อุทัยกำราบยอดยุทธ์ฝีมือดีสองคนในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ชัยชนะครั้งนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมทั่วทั้งสนาม เจ้าเวรุงกะตรงเข้าสำรวจร่างไร้สติทั้งสอง แล้วโยนสิ่งของมาให้อุทัย
อุทัยได้รับป้ายมังกรสมุทรมีสีมุกเลื่อมฟ้า และป้ายมังกรศิลาสีเทาคล้ายสลักจากก้อนหินอีกอันหนึ่ง
แผ่นป้ายบนกระดานแสดงลำดับผู้เข้าประลองเริ่มเคลื่อนไหว เจ้าหน้าที่ดึงสายโซ่ขยับกลไก ทำป้ายอันดับสุดท้ายขึ้นมาช่องบนสุด ส่วนป้ายลำดับก่อนหน้าถูกลดลงไปหนึ่งลำดับ
อันดับ ๑ อุทัย อิ่มโอชา , ๒ ป้าย
อันดับ ๒ ฤทธา ราชสำนักโอริสา , ๒ ป้าย
อันดับ ๓ อุษา เรือนจิตจำรัส , ๒ ป้าย
…
ตอนนี้ผู้ครอบครองป้ายมังกรเหินสองป้ายมีอยู่ยี่สิบสี่คน ส่วนป้ายอักษรของศิระและฮว่าปาถูกส่งไปอยู่สองลำดับสุดท้ายแล้ว
ร่างไร้สติของฮว่าปาและศิระถูกเคลื่อนย้ายออกจากสถานที่ เสียงผู้ชมผู้ที่คร่ำหวอดในการประลองฝีมือ ต่างวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
“ไอ้นี่ ! ไม่เบานี่หว่า ..”
“ไอ้อิ่มโอชาผู้นี้มีฝีมือ แต่ต้องดูกันยาวๆ .. ฮา”
“ข้าว่า .. เมื่อครู่ เจ้าแดงกับเจ้าเขียวประมาทเกินไป จึงพ่ายไม่เป็นท่า ..”
บริเวณที่นั่งรับรองภายในตำหนักมังกรคำรนก็เกิดการเคลื่อนไหวเช่นกัน บรรดาแขกผู้ทรงเกียรติต่างสอบถามถึงที่มาของอุทัย ถึงแม้จะมีป้ายมังกรเหินสองป้ายเช่นผู้อื่น แต่มันก็โดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง
นักพรตฟ้าเหลืองกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้น ยิ่งแค้นก็ยิ่งเจ็บปวดปลายคางเป็นทวีคูณ
เจ้าม่านฟ้ายังตกตะลึง กล่าวว่า “คือ .. คือ .. อันใด มันทำได้อย่างไร ข้ามองแทบไม่ทัน ..”
