Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 139 ยอมศิโรราบ

            “เด็กดี เชื่อฟังนะพี่สาวจะไม่ใจร้ายกับนาย”

            มุมปากของชิงเอ๋อร์มีรอยยิ้มบางๆในมือของเธอถือแส้สีเงิน และที่ปลายแส้สีเงินสายนี้ คือกอริลลาขนาดมหึมาตัวหนึ่ง

            แต่เมื่อกอริลลายักษ์มองไปยังหญิงสาวชุดแดงที่อยู่ไม่ไกลในตอนนี้ส่วนลึกของดวงตาของมันกลับมีความหวาดกลัวที่ไม่อาจสลัดทิ้งไปได้

            นางปีศาจ

            นางต้องเป็นนางปีศาจอย่างแน่นอน!

            เมื่อมองไปยังเส้นแสงสีเงินที่พันธนาการตัวมันไว้ความสิ้นหวังบนใบหน้าของกอริลลายักษ์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

            ก่อนหน้านี้การถูกกักขังด้วยม่านอากาศยังพอมีความหวังที่จะหลุดพ้นได้

            แต่ตอนนี้แส้เงินที่ดูคล้ายกับตะขาบเส้นนี้อย่าว่าแต่จะดิ้นให้หลุดเลยแค่ขยับเพียงนิดเดียวก็รู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงไปถึงขั้วหัวใจแล้ว

            ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากเธอไม่ได้สนใจสีหน้าของกอริลลายักษ์มากนัก

            เธอเพียงหมุนตัวลากกอริลลายักษ์มุ่งหน้าไปยังหุบเขาเป่ยอวี่

            ......

            เมื่อกลับมาถึงหุบเขาเป่ยอวี่อีกครั้งก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้วชิงเอ๋อร์มองดูท้องฟ้าที่ไร้แสงดาวแล้วสะบัดมือขวาเหวี่ยงกอริลลายักษ์ไปไว้ที่หน้าลำต้นของอวี๋จื่ออวี๋

            “นายท่าน ฉันไปนอนต่อแล้วนะคะ”

            พูดจบชิงเอ๋อร์ก็กล่าวอย่างขี้เล่นว่า“การนอนดึกไม่ดีต่อผิวของผู้หญิงค่ะ”

            “อืม...”

            ใบหน้าของอวี๋จื่ออวี๋แข็งทื่อไปเล็กน้อยเขาอยากจะถามชิงเอ๋อร์จริงๆ ว่าเธอที่เป็นวิญญาณ ยังต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?

            แต่พอคำพูดจะหลุดออกจากปากอวี๋จื่ออวี๋ก็เลือกที่จะกลืนมันลงไปอย่างเด็ดขาด

            ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่สมควรล้อชิงเอ๋อร์แบบนั้นและครั้งนี้ชิงเอ๋อร์ก็ช่วยเขาไว้ได้มากจริงๆ

            คิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็เลื่อนสายตาไปมองกอริลลายักษ์ที่นั่งจมกองดินอยู่ไม่ไกล

            ตัวใหญ่มาก

            สูงกว่าเสือขาวเกือบหนึ่งช่วงหัวเลยทีเดียว

            โดยเฉพาะกล้ามเนื้อเป็นมัดดุจมังกรขดยิ่งทำให้กอริลลายักษ์ตัวนี้ดูไม่ธรรมดา

            “เจ้าฟังที่ข้าพูดรู้เรื่องไหม?”

            ผ่านม่านหมอก เสียงของอวี๋จื่ออวี๋ค่อยๆดังก้องไปในอากาศ

            “โฮก โฮก...”

