มีจำนวนน้อยที่สามารถให้กำเนิดบุตรได้เช่นเดียวกับผู้หญิง ว่ากันว่าิคนแรกนั้นลงมาจาก์
แต่เขาเป็ิแล้วอย่างไรเล่า? ขนาดท่านพ่อของเขาก็เป็อนุชาร่วมสายเืเพียงคนเดียวขององค์จักรพรรดิไว้ใจให้ปกครองแคว้นจิ้น ส่วนตัวเขาก็เป็ ‘ตัวหลัวเป้ยเล่อ’ เชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 3 ที่ชาญฉลาด แต่กลับเอาความฉลาดมาใช้เพื่อส่งคนเลวๆ คนหนึ่งขึ้นครองบัลลังก์
เถียนซีทอดกายลงพิงผนังห้องอย่างเหนื่อยล้า หลายปีที่ผ่านมาเขาเหนื่อยล้ามากจริงๆ เขาเที่ยววิ่งเต้นช่วยเหลือชาวบ้านทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ในนามขององค์ชายห้าจนทรัพย์สมบัติส่วนตัวร่อยหรอ ท่านพ่อที่รักสงสารเขาจึงแบ่งสมบัติให้เกือบทั้งหมด ยังมีสมบัติหลังแต่งเข้าสกุลหยางที่สามีปัญญาทึบคนนั้นแบ่งให้อีก
ใช่แล้ว...หยางโม่โฉว...ชายร่างใหญ่แต่ปัญญาทึบเท่าเด็กห้าขวบคนนั้น สามีที่เขาแต่งเพื่อหวังจะได้กำลังทหารไว้ในมือให้องค์ชายห้ามีทหารไว้ใช้งาน ไม่ว่าเขา้าอะไร โม่โฉวจะไม่เคยขัด ขนาดถูกหลอกใช้ ก็ยังส่งยิ้มโง่ๆ ซื่อๆ ให้เขาเสมอ
ยังมีแม่นางจื่อรั่ว เ้าแห่งพิษคนนั้น เขาดั้นด้นขึ้นเขา ฝ่าดงหญ้าพิษที่มีผลต่อพลังชีวิตเพื่อเชิญแม่นางจื่อรั่วลงจากเขามาช่วยเหลือองค์ชายห้า ในตอนนั้นเถียนซีไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าการเชิญเ้าแห่งพิษลงเขามาจะคร่าชีวิตผู้คนไม่มากน้อยแค่ไหน เขาคิดเพียงแต่ให้องค์ชายห้าได้แต่งตั้งเป็รัชทายาทก็พอ
เมื่ออีกฝ่ายได้รับการแต่งตั้งให้เป็รัชทายาท เถียนซียังฝันหวานว่าอีกฝ่ายจะแต่งตั้งให้เขาเป็ไท่จื่อเฟย แต่คนที่ได้เป็พระชายาคนนั้นกลับเป็ลี่หลินฟาง น้องสาวบุญธรรมหรือลูกติดของนางลี่ซื่ออนุคนใหม่ของท่านพ่อที่รับเข้ามาอยู่ในจวนเมื่อหลายสิบปีก่อน เท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าองค์ชายห้าคนเดิมได้เปลี่ยนไปแล้ว
สถานการณ์เริ่มแย่ลงยิ่งขึ้นเมื่ออยู่ๆ ฝ่าาเกิดประชวรหนัก ท่านพ่อของเขานำกำลังบางส่วนมาจากแคว้นจิ้นเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าา ยังไม่ทันที่ท่านพ่อจะเข้ามาถึงประตูเมือง ก็ถูกทหารองครักษ์ล้อมจับโทษฐานฏ เขารีบส่งจดหมายหาโม่โฉว ให้โม่โฉวนำกำลังเข้าช่วยเหลือท่านพ่อ ส่วนตัวเองวิ่งไปยังตำหนักบูรพาเพื่อขอพบรัชทายาท
แต่นอกจากจะไม่ได้เข้าพบแล้ว เขายังถูกหลินฟางในฐานะไท่จื่อเฟยลากตัวออกไปโบย ฐานก่อเหตุวุ่นวายในเขตพระราชฐานส่วนใน แม้ว่าเถียนซีจะขอร้องนางไม่ให้โบยเขาเพราะเขากำลังตั้งท้องทายาทของไท่จื่อนางก็ไม่ฟัง เถียนซีร้องขอความเมตตาต่อรัชทายาท ขอความเมตตาจากนางกำนัลและข้ารับใช้ แต่ละคนกลับเบือนหน้าหนี การลงโทษในครั้งนั้นทำให้เขาสูญเสียเืเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
ขณะที่ถูกโยนเข้ามาในคุกก็ได้รับการรักษาเพียงลวกๆ จนบัดนี้เขายังไม่รู้ชะตากรรมของท่านพ่อและโม่โฉวด้วยซ้ำ
เมื่อความคิดของเขาหยุดลง เสียงประตูเหล็กของห้องใต้ดินก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้ามากมายเดินเข้ามา เถียนซีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นจื่อรั่วถือถ้วยสุราเข้ามาพร้อมกับหลินฟาง
“พี่ใหญ่....ท่านอยู่ในนั้นมาหลายวันคงลำบากมาก...ข้าให้นางกำนัลทำอาหารมื้อสุดท้ายที่ท่านชอบมาให้” หลินฟางพูดจบก็สะบัดมือให้ผู้คุมเปิดประตูคุก นางกำลังด้านหลังเดินเข้ามาวางถาดอาหารลงตรงหน้า
“ท่านพ่อล่ะ? ท่านพ่อตอนนี้อยู่ที่ไหน?” เถียนซีไม่มองอาหารตรงหน้าด้วยซ้ำ
“เฮ้อ....เื่นี้...อันที่จริงข้าก็ไม่อยากบอกท่าน ท่านพ่อบุกรุกวังหลวงพร้อมทหารและอาวุธถูกตั้งโทษฐานฏ ถูกตัดหัวเสียบประจานที่ประตูอู่หมินไปเมื่อวันก่อนสกุลจิ้นถูกยึดทรัพย์ เดิมทีสกุลจิ้นต้องโทษริบทรัพย์และตัดหัวทั้งตระกูล” เถียนซีตอนนี้ได้ยินแต่เสียงวิ้งๆ อยู่ในหู ท่านพ่อ....ท่านพ่อของเขาถูกตัดหัวไปแล้ว!!
เถียนซีกุมอกตัวเองก่อนจะกระอักเืออกมาคำโต จื่อรั่วเห็นจึงรีบฝังเข็มที่ต้นคอเขาและจุดชีพจรทันที เถียนซีจึงไม่รู้จึกเ็ปอีก ใช่สิ...จื่อรั่วนางคือเ้าแห่งพิษที่เขาเชิญลงมาจากเขาให้มาช่วยงานรัชทายาท นางเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ที่สุด ไม่นึกว่านางจะช่วยงานอีกฝ่ายได้อย่างดีเช่นนี้
“แล้วเหตุใดเ้ากับแม่ยังเสนอหน้ามีชีวิตอยู่ต่อได้อีก? เราไม่ใช่ตระกูลเดียวกันแล้วหรือ?” หลินฟางยกมือป้องปากหัวเราะน้อยๆ
“พี่ใหญ่ล้อข้าเล่นแล้ว...ข้าเป็ไท่จื่อเฟย...ไม่สิ...ตอนนี้เป็ฮองเฮาของฝ่าาแล้วย่อมไม่ใช่คนตระกูลจิ้นอีก ส่วนท่านแม่ของข้า..ท่านก็รู้ว่าท่านพ่อเขียนหนังสือหย่าให้ท่านแม่แล้ว แถมยังคัดชื่อออกจากตระกูลด้วย จึงใช้สกุลลี่ตามเดิม ข้าเป็บุตรสาวจึงใช้แซ่ลี่...ลี่ฮองเฮา”
“ใช่สิ! แม่เ้ากับเ้าปอกลอกเงินตระกูลจิ้นจนหมดแล้วนี่!”
“พี่จะโมโหก็ไม่แปลกหรอก เื่นี้ข้าไม่ใส่ใจ ข้าแค่ทำตามรับสั่งฝ่าา...มาส่งท่านให้จากไปอย่างสงบ” หลินฟางพูดจบก็หันไปทางจื่อรั่ว
“หึ! ฝ่าารึ!” เถียนซีหัวเราะทั้งที่ยังรู้สึกถึงรสเืที่คาวอยู่ในปาก
“ใช่ ฝ่าาขึ้นเป็จักรพรรดิองค์ที่สองต่อจากจักรพรรดิองค์ก่อน ใช้ชื่อรัชสมัยอู่ฮั่นที่ 1 อ้อจริงสิ! แม่ทัพอสูรคนนั้น...สามีของท่าน..ฝ่าาให้นักฆ่าลอบสังหารเขาพร้อมกับทหารทั้ง 300 นายที่นอกเมือง ท่านก็อย่ารอเขาอีกเลย” จื่อรั่วยกถาดถ้วยยาถ้วยเล็กๆ มาตรงหน้าเขา
“อย่างน้อยท่านก็มา” เถียนซีช้อนตามองอีกฝ่ายก่อนจะยินดีดื่มสุราพิษโดยไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียวจนคนทั้งหมดถอยออกไปจากห้องขัง
“พี่ใหญ่...ท่านเอาแต่ถามหาท่านพ่อกับฝ่าา ท่านไม่ถามถึงข้าบ้าง” หลินฟางทำท่าน้อยอกน้อยใจ
“ท่าคงยังไม่ทราบข่าวดี... ตอนนี้ข้ากำลังตั้งครรภ์องค์รัชทายาทอยู่ ข้าหวังว่าเขาจะเป็องค์ชายน้อยๆ” เถียนซีตวัดตามองอีกฝ่ายอย่างเคียดแค้นแล้วพุ่งเข้าไปเกาะประตู ยื่นแขนออกไปคว้าชายกระโปรงอีกฝ่าย
“ถุย! ข้าขอใช้เืสาปแช่งพวกเ้า! ขอให้พวกเ้าทั้งคู่ไม่ตายดี ขอให้แผ่นดินรัชสมัยเ้ามีแต่กาลียุค เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า มองไปทางไหนให้มีแต่ไฟารอบทิศ ข้าขออาฆาตติดตามเ้าไปทุกภพทุกชาติ ในทุกๆ ความมืดมิดจะมีข้าติดตามอยู่ข้างกาย คอยหลอกหลอนให้เ้าวิปลาสตราบจนลมหายใจสุดท้ายของเ้า ให้สมกับความชั่วช้าเลวระยำของพวกเ้า!” เถียนซีถลึงตาเหลือกมองอีกฝ่ายทั้งที่ฝ่ามือยังกำชายผ้าก่อนจะล้มลงเืไหลออกจากดวงตาและปาก
“กรี๊ดดด!! ” เถียนซียกมุมปากน้อยๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยกมือขึ้นปิดหูแล้วกรีดร้องอย่างคนเสียสติ ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ มืดลง
.............................................