ซออะวินกล่าวกับเจ้าม่านฟ้าว่า “เจ้าหนุ่มผู้นี้มีฝีมือไปเบา คู่ต่อสู้เมื่อครู่ถือเป็นยอดยุทธ์ที่โดดเด่น หาใช้พวกอ่อนด้อยไม่”
เจ้าม่านฟ้ากล่าวถามต่อ “ข้าเข้าใจว่าความพ่ายแพ้ในรอบเช้า จะหยุดมันไว้เพียงแค่นั้น”
ซออะวินกล่าว “มันไม่เพียงไม่ยอมแพ้ ยังดูมุ่งมั่นมากกว่าเดิมเสียอีก” หยุดคิดอันใดแล้วกล่าวต่อ “เมื่อเช้ามันหลบรอดจากอัคคีมังกรเทวะมาได้ หากเป็นผู้อื่นคงถูกเผามอดไหม้ไปแล้ว”
เจ้าม่านฟ้าอ้าปากหวอ กล่าวว่า “เช่นนั้นร่างกายมันช่างทนทาน ปราณคุ้มครองกายของมันต้องแข็งแกร่งสุดยอด”
ซออะวินกล่าว “ไม่ใช่แค่ร่างกายทนทาน .. ท่าร่างยังรวดเร็ว และจู่โจมคู่ต่อสู้ได้อย่างรุนแรง .. นี่มันยังไม่ได้นำศาสตราวุธออกมาต่อสู้ด้วยซ้ำ”
เจ้าม่านฟ้าจ้องมองอุทัยอย่างเหลือเชื่อ แล้วถามต่อ “แล้วโอสถหมื่นเทวะคือสิ่งใด”
ซออะวินกล่าว “นั่นคือโอสถในตำนาน กล่าวกันว่าพลังในโอสถสามารถทำยอดยุทธ์ผู้หนึ่งกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานเพียงชั่วข้ามคืน”
เจ้าม่านฟ้าอ้าปากหวอ “.. มีโอสถวิเศษเช่นนั้น”
ซออะวินยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เชื่อว่า มันจะมีโอสถเช่นนั้น .. นั่นสมควรเป็นอุบายของมัน” .. เจ้าม่านฟ้าพยักหน้าเห็นด้วย
เพียงชั่วครู่ก็มียอดยุทธ์ผู้หนึ่งกระโดดเหินลงมายังลานประลอง เป็นนักพรตในชุดยาวสีเขียวอ่อน สวมหมวกทรงสูงสีดำ สะพายกระบี่ไว้ที่ช่วงเอว
บุคคลผู้นั้นก็คือ .. หยวนต้า แห่งสำนักห้าบรรพต
หยวนต้ายิ้มเยาะจ้องมองอุทัย กล่าวว่า “จิ๊ จิ๊ ! .. มีป้ายมังกรเหินถึงสองป้าย ยังมีเม็ดยาวิเศษนั่นอีก .. หากไม่อยากเจ็บตัวก็มอบทั้งหมดมาให้ข้า”
อุทัยยิ้มเบาๆ มันมองป้ายมังกรเหินในมือ แล้วกล่าวถาม “ฮึ .. แล้วเจ้ามีอยู่กี่ป้าย ..”
หยวนต้าเดินเข้าหา “ป้ายเดียว ! สำหรับทารกเช่นเจ้า เพียงป้ายเดียวก็เพียงพอแล้ว”
อุทัยร้อง “ป้ายเดียว!” มันอ้าปากค้าง .. นักพรตผู้นี้ไม่ธรรมดา กล้านำป้ายมังกรเหินหนึ่งป้าย มาเดิมพันกับป้ายมังกรเหินสองป้าย
หยวนต้ากล่าว “เจ้ากลัวที่ต้องประลองกับข้าหรือ .. เช่นนั้นจงทิ้งป้ายมังกรเหินของเจ้า รวมทั้งเม็ดยานั้นเอาไว้” .. มันหัวเราะ ฮา ฮา “แล้วข้าจะละเว้นชีวิตอันต่ำต้อยของเจ้า”
หยวนต้านำมือตบที่หน้าอก กล่าวอย่างภาคภูมิว่า “เจ้ารู้หรือไม่ ! สำนักห้าบรรพตยิ่งใหญ่เพียงใด ..” มันเริ่มพรรณนา
