ตอนที่103 แขกปริศนา
ครั้นซูเวยเห็นว่ายายเข้าใจข้อความที่เธอต้องการสื่อความหมายดีแล้วเธอให้ยายปิดไฟทุกดวงเพื่อใช้แสงจันทร์นำทางในการวางจุดฝังของหินหยกทั้งเก้าก้อนโดยมีก้อนหลักคือหินหยกก้อนเล็กซึ่งถูกจัดวางไว้บนหลังคาบ้านหลังใหม่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงพลังมากที่สุด
ซูเวยพบว่าพลังในขอบเขตแกนเสมือนของตนเองนั้นเธอสามารถเหินตัวบินบนท้องฟ้าได้ระยะไม่เกินสิบกิโลเมตร เนื่องจากโลกมีพลังฉีเบาบางเกินไปจนทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยหากบินไกลมากกว่านั้น
ฉะนั้นการบินขึ้นไปบนหลังคาบ้านที่สูงแค่ตึกสามชั้นจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอเลยซูเวยรู้สึกตื่นเต้นยินดีที่ตนเองไม่จำเป็นต้องมีทักษะเหมือนเอสเปอร์บางคนที่สามารถบินได้เหมือนนกแต่ทว่าเธออาศัยแค่พลังปราณภายในร่างกายที่ขับเคลื่อนให้ตัวเองลอยขึ้นบนท้องฟ้าได้อย่างง่ายดายสร้างความเบิกบานใจให้ตนเองยิ่งนัก
หลังจากจัดวางหินหยกครบตามตำแหน่งครบถ้วนแล้วซูเวยเริ่มปลูกต้นไม้ขนาดสูงท่วมหัวตัวเอง ซึ่งเธอให้คนงานก่อสร้างช่วยขุดหลุมจัดเตรียมไว้รอบพื้นที่จำนวน49 จุด ซึ่งเป็นจุดที่จัดวางต้นไม้ใหญ่รอบนอก 7 ต้น ที่เหลือเป็นต้นไม้ขนาดสูงหนึ่งเมตรกว่าๆซึ่งมีตำแหน่งจัดวางอย่างมีนัยสำคัญตามรูปแบบของค่ายกลรวมทั้งมีต้นพืชมีพิษที่ซูเวยไปคัดเลือกมาเองจากในป่า
ฉะนั้นต้นไม้เหล่านี้สามารถเป็นค่ายกลตามธรรมชาติที่สามารถป้องกันภัยจากคนร้ายและคนที่คิดลักลอบเข้ามาในบ้านอย่างไม่ถูกต้องได้ชะงัดเนื่องจากซูเวยเบื่อหน่ายที่จะต้องไปเก็บก้อนหินเล็กมาเสริมค่ายกลป้องกันบ่อยครั้งจึงเลือกใช้ต้นไม้ลวงตาและต้นไม้พิษเป็นค่ายกลแทนโดยเธอหวังว่าจะไม่มีใครผลีผลามเข้ามาจนต้องสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองในอนาคต
เมื่อดำเนินการจัดวางทุกอย่างเสร็จสิ้นซึ่งเวลาเป็นไปตามที่เธอเคยคำนวณไว้ โดยซูเวยจัดวางหินหยกและต้นไม้เสร็จก่อนเวลา22.00 น.พอดี เธอแค่รอเวลาให้ถึง 22.08 น. เพื่อออกคำสั่งเปิดใช้งานค่ายกลทั้งหลายทั้งค่ายกลเสริมพลังฉีและค่ายกลป้องกันโดยซูเวยตั้งชื่อค่ายกลทั้งสองว่า “ค่ายกลทวิลักษณ์”
ครั้นถึงเวลา22.08 น. ซูเวยกระทืบเท้าซ้ายบนหลังคาซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของแกนหลักค่ายกลทวิลักษณ์พร้อมกับออกคำสั่งเปิดการใช้งานค่ายกลทันทีว่า “ค่ายกลทวิลักษณ์! ทำงาน!”
พลันมีแสงวูบวาบของแสงจันทร์ที่เบี่ยงเบนไปจากมุมแสงปกติจากนั้นมีเสียงท้องฟ้าคำรามพร้อมกับมีเมฆลอยต่ำเคลื่อนตัวเข้าใกล้ตัวบ้านของซูเวยฉับพลันมีเสียงฟ้าร้องส่งเสียงคำรามดังกระหึ่มพร้อมกับมีฟ้าแลบแปลบเป็นระยะจนทำให้ผู้คนรอบๆบ้าน รวมทั้งผู้คนของหมู่บ้านมังกรสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความแปลกใจ
ต่อมามีเสียงลมพัดกระโชกแรงเหมือนมีพายุกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในหมู่บ้านมังกรราวสามนาทีต่อมา ทั้งเสียงฟ้าร้องและลมพัดกระโชกแรงพลันจากหายไปอย่างไร้ร่องรอยแต่ทว่ามีหมอกขาวปกคลุมตัวบ้านพร้อมกับพื้นที่โดยรอบในอาณาเขตที่ซูเวยจัดวางต้นไม้และหินหยกไว้กลายเป็นเหมือนพื้นที่พิศวงที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอก
อากาศโดยรอบเริ่มมีอุณหภูมิลดลงจนมีบรรยากาศที่เย็นสบายเหมือนอยู่บนยอดเขาที่มีสภาพอากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่งมากกว่าปกติซูเวยกางแขนออกทั้งสองข้างพลางสูดเอาพลังฉีที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจนทำให้เธอรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่น่าเชื่อว่าค่ายกลตามตำราทำนายสวรรค์จะทรงอานุภาพได้มากขนาดนี้หากเป็นค่ายกลที่ทรงพลังมากกว่านี้ จะไม่ทำให้ผู้คนแตกตื่นหรอกหรือ?” ซูเวยถามตัวเองด้วยความสงสัยเนื่องจากยังมีค่ายกลระดับสูงอีกหลายรายการที่เธอยังไม่ได้ทดลองทำ
แต่ทว่าการสร้างค่ายกลระดับสูงนั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรขั้นสูงเช่นกันไม่ว่าจะเป็นหินหยกหรือสมบัติสวรรค์
ดังนั้นเธอจึงทำเท่าที่มีทรัพยากรเอื้ออำนวยไปก่อนซึ่งผลที่ออกมานั้นประทับใจเธอเป็นอย่างยิ่ง สร้างความพึงพอใจให้กับเธอยิ่งนักต่อมาซูเวยกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อฝึกตนอย่างมีความสุขท่ามกลางพลังฉีที่อุดมสมบูรณ์ใกล้เคียงกับพื้นที่ลับของพ่อซูกวาง
..........
รุ่งเช้าวันที่9 เมษายน 2010 ซูเวยไปฝึกฝนทักษะต่อสู้กับสืออู๋เจ๋อตามปกติจนถึงเวลา 06.00 น.
พอกลับมาถึงบ้านซูเวยรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วจัดเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวเนื่องจากเธอต้องพักค้างคืนที่โรงแรมหนึ่งคืนก่อนเดินทางกลับบ้าน
เนื่องจากวันที่10 เมษายน 2010 เป็นวันแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์ตามกำหนดการที่ครูฉงเคยแจ้งเธอไว้ก่อนหน้าแล้วโดยครูฉงจะมารับซูเวยที่บ้านในตอนบ่ายและเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวของครูฉงเองเพื่อเข้าร่วมแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์ที่เมืองหลวงในวันถัดไป
ระหว่างที่ซูเวยกำลังเก็บเสื้อผ้าหลังจากทานอาหารเช้ากับครอบครัวเสร็จแล้วพลันมีเสียงเรียกซูเวยที่หน้ารั้วบ้าน ซึ่งจิวมู่ตานเป็นคนออกไปเปิดประตูด้วยความแปลกใจพอเปิดประตูรั้วออก จิวมู่ตานเหลือบมองเห็นชายวัยกลางคนที่ขับรถยนต์หรูมาจอดที่หน้าบ้านพร้อมกับถามเธอด้วยความสงสัยว่า“ที่นี่ใช่บ้านของซูเวยไหมครับ?”
จิวมู่ตานขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะถ้ามีแขกของเกาอิงหรือซูเวยมาที่บ้านนั้นทั้งสองคนจะแจ้งเธอไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมการต้อนรับแต่ทว่าชายวัยกลางคนที่ยืนตรงหน้าของเธอนั้นดูไม่คุ้นเคยและไม่เคยมีการบอกกล่าวจากซูเวยไว้ก่อนทำให้เธอไม่กล้าที่จะเชิญเขาเข้ามาในบ้านโดยตรง เธอจึงตอบกลับอย่างไม่แน่ใจว่า “รอเดี๋ยวนะคะฉันจะไปถามซูเวย ก่อน”
ทันใดนั้นมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาจนทำให้จิวมู่ตานยืนอึ้งอยู่กับที่ทันใดเขาก้าวเดินออกมาจากประตูหลังรถยนต์หรูพร้อมกับถอดแว่นกันแดดออกและบอกกล่าวกับเธอโดยตรงว่า“บอกเธอว่าผมเป็นลูกค้าที่เคยให้เธอทำนายมาก่อนนะครับ”
จิวมู่ตานสะดุ้งเล็กน้อยอย่างเขินอายเธอไม่คิดว่าจะพบชายหนุ่มที่หล่อเหลาเหมือนดาราชายที่ตนเคยดูในละครกับยายเกามาก่อนจึงรู้สึกขัดเขินและทำตัวไม่ถูก แต่ทว่าเธอเข้าใจหน้าที่ตนเองเป็นอย่างดีจึงตอบรับคำของเขาพลางปิดประตูรั้วไว้เหมือนเดิมแล้วรีบวิ่งกลับเข้าบ้านไปบอกกับซูเวยทันที
“เวยเวยมีคนมาหาแน่ะ เขาบอกว่าเป็นลูกค้าที่เคยให้ทำนายมาก่อน เป็นคนหนุ่มหน้าตาดี๊ดีหล่อกว่าเสี่ยวหมิงมากเลย”จิวมู่ตานส่งเสียงตะโกนบอกซูเวยที่อยู่บนชั้นสามพลางวิ่งขึ้นบันไดอย่างกระหืดกระหอบพอวิ่งถึงชั้นสามจิวมู่ตานเกือบวิ่งชนซูเวยที่กำลังเดินลงบันไดมาพอดี
“อ๊ะ! น้าจิวใจเย็นๆก่อนค่ะเขาบอกว่ามาหาหนูหรือคะ?”ซูเวยรีบส่งเสียงห้ามจิวมู่ตานพลางถามซ้ำด้วยความสงสัย
เนื่องจากเมื่อคืนนี้เธอไม่ได้ตรวจสอบอีเมลรวมทั้งไม่พบสัญญาณแจ้งเตือนของข้อความที่เข้ามา ทำให้เธอลืมเรื่องงาน อื่นๆไปจนหมดสิ้น
หลังจากที่จิวมู่ตานเอ่ยถึงลูกค้าที่เธอเคยทำนายมาก่อนซึ่งมีอยู่รายเดียวที่เธอทำไว้เมื่อคราวร่วมงานเปิดตัวแพลตฟอร์มเดสตินีและงานเลี้ยงเปิดตัวหลานสาวบุญธรรมตระกูลกัวทำให้ซูเวยเข้าใจเรื่องราวความเป็นมาและสงสัยมากขึ้นว่าลูกค้ารายนี้เป็นใครเนื่องจากคราวก่อนนั้นมีแค่วันเดือนปีเกิด ไม่มีแม้แต่ชื่อยังดีที่รู้เพศที่ระบุว่าเป็นเพศชายเท่านั้น
ซูเวยจึงหยิบโทรศัพท์มาตรวจสอบดูข้อมูลที่ตนอาจไม่ได้รับสายไปเธอยิ้มเขินเพราะคิดไม่ถึงว่าโทรศัพท์จะหมดแบตจนทำให้เธอพลาดข่าวสารที่อาจถูกส่งมาจากผู้คนทั้งหลายที่คุ้นเคยกัน
“เดี๋ยวหนูลงไปค่ะน้าจิวไปเปิดประตูให้เขาเข้ามาและนั่งรอที่ห้องโถงก่อนนะคะหนูชาร์จโทรศัพท์แป๊บค่ะ”ซูเวยตัดสินใจที่จะตรวจสอบก่อนเผื่อว่าเธอพลาดข่าวสารเรื่องสำคัญอื่นไปด้วย ส่วนคนที่อ้างว่าเป็นลูกค้าและตามมาถึงที่บ้านได้เช่นนี้นั้นซูเวยไม่เป็นกังวลเพราะหากเขาเป็นคนร้ายจริง เธอสามารถจัดการพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
..........
หลังจากนั้นราวเกือบสิบนาทีซูเวยเดินลงมาที่ห้องโถงรับแขกชั้นล่าง โดยมียายเกานั่งนิ่งอย่างพิจารณาชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลาตรงหน้าด้วยความแปลกใจซึ่งเธอสอบถามเบื้องต้นและรับรู้ว่าเขามาหาซูเวยตามคำบอกในเนื้อหาของการทำนายที่ซูเวยเคยแจ้งเขาไปทางอีเมลเขาสามารถมาที่นี่ได้ด้วยความอนุเคราะห์จากเหอเฟยเถาที่ตัดสินใจให้เขามาพบกับลูกสาวโดยตรงเนื่องจากเหอเฟยเถาไม่สามารถติดต่อได้ทั้งเกาอิงและซูเวย
“คุณบอกว่าเป็นลูกค้าที่ฉันทำนายให้งั้นหรือคะ?”ซูเวยเดินไปนั่งบนโซฟาข้างยายพลางสบตาชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสนใจ
ซ่งลี่หมิงหรี่ตามองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยความประหลาดใจถึงแม้ว่าเขาจะรับรู้จากทางเหอเฟยเถาบ้างแล้วว่าคนที่ทำนายดวงชะตาให้กับเขานั้นเป็นลูกสาวบุญธรรมของเหอเฟยเถาแต่เขาไม่คาดคิดว่าลูกสาวบุญธรรมจะมีอายุน้อยและสามารถทำนายดวงชะตาของเขาได้แม่นยำรวมทั้งเธอยังมีหนทางช่วยเหลือเพื่อแก้ไขดวงชะตาของเขาให้กลับร้ายกลายเป็นดีได้สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับเขายิ่งนัก
“ใช่ ผมสอบถามข้อมูลที่อยู่คุณจากอีเมลแล้วแต่ไม่มีการตอบกลับ จึงไปขอข้อมูลที่อยู่ของนักทำนายจากอาเฟยเถา คุณบอกว่ามีวิธีแก้ไขดวงชะตาให้ผมงั้นหรือ?” ซ่งลี่หมิงพยักหน้ายอมรับตามจริงพร้อมกับบอกที่มาของตนเองพลางลอบสังเกตท่าทางของเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าที่ดูสุขุมนุ่มลึกเหมือนกับผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์หลายปี
“อ้อ! อย่างนี้นี่เอง คุณชื่ออะไรหรือคะ? ฉันรู้แค่ว่าคุณอายุยี่สิบห้าปีเท่านั้น”ซูเวยเข้าใจเรื่องราวทั้งหลายแล้ว และรู้สึกโมโหให้ตัวเองที่ลืมตรวจสอบโทรศัพท์จนปล่อยให้แบตหมดไปโดยไม่รู้ตัวหากมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับผู้คนที่ตนเองรู้จักและรักใคร่ เธอจะไม่ให้อภัยตัวเองเลยเธอสอบถามชื่อของชายหนุ่มลูกค้าตรงหน้าด้วยความสนใจ
เนื่องจากซูเวยรับรู้แค่วันเดือนปีเกิดของเขารวมทั้งระยะเวลาที่ซูเวยระบุไว้ในอีเมลเพื่อแก้ไขดวงชะตาของเขานั้น แจ้งไว้อย่างชัดเจนว่าเขาจำเป็นต้องมาพบเธอโดยตรงหากต้องการแก้ไขดวงชะตาภายในวันที่12 เมษายน ซึ่งเธอคาดการณ์ว่ากลับจากการแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์พอดี แต่เธอไม่คาดคิดว่าลูกค้าคนนี้จะมาถึงเร็วกว่ากำหนดทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ผมชื่อซ่งลี่หมิงอยู่เมืองหลวง” ซ่งลี่หมิงเห็นว่าซูเวยสอบถามเฉพาะข้อมูลพื้นฐานทั่วไปโดยที่ไม่ได้สอบถามข้อมูลครอบครัว ทำให้เขาตอบกลับซูเวยตามจริงอย่างผ่อนคลาย
“อ้อ! อยู่เมืองหลวงเป็นลูกชายคนเดียวด้วย เป็นคนกลางอีกต่างหาก” ซูเวยพยักหน้าพลางนับนิ้วมือคำนวณเพื่อทำนายดวงชะตาเขาเพิ่มเติมตามถิ่นที่อยู่ซึ่งพบว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว โดยมีพี่สาวและน้องสาวอย่างละคน
ซ่งลี่หมิงตกตะลึงตัวแข็งทื่อทันทีเขาไม่คิดว่าการที่เขาบอกแหล่งที่อยู่กว้างๆ โดยไม่ได้ระบุถึงตระกูลหรือครอบครัวตัวเองจะทำให้ซูเวยทำนายได้แม่นยำเช่นนี้รวมทั้งท่าทางของซูเวยที่นับนิ้วมือเหมือนกับปรมาจารย์นักทำนายที่โด่งดังทั้งหลายทำให้เขาเริ่มเชื่อถือซูเวยตัวน้อยขึ้นมาบ้างแล้ว
ซูเวยยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของเขาเธอหันหน้าไปบอกกับเกาอิงอย่างจริงจังว่า “ยายคะ ต่อไปเขาจะมาเป็นผู้ช่วยยายไปเก็บสมุนไพรในป่านะคะยายสามารถใช้งานเขาได้เต็มที่เลย”
คำพูดของซูเวยที่สื่อสารกับเกาอิงสร้างความแปลกใจให้กับเกาอิงและซ่งลี่หมิงยิ่งนักเกาอิงขมวดคิ้วแน่นด้วยความสับสนและกังวลใจ เธอสอบถามหลานสาวเพิ่มเติมว่า “เวยเวยหมายความว่ายังไง?เขาเป็นลูกค้าที่หลานเคยทำนายให้ แล้วทำไมเขาต้องมาเป็นลูกมือยายด้วยละ?”
ถึงแม้ว่าเกาอิงจะยังไม่เลิกเข้าป่าเพื่อเก็บสมุนไพรไปขายที่ได้เงินเพียงน้อยนิดแต่ทว่าเป็นงานที่เธอคุ้นเคยและทำมานานหลายปี ทั้งที่ความจริงแล้วเกาอิงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีกเลยก็ได้หากแต่เกาอิงไม่สามารถนั่งเฉยๆโดยใช้แต่เงินที่หลานสาวหามาให้ฝ่ายเดียวได้เธอจึงเข้าป่าหาสมุนไพรซึ่งเป็นงานที่ถนัดของตนดีกว่านั่งอยู่บ้านเฉยๆ
อย่างไรก็ตามเธอไม่คิดว่าจู่ๆจะต้องมีลูกมือมาช่วยเหลืองานเล็กน้อยของตนเองเช่นนี้ทำให้เธอสับสนกับความคิดของหลานสาวยิ่งนัก
ด้านซ่งลี่หมิงเขาขมวดคิ้วแน่นเช่นกันเขาพบว่าซูเวยไม่ได้พูดเล่นแต่ท่าทางและคำพูดที่จริงจังของซูเวยทำให้เขาต้องตริตรองเพื่อทำความเข้าใจซูเวยใหม่ครั้งแรกที่รับรู้ว่าซูเวยเป็นเด็กอายุน้อยแค่นี้ก็ทำให้เขาอึ้งตะลึงมากพอแล้ว พอได้ยินวิธีแก้ไขดวงชะตาของตนเองทำให้เขาเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ต้องมาใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในป่าเช่นนี้
“ผมต้องมาอยู่ช่วยงานที่นี่นานแค่ไหน?” ซ่งลี่หมิงถามซูเวยด้วยความแปลกใจและต้องการรับรู้ระยะเวลาที่แน่ชัดนั่นเป็นเพราะว่าเขามีงานที่ต้องสืบต่อของตระกูลหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารที่มีชื่อเสียงหลายแห่งถึงแม้ว่าเขาจะมี่พี่สาวและน้องสาวคอยช่วยเหลือ แต่ทว่าเขายังมีความกังวลใจอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามส่วนลึกในจิตใจของซ่งลี่หมิงกลับรู้สึกโล่งใจที่สามารถหลบหนีจากหญิงสาวเพื่อนสนิทของน้องสาวที่พยายามเข้าหาเขาจนทำให้เขาต้องคอยระแวดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา สร้างความกังวลและกลัดกลุ้มใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก