บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 28 ความจริง

                แรกเริ่มเดิมทีหมิงอวี่เองก็เหมือนกับทุกคน ที่คิดว่าหัวหยวนจือถูกหลิงป้าเอาไปซ่อนเอาไว้

               เพราะการที่หลิงป้าซ่อนกำลังโจมตีเอาไว้ตรงนี้เพื่อให้คนอื่นมาติดกับไม่เพียงทำเพื่อชิงทรัพย์ แต่ยังลดคู่ต่อสู้ในการชิงบัวหิมะน้ำแข็งอีกด้วย

               จากเรื่องนี้นั้นหลิงป้าถือเป็นคนเจ้าเล่ห์และระมัดระวังตัวอย่างมาก เขาอาจจะนำเอาหัวหยวนจือไปซ่อนเอาไว้ก็ได้

               แต่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนที่ออกค้นหาจนทั่ว กลับไม่พบหัวหยวนจือเลยมันไม่น่าจะเป็นไปได้ สำหรับหลิงป้าแล้ว ต่อให้เขาจะเอามันไปซ่อนก็ไม่น่าจะเอาไปไว้ไกลตัวเพราะมันจะทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ

               ดังนั้น สถานที่ที่เขาน่าจะเอามันไปซ่อน ก็น่าจะเป็นตัวเขาเอง

               หมิงอวี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ ทันใดนั้นเองเขาก็นึกถึงรายละเอียดบางจุดขึ้นมาตอนที่หานเฟิงสังหารหลิงป้า เขาใช้วิชาประหลาดอย่างหนึ่งพลิกแพลงมันตอนอยู่กลางอากาศ แล้วค่อยสังหารหลิงป้า

               และในตอนที่หานเฟิงนำง้าวศึกออกมา ปกติแล้วด้วยความยาวของง้าวจะต้องถีบอีกฝ่ายให้ถอยห่างไปก่อนแล้วถึงฟันง้าวเข้าใส่ได้

               แต่ว่า หานเฟิงกลับใช้ฝ่ามือ!

                เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ผิดแปลกไปอย่างมาก แต่ตอนนั้นหานเฟิงหันหลังให้กับทุกคนจึงไม่มีใครเห็นเลยว่าฝ่ามือนั้นมันซัดไปตรงจุดไหนบ้างแต่ความเป็นจริง ฝ่ามือของหานเฟิงน่าจะซัดไปยังบริเวณหน้าอกที่เก็บถุงเก็บของอยู่!

                “เจ้าเองก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหมว่าเจ้าคนนั้นมันมีปัญหาน่ะ?” เฮยจีขยับเข้ามากระซิบข้างหูแล้วเอ่ยปากถาม

               หมิงอวี่ตะลึงเล็กน้อยคิดไม่ถึงเลยว่าเฮยจีเองก็ช่างสังเกตเหมือนกัน เขาเลยพยักหน้าให้

               “ข้ารู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเขาเลย ไปเปิดโปงเขากันดีกว่า”

               หมิงอวี่ส่ายหัว แล้วพูดเสียงเข้มว่า “ไม่ต้องหรอกถ้าจำเป็นข้าจะลงมือเอง ทำทุกอย่างตามที่ข้าบอกนะ เจ้าต้องเชื่อฟังล่ะ”

               “ชิ ก็ได้” เฮยจีเบะปาก เหมือนว่าไม่ค่อยพอใจเท่าไรแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

               ที่จริงมีอีกเรื่องที่หมิงอวี่ไม่ได้บอกเฮยจี หานเฟิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยดูจากฝีมือที่เขาสังหารผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดได้นั่นก็แสดงว่าพลังฝีมือของเขานั้นย่อมไม่ธรรมดา แล้วข้างกายเขาก็ยังมีพ่อบ้านที่ไม่รู้ว่ามีพลังฝีมือแค่ไหนอย่างหลัวชีอยู่ด้วย!

                หากไปเปิดโปงตอนนี้ ผลที่ตามมาจึงคาดเดาไม่ได้เลย

               สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ หานเฟิงพุ่งเป้ามาที่เฮยจี! ที่ตอนนี้หมิงอวี่ไม่บอกเฮยจีเพราะเขาไม่อยากให้นางต้องตกใจกลัว

               “ทุกท่าน ยอดเขาเซิงหานเป็นเส้นทางที่สำคัญมาก ต้องใช้เวลาถึงห้าวันกว่าจะไปถึงในเมื่อทุกท่านอยากจะลองขึ้นไปดู ถ้าอย่างนั้นเราเดินทางไปพร้อมกันดีไหม”หานเฟิงขอความเห็นจากทุกคน

               ทุกคนล้วนแต่เห็นด้วย จากนั้นหานเฟิงก็พาทุกคนเริ่มเดินทางขึ้นเขาไปด้านหน้าเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ลึกลับและกว้างใหญ่

                หลังจากที่เข้าสู่ภูเขาหิมะแล้วทุกคนก็เห็นว่ามีดวงไฟหลายดวงอยู่บนภูเขาลูกอื่นๆ ค่อยๆทยอยกันมาตามเส้นทางภูเขาจากแต่ละทิศทาง คิดว่าคงเป็นกลุ่มอำนาจต่างๆที่อยากลองขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานเหมือนกัน จึงจุดไฟเดินทางในยามวิกาล

               เพียงพริบตาเดียว ทุกคนก็รู้สึกตื่นเต้นมากคนที่เดินทางขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานมีไม่น้อยจริงๆ

               ตลอดทางทุกคนไม่ได้พูดอะไรกันมากมาย แต่สายตาและท่าทีของพวกลู่หยวนคงที่มองหมิงอวี่นั้นมันเปลี่ยนไปแบบกลับตาลปัตรเลย

               ก่อนหน้านี้เขาดูถูกหมิงอวี่มากแต่ตอนนี้สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคารพนับถือเพราะเป็นคนที่เก่งกาจมากกว่าศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขา

               ส่วนซูหยวนจิ้งที่ถูกตบไปสองที ตอนนี้เขาก็ไม่กล้ามองหมิงอวี่แม้แต่นิดเดียวพอนึกว่าเขาเคยพูดอะไรกับหมิงอวี่ไว้บ้าง เขาก็รู้สึกผิดอย่างมาก

               ทุกคนยังไม่รู้ว่า ระหว่างทางนั้น เฮยจีขมวดคิ้วขึ้นหลายครั้ง

               นางรู้สึก ... เหมือนบริเวณหน้าอกของนางนั้นเกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา

               เมื่อผ่านไปครึ่งชั่วยามพวกของหานเฟิงก็ไปหาที่ราบที่เหมาะสมกลางเขา และตั้งกระโจมที่พักกัน

               ทุกคนเริ่มสร้างกระโจมที่พักของตัวเองหมิงอวี่เลือกตั้งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ที่ค่อนข้างห่างไกล ตอนที่เขาเริ่มตั้งกระโจมเฮยจีก็เดินมาหาเขาแล้วพูดเสียงเบาๆ ว่า “หมิงอวี่ ข้ารู้สึก ข้า ... ”

               “เป็นอะไรไป?”

               เฮยจีกลับเงียบไป จากนั้นก็ส่ายหน้า “ไม่มีอะไรเจ้าตั้งกระโจมให้เสร็จก่อนเถอะ แล้วค่อยว่ากัน”

               หมิงอวี่ก็เงียบไป แล้วหันกลับไปตั้งกระโจมให้เสร็จ

               ในเวลานี้เอง หานเฟิงก็ยืนอยู่ตรงกลางกระโจมหลายหลัง แล้วปรบมือพูดกับทุกคนว่า“หลังจากนี้เราจะเร่งเดินทางกันให้เร็วขึ้น อาจจะต้องใช้กำลังให้มากตอนนี้ทุกคนมารับยาจูหยวนตันไปคนละสามเม็ด หากกำลังลดลงเมื่อไหร่ก็นำมันมาเพิ่มลมปราณด้วย”

               ระหว่างที่พูด เขาก็มองไปที่ลู่หยวนคงแล้วก็หมิงอวี่จากนั้นก็พูดว่า “พวกท่านเองก็ได้เหมือนกัน”

               “ประสก แต่ว่า ... ”

               “ได้มาพานพบถือเป็นวาสนา ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เก็บไว้เถอะ เป็นความหวังดีของข้านะ”หานเฟิงยิ้มแล้วพูด

               คราวนี้พวกของลู่หยวนคงต่างตกใจกันมากลูกน้องของหานเฟิงมีทั้งหมดยี่สิบคน รวมพวกลู่หยวนคงกับหมิงอวี่และเฮยจีทั้งหมดยี่สิบเจ็ดคนแค่เพื่อรักษากำลังไว้ต้านกับความหนาว ก็ใช้ยาจูหยวนตันไปหนึ่งร้อยเม็ดแล้ว นั่นมันหนึ่งล้านเหรียญหยกดำเลยนะ!

                ดูท่าหานเฟิงน่าจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ ใครที่ติดตามเขาจะต้องกินดีอยู่ดีแน่นอน

               พูดจบ หานเฟิงก็เดินตรงเข้าไปในกระโจมสีขาวหลังใหญ่

               เขาตรงไปนั่งขัดสมาธิแล้วพลิกฝ่ามือ ผลไม้สีแดงทรงกลมขนาดเท่าเม็ดยาก็ปรากฏออกมาในมือของเขามันเปล่งแสงสว่างมาก เป็นสีแดงระยิบระยับ อีกทั้งยังมีความร้อนแผ่กระจายออกมาด้วย

               ของสิ่งนี้ ก็คือสิ่งที่ทุกคนค้นหากันมานานกว่าครึ่งชั่วยาม ...หัวหยวนจือ!

                หานเฟิงวางหัวหยวนจือเอาไว้ข้างตะเกียงและชื่นชมผลอันสวยงามของมันอย่างระมัดระวัง

               ผ่านไปครู่หนึ่ง หลัวชี ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ เขาก็เดินเข้ามาโค้งคำนับแล้วถามว่า“คุณชาย ข้าน้อยไม่เข้าใจเลย เราได้หัวหยวนจือมาแล้ว ทำไมไม่ฆ่าคนพวกนั้นไปเลยล่ะ ทำไมยังพาพวกเขามาด้วยอีกแล้วยังมอบยาจูหยวนตันให้คนละสามเม็ดด้วยล่ะขอรับ”

               หานเฟิงยิ้มมุมปาก แสงไฟส่องไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาแล้วพูดอย่างแปลกๆ ว่า “แล้วเจ้าคิดว่า ข้าทำไปเพื่อใครล่ะ?”

               ที่จริงหลัวชีก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว พอคิดไปครู่หนึ่งเขาก็รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นคำตอบนี้ แล้วพูดว่า “น่าจะ ...เป็นผู้หญิงคนนั้นใช่ไหมขอรับ?”

               หลัวชียอมรับผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้หญิงที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาทั้งชีวิต แต่ว่าเขาเองก็ได้แค่มองเท่านั้น เพราะร่างกายของผู้หญิงคนนั้นมีแค่คุณชายของเขาเท่านั้นที่มีสิทธิเชยชม

               “ถูกต้อง”

               หานเฟิงชื่นชมหัวหยวนจืออย่างตั้งใจ ไม่ได้เงยหน้ามามองหลัวชีเลยน้ำเสียงของเขามันทำให้บรรยากาศในกระโจมแปลกๆ

               มันคือความเชื่อมั่นในตัวเองและความแข็งแกร่งที่เกิดจากการชนะมาตลอด!

                “แต่ว่า ด้วยระดับอาณาจักรพลังของท่าน การคิดจะฆ่าพวกเขาถึงแม้อาจจะต้องออกแรงสักหน่อยแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่จะชิงผู้หญิงคนนั้นมา ทำไม ... ถึงต้องทำอะไรให้วุ่นวายขนาดนี้ด้วยล่ะขอรับ?”

               “เจ้าไม่เข้าใจหรอก”

               หานเฟิงพูดอย่างเรียบง่าย “แค่เชยชมร่างกายของผู้หญิงคนหนึ่งสำหรับข้าแล้วมันไม่สนุก สิ่งที่สำคัญคือจะต้องเอาชนะใจนางหากข้าฆ่าคนข้างกายของนาง ต่อให้ชิงตัวนางมาได้ เจ้าว่า นางจะไม่เกลียดข้าอย่างนั้นหรือ?”

               พอหานเฟิงพูดมาแบบนี้หลัวชีก็เหมือนคิดได้ เขาพูดด้วยความตกตะลึงว่า“ดังนั้นคุณชายถึงได้ฆ่าหลิงป้า เพื่อแสดงความสามารถของตัวเองออกมาแล้วยังมอบยาจูหยวนตันด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงกำลังทรัพย์ของท่าน!”

               “เจ้าหนูยากจนข้างกายนาง ความสามารถก็แค่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์พรสวรรค์ กำลังทรัพย์ หรือว่าตระกูล เขาสู้ข้าไม่ได้เลย เจ้ารู้สึกว่าหากผู้หญิงคนนั้นเปรียบเทียบแล้ว สุดท้ายนางจะเลือกใครล่ะ?”

               “ก็ต้องเป็นคุณชายแน่นอน” หลัวชีพูดอย่างมั่นใจ

               หานเฟิงเก็บหัวหยวนจือไป แล้วพูดว่า “อีกสองก้านธูป เจ้าส่งคนไปแอบฟังที่กระโจมผู้หญิงคนนั้นถ้าข้าเดาไม่ผิด คืนนี้นางจะต้องพูดถึงข้าแน่นอน แอบฟังสิ่งที่นางพูดมาบอกข้าทุกคำข้าอยากจะรู้ความคิดของนางที่มีต่อข้า”

               “ขอรับ”

               พูดจบ หลัวชีก็คำนับแล้วถอยออกไปจากกระโจม

               ไม่นานนัก ทุกคนก็เข้าพักกันหมด หลังจากไฟดับลงก็ต่างนอนพักบริเวณกระโจมเริ่มมีแต่เสียงลมหายใจนอนกรน

               แต่ที่ข้างต้นไม้ห่างไกล หมิงอวี่กำลังนั่งกรรมฐานฝึกวิชาอยู่ตั้งแต่ต่อสู้จบจนถึงเวลานี้ หมิงอวี่เพิ่งจะเริ่มเสริมลมปราณในร่างกายตัวเองอีกครั้ง

               “เจ้าไปนอนก่อนเถอะ คืนนี้ข้าจะอยู่ฝึกวิชาก่อน”หมิงอวี่หันไปพูดกับเฮยจีที่อยู่ในผ้าห่ม อยู่กับหานเฟิงหลายวันหมิงอวี่ไม่ค่อยสบายใจ เขาคิดจะเฝ้ายามในคืนนี้

               “ ... ไม่ต้องพยายามมากขนาดนั้นก็ได้ เจ้าเองก็มานอนเถอะการพักผ่อนสำคัญนะ” เฮยจีดึงแขนเสื้อของหมิงอวี่แล้วพูดแบบอ้อนๆ

               เห็นท่าทางของเฮยจีแล้ว หมิงอวี่ก็ยิ้ม “เจ้าแน่ใจหรือ? มันมีที่นอนที่เดียวเองนะ หรือว่าเจ้าอยาก ...”

               “ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย”เฮยจีมองไปที่หมิงอวี่แล้วพูดว่า “เจ้าพูดมาคำเดียวเลย เจ้าจะนอนไหม?”

               หมิงอวี่ส่ายหน้า เขาเคยเดินไปตามทางที่เฮยจีวางเอาไว้ครั้งที่แล้วเฮยจีใช้การร่ายอักขระตั้งใจแกล้งเขา ตอนนี้ทำท่าทางน่าสงสารไม่รู้ว่าอีกเดี๋ยวจะมีลูกไม้อะไรมาทำให้เขาทนไม่ไหวอีก

               มันเป็นหลักการเดียวกับการที่ถูกงูกัดครั้งเดียวกลัวเชือกไปอีกสิบปี

               “ก็ได้ ... ไม่มาก็ไม่มา”

               เฮยจีตาแดงก่ำ น้ำเสียงเหมือนสะอื้น “ ... ต่อให้ข้าตายไปเจ้าก็ไม่มีทางเสียใจอยู่แล้วนี่”

               เพราะตอนนี้เป็นกลางดึก ภายในกระโจมมืดสนิท หมิงอวี่ที่ไม่เห็นสีหน้าของเฮยจีจึงไม่ได้สนใจอะไรนางมากแต่ตอนนี้พอได้ยินนางร้องไห้เขาก็เหมือนรู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติไป

               เขารีบเดินมาหาเฮยจีถึงได้รู้สึกว่านางหายใจรวยรินมาก หากตรงนี้มีไฟหมิงอวี่จะต้องมองเห็นว่าสีหน้าของเฮยจีนั้นซีดขาวและขมวดคิ้วแน่นท่าทางของนางเจ็บปวดมาก

               ร่างวิญญาณของนางกำลังจะหมดเวลาลงหากไม่ได้เลือดหมิงอวี่ถ่ายผ่านหยกโบราณให้ วิญญาณของเฮยจีจะต้องดับสลายไปแน่!

                “บ้าจริง”

               หมิงอวี่ไม่ลังเลใจอีก เขาหยิบกระบี่เฟิงโหวออกมาแล้วกรีดไปที่ฝ่ามือของเขาในทันทีสี่ถึงห้าครั้งจึงเกิดแผลจนเลือดออกจากนั้นเขาก็มุดเข้าไปในผ้าห่ม นอนแนบชิดไปกับตัวของเฮยจีให้นางนอนอยู่บนแขนซ้ายของเขา

               จากนั้น หมิงอวี่จึงรวบรวมสมาธิแล้วหยกโบราณก็มาปรากฏอยู่บนฝ่ามือข้างขวาที่เปื้อนเลือดอยู่จากนั้นเขาก็เอามันแนบไปบนหน้าอกของเฮยจี

               ครั้งนี้ มันมีความรู้สึกที่เนียนนุ่มอวบอิ่มอีกทั้งยังมีอุณหภูมิความร้อนจากการสัมผัสแผ่ซ่านไปทั่วมือขวาของหมิงอวี่ ทำให้ร่างกายของเขาเหมือนถูกไฟช็อตตัวแข็งทื่อไปหมด

               ครั้งแรก เพราะสัมผัสของความอ่อนนุ่มทำให้หมิงอวี่กระวนกระวายไปทั้งตัวครั้งนี้ เขาจึงเตือนตัวเองเอาไว้ว่า ต้องสงบใจ จะต้องสงบใจให้ได้แต่พอเขาสัมผัสลงไปเขาถึงได้พบว่า ... เขาไม่สามารถสงบใจได้เลย ...

               “ทาง ... ทางนี้ต่างหาก”

               เป็นเพราะมืดมิดไม่มีแสงไฟ หมิงอวี่ก็เลยแตะคลาดเคลื่อนไปมากมันไม่ได้อยู่ตรงจุดที่ได้รับบาดเจ็บ เฮยจีจึงยื่นมือของนางมาย้ายมือ “ไม่อยู่สุข”ของหมิงอวี่ไปวางให้ตรงจุด

               แค่ขยับนิดเดียวให้ฝ่ามือขวาของหมิงอวี่แนบไปถูกจุดความนุ่มนวลนุ่มนิ่มก็แผ่กระจายไปทั่วมือของหมิงอวี่ ...

               “อ๊า ...”

               ความเจ็บปวดตรงบาดแผลทำให้เฮยจีอดไม่ได้ที่จะร้องออกมา ครั้งก่อนเป็นเพราะมีแสงจันทร์ส่องเฮยจีเลยรู้สึกเขินจนไม่กล้าร้องออกมาแต่ตอนนี้อยู่ในกระโจมห่างไกลที่รอบๆ ข้างมืดหมด ต่างคนต่างมองไม่เห็นเมื่อไม่มีแรงกดดันเฮยจีจึงไม่เก็บความเจ็บปวดเอาไว้ แต่ส่งเสียงร้องระบายความรู้สึกออกมาเลย!

                ท่ามกลางหิมะยามค่ำคืน ในกระโจมที่อยู่ห่างไกลอกมา หมิงอวี่ถ่ายเลือดให้เฮยจีอีกครั้งเพื่อให้ดวงวิญญาณของนางกลับมา!

                แต่ในเวลานี้ กลับมีเงาวิ่งผ่านกระโจมไป ซึ่งคนนั้นก็คือหลัวชีเขาพยายามคลำทางเดินมาอยู่ใกล้กับกระโจมสิบเมตรด้านหลังต้นไม้ใหญ่เตรียมทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน