บทที่ 22: ด่านหัวั
ขบวนรถม้าทองคำควบดิ่งเข้ามาถึงบริเวณประตูด่านหัวั ด่านทหารหินผาคับแคบขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางแนวเทือกเขา์ชันชันชัน ท้องที่รอบตัวกรายล้อมด้วยหน้าผาสูงชันเสียดฟ้ามีทางผ่านกว้างไม่กี่สิบศอกเบื้องล่างคือลำธารเชี่ยวกรากส่งกลิ่นอายควันถ่านหินและไอดินเหนียวหนาแน่น ทว่าประตูด่านเหล็กกล้าขนาดใหญ่หนาหลายศอกกลับปิดสนิทขวางหน้าขบวนรถม้า ท่ามกลางความมืดมิดและลมหนาวชื้นยามค่ำคืนที่พัดกระโชกแรงส่งเสียงหวีดหวิวปานปีศาจร่ำไห้ โคมไฟศึกสีแดงแขวนแกว่งไกวส่งสัญญาณสั่งปิดด่านอย่างน่าสงสัยรอบป้อมปืนทหารศึกที่มีเครื่องขว้างหินและถังน้ำมันเดือดวางเรียงรายเด่นหลาเพื่อป้องกันการรุกรานจากนอกแผ่นดิน
หัวหน้าองครักษ์เกราะขาวควบม้าศึกสีขาวเข้าไปะโเจรจาทันที ทว่ากลับถูกทหารยาม้าเป่าแตรศึกขู่และปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ขุนพลผู้คุมด่านนามว่า 'เฉาเกิง' ขอบเขตแกนทองคำขั้นที่ 3 ซึ่งเป็สุนัขรับใช้ผู้ภักดีในสังกัดอัครเสนาบดีหลี่หลินฝู่ ก้าวออกมายืนกอดอกแสยะยิ้มกว้างท้าทายอยู่บนป้อมกำแพงด่านศึกหน้าด่านสวมหมวกเกราะเหล็กแววตาสุนัขรับใช้
"องค์หญิงใหญ่จีเสวี่ย! ด่านหัวัปิดทำการตามกฎทหารศึกชายแดนยามค่ำคืนแล้ว! ต่อให้ท่านเป็องค์หญิงใหญ่ก็ห้ามผ่านด่านจนกว่าจะถึงเวลาเช้าตรู่! เสนาบดีหลี่ส่งจดหมายสั่งการมาว่า่นี้ชายแดนไม่ปลอดภัย หากองค์หญิงดื้อรั้นอยากเข้าเมืองหลวงด่วนก็เชิญนอนหนาวตายอยู่ป่านอกด่านไปก่อนเถอะขอรับ!" เฉาเกิงตวาดเสียงดังอ้างสิทธิ์ทหารอย่างไร้ความเคารพบารมีแผ่นดิน
จีเสวี่ยได้ยินถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น ก้าวเท้าเดินลงจากรถม้าด้วยสีหน้าเ็าปานหิมะ ทว่าเฉาเกิงกลับกางหน้ากระดาษตราประทับอัครเสนาบดีปิดด่านขู่กลับยิ้มอย่างไม่เกรงกลัวบารมีองค์หญิงใหญ่แม้แต่น้อย
ผมแสยะยิ้มกะล่อนพราวเสน่ห์ก้าวเท้าเดินนวยนาดสลัดพัดในมือเดินมาบังหน้าจีเสวี่ย ใบหน้าหล่อเหลาโปรยยิ้มหยอกล้อกวนประสาทขี้แกล้งหน้าด้าน ๆ ในหัวคิดประเมินระบบการใช้กลศึกทางวิทยาศาสตร์
ผมรวบรวมลมปราณขยายเสียงแผดดังลั่นลานด่าน: "เฮ้ย! ไอ้ขุนพลเฉาเกิงหน้าจานด่วนหัวผักกาด!" ผมะโหัวเราะเสียงกะล่อนลามก "แกบอกว่าปิดด่านตามกฎทหารหลวงงั้นรึ? แต่ทำไมในสมุดบัญชีการค้าของพวกขบถกู๋เย่และตระกูลหวังที่ข้าเพิ่งสอยร่วงมา ดันมีรายละเอียดบัญชีลับลายมือชื่อแกรับเงินสินบนห้าหมื่นตำลึงเงินและช่วยลักลอบเปิดประตูด่านส่งออกแร่เหล็กไหลและหอกซัดเหล็กกล้าให้พวกขบถป่าชายแดนล่ะจ๊ะ?! มีจดบันทึกไว้หมดเลยนะโว้ยว่าวันที่ 5 มีนาคมแกรับตั๋วเงิน... วันที่ 12 มิถุนายนแกขนหอกซัดสามพันเล่มส่งค่ายฏ... อยากให้ข้าเปิดปากอ่านรายละเอียดทุจริตทรยศแผ่นดินให้องครักษ์เกราะขาวและทหารยามเกราะดำทั้งหมดห้าพันนายฟังกระหึ่มไหมจ๊ะ?!"
เฉาเกิงได้ยินข้อมูลหลักฐานลับถึงกับเบิกตากว้างใบหน้าถอดสีซีดเผือดเป็ไก่ต้มสุกทันที เหงื่อเม็ดเป้งไหลโซมกายปานอาบน้ำ ความลับการฏทรยศชาติที่มันปกปิดลักลอบทำมานานดันตกอยู่ในมือของไอ้หนุ่มกะล่อนหน้าขาวเขยขยะตรงหน้า! หากความจริงนี้หลุดลอยถึงหูฮ่องเต้ มันและญาติมิตรเก้าชั่วโคตรต้องโดนปะาสับหัวเจ็ดวันเจ็ดคืนแน่ๆ!
"ไอ้สามหาวใส่ร้ายป้ายสีขุนศึกราชสำนัก!" เฉาเกิงะโลั่นลนลานด้วยความกลัวลนลาน "ทหารด่านสยบและหน่วยนักฆ่าเงาโลหิต! บุกกวาดล้างฆ่าปิดปากพวกมันทั้งหมดด่วน! อย่าให้ใครรอดชีวิตไปรายงานเมืองหลวงได้!"
พริบตานั้น ประตูด่านเปิดออกกลุ่มทหารยามและนักฆ่าเงาโลหิตในชุดดำปิดหน้าปิดตากว่าสองร้อยคนถืออาวุธหอกดาบซัดอาบยาพิษกรูดันเข้ามาล้อมกรอบขบวนรถม้าหลวงอย่างดุร้าย พวกมันใช้วิชา 'เงาเคลื่อนคล้อย' วับวับพุ่งทะยานเข้าหาลู่เหมยหลิน ทว่าไป๋หลิงชักกระบี่ครามหงส์ส่งพลังปราณกระบี่สายลมพัดถล่มวาดวิชา 'ระบำนางแอ่นวายุเย็น' แช่แข็งทางเดินและขาของพวกมันจนแข็งติดแผ่นดิน และเฉินฮวาควงทวนั์สั่งทหารเกราะดำจัดค่ายกล 'วงล้อมโล่ทมิฬ' ป้องกันรถม้า ส่วนนางใช้เพลงทวนฉีกทะลวงร่างสมุนโจรจนเืสาดกระจาย ทหารเกราะดำและองครักษ์เกราะขาวเข้าปะทะศึกอย่างดุเดือดสู้ศึกะเิกึกก้องสะท้านหุบเขาลำธาร
ขุนพลเฉาเกิงแผดเสียงคำรามลอยตัวลงมาจากกำแพงด่าน ซัดกระบองเหล็กั์กดพลังดินขอบเขตแกนทองคำขั้น 3 ใช้ท่า 'พสุธาภูผาทลาย' บีบอัดหินผาใต้ดินให้งอกแหลมคมนับสิบหมุนปานสว่านเจาะพุ่งตรงมาที่หน้าอกและข้อเท้าผมอย่างดุร้าย
ผมไม่หลบหลีก รวบรวมลมปราณหยินหยางระดับก่อตั้งรากฐานขั้น 5 ใช้เคลื่อนเงา์วับเดียวก้าวฝ่าพุ่งเข้าหาเฉาเกิงตรง ๆ ยกท่อนแขนขวาโอบรังสีม่วงทองปะทะบล็อกคมดาบใหญ่ั์และกระบองทองของมันตรง ๆ แรงเสียดสีปะทุประกายไฟแสบแก้วหูสะท้านปังใหญ่!
*เปรี้ยงงงง!*
คมดาบเหล็กกล้าและกระบองของเฉาเกิงหักสะบั้นกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยคว้างกลางอากาศ กายาะตรากตรำทนทานต่อพลังแกนทองคำขั้น 3 ได้อย่างไร้รอยขีดข่วนสะกิดิั! เฉาเกิงเบิกตากว้างสั่นรัวขากรรไกรค้างด้วยความช็อกสลบไสลหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด ผมซัดกำปั้นขวาตรงเข้ายอดอกของเฉาเกิงเสียงกระดูกซี่โครงหักดังกึก ร่างั์ลอยคว้างตกพื้นดินสลบคาด่านทหารในกำปั้นเดียว
สมุนโจรและนักฆ่าเห็นผู้นำพ่ายแพ้หมดท่าในเพลงเดียวก็พากันขวัญหนีดีฝ่อทิ้งอาวุธและถอยทัพหนีเตลิดเปิดเปิง ทหารด่านที่เหลือยอมคุกเข่าศิโรราบมองข้าดั่งเทพาผู้โหดร้าย ข้าหันขยับบอกให้ทหารนำน้ำแกงอุ่นและเตาถ่านฟืนมาสุมยังเรือนพัก ทว่าจู่ๆ เสียงกรีดร้องสั่นเครือหวานกระเส่าของเหมยหลินดังมาจากเรือนพักพิเศษด่านทหารที่เป็ห้องหินศิลาโบราณที่เตาผิงมอดดับสนิท
"เซียวเฉิน! รีบเข้ามาช่วยองค์หญิงจีเสวี่ยเร็ว! ร่างของนางสั่นเกร็งหนาวเย็นปานน้ำแข็งและหมดสติไปแล้ว!"
ผมรีบก้าวเท้าพุ่งทะยานเข้าไปในห้องพักลับ ภาพตรงหน้าคือกายสีขาวผ่องสะคราญของจีเสวี่ยที่นอนเกร็งตัวสั่นเทาอยู่บนตั่งไม้โบราณ ผ้าห่มหนาสามผืนไม่อาจปัดเป่าความเย็นะเืที่แผ่ออกมาจากร่างของนางได้ ไอเย็นสีขาวลอยล่องบดบังหน้าตาจนมีเกล็ดน้ำแข็งบางจับตัวที่เส้นผมคิ้วและขนตาหนาของนาง ลมหายใจของนางแ่เบากระชั้นถี่ชีพจรใกล้แตกดับ โต๊ะข้างตั่งหินมีน้ำค้างแข็งเกาะตัวเป็เกล็ดหนาส่งกลิ่นอายความเย็นเยือกครอบงำทั่วสี่ทิศ แม้แต่น้ำในอ่างทองแดงข้างเตียงก็แข็งตัวเป็แผ่นน้ำแข็งใส
[ ติ๊ง! ]
[ เตือนภัยระดับสีแดง! พิษปราณเย็นจักรพรรดิในตัวจีเสวี่ยเกิดการปะทุย้อนกลับบีบคั้นแกนทองคำ! ]
[ ข้อมูลเป้าหมาย: จีเสวี่ย, อายุ 22 ปี, สถานะ: พรหมจรรย์, ขอบเขตพลัง: แกนทองคำขั้น 9 (สูงสุด), ความลึกรักความสนิท: 35% ]
[ หากไม่ทำการรักษาฟื้นฟูด้วยลมปราณร้อนหยินหยางผ่านการร่วมเตียงนอนภายใน 1 ชั่วโมง แกนทองคำของเป้าหมายจะแตกสลายและนางจะเสียชีวิตทันที! ]
ผมมองหน้าฮูหยินทั้งสามที่คอยล้อมเตียงด้วยความกังวลใจ ผมแสร้งถอนหายใจยาวกะล่อนสวมมาดปราชญ์รักษา: *"เมียรักทั้งสามจ๋า... นี่คือกรณีฉุกเฉินระดับประเทศชาติบ้านเมืองจริง ๆ จ้ะ ข้าต้องใช้วิชาเปิดประตูพลังลมปราณประกบปากถ่ายทอดพลังปราณร้อนสู้ศึกเตียงนอนร่วมสิเน่หากับองค์หญิงจีเสวี่ยเพื่อแก้พิษหนาวเย็นชั่วคราว การรักษาเยียวยานี้ช่างตรากตรำหลังยวบยาบยิ่งนัก สามีคงต้องเสียหยาดเหงื่อแรงสะโพกมหาศาลเลยทีเดียวล่ะจ้ะ!"*
"เ้าคนบ้ากามหน้าหนาไร้ยางอาย!" เหมยหลินกลอกตามองค้อนสุดแรงแก้หมั่นไส้ "แต่นางเป็ถึงองค์หญิงใหญ่ขอบเขตแกนทองคำระดับ 9 แสนสวยปานดารา์ ถ้าปล่อยให้หนาวตาย ตระกูลลู่เราคงแย่แน่ รีบไปรักษานางเสียเถอะ แต่อย่ารุนแรงจนสะโพกหักล่ะสามีรัก!"
"ใช่แล้วจ้ะสามี... รีบช่วยพี่เสวี่ยเร็ว!" ไป๋หลิงเร่งเร้า
ผมแสยะยิ้มกะล่อนสัปดนในใจ: *'โอ้โห! สามเมียสุดประเสริฐเข้าใจหัวอกพ่อแมงดาใหญ่จังเลยโว้ย! คราวนี้แหละพ่อจะทะลวงสยบสตรีทองคำแกน 9 ให้อยู่หมัดส่งเสียงครางเสียวลั่นด่านเลย!'*
ผมกวาดมือสั่งให้เมียรักทั้งสามออกไปเฝ้ายามหน้าห้องศิลา ลงกลอนลงสลักอย่างหนาแน่น ดึงผ้าไหมเครื่องแต่งกายสีทองของจีเสวี่ยหลุดลุ่ยออกทีละชิ้น เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าขาวละมุนดุจน้ำนมและเต้าอวบใหญ่โตชูยอดอกสั่นระริกอยู่ตรงหน้าทันที ศึกกู้ชีพเดือดสะโพกเตียงศึกเริ่มทำงาน! ข้าปีนขึ้นไปทับบนร่างเกร็งของนาง ลมปราณร้อนในตัวข้าเริ่มฉีดพล่านต้านกระแสไอเย็น! ผิวพรรณเนื้อนวลของนางที่เคยเย็นเจี๊ยบเริ่มเปลี่ยนเป็อุณหภูมิอุ่นขึ้นตามลำดับ ละลายน้ำแข็งเป็หยดน้ำไหลหยาดผ่านซอกคอและหน้าอกของนาง ส่งเสียงครางระเส่าอื้ออึงในความฝันชวนกระเส่าใจยิ่งนัก! ข้ากระซิบข้างหูนาง "อดทนไว้เถอะองค์หญิงจีเสวี่ยจ๋า คืนนี้ยาอุ่นของข้าจะเยียวยาสะโพกเ้าเอง!"
*ลมปราณหยินหยางภายในกายของข้าโคจรหมุนวนปานลมสลาตันร้อน ร่างกายแข็งแกร่งดุจภูผาเกราะกายาเหล็กไหลเบียดเสียดทาบทับลงบนความหนาวเหน็บ ดึงเอารังสีปราณเย็นและพิษร้ายของจักพรรดิเข้าสู่ร่างกายข้า ปลุกพลังและแกนยุทธ์ในตัวข้าให้ลุกไหมเป็เปลวเพลิงสีม่วงทองปะทุสะท้านทั่วสี่ทิศ ค่ำคืนนี้ยาวนานทว่าข้าพร้อมจะบรรเลงเพลงรักต้านลมหนาวสยบองค์หญิงให้สยบราบคาเตียงนอนหอนี้อย่างสุดฝีมือแน่นอนโว้ย!*
(โปรดติดตามบทต่อไป...)