“เมื่อสามร้อยปีก่อน ปรมาจารย์แห่งขุนเขาอินทรีย์ได้รวบรวมสำนักขุนเขาทั้งห้าให้กลายเป็นหนึ่งเดียว”
“ทั้งยังคิดค้นเพลงยุทธ์ที่รวมจุดเด่นของแต่ละสำนักเอาไว้ .. นั่นคือ ลมปราณพรตบรรเจิด กรงเล็บอินทรีเทวะ และเพลงกระบี่ห้าบรรพต”
“ในยุทธภพยกย่องสำนักห้าบรรพตมาจนถึงทุกวันนี้ ฮา ฮา ฮา”
อุทัยฟังไปงงไป มันไม่รู้จักสักวิชายุทธ์หนึ่ง กล่าวว่า “ขนหัวข้าลุกซู่แล้ว .. ในเมื่อเก่งกาจปานนั้น ก็เข้ามาทุบตีข้าเถิด”
วงเขตที่พื้นประลองก็เรืองแสงสีแดงวาบ .. การประลองเริ่มขึ้นแล้ว
หยวนต้านำแขนซ้ายไหว้หลังก้าวเดินเข้าหา ท่าทางของมันราวนักพรตผู้ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า “เจ้าผู้นี้มาจากสำนักอันกระจ้อยร่อย แม้แต่นามยังมิเคยปรากฏ .. ยังไม่เจียมตัวอีก .. ฮึ ฮึ ฮึ”
พลังยุทธระดับ ‘ปรมะปราณ’ อันเข้มข้นแผ่กระจายออกจากร่าง หยวนต้าสะบัดมือขวา กางนิ้วดังกรงเล็บอินทรีย์ ยังมีไอปราณสีฟ้าห่อหุ้มกรงเล็บของมัน
ด้วยท่าร่างอันรวดเร็ว หยวนต้าก้าวเพียงสองก้าวกลับผ่านระยะกว่าห้าวา ปรากฏปราณสีฟ้าสดใสเป็นรูปพญาอินทรี แผ่สยายปีกกางกรงเล็บตรงเข้าฉีกกระชากหน้าอกอุทัย
อุทัยตั้งท่าจรดมวยเตรียมพร้อมอยู่ก่อน มันขยับโยกซ้ายขวาก้าวเข้าหา แล้วยืดเหยียดขาขวาทำฝ่าเท้ายันถีบออกไป
.. พลั๊กกก ! ปลายฝ่าเท้าถีบปะทะหน้าท้องของหยวนต้า ด้วยช่วงขาที่ยืดยาวกว่า สามารถสกัดท่ากรงเล็บสังหารเอาไว้
อาจารย์เคยสอนสั่ง ระยะในการออกอาวุธของมวยอรุณโรจน์ขั้นต้นมีสามระยะ นั่นคือ .. ระยะเข่าและศอก ระยะหมัด และระยะเท้า
ระยะเท้าใช้โดยการเตะการถีบแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการปะทะวงนอก สามารถหลบรอดจากหมัด ฝ่ามือ กรงเล็บของคู่ต่อสู้ได้
ร่างหยวนต้าชะงักค้างไม่สามารถเดินหน้าต่อ ปราณพลังที่สะสมถูกกระแทกปิดกั้น จนมันรู้สึกอึดอัดลมปราณเริ่มติดขัด แต่มันยังโถมเข้ามาอีก
.. พลั๊กกก ! พลั๊กกก ! อุทัยยันเท้าถีบเข้าไปอีกสองครั้ง พลังปราณรูปพญาอินทรีถูกกระแทกจนขนปลิว
หยวนต้ารู้สึกโมโห ท่ากรงเล็บสังหารของมันไม่สามารถสัมผัสถูกอุทัยได้ ตอนนี้อุทัยก้าวหมุนวนออกด้านซ้ายของมันแล้ว
หยวนต้าสาวเท้าติดตามต่อ มันใช้ทั้งสองมือกางเป็นกรงเล็บ แขนทั้งสองกางออก ก่อเกิดปราณรูปพญาอินทรีสยายปีกดูน่ากลัว
หยวนต้าหน้าตาถมึงทึง กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าจะไม่ยั้งมือให้อีก รับท่าสังหารของข้า .. กรงเล็บคู่อินทรีผยอง” .. แล้วจึงกระโดดขึ้นจู่โจม
.. แกว๊กกกกก ! เสียงปราณอินทรีแผดร้อง แผ่สองกรงเล็บอันแหลมคม
.. พลั๊กกกกก ! เสียงดังฟังชัด .. ขณะที่มันลอยตัวขึ้นจากพื้นเพียงคืบเดียว อุทัยก็เดินเข้าหาอย่างรวดเร็ว ใช้เท้ากึ่งถีบกึ่งป้ายเข้าเต็มใบหน้าของหยวนต้า
ลูกถีบเข้าใบหน้าอย่างจัง หยวนต้าหน้าหงาย ร่างซวนเซถอยหลังไปสามสี่ก้าว
อุทัยยังอยู่ท่าจรดมวย เต้นเบาๆ อยู่บนปลายเท้า มันยิ้มให้แล้วกล่าวว่า “เป็นอย่างไร .. บาทาลูบพักตร์ของข้า พอจะสู้วิชากรงเล็บของเจ้า ได้หรือไม่ .. ฮา”
ผู้ชมรอบสนามหัวเราะโห่ฮา .. บนใบหน้าของหยวนต้าปรากฏฝุ่นสีดำเป็นรูปบาทาประทับอยู่
หยวนต้ากัดฟันกรอดยกแขนเสื้อเช็ดขี้ดินที่ปาก .. มันอับอายจนปากสั่น นักพรตหนุ่มอันสูงส่งเช่นมัน กลับถูกยอดยุทธ์บ้านนอกผู้หนึ่งนำเท้ามาประทับบนใบหน้า
ดวงตาหยวยต้าแดงฉาน ปากเหยแสยะเขี้ยว พุ่งกายใส่อุทัยร่ำร้องว่า “กรงเล็บอินทรีของข้า .. จะดื่มเลือดหัวเจ้า .. ตายยยยย ..”
ปรากฏอินทรีปราณสยายปีกบินถลามาด้วยเร็ว ยังรวดเร็วกว่าเดิมนับสิบเท่า หยวนต้าเกร็งสองกรงเล็บแหลมตะบบจุดตายตรงคอหอยอุทัย
.. ปุกกก ! กรงเล็บมือขวาถูกปัดป่าย .. เป็นอุทัยใช้ท่อนแขนซ้ายปัดข้อมือของหยวนต้า ทำกรงเล็บสังหารแฉลบออกด้านข้างเสีย
.. ปุกกก ! หยวนต้านำกรงเล็บมือซ้ายเสียบเข้าคอหอยต่อ อุทัยก็ใช้ศอกขวาปัดออกไปเช่นกัน
หยวนต้าโจมตีราวคนคลุ้มคลั่ง ทุกกระบวนท่าใช้พลังอย่างสุดแรง หมายสังหารอุทัยให้ตายภายใต้กรงเล็บของมัน
.. ปุกกก ! ปุกกก ! ปักกก ! หยวนต้าออกกรงเล็บซ้ายขวานับสิบๆ เข้าจู่โจม แต่ยังถูกท่ามวยอรุณโรจน์จับจังหวะป้องปัดเอาไว้
.. ปุกกก ! ปุกกก ! ปุกกก ! ปักกก ! ปักกก ! ปักกก ! อากาศรอบข้างถูกพลังปราณอันคมกริบเชือดเฉือน แต่แขนสองข้างอุทัยหามีริ้วรอยแม้เพียงน้อย
.. ปุกกก ! ปุกกก ! ปักกก ! ปักกก ! ปุกกก ! ปักกก ! เพียงไม่กี่วินาที กรงเล็บนับร้อยถูกระดมตบฟาดเข้าใส่ จนผู้ชมรอบข้างต้องผุดลุกขึ้นจ้องมอง
แต่อยู่ๆ อุทัยก็สืบเท้าเข้าหา พร้อมนำเท้าขวาถีบยันเข้าหน้าอกหยวนต้าดัง .. พลั๊กกก !
หยวนต้าถูกถีบจนซวนเซ อุทัยยังตามติดหมุนเข้าด้านขวา ขณะหยวนต้ายังเสียหลัก อุทัยวางเท้าซ้ายเปิดออก แล้วย่อเข่าใช้สะโพกเหวี่ยงแข้งขวาเตะกวาดรวบขาด้านในของหยวนต้า ดัง .. ผลั๊วะ !
ความรุนแรงทำหยวนต้าขาลอยตามแรงเตะ มันเสียหลักร่างเอียงวาบอยู่กลางอากาศ แล้วจึงร่วงลงพื้นหน้าฟาดดัง .. โครมมม !
อิ อิ อิ .. อุทัยหัวเราะอย่างน่าหมั่นไส้ มันก้าวถอยออกมาแล้วกล่าวว่า “กระบวนท่านี้ของข้า กวาดธรณี .. ฮา ฮา”
หยวนต้ายังนอนฟุบอยู่บนพื้น คนทั้งเจ็บปวดทั้งอับอาย ตัวของมันสั่นด้วยโทสะ แล้วค่อยใช้แขนชันกายลุกขึ้น
กร๊อดดด .. หยวนต้ากัดฟันลุกขึ้นยืน ชักกระบี่เล่มยาวออกจากฝัก .. เช้งงงง !
มันตั้งใจใช้กระบี่เล่มนี้แทงทะลุอกเจ้าอุทัยเพื่อชำระความแค้น ปราณพรตบรรเจิดสีฟ้าแผ่กระจายจากคมกระบี่ กดดันจนผู้มีพลังยุทธ์อ่อนด้อยต้องตื่นตระหนก
“อัยยย หยาาาา .. นี่ท่านจริงจังเกินไปหรือไม่” อุทัยกล่าวพร้อมตั้งท่าเตรียมพร้อม
หยวนต้าไม่พูดจา คนแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น แผ่ปราณกระบี่สุดลึกล้ำสะกดตรึงอุทัยไว้ แล้วก้าวเท้าด้วยท่วงท่าพิสดาร พุ่งปลายกระบี่แหลมคมเข้าหา
เพียงกะพริบตาปราณกระบี่นับสิบก็พุ่งเข้าครอบคลุม อุทัยมีเพียงมือเปล่าต้องรีบถอยกรูดอย่างไม่คิดชีวิต
.. ฉึก ! ฉึก ! ฉึก ! .. ปราณกระบี่พุ่งเข้าลำคอ อุทัยโยกซ้ายขวาหลบรอดคมกระบี่อย่างน่าหวาดเสียว
.. ฉึก ! ฉึก ! ฉึก ! ฉึก ! .. ปราณกระบี่พุ่งตัดจุดชีพจร อุทัยต้องกระโดดพลิกร่างกลางอากาศ แล้วก้าวถอยวนออกด้านข้าง
.. ฉึก ! ฉึก! ฉับ ! ฉับ ! ฉั่วะ ! .. หยวนต้าตามติดไม่ลดละ ยังเปลี่ยนแปลงกระบวนท่า ทั้งทิ่มแทงทั้งพลิกม้วนร่างมาฟาดฟัน
ผู้ชมโดยรอบปรบมือโห่ร้อง .. เพลงกระบี่ห้าบรรพตของหยวนต้ายอดเยี่ยมดังวาจา ท่วงท่าไหลลื่นต่อเนื่อง พลิ้วไหวดังใบหลิวต้องสายลม ส่งปราณกระบี่สังหารครอบคลุมจนไม่มีพื้นที่ว่าง
“ช้าก่อนท่านนักพรต .. เหตุใดถึงดุดันถึงเพียงนี้ ..” อุทัยร่ำร้อง มันคล้ายตกเป็นรองได้แต่หลบหลีกเป็นพัลวัน
หยวนต้าไม่สนใจ ต้องการสังหารอุทัยให้จงได้ มันรุกไล่จนอุทัยถึงเส้นขอบวงเขตประลอง เมื่อได้โอกาสก็แผ่ปราณพรตบรรเจิดตรึงกักอุทัยจนไม่สามารถหลบหนี
หยวนต้ายิ้มเยาะ .. พุ่งสุดตัว ส่งปราณกระบี่คมกริบตรงเข้าทะลวงคอหอยของอุทัย
ขณะปลายกระบี่ห่างลูกกระเดือกเพียงครึ่งคืบ อุทัยกลับส่งยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ร่างพลิกวาบมาด้านข้างหยวนต้า
อุทัยนำเท้าซ้ายเข้าขัดขาของหยวนต้า พร้อมใช้มือออกแรงไม่มากไม่น้อยส่งร่างหยวนต้าให้พุ่งต่อไปด้านหน้า
หยวนต้าหลงกลเสียแล้ว ร่างของมันเสียการควบคุม กำลังพุ่งคะมำตามสภาวะออกจากวงเขตประลอง
แต่ทันใดนั้น .. ร่างของหยวนต้ากลับหยุดกึกอยู่กลางอากาศ
“!!!” อุทัยเบิกตาโพลง .. หยวนต้าพลิกกายกลับมา มันยิ้มอย่างเลือดเย็น กล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “อุบายตื่นๆ คิดหรือว่าข้าจะหลงกล .. จงตายเสียเถอะ”
ร่างของอุทัยเปิดเผยช่างว่างให้จู่โจมมากมาย หยวนต้าดำเนินกระบวนท่าต่อ มันหมุนตัวสะบัดกระบี่ส่งปราณสังหารฟันตัดลำคอของอุทัย
.. กระบี่บรรพตพลิกสังหาร !
หนึ่งในกระบวนท่ากระบี่ห้าบรรพต เป็นท่ากระบี่สังหารที่แปรเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของท่าร่างโดยฉับพลัน บังคับคมกระบี่พลิกกลับมาในแง่มุมที่คู่ต่อสู้คาดไม่ถึง
ผู้ชมต่างโห่ร้องชื่นชม .. ช่างเป็นท่ากระบี่ที่หมดจด อุทัยเข้าสู่จุดคับขันอันตรายแล้ว
อุทัยพิจารณากระบวนท่านี้ของหยวนต้า แล้วยิ้มมุมปากแวบหนึ่ง เป็นรอยยิ้มที่ชวนสยองสุดสะพรึง นัยน์ตาดำปรากฏอักขระสีทองวูบวาบวิ่งวน แล้วจึงเร่งเร้าท่าร่าง ‘มายาอสูร’ พุ่งเข้าใส่หยวนต้าในทันใด
หยวนต้าเอียงร่างลอยอยู่กลางอากาศ เท้าอยู่ด้านในวงเขตประลอง ตัวหงายเอียงออกด้านนอก มือขวาถือกระบี่ง้างฟันใส่ลำคออุทัย
ราวกับช่วงเวลาถูกหยุดนิ่งไว้ .. อุทัยกลายเป็นเงาวาบ เท้าซ้ายก้าวมาเหยียบบนหน้าขาของหยวนต้า ส่วนขาขวาง้างออกเป็นวงกว้าง
.. พิฆาตวงศ์ยักษา !!!
อุทัยบิดสะโพกหมุนฟาดแข้งขวา เตะตวัดเข้าซอกคอหยวนต้าอย่างรุนแรง
.. เปรี้ยงงง !!! ทั้งคนทั้งกระบี่ลอยคว้าง ร่วงลงแล้วกลิ้งไปตามพื้นอีกหลายตลบ .. หยวนต้าสิ้นสติไปเสียแล้ว
บรรดาผู้ชมตื่นตะลึงจนลุกพรวด .. ภาพที่เห็นคือหยวนต้าใช้กระบี่รุกไล่อุทัยจนหนีหัวซุกหัวซุน ชั่วพริบตาสถานการณ์ก็พลิกเปลี่ยน เป็นอุทัยกระโดดเตะหยวนต้าจนลอยไปนอนกองอยู่บนพื้น
หยวนต้านอนแน่นิ่ง เจ้าเวรุงกะช่างรู้งาน มันไม่รอช้าตรงเข้าไปค้นหาสิ่งของ แล้วกระโจนกลับมาบนบ่าอุทัย
อุทัยรับป้ายมังกรบาดาลสีครามจากเจ้าเวรุงกะ มันชนะยอดยุทธ์อีกคน ทำให้มีป้ายมังกรเหินครบสามป้ายแล้ว
นามของอุทัยเป็นที่กล่าวถึงเป็นการใหญ่ แม้แต่องค์ชายมังคละก็ไม่อาจมองข้ามมันอีกต่อไป เสียงโห่ร้องชื่นชมดังมาจากรอบด้าน
“มือเปล่า ! มันใช้เพียงมือเปล่าเอาชนะกระบี่ได้”
“สุดยอดเลย ! กระบวนมวยของสำนักอิ่มโอชา ช่างน่าชม”
“เจ้าอิ่มโอชาผู้นี้ น่าฟอลโล่ ต้องสับตะไคร้เป็นเอฟซีเสียแล้ว ฮา”
สำนักห้าบรรพตมิใช่สำนักไก่กา แต่กลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นสภาพ ทำบรรดายอดยุทธ์ที่เฝ้าชมอ้าปากค้าง พวกมันจ้องมองอุทัยอย่างไม่วางตา
“แสดงฝีมือที่แท้ ออกมาแล้วหรือ ..” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง อุทัยยกยิ้มแล้วหันกลับไปยังที่มาของเสียง
ผู้ชมทั้งสนามเงียบกริบ .. ที่ยืนกลางลานประลองคือบุรุษรูปงามในชุดคลุมสีขาวกำลังโบกสะบัด ท่วงท่างามสง่าราวเทพบุตรจากฟากฟ้า
.. บุรุษผู้นั้นก็คือเจ้าธรรม หรือองค์ชายฤทธานั่นเอง
แจ๊กกก ! แค๊กกกกกก !!! เจ้าเวรุงกะแยกเขี้ยวขู่ มันไม่ชอบขี้หน้าองค์ชายผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง
อุทัยมองสหายเก่าแล้วกล่าวว่า “ว่าอย่างไร ท่านองค์ชายผู้สูงศักดิ์ .. นี่ท่านลงมายังลานประลอง อย่าบอกนะว่า ..”
“มิผิด ..” องค์ชายฤทธากล่าว มันมีท่าทีหยิ่งผยองก้าวเข้ามาในวงเขตประลอง “ข้าจะให้เจ้าแก้มือ แต่คราวนี้จะให้เจ้าลงมือก่อน”
ฮา ฮา .. อุทัยหัวเราะ “นี่ท่าน .. ท่านชนะข้าไปแล้ว ยังต้องการประลองอีกหรือ .. ชัยชนะสำคัญต่อท่านถึงเพียงนั่นหรือ ..”
องค์ชายฤทธาตอบว่า “ชัยชนะ .. มีผู้ใดบ้าง ที่ไม่ต้องการ โดยเฉพาะ ชัยชนะต่อเจ้า” มันยิ้ม “เจ้าไม่ยินดีที่ได้เจอข้าหรือ .. มาเล่นสนุกกันอีกสักรอบ ดีหรือไม่ .. ฮา”
อุทัยมองลึกเข้าไปในดวงตาฤทธา .. มันรู้สึกเวิ้งว้างว่างเปล่า เจ้าธรรมคนเก่าไม่คงอยู่เสียแล้ว
องค์ชายฤทธาเห็นอุทัยยืนนิ่ง มันจึงยิ้มเยาะกล่าวว่า “ทำไม ! เจ้ามิกล้าหรือ .. ความอาจหาญเช่นกาลก่อน หายไปไหนเสียแล้ว ..”
ขณะเดียวกัน องค์ชายมังคละก็สังเกตเห็นทั้งสอง มีท่าทีราวกับรู้จักกันมาก่อน .. มันจดจำได้แล้ว ยอดยุทธ์ผู้นี้ ก็คือ .. เด็กน้อยหัวโล้นในคืนนั้น .. คืนที่กลอัคคีราพณาสูรทำลายเมืองเพชรปราการนั่นเอง