47.....
ลิลลี่นั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกสำนักงานในขณะที่ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้านเป็นเวลาสามวันมาแล้วที่ปัญจพลไม่ได้แวะมาที่บริษัทรถเช่าของเขาทำให้ลิลลี่รู้สึกชีวิตเหมือนขาดบางอย่างไปอย่างไม่น่าเชื่อเธอรู้ว่าปัญจพลไปติดต่อธุรกิจที่ประเทศออสเตรเลีย เขาไม่ได้โทรศัพท์หาลิลลี่เลยอีกทั้งไม่ส่งไลน์ทักทายมาหาเหมือนที่เคยทำด้วย
ลิลลี่รู้ว่าเขาทั้งโทรและส่งไลน์หานัฏนรีทุกวันลิลลี่อยากจะส่งไลน์ไปทักหาเขาก่อน แต่ก็ไม่กล้าเพราะไม่เคยเป็นฝ่ายทักหาเขาก่อน ทำให้ลิลลี่รู้สึกช้ำใจทุกครั้งที่นัฏนรีบอกว่าปัญจพลโทรหานัฏนรีแต่เธอก็จะแกล้งทำน้ำเสียงให้เป็นปกติเพื่อไม่ให้นัฏนรีจับได้ว่าเธออิจฉาเพื่อนที่มีผู้ชายมารุมรักตั้งสองคนพร้อมกัน
สำหรับสิปปกรนั้น ลิลลี่ทำใจได้แล้วแต่กับปัญจพลนี่สิ ที่ลิลลี่เริ่มไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมเธอรู้สึกแปลก ๆกับผู้ชายคนนี้ด้วยนะ
“ลิลลี่ ทุกคนกลับกันหมดแล้วนะ”
เสียงของเพื่อนร่วมงานกล่าวเตือนเป็นคนสุดท้ายเดินผ่านหน้าไป ลิลลี่สะดุ้งหันมามองผู้คน เห็นว่าทุกคนกลับกันจนหมดแล้ววันนี้เธอก็คงจะต้องนั่งรถมอเตอร์ไซด์ที่หน้าออฟฟิศไปปากซอย เนื่องจากสายใจไม่เข้าออฟฟิศทั้งวัน ลิลลี่เปิดลิ้นชักหยิบกระเป๋าด้วยสีหน้าไม่สดชื่นจิตใจของเธอมันเหงาเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
“นึกว่ามาไม่ทันซะแล้วสิ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดลำลองแบบสบายๆ เดินเข้ามา ลิลลี่เงยหน้าไปมองด้วยแววตาตื่นเต้น ความเหงาเศร้าเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความกระตือรือร้นขึ้นมาราวกับได้ยาวิเศษแม้แต่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
“วันนี้ผมจะเอาของฝากไปให้คุณดรีมที่บ้านคุณจะไปด้วยหรือเปล่า”
ปัญจพลถามขึ้นแววตาของเขาที่มองลิลลี่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เขาคิดว่าเวลาสามวันที่ไม่ได้เห็นหน้า และไม่ได้ยินเสียงของลิลลี่ มันเหมือนขาดอะไรไปเขาอยากจะโทรมาเพื่อฟังเสียงของเธออยู่เหมือนกัน อีกทั้งอยากจะทักทายส่งสติกเกอร์รูปหัวใจไปทางแชทไลน์ แต่ก็อดใจไว้ เพราะไม่อยากให้ลิลลี่คิดว่าเขากำลังสนใจเธอเขาจึงต้องโทรไปถามข่าวคราวของลิลลี่กับนัฏนรีแทน
“ไม่ไปก็โง่สิ”
ลิลลี่รับปากอย่างกระตือรือร้น
“ทำไมต้องโง่ด้วยไม่เข้าใจ”
“อ้าว..ฉันก็จะไปคอยขัดขวางไม่ให้คุณสานสัมพันธ์ทำคะแนนกับยัยดรีมน่ะสิ..ยังไงฉันก็สงวนสิทธิ์ที่จะกันยัยดรีมเอาไว้ให้ปอนด์คนเดียว”
ลิลลี่รีบบอกให้เขาเข้าใจจุดประสงค์ของเธอ
“ตอนนี้คุณปอนด์คะแนนตกไปแล้วล่ะคุณ..ผมก็จะถือโอกาสนี้ทำคะแนนเพิ่มแซงหน้าเขาให้ได้”
“รู้ได้ไงว่าปอนด์คะแนนตก”
“รู้สิ..ก็นายปอนด์เพื่อนรักของคุณได้ข่าวว่าพาน้องเอมี่ไปเที่ยวภูเก็ตเพิ่งจะกลับพอมาถึงกรุงเทพฯน้องเอมี่ก็ป่วยไม่สบาย จนนายปอนด์ต้องอยู่คอยปรนนิบัติดูแลไม่มีเวลาแวะไปหาคุณดรีมเรียกว่าคุณปอนด์กระดิกตัวไปไหนลำบากท่าทางผมว่า น้องเอมี่คงจะคอยประกบคุณปอนด์เอาไว้ไม่ให้มีโอกาสเจอคุณดรีมมากกว่า”
ปัญจพลพูดราวกับคนที่รู้ข้อมูลมาดี
“ฉันก็คอยประกบคุณอยู่เหมือนกันแหละน่า..ฉันต้องคอยกลั่นกรองคำพูดของคุณเพื่อ
ไม่ให้ยัยดรีมเห็นกงจักรเป็นดอกบัว” เธอบอกเขาให้รับรู้
“มันไม่เหมือนกันนี่..น้องเอมี่นั่นประกบเพราะคิดจะจับนายปอนด์แต่คุณเอ๊ะ หรือว่าคุณก็คิดจะจับผมเหมือนกัน..”
“อีตาบ้า!..ทุเรศ..”
ลิลลี่ทุบแขนเขาก่อนจะรีบเดินลิ่วนำหน้าไปรอที่รถด้วยใบหน้าแดงก่ำ โดยมีเสียงหัวเราะของปัญจพลไล่หลังไป
ปัญจพลไม่ได้ขับรถตรงไปที่บ้านของนัฏนรีอย่างที่บอกเอาไว้แต่เขาพาลิลลี่ไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นร้านประจำของทั้งคู่
“หวังว่าคงไม่เจอคุณปอนด์กับเอมี่ที่นี่หรอกนะ”
ปัญจพลพูดสัพยอกเมื่อพาลิลลี่มานั่งที่โต๊ะอาหารแล้วและลิลลี่ก็เริ่มสั่งอาหารที่ชอบด้วยท่าทางมีความสุข
“ถ้าเจอ ฉันจะพูดกับยัยน้องเอมี่นั่นให้เด็ดขาดไปเลย”
“พูดอะไร”
“พูดให้เข้าใจว่าปอนด์เป็นแฟนดรีมน่ะสิจะได้เลิกมาเจ๊าะแจ๊ะปอนด์สักที”
“ระวังจะเจอเด็กสวนกลับโต้ตอบไม่ทันล่ะ”
“นั่นสินะ..เด็กนั่นไม่ธรรมดาซะด้วยแล้วที่ปอนด์บอกว่าเด็กนั่นไม่สบายหลังจากเดินทางกลับจากภูเก็ตฉันว่าอาจจะแกล้งป่วยให้ปอนด์เอาใจก็ได้..ปอนด์นะปอนด์ จะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมยัยเด็กนั่นหรือเปล่านะ”
“คุณพูดเหมือนหึงนายปอนด์เลยนะ”
“ฉันบอกหลายครั้งแล้วนะห้ามพูดแบบนี้ฉันไม่ชอบ”
ลิลลี่มีน้ำเสียงไม่พอใจ
“โอ๊ะ..ขออภัยอย่าสูงครับคุณผู้หญิงผมขอทำโทษตัวเองด้วยการตบปากตัวเองหนึ่งที นี่แน่ะ” เขาทำท่ายกมือตบปากตัวเองเบา ๆเพื่อเป็นการล้อเล่นให้อีกฝ่ายคลายจากความบึ้งตึง
“ให้ฉันตบให้ดีกว่าไหม..เอาสักสามฉาด”
เธอต่อว่าด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”
“คุณเอาอะไรไปฝากดรีมเหรอ”
ลิลลี่อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ปัญจพลไม่พูดแต่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบกล่องเล็ก ๆ มาวางบนโต๊ะให้ลิลลี่ได้เห็นด้วย
“อะไรอ่ะ!” ลิลลี่ทำหน้าสงสัย
“เปิดดูเองสิ”
ลิลลี่ เอื้อมมือไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินขึ้นมาเปิดดูเธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นที่ห้อยคอเป็นเชือกสีสวยเกลียวเส้นเล็กๆ แต่ที่ดูสวยที่สุดก็คงจะเป็นตรงเพชรรูปหัวใจที่มีแสงส่องประกายสวยงามลิลลี่พยายามระงับความรู้สึกบางอย่างที่มันฉิวขึ้นมาสะกิดใจ เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่ามันเป็นความรู้สึกชนิดใดกันแน่อิจฉาเพื่อนหรือว่าน้อยใจหมั่นไส้ผู้ชายตรงหน้า
“สวยไหม..”
เขาถามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวนิ่งอึ้งไป
“ก็สวยดีนี่..ถ้าสร้อยเส้นนี้อยู่บนคอของดรีมก็คงจะสวยมาก”
ลิลลี่กลืนความรู้สึกลงไปพูดด้วยน้ำเสียงที่บังคับให้ราบเรียบปัญจพลหัวเราะขบขันจน
ลิลลี่รู้สึกแปลกใจ
“ฉันพูดผิดตรงไหนถึงได้ขำแบบนี้” ลิลลี่มองค้อนส่งเสียงสูงถามไป
“ไม่ให้ขำได้ไงครับ ก็สร้อยที่คุณว่านี่มันสำหรับหมา..ไม่ใช่คน”
“อะไรนะ..นี่สำหรับหมางั้นหรือ..”
“ก็ใช่น่ะสิ...ผมเห็นว่าเจ้าหมีพู เป็นสุนัขตัวโปรดของคุณดรีมก็เลยต้องเอาใจเธอหน่อยด้วยการซื้อของฝากให้เจ้าหมีพู”
“อ๋อ..เลิฟมีเลิฟมายด็อก” เธอว่าเสียงประชด
“ใช่..คุณจะลองใส่ดูก่อนก็ได้นะ ผมจะช่วยดูให้ว่าใส่แล้วสวยเหมือนเจ้าหมีพูหรือเปล่า”
“ทะลึ่ง!...ฉันไม่ใช่หมานะ”
“อ้าวก็นึกว่าจะชอบ เห็นจ้องเพชรตาเป็นมันแต่นี่ไม่ใช่เพชรจริงหรอกนะคุณ แต่เป็นของเลียนแบบน่ะ”
“จริงเหรอ..แต่จะว่าไปคุณก็ใจดีเหมือนกันนะที่รู้จักซื้อของฝากเจ้าหมีพู มันจะได้เลิกเกลียดขี้หน้าคุณบ้าง”
“นั่นสิ..ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าหมีพูถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องผมนัก คราวก่อนก็เอารองเท้าไปซ่อน แต่ก็ยังดีที่หาเจอ”
“ฉันว่าหมีพู ไม่อยากให้คุณไปจีบยัยดรีมเจ้านายของมันมากกว่ามันไม่ชอบคุณหรอกมันชอบปอนด์มากกว่า”
“นี่ถ้าเจ้าหมีพูเป็นหมาตัวผู้นะผมจะคิดว่ามันเป็นคุณชวินแฟนคุณดรีมที่เสียไปกลับชาติมาเกิดนะเนี่ย”
“ปากเหรอเนี่ย..วินจะเกิดมาเป็นหมาได้ไงถึงฉันจะไม่ชอบใจที่วินเคยทำให้ดรีมเสียใจแต่ฉันก็ไม่ชอบให้ใครมาว่าเพื่อนฉันอย่างนี้นะ”เธอต่อว่าเขา
“ขอโทษครับ..ผมก็แค่ล้อเล่นน่ะ”
เขาทำหน้าสลดยิ้มให้เธอแหย ๆ ลิลลี่มองเห็นความน่ารักของเขาขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ดรีมก็คงจะดีใจที่คุณซื้อของมาฝากหมาแสนรัก”
“ผมมีของฝากสำหรับคุณด้วยนะ..แต่อยู่ในรถ”
“อะไรเหรอ..”
“น้ำหอม..ผมเลือกกลิ่นที่คิดว่าคุณน่าจะชอบ”
“แล้วของดรีมล่ะ”
“ก็เป็นของเจ้าหมีพูแล้วไง คุณดรีมเธอคงจะดีใจมากแล้วล่ะ”
ลิลลี่ยิ้มออกมาได้รู้สึกว่าความขุ่นมัวน้อยใจลึก ๆ พลันจางหายไปด้วย หรือว่าเธอจะดีใจที่ทราบว่าตัวเองก็จะได้ของฝากจากเขาเหมือนกันหวังว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น