เถียนซีรู้สึกตัว ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ และพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เมื่อค่อยๆ ยันกายขึ้นนั่งจึงรู้ว่านั่นคือรถม้า เสียงพูดคุยจากด้านนอกเบาๆ เรียกความสนใจเถียนซีให้ยื่นมือออกไปเลิ่กม่านหน้ารถม้าออก
“ฮะ...ฮูหยิน!” โม่โฉวในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอฉีกยิ้มทันทีที่หันมาเห็นเถียนซี
เถียนซีย่นคิ้วเพราะไม่คิดว่าจะเจออีกฝ่ายที่นี่เวลานี้ เขาได้ยินมาว่าโม่โฉวถูกนอกฆ่าที่นอกเมืองทำให้อีกฝ่ายเข้าเมืองมาช่วยท่านพ่อของเขาไม่ทัน
“เ้าาเ็หรือ?” เถียนซีเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าใบหน้าของโม่โฉวดูเหนื่อยล้า นอกจากนั้นดวงตาข้างขวายังมีผ้าปิดตาคาดอยู่ครึ่งใบหน้า ้าของผ้ายังเห็นรอยเืซึมออกมา ข้างแก้มเลยมาจนถึงกกหูมีรอยบาดลึกเป็ทางยาวดูนากลัว
“ตา...ของเ้า...” เถียนซียื่นมือออกไป แต่ไม่กล้าแม้จะแตะอีกฝ่ายด้วยซ้ำ เขาหลอกให้อีกฝ่ายแต่งงานด้วย ทั้งยังหนีการเข้าหอกลับวังหลวงไปอยู่กับองค์ชายห้าจนตั้งท้องลูกนอกสมรส เขามีสิทธิ์อันใดไปแตะต้องอีกฝ่ายให้แปดเปื้อน
“โม่โฉวยังมองเห็น” โม่โฉวชี้ไปที่ดวงตาอีกข้างพลางยิ้มซื่อๆ
“พวกเ้า! อย่ามัวแต่คุยกันอยู่เลย รีบออกจากเมืองไปก่อนที่คนพวกนั้นจะรู้ว่าศพถูกสลับตัว” คนที่กล่าวออกมาอย่างร้อนใจคือจื่อรั่ว เ้าแห่งพิษ
จริงสิ....เขาจำได้ว่าดื่มสุราพิษที่อีกฝ่ายมอบให้ แล้วทำไมจึงไม่ตายล่ะ? เถียนซีย่นคิ้วแล้วทอดสายตาไปยังจื่อรั่ว
“ท่านช่วยข้าไว้หรือ?”
“ข้าลงจากเขามาหาใช่ทำเพื่อคนผู้นั้น แต่ข้าลงเขามาเพราะเ้า” นางพูดด้วยน้ำเสียงเ็า แต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีเพียงเถียนซีเท่านั้นที่รู้ว่าเ้าแห่งพิษที่ทุกผู้ทุกคนหวาดกลัวและแสนเ็า แท้จริงแล้วเป็คนอบอุ่นผู้หนึ่ง
“บุญคุณที่ช่วยชีวิตชาตินี้เถียนซีจะไม่มีวันลืม” เถียนซีค้อมตัวให้อีกฝ่าย
“พวกเ้ารีบไปก่อนจะมืดแล้วประตูเมืองปิดดีกว่า” จื่อรั่วเร่งพวกเขายังไม่ทันขาดคำก็มีเสียงดังมาจากอีกด้านพร้อมคบไฟสีแดงที่พุ่งตรงมา
“รีบพาเถียนซีหนีไป! ข้าจะรั้งพวกเขาไว้ให้...รีบไป!” จื่อรั่วยืนส่งพวกเขาจากไปก็หันมายืนขวางองครักษ์พระจำตัวของฝ่าาที่นำกำลังคนชุดดำมาล้อมจับ
..............................................
“แม่นางจื่อรั่ว...โปรดเปิดทางให้ข้าด้วย”
“เ้าเปลี่ยนไปเยอะนะหลี่เฉียง คนที่เ้ารับใช้ถวายชีวิตผู้นั้นไม่ใช่คนดีอะไร เหตุใดจึงยังติดตามคนผู้นั้นอยู่อีก”
องครักษ์ที่ถูกเรียกว่าหลี่เฉียงเคยเป็นักฆ่าเดนตายของอัครเสนาบดีผู้หนึ่ง แต่เพราะองค์ชายห้าบังเอิญไปพบเข้าจึงให้จื่อรั่วช่วยรักษาชีวิตไว้จนหายดี นับแต่นั้นหลี่เฉียงก็ภักดีต่อองค์ชายห้าเรื่อยมา
“ฝ่าาช่วยชีวิตข้าไว้ หากข้าจะรับใช้ถวายชีวิตก็ไม่แปลก” จื่อรั่วคลี่ยิ้มน้อยๆ
“ถ้าจะนับกันจริงๆ เขาแค่พบเ้า ส่วนคนที่ช่วยชีวิตเ้าคือข้าต่างหาก” หลี่เฉียงมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าราบเรียบ
“ข้าจึงยังไม่ลงมือฆ่าท่านทันทีที่ท่านเข้ามาขวางไงล่ะ”
“น้ำใจเ้ามากล้นจริงๆ แต่ทางที่ดีพวกเ้าอย่าได้ก้าวไปไหนอีกเลยจะดีกว่า” คำพูดของจื่อรั่วทำเอานักฆ่าจำนวนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังเริ่มแสดงอาการผิดปกติ ทว่าหลี่เฉียงยังคงนิ่งเฉย
“ท่านวางยาพวกเรา? ....ั้แ่เมื่อไหร่?” หลี่เฉียงก้าวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่าย
“องครักษ์หลี่! คำสั่งของฝ่าาให้กำจัดทุกคนที่ขวางทาง!” นักฆ่าคนหนึ่งรีบร้อนพูดก่อนจะพุ่งตรงมาหันปลายดาบไปที่จื่อรั่ว
“3....2...” จื่อรั่วก้มลงมองปลายเท้า นับก้าวของนักฆ่าคนนั้นที่กำลังพุ่งเข้ามาโดยที่ไม่ได้สนใจปลายดาบที่พุ่งใส่ตัว
ก่อนที่ปลายดาบจะถึงตัวนาง หลี่เฉียงก็หันไปตวัดดาบปัดดาบของนักฆ่าผู้นั้นแล้วแทงสวนกลับไป
“องครักษ์หลี่! ท่านกำลังฝ่าฝืนราชโองการของฝ่าาหรือ!” นักฆ่าที่เหลือเปลี่ยนเป้าหมายไปที่หลี่เฉียงและลงมือกับอีกฝ่ายทันที
อันที่จริงนักฆ่าในสังกัดหลี่เฉียงมีอยู่หลายคนที่ไม่ใช่คนที่เขาฝึกมา แต่เป็คนของฝ่าา ทั้งยังมีคำสั่งลับว่า ‘หากองครักษ์หลี่ขัดขืนคำสั่งให้ฆ่าทิ้งทันที’ ดังนั้นเมื่อเห็นว่าองครักษ์หลี่ขัดขวางการจับคนจึงลงมือกับอีกฝ่าย
หลี่เฉียงที่รู้อยู่แล้วตั้งดาบประมือกับนักฆ่าทั้งกลุ่ม หลังจากตะลุมบอนกันอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตวัดดาบฆ่าคนสุดท้ายได้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวที่ด้านหลัง เขาแทงดาบออกไปก่อนจะพบว่าคนที่ถูกเขาแทงทะลุอกคือจื่อรั่วผู้นั้น
จื่อรั่วที่เพียงก้มลงหยิบดาบขึ้นมา เดินถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะทรุดลง
“จื่อรั่ว!” หลี่เฉียงร้องด้วยความใก่อนจะรีบก้าวไปประคองร่างของเธอ
“...2...1...” สิ้นเสียงนับของจื่อรั่ว หลี่เฉียงพลันกุมหน้าอกแล้วพ่นเืออกมาจากปาก หลี่เฉียงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ล้มอยู่ใกล้ๆ จื่อรั่วยิ้มและกล่าว
“มันคือพิษตัวใหม่ที่ข้าคิดค้นได้...ข้าตั้งชื่อว่า...เจ็ดก้าวล้ม...เสียดายที่...ก่อนหน้านี้คิดไม่ทันไม่อย่างนั้นเ้าโง่เถียนซีคงได้ใช้มัน...” หลี่เฉียงมองดวงตาที่ค่อยๆ เลื่อนลอยของนาง
“ท่านต่างหากที่โง่...ข้าใช้เพลงดาบ 5 กระบวนท่า วาดขาก้าวออกไปหลายก้าวกว่าจะถึงตัวท่านมากกว่า7ก้าวแน่ๆ” จื่อรั่วยิ้มแล้วร้อง
“อ้อ...ถ้างั้นก็...10 ก้าวล้ม ยายังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น”
ขณะที่ลมหายใจของจื่อรั่วและหลี่เฉียงเบาบางลงทุกที เสียงฝีเท้าม้านับสิบก็ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างในชุดสีเหลือทองลายัลงมาจากหลังม้า จื่อรั่วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“ข้าคิดมาตลอดว่าเหตุใดท่านจึงต้องกำจัดเถียนซี...วันนี้พอเห็นสีหน้าหวั่นวิตกของท่านข้าก็เข้าใจ” จื่อรั่วยิ้มงดงามก่อนจะพูดต่อ
“เถียนซีมีปัญญาทำให้ท่านขึ้นไปจุดสูงสุดได้...เขาก็สามารถฉุดให้ท่านลงมาจุดต่ำสุดได้เช่นกัน”
ร่างในชุดสีเหลืองปักลายัชักกระบี่ในมือออกมาแล้วแทงใส่ร่างของจื่อรั่ว ทว่าชั่วเสี้ยวนาทีนั้นหลี่เฉียงใช้ร่างตัวเองรับกระบี่แทนจื่อรั่ว ร่างสูงสง่าในชุดสีทองตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะเพิ่มกำลังที่แขนค่อยๆ แทงดาบเสียงทะลุร่างของหลี่เฉียงลงไปจนสุดความยาวของกระบี่ให้โดนจื่อรั่วที่ถูกปกป้องไว้ด้านหลังด้วย
“ฝะ...ฝ่าา...”
“เอากระบี่เล่มใหม่มาให้ข้า!” เสียงนั้นะโสั่งพร้อมกับตวัดตัวขึ้นหลังม้า
“ตามนักโทษต่อ!”
..........................................
โม่โฉวได้ยินเสียงฝีเท้าม้าไล่ตามมาติดๆ ทั้งยังเป็เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและหนักแน่น ม้าน่าจะตัวใหญ่และเป็ไปได้ว่าเป็ม้าศึก ส่วนม้าที่เทียมรถม้าของเขาเป็ม้าใช้งานที่อายุมากแล้ว หากยังเทียมรถไว้ด้านหลังจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายไล่ทัน คิดได้ดังนั้นโม่โฉวก็ดึงม้าให้หยุดแล้วลงไปปลดรถม้าที่เทียมไว้ด้านหลังออก
“หยุดทำไมรึ?” ใบหน้าซีดขาวท่าทางอ่อนแรงโผล่ออกมาจากด้านในรถม้า โม่โฉวเห็นใบหน้าอ่อนหวานนั้นก็ฉีกยิ้มให้
“ม้ามาเร็วมาก” แล้วยื่นมือชี้ออกไปด้านหลัง
“แล้วจะทำยังไงกันดี?” โม่โฉวเช็ดมือตัวเองกับเสื้อผ้าลวกๆ แล้วค่อยๆ อุ้มร่างบางอ่อนแรงนั้นลงมาจากรถม้าอย่างทะนุถนอม
“ขี่ม้า” โม่โฉวชี้ไปที่ม้าแล้วช้อนร่างเถียนซีขึ้นไปบนม้า ก่อนจะตวัดขาเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าไปซ้อนด้านหลัง โม่โฉวจับบังเหียนม้าพร้อมกระทุ้งสีข้างให้ม้าออกวิ่งทันที
แต่ฝีเท้าม้าแก่ไม่อาจสู้ฝีเท้าม้าศึก พวกเขาสองคนขี่ม้าออกนอกเมืองได้ไกลไม่เกิน 100 ลี้ ม้าแก่ฝีเท้าก็ลดลง โม่โฉวเห็นท่าไม่ดีจึงหยุดม้าแล้วลงจากหลังม้า
“เ้าลงไปทำไม!” อีกฝ่ายร้องถามเสียงหลง
“โม่โฉวหนัก...ม้าไปไม่เร็ว” เขาพยายามอธิบาย แต่คำยากๆ เขาพูดไม่ค่อยได้
“ฮูหยินไป....ไป! ...โม่โฉวอยู่ต้าน” โม่โฉวโบกมือไล่ร่างบางที่อยู่บนหลังม้า แล้วชี้มือที่ตัวเองทำท่าตั้งรับ จากนั้นก็ไม่รอคำตอบจากเถียนซี ฝ่ามือใหญ่ฟาดลงที่ก้นม้า ม้าใรีบวิ่งพุ่งออกไปทันที
“โม่โฉว! ” โม่โฉวมองเถียนซีแล้วยิ้มให้พลางโบกมือลา
เถียนซีหลับตากำบังเหียนม้าแน่น เขาทอดทิ้งเ้าโง่โม่โฉวคนนั้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อีกฝ่ายก็ยังคงส่งยิ้มโง่ๆ ซื่อๆ ให้เขาเสมอ จำได้ว่าวันที่เขาแต่งงานและเข้าหอ โม่โฉวเปิดผ้าคลุมหน้าเขาแล้วยิ้มพลางปรบมือดีใจ
‘ฮูหยินสวย! ฮูหยินของโม่โฉว’
‘ใครเป็ของเ้า! ไอ้คนโง่!’ ตอนนั้นเขายกเท้าถีบอีกฝ่ายแล้ววิ่งหนีออกจากห้องหอแล้วขึ้นรถม้าหนีกลับวัง จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหลังจากนั้นโม่โฉวเป็ยังไงบ้าง
เขาและโม่โฉวมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนัก เจอหน้าแทบนับครั้งได้ และทุกครั้งที่พบกันเขาก็มักใช้ให้อีกฝ่ายออกรบเพื่อช่วยงานขององค์ชายห้า ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะกลับมาหรือไม่ ขอแค่รบชนะเท่านั้นก็พอ
ครั้นเมื่อเกิดเื่กับท่านพ่อ เขากลับหน้าด้านเขียนจดหมายขอให้โม่โฉวมาช่วย อีกฝ่ายก็มาช่วยจนเสียกำลังทหารไปทั้งหมด ส่วนตัวเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด ตอนที่อีกฝ่ายโผล่มาช่วยเขาออกจากคุก เถียนซีไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะวางตัวกับอีกฝ่ายยังไง รู้เพียงแต่ว่า เพียงคำขอโทษยังไม่พอด้วยซ้ำ
ตอนนี้อีกฝ่ายยังปล่อยให้เขาหนีไปคนเดียวอีก อาวุธก็ไม่มี ตัวเปล่าอย่างนั้นจะเอาอะไรไปสู้คนอื่นได้ เขามันคนสารเลวจริงๆ
เถียนซีดึงบังเหียนม้าให้หยุดกะทันหันจนม้าตะกายขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ จากนั้นเขาชักม้าให้หมุนกลับไปยังทิศเดิม
“โม่โฉว! โม่โฉวข้ากลับมาแล้ว! ” เขาะโลั่น
เมื่อม้าวิ่งกลับมาถึงลานกว้างก็พบว่าโม่โฉวกำลังต่อสู้อยู่กับทหารของอู่อวิ๋นเซียง อีกฝ่ายใช้มือเปล่าแย่งดาบของใครคนหนึ่งได้ก็ไล่ฟาดฟันคนที่รุมล้อม ส่วนเถียนซีก็ชักม้าเข้าไปขวาง ทว่าถูกพลธนูที่ซุ่มอยู่ยิงใส่จนม้าล้ม ตกจากหลังม้า
“ฮูหยิน!” โม่โฉวเห็นเขาถูกเหวี่ยงลงจากหลังม้าก็พุ่งเข้ามาช่วย
“กลับมาทำไม?” อีกฝ่ายย่นคิ้วใส่เขา
“ข้าไม่ทิ้งเ้าอีกแล้ว แม้จะตายก็ไม่แยกจากกัน” เถียนซีจับมือโม่โฉวไว้แน่น ฝ่ามือของอีกฝ่ายทั้งหนาทั้งใหญ่กว่าเขามาก
อันที่จริงแล้วโม่โฉวตัวใหญ่กว่าใครทั้งหมดในที่นี้ ผมดำขลับ ผิวขาว คิ้วเข้มดวงตากลมโตสดใสแวววาว แถมนันย์ตาสีอ่อน จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักโค้ง ใบหน้าคมสันคล้ายพวกฟานหริน* (番人) ที่เป็ชนกลุ่มน้อยชายแดนตะวันตก ซึ่งเถียนซีเคยได้ยินว่าโม่โฉวมีแม่เป็หญิงสาวชนเผ่าอุยกูร์ชนเผ่าทางตะวันตก ใบหน้าจึงงดงามและสูงใหญ่แตกต่างจากคนทั่วไป
“...ตายไม่แยกจาก...” โม่โฉวพึมพำเสียงเบา
“ใช่! ตายไม่แยกจาก...ฮูหยินไม่ทิ้งเ้าอีกแล้ว...” เขายิ้มให้โม่โฉว อีกฝ่ายมองเขาก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมาทันใดแล้วก้มลงสวมกอดเขา
“ฮูหยินไม่ทิ้งโม่โฉว....อย่าทิ้งโม่โฉวนะ” เถียนซีอดตะลึงงันไม่ได้ ชายหนุ่มตัวใหญ่ร่างกายกำยำสะอื้นไห้อยู่บนไหล่บางๆ ของเขา โม่โฉวไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเนื้อตัวเขาสกปรก ตัวก็เหม็น ผมก็ไม่ได้สระยังจะกล้ากอดเขาอีก
“ได้..ไม่ทิ้งๆ อย่าร้องไห้...อึก!” เถียนซีลูบหลังปลอบโม่โฉวยังไม่ทันจบประโยคก็รู้สึกถึงแรงปะทะและเจ็บแปล๊บขึ้นที่แผ่นหลังจนทรุดลงกับพื้น
“ฮูหยิน!” โม่โฉวท่าทางใมากที่เห็นเขาถูกธนูยิง
โม่โฉวหันมองมือธนูก็พบว่าคนที่ยิงธนูใส่เขาคือคนชุดสีเหลืองทองมีคนราวๆ 5-6 คนปกป้องอยู่โดยรอบ
“โม่โฉวอย่า!” เถียนซีพยายามร้องห้ามแต่ไม่ทัน
โม่โฉวพุ่งเข้าไปหาอวิ๋นเซียงโดยไม่ได้สนใจทหารที่อยู่โดยรอบใครเข้าขวางก็จับทุ่มลงพื้นจนสลบ หรือไม่ก็เหวี่ยงโยนออกไป ทหารที่มีจำนวนมากลดลงอย่างรวดเร็วพอๆ กับจำนวนลูกธนูที่ยิงปักไหล่ แผ่นหลัง และข้อมือจนอีกฝ่ายจะกลายเป็หมอนปักเข็มอยู่แล้ว และแม้โม่โฉวจะฝ่าเข้าไปใกล้อวิ๋นเซียงได้ แต่สุดท้ายก็ยังถูกขวางไว้อยู่ดี
“อวิ๋นเซียง! เ้าอยากได้ชีวิตข้าก็มาเอาไป! อย่าทำร้ายโม่โฉว! ” เถียนซีะโลั่นแล้วพยุงกายลุกขึ้นเดินเข้าไปหาอวิ๋นเซียงเพราะเขากลัวว่าโม่โฉวจะตายเสียก่อน
“เ้ารักมันงั้นหรือ?” อวิ๋นเซียงะโถามเขา
“โม่โฉวคู่ควรกับความรักของข้า...ตอนนี้ข้าตาสว่างแล้ว”
“ดี! ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้มันตายพร้อมเ้า! ” อวิ๋นเซียงพยักหน้าให้พลธนูที่ยังซุ่มอยู่โดยรอบระดมยิงธนูใส่โม่โฉว
“สารเลว!” เถียนซีวิ่งเข้าหาโม่โฉวเมื่อเห็นว่ากระบี่ของอวิ๋นเซียงกำลังจะพุ่งใส่โม่โฉวที่สาละวนอยู่กับปัดป้องธนูที่ยิงเข้าใส่
“อึ่ก!” เถียนซีใช้ตัวเองบังกระบี่ที่แทงใส่โม่โฉวจากทางด้านหลังด้วยวิธีของคนขี้ขลาด โม่โฉวรู้สึกได้ถึงแผ่นหลังของเขาที่ปะทะมาจึงฟาดมือใส่ต้นคอคู่ต่อสู้ด้านหน้าแล้วหันกลับมา
“ฮูหยิน!”
“นะ...หนีไปซะ” เขากระอักเืออกมากองใหญ่ เืในกายเย็นเฉียบ วินาทีนั้นเถียนซีรู้ว่าตัวเองกำลังจะไม่ไหวแล้ว
“ฮูหยิน!” โม่โฉวค่อยๆ ประคองเขาที่ทรุดลงกับพื้น
“โม่โฉว...ข้าเสียใจ...ข้าผิดต่อเ้า...ข้า...ขอโทษที่ทิ้งเ้าไป...” เถียนซียกมือขึ้นช้าๆ แตะที่ข้างแก้มของโม่โฉว ทั้งจมูกและปากเขาได้กลิ่นคาวเืที่ไม่รู้ว่าเป็ของเขาหรือของโม่โฉวกันแน่ โม่โฉวส่ายหน้าแล้วจับมือเขาไว้
“ฮูหยิน...อย่าตาย...อย่าตายนะ...” โม่โฉวร้องไห้ ปากพร่ำพูดว่าอย่าตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวเด็กเล็กๆ
“ชาตินี้ข้าไม่ได้ดูแลเ้าให้ดี...ข้าผิดต่อเ้าจริงๆ ...ข้า...อึ่ก!” เถียนซีเบิกตากว้างเมื่อปลายกระบี่ของอวิ๋นเซียงจิ้มลงที่อกเขาอีกครั้ง เขาไม่คิดว่าอวิ๋นเซียงจะบ้าบิ่นขนาดกล้าเดินดุ่มๆ เข้ามาแทงเขาตรงๆ เช่นนี้
“อ๊ากกกก! ” โม่โฉวคำรามด้วยความโกรธดังก้องไปทั่วพื้นที่
โม่โฉวใช้มือเปล่าจับปลายกระบี่แล้วดึงขึ้นจากอกเขาท่ามกลางสีหน้าหวาดหวั่นของอวิ๋นเซียง
ที่แท้แล้วเขาก็เข้าใจ...ว่าเหตุใดอวิ๋นเซียงที่เขารักจึงได้อยากฆ่าเขาให้ตายนัก นั่นก็เพราะว่าอีกฝ่ายหวาดกลัว อวิ๋นเซียงกลัวเขาจนไม่อาจรักได้ นั่นเพราะเขาสามารถทำให้องค์ชายนอกสายตาคนหนึ่งได้กลายเป็รัชทายาท และส่งเขาไปสู่บัลลังก์ทองได้นั่นเอง สีหน้าหวาดกลัวนั้นเขาเคยเห็นครั้งหนึ่งขณะที่เขากำลังยกของว่างไปให้อีกฝ่ายเงียบๆ จนอีกฝ่ายใ
เถียนซีค่อยๆ พลิกตัวมองภาพเลือนรางตรงหน้า โม่โฉวโผเข้าคว้าคออวิ๋นเซียง อวิ๋นเซียงร้องะโด้วยความใว่าให้พลธนูรีบยิงใส่โม่โฉว ต่อเมื่อโม่โฉวใช้มือกำรอบคอ อวิ๋นเซียงก็รีบโบกมือห้ามแล้วร้องขอชีวิตโม่วโฉวแทน
แต่โม่โฉวในตอนนี้โกรธจนขาดสติ ใครพูดอะไรก็ไม่ฟังเสียแล้ว เขาบีบคออวิ๋นเซียงจนอีกฝ่ายเท้าลอยขึ้นจากพื้น ลำคอถูกบีบจนอวิ๋นเซียงขาดอากาศหายใจ ใบหน้าจากที่แดงก่ำเริ่มม่วงช้ำ ตาเหลือกจนดูเหมือนจะถลนออกมา ลิ้นจุกออกมาที่ปาก
อวิ๋นเซียงดิ้นรนอยู่กลางอากาศท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทหาร อวิ๋นเซียงทั้งดิ้นทั้งใช้มือจิกข่วนโม่โฉว แต่ไม่เป็ผลเพราะอีกฝ่ายแขนขายาวกว่า จนกระทั่งอวิ๋นเซียงแน่นิ่งไป พวกทหารที่เหลือเห็นท่าไม่ดีก็รีบหนีไปทันที
โม่วโฉทุ่มร่างของอว๋นเซียงลงพื้น จากนั้นนั่งคร่อมร่างอวิ๋นเซียงแล้วใช้กำปั้นต่อยลงไปที่ใบหน้าของอวิ๋นเซียงแล้วพูดซ้ำๆ
“ห้ามทำร้ายฮูหยิน! ห้ามทำร้ายฮูหยิน! ฮูหยินของโม่โฉว! คนไม่ดี! คนเลว! ” โม่โฉวต่อยที่ใบหน้าอวิ๋นเซียงไปก็ร้องไห้ไปจนใบหน้านั้นค่อยๆ ยุบลงไป โม่โฉวต่อยอีกฝ่ายจนข้อนิ้วตัวเองหักก็ยังไม่ยอมหยุด
อวิ๋นเซียงเบ้าตาและจมูกถูกต่อยจนยุบลงไปข้างใน ปากและฟันถูกต่อยจนโย้เอียงไปด้าน เละจนมองสภาพเดินไม่ออก เืไหลออกจากชิ้นเนื้อเหลวๆ ที่กองอยู่ตรงนั้น มองแทบไม่ออกว่าเคยเป็ใบหน้าคนมาก่อน
“...โม่...โฉว...พอ...พอแล้ว...มัน...ตายแล้ว...” ในที่สุดเถียนซีก็คลานมาถึงตัวโม่โฉวและใช้มือแตะที่แผ่นหลังเขาให้เขาหยุดมือ
“....ฮะ...ฮูหยิน...” โม่โฉวค่อยๆ หันมาจะจับเขา แต่พอเห็นว่าเืเต็มมือตัวเอง เขาก็รีบเช็ดมือกับเสื้อแล้วหันไปโอบร่างของเถียนซีแทน
“ฮูหยินอย่าตาย....อย่าตายนะ...ไม่ทิ้งโม่โฉว...” เถียนซีกอดเกี่ยวแขนของโม่โฉวไว้ เขาอยากบอกโม่โฉวเหลือเกินว่าเขาเองก็ไม่อยากทิ้งโม่โฉวไป แต่ตอนนี้เขาแทบไม่มีแรงเหลืออยู่เลย ดวงตาเขาพร่าเลือน ความเจ็บมันค่อยๆ ชาและหายไปช้าๆ พร้อมกับลมหายใจของเขา...
เขายังไม่อยากตาย...ไม่อยากทิ้งโม่โฉวที่น่าสงสารไว้อีกแล้ว..เถียน ซีพยายามจะอ้าปากพูดปลอบโม่โฉว แต่ทำได้แค่เพียงงับอากาศตื้นๆ เพียงสองครั้ง มือที่เกี่ยวแขนโม่โฉวไว้สุดกำลังค่อยๆ หมดแรงและทิ้งลงข้างตัว
“ฮูหยิน...ฮูหยิน...อ๊ากกกกก!! ”
……………………………
………………….
……….
ข้างหูเถียนซีได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนน่าเวทนาของโม่โฉว เสียงนั้นบาดลึกลงไปในใจเขาจะสะดุ้งสุดตัว
“...โม่โฉว!! ...” เถียนซีเด้งตัวขึ้นมานั่ง เหงื่อกาฬไหล่เต็มหน้าผากแคบ หัวใจเขาเต้นเร็วจนต้องกุมหน้าอกไว้
“โม่โฉว!” เถียนซีลงจากเตียงวิ่งออกไปด้านนอกเจอสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ มองเห็นเก๋งจีนและสระบัวอยู่ใกล้ๆ นั้นคุ้นตาอย่างมาก
เท้าเล็กๆ วิ่งไปจนถึงสระน้ำพบว่ามือเท้าเขาช่างเล็กและบอบบาง เมื่อลองทรุดตัวลงนั่งที่ริมสระแล้วชะโงกหน้ามองเงาบนผืนนั้นจึงเก็นภาพตัวเองในวัยเยาว์สะท้อนกลับมา
“นี่ข้า...ข้า...”
“ท่านชาย! ท่านชายเพคะ” เสียงโวยวายดังขึ้นพร้อมนางกำนัลหลายคนรีบเข้ามาอุ้มเขาขึ้นจากพื้นหญ้าริมสระ จากนั้นยังพาอุ้มกลับห้อง ที่ซึ่งเขาวิ่งหนีออกมาคือห้องนอนในเรือนเก่าของเขานั่นเอง
ขณะที่เขาเริ่มเรียบเรียงเื่ราวได้ทีละน้อย เขาสิ้นลมในอ้อมกอดของโม่โฉวอย่างไม่ยินยอม ิญญาเขาจึงกลับมาเข้าร่างตัวเองในตอนเด็กงั้นหรือ? หากเป็เช่นนั้น...หาก์เมตตาให้เขาได้มีชีวิตอีกครั้ง ได้กลับมายังจุดเริ่มต้นล่ะ...
ขอบคุณ์! ขอบคุณ์! ครั้งนี้เถียนซีจะไม่ยอมมีจุดจบเช่นเดิมอีก ชาตินี้เถียนซีจะรักและทุ่มเทเพื่อโม่โฉวเพียงคนเดียว...
ที่รัก...ข้ากลับมาแล้ว!!
------------------------------------------
To Be Con
สวัสดีค่ะ นามิค่ะ
สำหรับนิยายแนวMpregย้อนยุคเื่นี้นามิขออนุญาตไม่ใช้ 'เกอ' อย่างที่คนอื่นใช้กันนะคะ
เราคิดว่ามันออกเสียงไม่สละสลวยเท่าไหร่ เลยเปลี่ยนเป็ 'ิ' (明) คำนี้แทน ซึ่งในคำว่าิ
(明) มีทั้งตัว พระอาทิตย์ (日) และพระจันทร์ (月) อยู่ในคำเดียว มีด้านมืดและสว่าง เป็ทั้งขาวและดำ
ตามหลักหยินหยาง คล้ายสองเพศในร่างเดียว จึงเอามาใช้แทนเกอที่คนอื่นๆเรียกกันนะคะ
ยังไงฝากนิยายเื่นี้ไว้ด้วยนะคะ
นามิ