หลิงเทียนจู่ๆ ก็โผล่มาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กแต่มันกลับเต็มไปด้วยผู้คนที่พลุ่กพล่าน ร่างกายของเขาไม่ใช่จิตวิญญาณแต่กลับเป็นกายเนื้อเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป หลิงเทียนอดใจหายวาบไม่ได้พลันกระโดดพุ่งทะยานที่จะขึ้นไปยังจุดที่สูงๆ เพื่อสำรวจดูรอบๆ หมู่บ้านแห่งนี้
ทว่าเขากลับกระโดดสูงได้ไม่ถึงเมตรด้วยซ้ำ พร้อมกับร่วงหล่นลงพื้นเลยต้องใช้มือยันพื้นเอาไว้เพื่อไม่ให้หน้ากระแทกพื้น ก่อนจะร้องโอดครวญออกมาอย่างเจ็บปวด และก็ทำเอาเขารู้สึกถึงกับมึนงงไปไม่น้อย ก่อนจะมีร่างหญิงสาววัยกลางคนวิ่งเข้ามาดูอาการของเขา
"เด็กน้อยเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
ทำเอาหลิงเทียนถึงกับสะดุ้งไปไม่น้อย แต่เดิมทีเขาคิดว่านี่คงเป็นบททดสอบจิตวิญญาณ หรือภาพความฝันปกติทั่วไป ทว่าความรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกายนั้นเป็นของจริง กระทั่งผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ดูราวกับมีตัวตนจริงๆ จนเริ่มจะแยกไม่ออกแล้วว่าที่ที่เขาอยู่ตอนนี้ มันเป็นของจริงหรือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมากันแน่
จากนั้นไม่นานสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงมากที่สุดก็คือเลือดตามฝ่ามือของเขา ที่ใช้ค้ำยันพื้นตอนที่ร่วงลงมาเพราะมันเป็นเลือดจริงๆ และยิ่งเมื่อได้ยินหญิงสาววัยกลางคนเรียกเขาว่าเด็กน้อยอีก ทำให้เขาเผลอสะดุ้งลุกขึ้นยืนแล้วรีบทำการสำรวจร่างกายโดยเร็ว จึงพบว่าในเวลานี้ร่างกายของเขาไม่ต่างไปจากเด็ก 5-6 ปี
"พะ พี่..ท่านน้า ที่นี่ที่ไหนครับ!?" หลิงเทียนเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก เพราะอายุของเขาที่มากพอจะเรียกว่าพี่สาว แต่เพราะร่างกายเป็นเด็กน้อยจึงจำต้องเปลี่ยนสรรพนาม
"นี่คือหมู่บ้านหนึ่งนิรันดร์จ้า" หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยตอบด้วยท่าทีเป็นกันเอง ขณะเดียวกันนั้นเองหลิงเทียนพลันรู้สึกหน้ามืดตาลายก่อนจะเป็นลมล้มพับไป
สองชั่วยามต่อมา
หลิงเทียนเริ่มรู้สึกตัวเพราะได้กลิ่นอาหารหอมหวลโชยมา และท้องร้องเตือนออกมาอย่างเสียงดัง อาจเป็นเพราะความหิวโหยเลยทำให้เขาเป็นลมไป ก่อนจะได้ยินเสียงของหญิงสาวที่คุ้นเคย
"เด็กน้อยเจ้าตื่นแล้ว มาทานอาหารก่อนสิ!!"
"ขะ..ขอบคุนครับท่านน้า" หลิงเทียนตอบด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีเล็กน้อยด้วยความอาย ทว่าในเวลานี้เขาหิวมากจนแทบจะไม่มีแรงยืนอยู่แล้ว และเมื่อมีอาหารอยู่ตรงหน้าเขารีบกินอย่างรวดเร็วราวกับเด็กหิวโซ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดูของหญิงสาววัยกลางคน
หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลิงเทียนรีบสอบถามถึงความเป็นมาของหมู่บ้านนี้ทันที จนได้รู้ว่าหญิงสาววัยกลางคนผู้นี้มีนามว่าซินไฉ่ และได้ข้อสรุปว่าหมู่บ้านหนึ่งนิรันดร์นั้นเป็นหมู่บ้านต้องสาป ผู้คนในหมู่บ้านมีจำนวนเพียง 300 คนเท่านั้น ทุกครอบครัวไม่สามารถมีลูกได้ หรือถ้าจะมีจำเป็นต้องต้องใช้หนึ่งชีวิตในครอบครัว แลกกับชีวิตของเด็กที่จะถือกำเนิดขึ้นมา และหนึ่งครอบครัวมีได้ไม่เกิน 5 คนเท่านั้น
เพราะทรัพยากรนั้นมีจำกัดจึงไม่สามารถเลี้ยงดูผู้คนได้มากเกินกว่า 300 คน และนอกเหนือไปจากนั้นคือทุกคนที่เติบโตขึ้นมา จะหยุดการเจริญเติบโตเมื่อมีอายุครบยี่สิบปี หรือก็คือผู้คนภายในหมู่บ้านไม่มีวันที่จะแก่ตายไปเฉกเช่นคนทั่วไป นอกเสียจากการฆ่าฟันกันเองเท่านั้น ส่วนน้าซินไฉ่แต่เดิมทีเคยมีพ่อแม่พี่สาวและน้องชาย แต่เพราะครอบครัวของนางไม่มีอำนาจ ทำให้ถูกคนในตระกูลใหญ่สังหารเพียงเพื่อความต้องการมีบุตรเพิ่มของพวกคนในตระกูลใหญ่ ทำให้หลายๆ ครอบครัวพบเจอกับปัญหาเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
ส่วนเรื่องการฝึกวรยุทธ์ล้วนไม่เป็นที่รู้จักของทุกคนที่นี่ เรียกง่ายๆ ว่าการสังหารกันเองนั้นเพียงตระกูลไหนมีกำลังคนที่มากกว่าก็ชนะได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้นสำหรับหมู่บ้านหนึ่งนิรันดร์ก็คือคนที่ออกไปจากหมู่บ้าน จะไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก เพราะมันถูกห้อมล้อมไปด้วยม่านพลังบางอย่าง และผู้คนในหมู่บ้านทุกคนจะเห็นคนที่ออกไปด้านนอกตลอดเวลาจนพวกเขาตายและสลายไป เพราะภายนอกนั้นไร้ซึ่ง แสง เสียง อาหาร ทุกๆ คนที่เคยออกไปส่วนมากตายเพราะขาดอาหาร บางส่วนฆ่าตัวตายอย่างน่าเวทนาเพื่อให้หลุดพ้น
หากเปรียบเทียบง่ายๆ นั่นก็คือหมู่บ้านแห่งนี้เปรียบเสมือนกับพระเจ้าผู้ให้ชีวิต ส่วนภายนอกคือเจ้าแห่งความมืดหรือจอมมารที่ทำลายชีวิต แต่สำหรับหลิงเทียนกลับครุ่นคิดถึงแนวทางที่แตกต่างกันออกไป เพราะจากที่ได้ฟังเรื่องราวของน้าซินไฉ่ เลยทำให้คิดขึ้นว่าบางทีการหลุดพ้นอาจเป็นเรื่องที่ดีที่สุดมากกว่าการอยู่อย่างตายทั้งเป็น หรือก็คือแม้ว่าพระเจ้าจะเป็นผู้ที่ให้ชีวิตแต่กลับไม่ได้สนใจว่าใครสมควรอยู่หรือใครสมควรตาย หรือเรียกภาษาชาวบ้านก็คือไร้ความรับผิดชอบนั่นแหละ
ส่วนหลิงเทียนที่สูญเสียพลังของเขาทุกอย่างไป ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจชอบเหมือนเดิม แต่ยังโชคดีที่ได้อาศัยพักอยู่ที่บ้านของน้าซินไฉ่ไปก่อน และใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อเสาะหาหนทางออกไปจากที่นี่ ทว่านอกเสียจากทางออกของหมู่บ้านแล้วก็ไม่มีวิธีออกไปได้ จนอดคิดไม่ได้ว่านี่เขาถูกส่งมาเกิดใหม่อีกหรือไงกันนะ
สุดท้ายแล้วเขาจำเป็นต้องใช้ชีวิตตามปกติของหมู่บ้านแห่งนี้ไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าเวลามันไหลเวียนผ่านไปกี่เดือนกี่ปีไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่ไม่ออกไปจากหมู่บ้านก็เพราะเสียงเตือนจากระบบ ที่มันติดตัวเขามาด้วยแต่เจ้าระบบมันกลับไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้เลย รู้เพียงแค่หากออกจากหมู่บ้านจะไม่มีวันกลับไปได้อีกเลย
จนกระทั่งเวลาร่วงเลยผ่านมาสิบกว่าปีจนเขามีอายุครบยี่สิบปี จุดผลิกผลันก็เกิดขึ้นเมื่อตระกูลใหญ่คัดเลือกผู้คนที่ต้องสังเวยชีวิต เพราะบุตรสาวของผู้นำตระกูลกำลังตั้งครรภ์ และผู้เคราะห์ร้ายในครั้งนี้ก็คือหลิงเทียน ทว่าน้าซินไฉ่กลับใช้ชีวิตของนางเพื่อแลกเปลี่ยน และไม่ว่ามันจะเป็นบททดสอบหรืออะไรก็ตาม แต่ด้วยระยะเวลาสิบกว่าปีนั้นมากเกินพอที่จะทำให้หลิงเทียนคิดว่าน้าซินไฉ่เปรียบเสมือนน้าแท้ๆ ของเขา
ทว่าด้วยความที่ไร้ซึ่งพละกำลัง ทักษะการต่อสู้ และพลังที่เคยมี แม้ว่าเขาจะพยายามเหนี่ยวรั้งไว้มากเท่าไหร่ สุดท้ายก็ไม่อาจยื้อชีวิตของน้าซินไฉ่เอาไว้ มิหนำซ้ำยังต้องมาเห็นนางตายต่อหน้าต่อตาของเขาอีกด้วย สิ่งที่เขาทำได้ในเวลานี้มีเพียงการร่ำไห้และนอนกอดศพของน้าซินไฉ่ ฉับพลันนั้นเองดวงตาของเขากลายเป็นแดงก่ำ ความเคียดแค้นชิงชังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นในโสตประสาทของเขา
"อยากได้พลังจงก้าวออกจากหมู่บ้าน แล้วข้าจะมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้เจ้าได้แก้แค้น!!"
เสียงนั้นยังคงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หลิงเทียนอุ้มศพของน้าซินไฉ่อย่างทะนุถนอม พลางเดินไปตามทางของเสียงที่เรียกเขา แม้ว่าเสียงระบบจะดังเตือนเขาตลอดเวลา ทว่าตัวหลิงเทียนกลับมิได้สนใจเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องการคือพลัง พลังที่แข็งแกร่งมากพอจะลายหมู่บ้านแห่งนี้ พลังที่สามารถทำลายพระเจ้าหรือผู้สร้างอะไรก็ตามที่ไร้ความรับผิดชอบ พลังที่จะทำให้เขาไม่ต้องพบเจอกับความสูญเสียแบบครั้งนี้
กลิ่นอายพลังความชั่วร้ายห้อมล้อมตัวของหลิงเทียนอย่างอัดแน่น เมื่อมาถึงทางออกของหมู่บ้านแห่งนี้เขาไม่แม้แต่จะเสียเวลาคิดสิ่งใดด้วยซ้ำ เขาก้าวออกจากหมู่บ้านโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย โดยไม่สนใจเสียงเตือนของระบบราวกับว่าเสียงของมันไปไม่ถึงเขาอีกแล้ว ทันทีที่ออกจากหมู่บ้านเขากลับมืดบอดสนิท แม้จะยังมีความรู้สึกว่าอุ้มน้าซินไฉ่อยู่ แต่กลับมองเห็นเพียงแต่ความมืดเท่านั้น ไม่มีเสียงใดราวกับสูญเสียประสาทในการรับฟัง
และตั้งแต่ที่เขาออกมาจากหมู่บ้านเสียงลึกลับที่บอกว่าจะมอบพลังให้ก็พลันเงียบหายไป กระทั่งเสียงเตือนจากระบบที่เชื่อมต่อจิตวิญญาณของเขาเอง ก็ราวกับถูกลบหายออกไปด้วยเหมือนกัน ทว่าเมื่อได้สติขึ้นมาและลองทบทวนดูอีกครั้งก็เริ่มเข้าใจได้ในทันทีว่า เจ้าเสียงลึกลับนั่นต้องการหลอกล่อให้เขาออกมาจากหมู่บ้านนั่นเอง หลิงเทียนยกยิ้มขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่น แม้จะไม่สามารถออกเสียงเป็นคำพูดได้ แต่ยังสามารถพูดผ่านความคิดได้
"ในเมื่อไม่มอบพลังให้ข้า ถ้างั้นข้าจะช่วงชิงมาเอง"
เมื่อหลิงเทียนพูดผ่านความคิดกลับไป ไม่หวังว่าเจ้าเสียงลึกลับนั่นจะได้ยินหรือไม่ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ วางร่างของน้าซินไฉ่ตามความรู้สึก พลางนั่งลงและเริ่มทำการดูดซับพลังที่มหาศาลเขาไปในร่าง ความเจ็บปวด ความเคียดแค้น ความเกลียดชัง พลังเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้หลิงเทียนทำเรื่องบ้าบิ่นเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่ได้มีความลังเลแม้เพียงสักน้อยนิด
ภายในความมืดเหล่านี้มีพลังด้านลบแฝงเกินกว่าคนธรรมดาจะทนแบกรับไหว แต่สำหรับหลิงเทียนที่เคยเป็นคนครึ่งๆ กลางๆ เมื่อรับเอาพลังด้านลบเข้าสู่ร่างกายทั้งหมด ทำให้รับรู้ถึงความรู้สึกด้านมืดครบทุกรูปแบบเสมือนกับเขาได้ไปเผชิญหน้ามาด้วยตนเอง หลังจากนี้ไปจะไม่มีคำว่าปรานีกับศัตรูหรือใครก็ตามที่คิดร้ายเด็ดขาด ไม่ว่าพวกมันจะคิดเพียงชั่ววูบก็ตามที
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แต่ประสาทสัมผัสของหลิงเทียนยังคงไร้ซึ่งการรับรู้เช่นเดิม ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และจับจ้องไปยังเบื้องหน้าที่มืดมิดเช่นเคย พร้อมกับดวงตาที่เริ่มแปรเปลี่ยนไปทีละนิด จนกลายเป็นสีดำสนิทพลางเอ่ยขึ้นในห้วงความคิด
"เนตรมาร!!"