เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 31 รอบชิงชนะเลิศ

     

    ท่ามกลางเสียงผู้คนที่ยังคงกล่าวขวัญถึงการประลองรอบรองชนะเลิศบนที่นั่งของแขกพิเศษจากนิกายต่างๆ หลัวซางเทียน ผู้อาวุโสผู้ทรงอิทธิพลจากนิกายจิ่วเยี่ยน ยกถ้วยชาเบา ๆ ดวงตาคมดุจเปลวเพลิงกวาดมองสนามเบื้องหน้า ก่อนจะกล่าวขึ้นกับศิษย์คนสนิทด้านข้างด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววสนใจ:

     

    “หมาป่าเพลิงของเด็กหญิงหลี่ซูเหยา… รุนแรง หนักแน่นควบคุมด้วยจิตอสูรแน่วแน่ พลังธาตุเพลิงผสานกับจิตนักรบได้ดียากจะหาผู้เยาว์ที่ควบคุมสัตว์อสูรดุร้ายขนาดนั้นได้ในวัยนี้”

     

    เขาพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาฉายแววครุ่นคิด

     

    “หากได้รับการชี้แนะที่เหมาะสมอนาคตไม่แน่ว่าจะกลายเป็นหนึ่งในอัจฉริยะสายเพลิงของนิกายเราได้…”

     

    ศิษย์คนสนิทรีบจดจำคำกล่าวนั้นทันทีเห็นได้ชัดว่าหลี่ซูเหยาได้ทิ้งความประทับใจไว้แก่หนึ่งในอาวุโสระดับสูงจากนิกายเพลิงอันเก่าแก่

     

    บนอัฒจันทร์ที่ไม่ไกลจากนิกายจิ่วเยี่ยน — ที่นั่งของนิกายหลัวเทียน  — กู้เหยียนผู้อาวุโสรุ่นใหญ่ผู้มีสายตาเฉียบคมจนน่าเกรงขาม กำลังยืนกอดอกมองสนามประลองด้วยท่าทีสงบนิ่ง

     

    เมื่อผลการประลองรอบรองชนะเลิศจบลงเขาจึงกล่าวขึ้นกับศิษย์ระดับสูงข้างกายด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ:

     

    “เด็กหญิงหลี่ซูเฟย แม้จะแพ้แต่ความสามารถในการควบคุมสัตว์อสูรสองธาตุร่วม ทั้งพยัคฆ์ลาวาและค้างคาวสองหัวแสดงให้เห็นถึงจิตคุมสัตว์ที่มั่นคง หากสั่งสมประสบการณ์ต่อไปอาจกลายเป็นแม่ทัพสัตว์อสูรในอนาคตได้ไม่ยาก”

     

    ก่อนที่สายตาของเขาจะหันไปยังหลี่หยางที่เพิ่งก้าวลงจากเวทีหลังการประลองดวงตาของกู้เหยียนหรี่ลงเล็กน้อย น้ำเสียงเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง

     

    “และหลี่หยาง ขั้นรวมจิตขั้นสาม เขาสามรถำสัญญากับสัตว์อสูรที่ ระดับสูงกว่าเขาหลายขั้นต้องไม่ธรรมดาแน่…และ จิ้งจอกเงาจันทร์ของเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยข้ามองเห็นกลิ่นอายของการต่อสู้ข้ามระดับจากสัตว์อสูรขั้น 7ราวกับควบแน่นด้วยพลังวิญญาณอันลึกล้ำ ไม่สิ…จิตเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเขากับอสูรนั้นใกล้เคียงกับผู้ฝึกวิถีพันธะระดับสูงเสียด้วยซ้ำ”

     

    เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกและชัดเจน:

     

    “เด็กคนนี้มีบางอย่างที่แม้แต่นิกายหลัวเทียนก็ไม่ควรมองข้าม”

     

    คำพูดของกู้เหยียนทำให้ศิษย์นิกายหลัวเทียนหลายคนที่นั่งฟังอยู่เบื้องหลังถึงกับขมวดคิ้วพวกเขาไม่คาดคิดว่าผู้อาวุโสจะเอ่ยชม “หลี่หยาง” ขยะประจำตระกูลที่เคยไร้ชื่อเสียง

     

    ทางด้าน หลานซือหรง ผู้อาวุโสที่สามแห่ง หุบเขาเมฆาล่องผู้มีชื่อเสียงในด้านปัญญาอันเฉียบแหลมและความระมัดระวังลึกซึ้ง — นั่งสงบนิ่งทว่าแววตาคมกริบของนางไม่อาจปิดบังความเคลื่อนไหวของจิตใจที่กำลังพิจารณาอย่างลึกซึ้ง

     

    สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยัง หลี่เฉินเฟิง และ แมงมุมปิศาจนรก ที่ปล่อยกลิ่นอายแห่งความตายออกมาเกือบทำให้เวทีประลองเย็นยะเยือก

     

    “สัตว์อสูรชนชั้นจอมอสูร… ระดับนักรบขั้น 9 ที่แทบไม่มีใครในระดับรวมจิตสามารถควบคุมได้หากไร้ต้นกำเนิดพิเศษหรือการสนับสนุนจากขุมอำนาจลับ ยากนักที่เด็กคนนี้ที่มีระดับแค่รวมจิตขั้น 8 จะครอบครองได้…”

     

    เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางสายตาหรี่ลง เงียบงันครู่หนึ่งก่อนพึมพำกับตนเองเบาๆ:

     

    “แม้จะดูสง่างาม แต่กลิ่นอายของมัน… ไม่ใช่เพียงพลังวิญญาณธรรมดากลับแฝงเค้าความเคลื่อนไหวของพลังคำสาป และการควบคุมวิญญาณแบบต้องห้าม”

     

    ความคิดแวบผ่านถึงชื่อของขุมอำนาจมืดในแดนเงา — “หอวิญญาณดำ” และ“พันธมิตรกลืนจันทร์”

    กลุ่มเหล่านั้นมักใช้อสูรต้องห้ามเป็นอาวุธหลักมีวิธีการฝึกสัตว์อสูรที่ผิดแผกจากนิกายทั่วไป แต่แลกมาด้วยพลังร้ายกาจเหนือระดับ

     

    “หากแมงมุมปิศาจนรกตัวนี้เกี่ยวพันกับกลุ่มพวกนั้นจริง…”

    “แม้เฉินเฟิงจะเป็นอัจฉริยะ… แต่ก็ควรมีสายตาจับตาเขาเอาไว้”

     

    หลานซือหรงไม่พูดสิ่งใดออกมา สีหน้าเยือกเย็นคงเดิมเขาแค่เหลือบมองผู้อาวุโสอีกคนของนิกายเมฆาล่อง แล้วพยักหน้าเบาๆส่งสัญญาณบางอย่าง…

     

    หนึ่งชั่วยามผ่านพ้นไป—เสียงฆ้องทองอันกังวานดังก้องทั่วลานประลองผู้ควบคุมการประลองก้าวออกมาท่ามกลางความเงียบที่กดดันและสายตานับพันคู่ที่จ้องเขม็ง

     

    “การประลองรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างหลี่หยาง และหลี่เฉินเฟิง…จะเริ่มต้นบัดนี้!”

     

    เสียงประกาศสะท้อนก้อง ฟ้าครามเบื้องบนเหมือนจะหยุดหมุนชั่วขณะ

    เหล่าผู้ชมแทบทุกคนลุกขึ้นยืน จิตใจตื่นเต้นระคนลุ้นระทึกบางคนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ขณะที่อีกหลายคนแทบหยุดหายใจ

     

    “เจ้าเด็กคนนั้น… จากขยะของตระกูล มาถึงตรงนี้ได้อย่างไร?”

     

    “แม้จะมาไกล แต่นั่นคือ หลี่เฉินเฟิง ระดับรวมจิตขั้น 8…อัจฉริยะเหนือชั้น กับสัตว์อสูรจอมอสูร ระดับนักรบขั้น 9 อย่าง แมงมุมปิศาจนรก…ไม่มีทางที่ระดับรวมจิตขั้น 3 แถมยังมีแค่จิ้งจอกเงาจันทร์ ระดับนักรบขั้น7ตัวเดียว อย่างหลี่หยางจะชนะได้หรอก!”

     

    แต่ถึงอย่างนั้น—คนอีกครึ่งหนึ่งกลับส่งเสียงเชียร์หลี่หยางเบา ๆพร้อมสายตาเต็มไปด้วยความหวังให้เกิดปาฏิหารย์

     

    “ข้าเชื่อว่าเขาจะพลิกมันได้อีกครั้ง! ไอ้เด็กคนนั้น…ไม่เคยหมดหนทางเลย!”

     

    “ไม่รู้ทำได้ยังไง แต่เขาหักปากกาเซียนมาหลายครั้งแล้ว!”

     

    สองกระแสในสนามแยกขาดชัดเจน — อัจฉริยะผู้ไม่เคยพ่าย กับผู้ท้าทายผู้ไต่จากความมืดมิด

     

    ลมพัดเอื่อยชวนสะท้าน ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวออกมายืนประจันหน้าท่ามกลางเวทีที่เคยสั่นสะเทือนจากเหล่าสัตว์อสูรระดับสูง ตอนนี้กลับเงียบสงบราวกับพายุใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น

     

    หลี่เฉินเฟิงก้าวช้า ๆ เข้ามาหาหลี่หยาง สายตาแฝงแววเย้ยหยันใบหน้ายังคงสงบนิ่งเหมือนเคย แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มเล็กน้อยเจือกลิ่นของความเหนือกว่า

     

    “เจ้ามาถึงจุดนี้จนได้สินะ… อดีตอัจฉริยะที่กลายเป็นขยะ”เขาหยุดยืนตรงหน้า ห่างจากหลี่หยางเพียงไม่กี่ก้าว

     

    เสียงเขาเบาลงเมื่อเอียงหน้าเข้ามาใกล้กระซิบชิดหูราวกับไม่ต้องการให้ใครอื่นได้ยิน

     

    “ข้าจะทำให้เจ้า… ได้ลิ้มลอง ‘พิษนั้น’ อีกครั้งและกลับไปเป็นขยะที่ไม่มีใครเหลียวแล เหมือนที่เคยเป็น”

     

    คำพูดที่ราวกับเข็มแหลมจิ้มแทงจิตใจผู้ฟัง—แต่อีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้าน

     

    หลี่หยางเพียงยืนนิ่ง สายตาเยือกเย็นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่ถอย

     

    “เจ้าก็ยังเหมือนเดิม…มั่นใจในทุกอย่าง ยกเว้น……’”

     

    คำพูดแผ่วเบา แต่หนักแน่นราวฟ้าคำรามในใจผู้ฟัง 

    เสียงผู้ควบคุมการประลองดังกังวานก้องไปทั่วลาน

     

    “รอบชิงชนะเลิศ—เริ่มได้!!”

     

    ทันทีที่สิ้นเสียง หลี่เฉินเฟิงก็ชูมือขึ้นอย่างไม่ลังเล พลังวิญญาณแผ่ซ่านออกจากร่างดั่งพายุที่บ้าคลั่งก่อนจะประกาศอย่างเย็นเยียบ

     

    “ออกมา—หมาป่าวายุ! แมงมุมปิศาจนรก!”

     

    เสียงคำรามดังก้องพร้อมกับแสงสองสายที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

     

    หมาป่าวายุโผล่ออกมาเป็นตัวแรก ดวงตาสีฟ้าเรืองแสงลำตัวห่อหุ้มด้วยลมกรรโชก เสียงฟ้าร้องแผ่วเบาดังตามมันมา

     

    ตามมาด้วยแมงมุมปิศาจนรก—มหาอสูรร่างมหึมากลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านทันทีที่มันปรากฏ หมอกพิษสีเขียวสลับดำค่อย ๆคลี่ตัวแผ่ปกคลุมพื้นสนามช้า ๆ เหมือนม่านแห่งความพินาศ

     

    เหล่าผู้ชมรอบสนามต่างลุกขึ้นยืน สีหน้าเคร่งเครียดไม่ว่าใครต่างก็จำกลิ่นพิษร้ายนี้ได้ดี—พิษที่เคยกัดกินหลี่หยางจนเกือบดับสูญในอดีต

     

    หลี่เฉินเฟิงเหยียดยิ้ม แววตาเย็นชา

     

    “เจ้ารู้มั้ยว่าข้ายังจำแววตาของเจ้าตอนถูกพิษนั้นได้ดี…วันนี้ข้าจะดูมันอีกครั้ง—คราวนี้ จะไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้”

     

    แมงมุมปิศาจนรกขยับขาทั้งแปดช้า ๆ แต่แผ่พลังข่มขวัญอย่างรุนแรงใยพิษเริ่มฟุ้งกระจายออกสู่เวที

     

    ตอนนี้ทั้งสองอสูรของหลี่เฉินเฟิง พร้อมไล่ล่าเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว—หลี่หยาง

     

    ทันทีที่แมงมุมปิศาจนรกปรากฏตัวพร้อมหมอกพิษมรณะ—สนามประลองพลันเงียบสงัดราวกับทั้งอากาศหยุดไหลเวียน

     

    แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างมหึมาของมันบีบคั้นผู้ชมจนรู้สึกราวกับมีบางสิ่งกดทับทรวงอก ไม่ใช่แค่ผู้เยาว์หรือสามัญชนแม้แต่อาวุโสหลายคนยังต้องหลับตาข่มจิต

     

    “นั่นมัน…กลิ่นอายของความตายแท้ๆ…”

    “แมงมุมตัวนี้… ไม่ธรรมดาแน่นอน มันไม่ได้แค่ระดับสูง แต่ดูเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ…”

     

    หลายคนกระซิบกระซาบ แม้เสียงจะเบาแต่แววตาล้วนตื่นตระหนกเหล่าผู้นำจากนิกายต่าง ๆบนอัฒจันทร์เริ่มจับตามองแมงมุมปิศาจนรกมากกว่าการประลองเสียอีก

     

    แม้กระทั่งพวกผู้ควบคุมเวทียังต้องเพิ่มกำแพงพลังวิญญาณอีกชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้หมอกพิษแผ่ล้นออกมานอกขอบเขต

     

    “เป็นไปได้อย่างไร…แค่ระดับนักรบขั้น 9 แต่แรงกดดันถึงเพียงนี้…”

    “เจ้าแมงมุมตัวนี้… มันถูกเลี้ยงมาอย่างผิดธรรมชาติหรือไม่?”

     

    ขณะที่สายตาทุกคู่จ้องมองเวทีร่างของหลี่หยางที่ยืนนิ่งเงียบใต้แรงกดดัน กลับไม่มีแม้แต่รอยสั่นไหว

     

    เขาเพียงหลับตา… สูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย แล้วลืมตาขึ้นอย่างเยือกเย็น

    แววตานั้นไม่แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

     

    ท่ามกลางแรงกดดันอันมืดมิดของแมงมุมปิศาจนรก หลี่หยางค่อยๆ ยกมือขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน

    แสงจันทร์สีเงินสาดลงมาจากเบื้องบน ราวกับฟ้าตอบรับการเรียกของเขา

     

    จากวงแสงใต้เท้า เสียงสะบัดลมเบาๆ ดังขึ้นก่อนร่างอันสง่างามของจิ้งจอกเงาจันทร์ จะก้าวออกมา

    ขนสีขาวเงินแวววาวราวหิมะในคืนเดือนเพ็ญนัยน์ตาสีม่วงเย็นชาสะท้อนแสงจันทร์ดุจเพชรนิล

    พลังวิญญาณอันสงบเย็นปะทะกับพิษแห่งความตายที่แผ่จากแมงมุมปิศาจนรกจนหมอกสีดำปั่นป่วน

     

    จิ้งจอกเงาจันทร์แหงนหน้าขึ้น เห่าหอนเสียงต่ำครั้งหนึ่ง —เสียงที่ราวกับสะกดสติผู้ชมทั้งสนาม

    แรงกดดันจากฝั่งหลี่หยาง…ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย!

     

    หลี่หยางก้าวออกไปเบื้องหน้าสัตว์อสูรของเขา

    เขายกมือขึ้นอย่างช้าๆ… พร้อมเสียงเอ่ยเรียบเย็น:

     

    “ข้ามีอสูรแค่ตัวเดียวที่ต่อสู้วันนี้… ถึงมันไม่พอที่จะล้มพวกเจ้าได้ทั้งหมดแต่ข้าก็จะทำให้เต็มที่”

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน