ท่ามกลางเสียงผู้คนที่ยังคงกล่าวขวัญถึงการประลองรอบรองชนะเลิศบนที่นั่งของแขกพิเศษจากนิกายต่างๆ หลัวซางเทียน ผู้อาวุโสผู้ทรงอิทธิพลจากนิกายจิ่วเยี่ยน ยกถ้วยชาเบา ๆ ดวงตาคมดุจเปลวเพลิงกวาดมองสนามเบื้องหน้า ก่อนจะกล่าวขึ้นกับศิษย์คนสนิทด้านข้างด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววสนใจ:
“หมาป่าเพลิงของเด็กหญิงหลี่ซูเหยา… รุนแรง หนักแน่นควบคุมด้วยจิตอสูรแน่วแน่ พลังธาตุเพลิงผสานกับจิตนักรบได้ดียากจะหาผู้เยาว์ที่ควบคุมสัตว์อสูรดุร้ายขนาดนั้นได้ในวัยนี้”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาฉายแววครุ่นคิด
“หากได้รับการชี้แนะที่เหมาะสมอนาคตไม่แน่ว่าจะกลายเป็นหนึ่งในอัจฉริยะสายเพลิงของนิกายเราได้…”
ศิษย์คนสนิทรีบจดจำคำกล่าวนั้นทันทีเห็นได้ชัดว่าหลี่ซูเหยาได้ทิ้งความประทับใจไว้แก่หนึ่งในอาวุโสระดับสูงจากนิกายเพลิงอันเก่าแก่
บนอัฒจันทร์ที่ไม่ไกลจากนิกายจิ่วเยี่ยน — ที่นั่งของนิกายหลัวเทียน — กู้เหยียนผู้อาวุโสรุ่นใหญ่ผู้มีสายตาเฉียบคมจนน่าเกรงขาม กำลังยืนกอดอกมองสนามประลองด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เมื่อผลการประลองรอบรองชนะเลิศจบลงเขาจึงกล่าวขึ้นกับศิษย์ระดับสูงข้างกายด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ:
“เด็กหญิงหลี่ซูเฟย แม้จะแพ้แต่ความสามารถในการควบคุมสัตว์อสูรสองธาตุร่วม ทั้งพยัคฆ์ลาวาและค้างคาวสองหัวแสดงให้เห็นถึงจิตคุมสัตว์ที่มั่นคง หากสั่งสมประสบการณ์ต่อไปอาจกลายเป็นแม่ทัพสัตว์อสูรในอนาคตได้ไม่ยาก”
ก่อนที่สายตาของเขาจะหันไปยังหลี่หยางที่เพิ่งก้าวลงจากเวทีหลังการประลองดวงตาของกู้เหยียนหรี่ลงเล็กน้อย น้ำเสียงเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“และหลี่หยาง ขั้นรวมจิตขั้นสาม เขาสามรถำสัญญากับสัตว์อสูรที่ ระดับสูงกว่าเขาหลายขั้นต้องไม่ธรรมดาแน่…และ จิ้งจอกเงาจันทร์ของเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยข้ามองเห็นกลิ่นอายของการต่อสู้ข้ามระดับจากสัตว์อสูรขั้น 7ราวกับควบแน่นด้วยพลังวิญญาณอันลึกล้ำ ไม่สิ…จิตเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเขากับอสูรนั้นใกล้เคียงกับผู้ฝึกวิถีพันธะระดับสูงเสียด้วยซ้ำ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกและชัดเจน:
“เด็กคนนี้มีบางอย่างที่แม้แต่นิกายหลัวเทียนก็ไม่ควรมองข้าม”
คำพูดของกู้เหยียนทำให้ศิษย์นิกายหลัวเทียนหลายคนที่นั่งฟังอยู่เบื้องหลังถึงกับขมวดคิ้วพวกเขาไม่คาดคิดว่าผู้อาวุโสจะเอ่ยชม “หลี่หยาง” ขยะประจำตระกูลที่เคยไร้ชื่อเสียง
ทางด้าน หลานซือหรง ผู้อาวุโสที่สามแห่ง หุบเขาเมฆาล่องผู้มีชื่อเสียงในด้านปัญญาอันเฉียบแหลมและความระมัดระวังลึกซึ้ง — นั่งสงบนิ่งทว่าแววตาคมกริบของนางไม่อาจปิดบังความเคลื่อนไหวของจิตใจที่กำลังพิจารณาอย่างลึกซึ้ง
สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยัง หลี่เฉินเฟิง และ แมงมุมปิศาจนรก ที่ปล่อยกลิ่นอายแห่งความตายออกมาเกือบทำให้เวทีประลองเย็นยะเยือก
“สัตว์อสูรชนชั้นจอมอสูร… ระดับนักรบขั้น 9 ที่แทบไม่มีใครในระดับรวมจิตสามารถควบคุมได้หากไร้ต้นกำเนิดพิเศษหรือการสนับสนุนจากขุมอำนาจลับ ยากนักที่เด็กคนนี้ที่มีระดับแค่รวมจิตขั้น 8 จะครอบครองได้…”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางสายตาหรี่ลง เงียบงันครู่หนึ่งก่อนพึมพำกับตนเองเบาๆ:
“แม้จะดูสง่างาม แต่กลิ่นอายของมัน… ไม่ใช่เพียงพลังวิญญาณธรรมดากลับแฝงเค้าความเคลื่อนไหวของพลังคำสาป และการควบคุมวิญญาณแบบต้องห้าม”
ความคิดแวบผ่านถึงชื่อของขุมอำนาจมืดในแดนเงา — “หอวิญญาณดำ” และ“พันธมิตรกลืนจันทร์”
กลุ่มเหล่านั้นมักใช้อสูรต้องห้ามเป็นอาวุธหลักมีวิธีการฝึกสัตว์อสูรที่ผิดแผกจากนิกายทั่วไป แต่แลกมาด้วยพลังร้ายกาจเหนือระดับ
“หากแมงมุมปิศาจนรกตัวนี้เกี่ยวพันกับกลุ่มพวกนั้นจริง…”
“แม้เฉินเฟิงจะเป็นอัจฉริยะ… แต่ก็ควรมีสายตาจับตาเขาเอาไว้”
หลานซือหรงไม่พูดสิ่งใดออกมา สีหน้าเยือกเย็นคงเดิมเขาแค่เหลือบมองผู้อาวุโสอีกคนของนิกายเมฆาล่อง แล้วพยักหน้าเบาๆส่งสัญญาณบางอย่าง…
หนึ่งชั่วยามผ่านพ้นไป—เสียงฆ้องทองอันกังวานดังก้องทั่วลานประลองผู้ควบคุมการประลองก้าวออกมาท่ามกลางความเงียบที่กดดันและสายตานับพันคู่ที่จ้องเขม็ง
“การประลองรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างหลี่หยาง และหลี่เฉินเฟิง…จะเริ่มต้นบัดนี้!”
เสียงประกาศสะท้อนก้อง ฟ้าครามเบื้องบนเหมือนจะหยุดหมุนชั่วขณะ
เหล่าผู้ชมแทบทุกคนลุกขึ้นยืน จิตใจตื่นเต้นระคนลุ้นระทึกบางคนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ขณะที่อีกหลายคนแทบหยุดหายใจ
“เจ้าเด็กคนนั้น… จากขยะของตระกูล มาถึงตรงนี้ได้อย่างไร?”
“แม้จะมาไกล แต่นั่นคือ หลี่เฉินเฟิง ระดับรวมจิตขั้น 8…อัจฉริยะเหนือชั้น กับสัตว์อสูรจอมอสูร ระดับนักรบขั้น 9 อย่าง แมงมุมปิศาจนรก…ไม่มีทางที่ระดับรวมจิตขั้น 3 แถมยังมีแค่จิ้งจอกเงาจันทร์ ระดับนักรบขั้น7ตัวเดียว อย่างหลี่หยางจะชนะได้หรอก!”
แต่ถึงอย่างนั้น—คนอีกครึ่งหนึ่งกลับส่งเสียงเชียร์หลี่หยางเบา ๆพร้อมสายตาเต็มไปด้วยความหวังให้เกิดปาฏิหารย์
“ข้าเชื่อว่าเขาจะพลิกมันได้อีกครั้ง! ไอ้เด็กคนนั้น…ไม่เคยหมดหนทางเลย!”
“ไม่รู้ทำได้ยังไง แต่เขาหักปากกาเซียนมาหลายครั้งแล้ว!”
สองกระแสในสนามแยกขาดชัดเจน — อัจฉริยะผู้ไม่เคยพ่าย กับผู้ท้าทายผู้ไต่จากความมืดมิด
ลมพัดเอื่อยชวนสะท้าน ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวออกมายืนประจันหน้าท่ามกลางเวทีที่เคยสั่นสะเทือนจากเหล่าสัตว์อสูรระดับสูง ตอนนี้กลับเงียบสงบราวกับพายุใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น
หลี่เฉินเฟิงก้าวช้า ๆ เข้ามาหาหลี่หยาง สายตาแฝงแววเย้ยหยันใบหน้ายังคงสงบนิ่งเหมือนเคย แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มเล็กน้อยเจือกลิ่นของความเหนือกว่า
“เจ้ามาถึงจุดนี้จนได้สินะ… อดีตอัจฉริยะที่กลายเป็นขยะ”เขาหยุดยืนตรงหน้า ห่างจากหลี่หยางเพียงไม่กี่ก้าว
เสียงเขาเบาลงเมื่อเอียงหน้าเข้ามาใกล้กระซิบชิดหูราวกับไม่ต้องการให้ใครอื่นได้ยิน
“ข้าจะทำให้เจ้า… ได้ลิ้มลอง ‘พิษนั้น’ อีกครั้งและกลับไปเป็นขยะที่ไม่มีใครเหลียวแล เหมือนที่เคยเป็น”
คำพูดที่ราวกับเข็มแหลมจิ้มแทงจิตใจผู้ฟัง—แต่อีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้าน
หลี่หยางเพียงยืนนิ่ง สายตาเยือกเย็นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่ถอย
“เจ้าก็ยังเหมือนเดิม…มั่นใจในทุกอย่าง ยกเว้น……’”
คำพูดแผ่วเบา แต่หนักแน่นราวฟ้าคำรามในใจผู้ฟัง
เสียงผู้ควบคุมการประลองดังกังวานก้องไปทั่วลาน
“รอบชิงชนะเลิศ—เริ่มได้!!”
ทันทีที่สิ้นเสียง หลี่เฉินเฟิงก็ชูมือขึ้นอย่างไม่ลังเล พลังวิญญาณแผ่ซ่านออกจากร่างดั่งพายุที่บ้าคลั่งก่อนจะประกาศอย่างเย็นเยียบ
“ออกมา—หมาป่าวายุ! แมงมุมปิศาจนรก!”
เสียงคำรามดังก้องพร้อมกับแสงสองสายที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
หมาป่าวายุโผล่ออกมาเป็นตัวแรก ดวงตาสีฟ้าเรืองแสงลำตัวห่อหุ้มด้วยลมกรรโชก เสียงฟ้าร้องแผ่วเบาดังตามมันมา
ตามมาด้วยแมงมุมปิศาจนรก—มหาอสูรร่างมหึมากลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านทันทีที่มันปรากฏ หมอกพิษสีเขียวสลับดำค่อย ๆคลี่ตัวแผ่ปกคลุมพื้นสนามช้า ๆ เหมือนม่านแห่งความพินาศ
เหล่าผู้ชมรอบสนามต่างลุกขึ้นยืน สีหน้าเคร่งเครียดไม่ว่าใครต่างก็จำกลิ่นพิษร้ายนี้ได้ดี—พิษที่เคยกัดกินหลี่หยางจนเกือบดับสูญในอดีต
หลี่เฉินเฟิงเหยียดยิ้ม แววตาเย็นชา
“เจ้ารู้มั้ยว่าข้ายังจำแววตาของเจ้าตอนถูกพิษนั้นได้ดี…วันนี้ข้าจะดูมันอีกครั้ง—คราวนี้ จะไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้”
แมงมุมปิศาจนรกขยับขาทั้งแปดช้า ๆ แต่แผ่พลังข่มขวัญอย่างรุนแรงใยพิษเริ่มฟุ้งกระจายออกสู่เวที
ตอนนี้ทั้งสองอสูรของหลี่เฉินเฟิง พร้อมไล่ล่าเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว—หลี่หยาง
ทันทีที่แมงมุมปิศาจนรกปรากฏตัวพร้อมหมอกพิษมรณะ—สนามประลองพลันเงียบสงัดราวกับทั้งอากาศหยุดไหลเวียน
แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างมหึมาของมันบีบคั้นผู้ชมจนรู้สึกราวกับมีบางสิ่งกดทับทรวงอก ไม่ใช่แค่ผู้เยาว์หรือสามัญชนแม้แต่อาวุโสหลายคนยังต้องหลับตาข่มจิต
“นั่นมัน…กลิ่นอายของความตายแท้ๆ…”
“แมงมุมตัวนี้… ไม่ธรรมดาแน่นอน มันไม่ได้แค่ระดับสูง แต่ดูเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ…”
หลายคนกระซิบกระซาบ แม้เสียงจะเบาแต่แววตาล้วนตื่นตระหนกเหล่าผู้นำจากนิกายต่าง ๆบนอัฒจันทร์เริ่มจับตามองแมงมุมปิศาจนรกมากกว่าการประลองเสียอีก
แม้กระทั่งพวกผู้ควบคุมเวทียังต้องเพิ่มกำแพงพลังวิญญาณอีกชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้หมอกพิษแผ่ล้นออกมานอกขอบเขต
“เป็นไปได้อย่างไร…แค่ระดับนักรบขั้น 9 แต่แรงกดดันถึงเพียงนี้…”
“เจ้าแมงมุมตัวนี้… มันถูกเลี้ยงมาอย่างผิดธรรมชาติหรือไม่?”
ขณะที่สายตาทุกคู่จ้องมองเวทีร่างของหลี่หยางที่ยืนนิ่งเงียบใต้แรงกดดัน กลับไม่มีแม้แต่รอยสั่นไหว
เขาเพียงหลับตา… สูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย แล้วลืมตาขึ้นอย่างเยือกเย็น
แววตานั้นไม่แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางแรงกดดันอันมืดมิดของแมงมุมปิศาจนรก หลี่หยางค่อยๆ ยกมือขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
แสงจันทร์สีเงินสาดลงมาจากเบื้องบน ราวกับฟ้าตอบรับการเรียกของเขา
จากวงแสงใต้เท้า เสียงสะบัดลมเบาๆ ดังขึ้นก่อนร่างอันสง่างามของจิ้งจอกเงาจันทร์ จะก้าวออกมา
ขนสีขาวเงินแวววาวราวหิมะในคืนเดือนเพ็ญนัยน์ตาสีม่วงเย็นชาสะท้อนแสงจันทร์ดุจเพชรนิล
พลังวิญญาณอันสงบเย็นปะทะกับพิษแห่งความตายที่แผ่จากแมงมุมปิศาจนรกจนหมอกสีดำปั่นป่วน
จิ้งจอกเงาจันทร์แหงนหน้าขึ้น เห่าหอนเสียงต่ำครั้งหนึ่ง —เสียงที่ราวกับสะกดสติผู้ชมทั้งสนาม
แรงกดดันจากฝั่งหลี่หยาง…ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย!
หลี่หยางก้าวออกไปเบื้องหน้าสัตว์อสูรของเขา
เขายกมือขึ้นอย่างช้าๆ… พร้อมเสียงเอ่ยเรียบเย็น:
“ข้ามีอสูรแค่ตัวเดียวที่ต่อสู้วันนี้… ถึงมันไม่พอที่จะล้มพวกเจ้าได้ทั้งหมดแต่ข้าก็จะทำให้เต็มที่”