เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยเปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ ก็พบว่าเจียงอี่โหลวกำลังพับผ้าอยู่ที่ห้องข้างๆ ซึ่งผ้ากองนั้นดูยุ่งเหยิงมาก ดูก็รู้ว่าเป็นการจัดฉากขึ้นมา
เจียงอี่โหลวรับรู้ได้ถึงสายตาของเธอ ก็หัวเราะกลบเกลื่อน “ฉันกำลังพับผ้าอยู่ ไม่ได้แอบฟังนะ!”
จิ่งเยี่ยนกุย "…"
แม่สามีในอนาคตของเธอกำลังแสดงให้เห็นถึงคำว่า 'ที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง' [1] อย่างชัดเจนเลยหรือนี่?
เจียงอี่โหลวเองก็รู้สึกว่าท่าทางของเธอตอนนี้ดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ จึงหัวเราะแล้วพูดว่า “เสียนจือเป็นเด็กที่ภายนอกดูเย็นชา แต่ภายในอบอุ่น คนที่ไม่สนิทกับเขาจะถูกภาพลักษณ์ภายนอกของเขาทำให้กลัว แต่พอสนิทกันแล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเขาสนุกสนานและมีอารมณ์ขันมาก”
จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้มานานแล้วว่าฟางเสียนจือไม่เหมือนกับที่เธอคิดไว้ เธอหัวเราะแล้วพูดว่า “ใช่ค่ะ นิสัยของเขาเหมือนกับป้าเจียงมากเลยค่ะ!”
ดวงตาของเจียงอี่โหลวเป็นประกาย “เธอคิดแบบนั้นเหมือนกันเหรอ! ฉันก็คิดว่าเขานิสัยเหมือนฉัน แต่คุณฟางมักจะบอกว่าลูกชายเหมือนเขามากกว่า”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นท่าทางของเธอก็รู้สึกขำ ในใจก็แอบพูดว่า “ป้าเจียงคะ ภาพลักษณ์ที่สุขุมและสง่างามของป้าในใจหนู ก็กำลังจะพังทลายเหมือนกันค่ะ!”
ปกติเจียงอี่โหลวจะอยู่บ้านคนเดียว บางครั้งก็รู้สึกเบื่อๆ เมื่อเธอรู้สึกยอมรับจิ่งเยี่ยนกุยแล้ว ก็เลยไม่ถือตัว พาเธอไปดูอะไรดีๆ “ฉันจะให้เธอดูอะไรดีๆ”
พูดจบก็ไม่สนใจว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ลากเธอเข้าไปในห้องของฟางเสียนจือ เปิดลิ้นชักใต้ตู้หนังสือออกมา ก็เจอกับอัลบั้มเก็บภาพถ่าย ซึ่งในนั้นเต็มไปด้วยรูปของฟางเสียนจือในวัยเด็ก
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยเห็นภาพเหล่านั้นก็เกือบจะสำลัก เพราะในภาพเหล่านั้นฟางเสียนจือใส่แต่กระโปรง!
ถึงแม้ภาพเหล่านั้นจะเป็นภาพขาวดำที่ไม่ค่อยชัดเจน แต่ก็ชัดพอที่จะทำให้ตกตะลึงได้
จิ่งเยี่ยนกุยกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ส่วนเจียงอี่โหลวที่เอาลูกชายมาขายก็หัวเราะอย่างมีความสุข “ก่อนที่จะมีเสียนจือ พวกเขาบอกว่าฉันท้องลูกสาว เสื้อผ้าที่ฉันเตรียมไว้เลยเป็นของผู้หญิงทั้งหมด พอคลอดออกมาถึงรู้ว่าเป็นลูกชาย เธอรู้ไหมว่าตอนนั้นฉันผิดหวังแค่ไหน!”
“ตอนแรกฉันยังอยากจะมีลูกสาวอีกคน แต่ตอนที่คลอดเสียนจือ ฉันก็คลอดลูกยาก ทำให้ร่างกายย่ำแย่ไป เลยมีลูกอีกไม่ได้ เลยคิดว่ามีลูกชายก็ลูกชายแล้วกัน ถึงลูกชายจะไม่ติดแม่เท่าลูกสาว แต่ยังไงก็เป็นลูกของฉัน ฉันก็ต้องรักเขาให้ดีๆ”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแล้วพูดว่า “ฟางเสียนจือดีมากค่ะ”
“เขาดีตรงไหน อายุยี่สิบกว่าแล้วยังไม่แต่งงานสักที ชอบเธอแล้วแท้ๆ แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่ได้แต่งเธอเข้าบ้าน” น้ำเสียงของเจียงอี่โหลวเต็มไปด้วยความรังเกียจ
จิ่งเยี่ยนกุยถึงกับพูดไม่ออก เธอรู้สึกว่าสมกับเป็นแม่ลูกกันจริงๆ ท่าทางการพูดจาเหมือนกันมาก วกไปวนมาก็กลับมาเข้าเรื่องที่อยากจะคุยได้
เจียงอี่โหลวหันมามองเธออย่างจริงจังแล้วพูดว่า “เมื่อก่อนเป็นเพราะเรื่องของหลิวชุนฮวา ฉันเลยมีอคติกับเธอไปด้วย พูดอะไรไปอาจจะไม่ค่อยดีนัก เธออย่าเก็บไปคิดเลยนะ”
เจียงอี่โหลวเป็นผู้ใหญ่ การจะพูดแบบนี้ออกมาก็ถือว่ายากแล้ว
จิ่งเยี่ยนกุยไม่เคยโกรธเจียงอี่โหลวเลย ตรงกันข้ามเธอกลับเข้าใจความรู้สึกของเจียงอี่โหลวดี เธอจึงบอกความคิดของตัวเองไป แล้วเข้าไปกอดเจียงอี่โหลวแล้วพูดว่า “ช่วงนี้หนูทำธุระของตัวเองอยู่ อาจจะยุ่งๆ หน่อย ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ หนูจะมาอยู่เป็นเพื่อนนะคะ”
เธอและฟางเสียนจือได้หมั้นหมายกันแล้ว ในชนบทสมัยนี้ การหมั้นก็ถือว่าเป็นการตกลงแต่งงานกันแล้ว ในช่วงเทศกาลสองบ้านก็ต้องไปมาหาสู่กัน เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างก็ต้องส่งบ๊ะจ่าง เทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ต้องส่งขนมไหว้พระจันทร์ พอถึงปีใหม่ก็ต้องไปสวัสดีปีใหม่กัน ไปมาหาสู่กันจนสนิทสนมกันมากขึ้น
เจียงอี่โหลวเห็นสีหน้าของเธอเปิดเผย ดวงตาสดใส มีรอยยิ้มจางๆ ก็รู้ว่าเธอไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไร เจียงอี่โหลวก็เลยนึกถึงสิ่งที่ฟางเสียนจือเคยพูดถึงจิ่งเยี่ยนกุย เธอจึงเห็นด้วยกับคำพูดของฟางเสียนจือมากขึ้น จิ่งเยี่ยนกุยเป็นผู้หญิงที่ฉลาดและมีนิสัยที่ดี ยิ่งมองเธอก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตามากขึ้น
เจียงอี่โหลวพูดอีกว่า “ดีแล้ว ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องเกรงใจกัน ฉันก็ไม่ใช่คนที่เข้าหายากอะไร คบค้ากันไปนานๆ เดี๋ยวเธอก็รู้เอง”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วพยักหน้า แล้วก็หยิบรูปของฟางเสียนจือตอนเด็กขึ้นมาแล้วพูดว่า “ป้าเจียงคะ รูปนี้ให้หนูได้ไหมคะ?”
รูปนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ดำมืดของเขาเลย ในอนาคตถ้าฟางเสียนจือเล่นลูกไม้กับเธอ เธอจะได้เอารูปนี้มาเป็นไม้ตาย
เจียงอี่โหลวหัวเราะเสียงดัง “ได้สิ ได้สิ! ยกให้เธอเลย!”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นเจียงอี่โหลวหัวเราะก็รู้สึกขำ ในใจคิดว่าทำไมถึงรู้สึกว่าเจียงอี่โหลวดีใจที่ได้ให้รูปของฟางเสียนจือกับเธอกันนะ ทั้งยังดูคล้ายกำลังรอชมละครยังไงก็ไม่รู้
จิ่งเยี่ยนกุยบอกเรื่องที่เธอซื้อบ้านในเมืองให้เจียงอี่โหลวฟัง เจียงอี่โหลวก็สนับสนุนเรื่องนี้ และถามเธอว่ามีอะไรที่อยากให้ตระกูลฟางช่วยไหม เธอก็หัวเราะแล้วปฏิเสธไป
ทั้งสองคนคุยกันเรื่องทั่วไปอีกสักพัก จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้ว่าแม่สามีในอนาคตของเธอคนนี้ไม่ถือตัวจริงๆ เธอฉลาด ทันสมัย มีแนวคิดคล้ายกับเธอ แตกต่างจากผู้หญิงในหมู่บ้านทั่วไป ทั้งยังพูดจาไพเราะ ดูออกว่าเป็นคนที่เล่าเรียนหนังสือมาเยอะ
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยกลับมาที่บ้านเก่าตระกูลจิ่ง เธอก็หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาเริ่มเข้าสู่โหมดการเรียน เธออ่านหนังสือได้ไม่นานก็เอารูปนั้นขึ้นมาดู แล้วก็หัวเราะออกมา
วันนี้เพราะเรื่องรูปของฟางเสียนจือ ทำให้เธอใจลอยอยู่ตลอด ประสิทธิภาพในการเรียนลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์
อาหญิงเล็กจิ่งมารินน้ำให้เธอ เมื่อเห็นว่าไหล่ของเธอกำลังสั่นๆ ก็ยังนึกว่าเธอเป็นอะไรไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูไป่ชิงก็มาหา เมื่อหลายวันก่อนจิ่งเยี่ยนกุยบอกเขาเกี่ยวกับความคืบหน้าของยาชุดสุดท้าย เขาคาดว่าอีกสองวันนี้ยาของเธอคงจะทำเสร็จแล้ว ก็เลยขับรถมารับของ
เมื่อเขาเห็นเธอก็ถอนหายใจออกมา “ฉันคงเป็นเจ้านายที่ดีที่สุดในโลก สั่งของจากเธอแล้วยังต้องมาขนของเองอีก”
จิ่งเยี่ยนกุยเม้มปากหัวเราะ “ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ พี่ซูดีที่สุดเลยค่ะ!”
ในเมื่อเขาชอบแสดงละคร เธอก็ต้องเล่นตาม
ตอนที่เขามา หยางหว่านซิ่วกำลังทำบะหมี่อยู่ ก็เลยทำเพิ่มให้อีกชาม ราดด้วยน้ำซุปกระดูกหมู ใส่ผักดองที่ทำเอง และใส่ไข่ดาว ตามด้วยโรยต้นหอม เมื่อทำเสร็จแล้วก็เรียกเขามากิน
เขามาบ่อยจนสนิทกันแล้ว ก็เลยไม่ต้องเกรงใจหยางหว่านซิ่วนัก กินบะหมี่ไปก็ชมเธอไป ทำให้เธอยิ้มไม่หุบ
หลังจากกินข้าวเสร็จเขาก็พูดว่า “ของชุดแรกที่เธอส่งไป ฉันส่งให้ลู่เฉียวตงไปนานแล้ว หลังจากที่เขาได้รับแล้วก็ได้นำไปทดลองใช้เป็นวงกว้าง พบว่ายาได้ผลดีมาก อาจจะมีสั่งของเพิ่ม ดังนั้นเลยอยากมาดูขั้นตอนการปรุงยาด้วย เธอก็เตรียมตัวด้วยนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย การที่ลู่เฉียวตงมาดูการปรุงยา ก็เหมือนกับการมาดูโรงงาน เรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ใหญ่ จะเล็กก็เล็ก
เชิงอรรถ
[1] เป็นสำนวนจีน หมายถึง การพยายามปกปิดความผิดที่ตนทำ แต่ยิ่งปกปิดยิ่งกลายเป็นเผยความจริง