            กอริลลายักษ์คำรามต่ำตามสัญชาตญาณพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ

            ทว่าเพียงครู่เดียวราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ม่านตาของมันหดตัวลงฉับพลันก่อนจะจับจ้องไปที่ต้นไม้เทพเทียมฟ้าที่พรางกายอยู่ในม่านหมอกหนาทึบไม่ไกลนัก

            ไม่รู้เพราะอะไรแต่มันมีความรู้สึกว่าเจ้าของเสียงปริศนานี้ก็คือต้นไม้ต้นนี้เอง

            “ดูเหมือนประสาทสัมผัสของเจ้าจะใช้ได้ทีเดียว”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆกิ่งไม้กิ่งหนึ่งแหวกม่านหมอกและยื่นออกไปหากอริลลายักษ์

            แต่ในจังหวะนั้นเอง

            กอริลลายักษ์ยกมือขวาขึ้นมาทันทีและคว้ากิ่งไม้ที่ยื่นมาของอวี๋จื่ออวี๋ไว้แน่น

            จากนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกได้ถึงพลังที่ไม่ธรรมดาพุ่งผ่านกิ่งไม้ของเขามาราวกับกอริลลายักษ์ตัวนี้ต้องการจะกระชากกิ่งไม้ของเขาให้ขาด

            “จิ๊จิ๊...”

            อวี๋จื่ออวี๋เดาะลิ้นเบาๆแต่ไม่ได้ทำอะไรเลย

            ในฐานะสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองแม้จะเป็นเพียงกิ่งไม้กิ่งหนึ่งของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตระดับต่ำเหล่านี้จะทำอันตรายได้

            ยิ่งไปกว่านั้น... กิ่งไม้ของเขาก็ไม่ธรรมดาราวกับตอบรับความคิดของอวี๋จื่ออวี๋

            ในวินาทีต่อมา

            “โฮก...”

            เสียงคำรามต่ำที่แสนเศร้าดังขึ้นกอริลลายักษ์ที่เพิ่งจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนได้พลันรู้สึกขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนล้มลงกองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

            เรื่องที่ทำให้มันตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมคือทั่วร่างกายไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง แม้แต่นิ้วเดียวก็ขยับไม่ได้

            ‘อัมพาต’ เนื่องจากพิษที่ติดมากับกิ่งไม้ของอวี๋จื่ออวี๋

            แม้จะมีผลกับพวกที่อยู่ในระดับเดียวกันไม่มากนักแต่สำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มเหล่านี้ มันกลับเป็นเหมือนฝันร้าย

            ความรู้สึกที่เหมือนตายทั้งเป็นคงจะไม่ต่างไปจากนี้นัก

            เพราะสัตว์ป่ากลายพันธุ์ให้ความสำคัญกับพลังมากที่สุดแต่ตอนนี้ ร่างกายของพวกมันกลับหมดเรี่ยวแรงไปในทันที

            ในเวลานี้เอง

            ราวกับไม่อยากจะเชื่อกอริลลายักษ์เบิกตากว้าง

            แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าในส่วนลึกของแววตามีความตกใจอย่างสุดซึ้งซ่อนอยู่

            เขา...

            ใช่เขาจริงๆ ด้วย

            สิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวที่มันสัมผัสได้ผ่านสัมผัสพิเศษ

            อย่างที่มันคิดไว้ไม่มีผิดความแข็งแกร่งที่ยากจะต้านทาน ความน่ากลัวราวกับฝันร้าย

            “ข้าจะบอกเจ้าร่างใหญ่แค่ครั้งเดียวตั้งใจฟังให้ดี”

            อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองกอริลลายักษ์ที่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่ไม่ไกลคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า

            “ข้าให้เจ้าเลือกสองทางทางแรกคือยอมศิโรราบต่อหน้าข้า แล้ว...”

            ยังไม่ทันพูดจบอวี๋จื่ออวี๋ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ากอริลลายักษ์ที่อยู่ไม่ไกลกลับกะพริบตาอย่างบ้าคลั่ง

            “เอ่อ... เจ้านี่ ไม่จริงมั้ง?”

            อวี๋จื่ออวี๋ตกใจอย่างยิ่งเขาแยกจิตหยั่งรู้ส่วนหนึ่งไปจดจ่อข้างกายสัตว์ร้าย

            ครู่เดียว เสียงที่ตะกุกตะกักแต่ค่อนข้างชัดเจนก็ดังขึ้นในหัวของอวี๋จื่ออวี๋

            “ศิ... โร... ราบ...”

            “ศิโรราบ...”

            เมื่อได้ยินคำพูดที่ชัดเจนนี้ลำต้นของอวี๋จื่ออวี๋ก็สั่นไหว

            ทำไมถึงได้ไร้ศักดิ์ศรีขนาดนี้?

            เขาอุตส่าห์เตรียมแผนการไว้มากมายเพื่อข่มขู่และล่อลวงเจ้ากอริลลาตัวนี้

            เอิ่ม...

            ในใจเขารู้สึกเหมือนมีประโยคนับหมื่นที่อยากจะพูดวิ่งผ่านไปแต่อวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่ได้คิดอะไรมากอีก

            สัตว์ป่ากลายพันธุ์ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ

            ถ้าพวกมันยอมก้มหัวศิโรราบแล้วก็มักจะไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยม

            ก่อนหน้านี้อวี๋จื่ออวี๋เองก็เคยเจอพวกที่หัวแข็งมาไม่น้อยที่ต่อให้ตีให้ตายก็ไม่ยอมก้มหัวให้

            ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงต้องใจร้ายและกำจัดพวกมันทิ้งไป

            ส่วนพวกที่ยอมศิโรราบอย่างเด็ดขาดแบบกอริลลายักษ์ตัวนี้ดูคล้ายกับเสือขาวมาก

            ย้อนไปตอนนั้นเจ้าสามเสือขาวถูกอวี๋จื่ออวี๋ใช้กิ่งไม้ฟาดอยู่พักใหญ่เช่นกันหลังจากนั้นมันก็ไม่ได้ลังเลเลยที่จะยอมสยบ

            มาตอนนี้เจ้ากอริลลายิ่งกว่านั้นอีกยังไม่ทันจะพูดจบ มันก็...

            อวี๋จื่ออวี๋นึกคิดมากมายในหัวแล้วใช้กิ่งไม้แตะอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอนพิษอัมพาตออกจากร่างกายของกอริลลายักษ์

            ......

            ไม่นานหลังจากนั้น

            “โฮก...”

            กอริลลายักษ์คำรามต่ำมันลุกขึ้นจากพื้นด้วยท่าทางโซเซเหมือนคนเมา จากนั้นมันก็ตบหน้าอกตัวเองอย่างแรง

            ทว่าในจังหวะนั้นเองเจ้านี่ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ มันเดินตรงมาหาอวี๋จื่ออวี๋อย่างแน่วแน่

            มันลากแขนขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาถึงเข่าแล้วกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างตื่นเต้น

            “สวามิภักดิ์ต่อข้าแล้วเจ้ามีความสุขมากอย่างนั้นหรือ?”

            ในใจมีความสงสัยแฝงอยู่อวี๋จื่ออวี๋จึงถามออกไปหนึ่งประโยค

            “โฮก โฮก โฮก...”

            กอริลลายักษ์คำรามต่ำอีกครั้งพลางตบหน้าอกตัวเองอย่างแรงราวกับกำลังตื่นเต้นสุดขีด

            “ก็ได้”

            เมื่อเข้าใจความคิดของกอริลลายักษ์อวี๋จื่ออวี๋ก็นิ่งสงบ

            ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้การยังมีหนทางรอดอย่าง ‘การสวามิภักดิ์’ ก็ถือเป็นความหรูหราที่สุดสำหรับมันแล้ว

            และตอนนี้มันก็เข้าใจแล้วว่า อวี๋จื่ออวี๋ไม่สิ แค่หญิงสาวชุดแดงที่เหมือนภูตพรายตนนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่มันสามารถต่อกรได้เลย

            ด้วยเหตุนี้การสวามิภักดิ์คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมัน

            และนี่เป็นสัจธรรมอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นแล้วในยุคเหนือธรรมชาติ...‘ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่อยู่เหนือกว่า’

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน