เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำให้หานเซินตกตะลึง เขาแทบไม่เชื่อว่านี่คือเื่จริง
‘สัตว์อสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์? ไม่อยากเชื่อเลย!’
ต้องรู้ก่อนว่าสัตว์อสูรในก็อดแซงก์ทัวรีจะถูกแบ่งออกเป็สี่ระดับตามความแข็งแกร่ง นั่นคือ
ระดับ I. สามัญ
ระดับ II. โบราณ
ระดับ III. กลายพันธุ์ และ
ระดับ IV. เืศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งการกินเนื้อสัตว์อสูรแต่ละระดับจะทำให้ได้รับ ‘จีโนพอยต์’ ที่แตกต่างกัน
แน่นอนว่า ‘ิญญาอสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์’ คือิญญาอสูรที่ดีที่สุด ิญญาอสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ทุกดวงมีมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะได้มาจากอสูรเืศักดิ์สิทธิ์สายพันธุ์ใดก็ล้วนสามารถนำไปขายหรือประมูลได้ในราคาสูงลิ่ว …สูงชนิดที่เรียกได้ว่าคนขายกลายเป็เศรษฐีได้ในชั่วพริบตาทีเดียว
ในที่สุดหานเซินก็ตั้งสติได้ เขาจับมีดด้วยมือสั่นเทางัดเปลือกของด้วงทมิฬเืศักดิ์สิทธิ์ออก ก่อนจะเฉือนเนื้อนุ่มหยุ่นเหมือนวุ้นของมันออกมาหนึ่งชิ้นแล้วส่งเข้าปาก
-- กินด้วงทมิฬระดับเืศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์ --
เสียงในหัวทำให้หานเซินแทบน้ำตาไหล เขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายหลังกลืนเนื้อด้วงลงท้อง
เด็กหนุ่มตกยากไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบหยิบขาด้วงทมิฬขึ้นมาแล้วดูดกินเนื้อข้างในทีละอัน ยิ่งกินก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลง คลื่นความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าไหลเวียนไปทั่วร่าง และเมื่อถึงจุดหนึ่งหานเซินก็รู้สึกเหมือนเืทั้งตัวกำลังเดือดพล่าน
การกินอสูรเืศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ไม่ต่างจากการกินปูทั่ว ๆ ไปนัก หลังดูดเนื้อจากขาทั้งหกจนหมด เขาก็แกะเนื้อที่ก้ามออกมากินต่อ และเพราะความเสียดายจึงพยายามทั้งแคะทั้งดูดทั้งขูดส่วนที่คิดว่ากินได้ทุกข้อทุกปล้องให้หมดจดที่สุด
-- กินด้วงทมิฬระดับเืศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์ --
-- กินด้วงทมิฬระดับเืศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์ --
-- … --
เสียงปริศนาดังขึ้นในหัวหานเซินไม่หยุด แม้จะไม่รู้ที่มาของเสียงแต่ในวินาทีนี้เขาขอทึกทักเอาว่ามันเป็เสียงจาก์ เพราะมันกำลังทำให้เขามีความสุขราวกับได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก
ในขณะที่หานเซินกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการชำแหละด้วงทมิฬล้ำค่า จู่ ๆ มีดในมือก็กระทบเข้ากับอะไรบางอย่างในซากด้วงจนเกิดเสียง *กิ๊ง* คล้ายโลหะกระทบกัน
เด็กหนุ่มหยุดชะงักไปทันที
ต้องรู้ก่อนว่าด้วงทมิฬก็ไม่ต่างอะไรจากครัสเตเชียน (หมายถึงสัตว์น้ำจำพวก ปู กุ้ง กั้ง) ทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีกระดูกเป็แกนยึดกล้ามเนื้อ แต่จะมีเปลือกแข็งด้านนอกเป็ตัวห่อหุ้มเนื้ออ่อนนุ่มเอาไว้แทน ดังนั้นไม่ต้องพูดถึง ‘โลหะ’ แค่เจอก้อนหินข้างในตัวด้วงทมิฬก็นับว่าแปลกมากแล้ว
ที่สำคัญ หานเซินชำแหละด้วงทมิฬมามากจนเป็ผู้เชี่ยวชาญ เขายังไม่เคยพบเจอของแข็งในตัวด้วงสักครั้ง
เด็กหนุ่มขยับมีดออกช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เลาะเนื้อตรงส่วนที่คิดว่ามีของแข็งปริศนาออก ในที่สุดเขาก็พบว่ามีก้อนวัตถุสีดำก้อนหนึ่งซ่อนอยู่ในเนื้อด้วง หานเซินขุดเอาก้อนวัตถุชิ้นนั้นออกมาอย่างระวัง
ในตอนแรกเขาคิดว่ามันคือโลหะ แต่เมื่อได้เห็นชัด ๆ มันกลับเป็ผลึกคริสตัลสีดำที่มีขนาดและรูปร่างเหมือนไข่นกพิราบ
‘คริสตัลที่มีเสียงเหมือนโลหะงั้นเหรอ?’
ตอนถือผลึกคริสตัลสีดำไว้ในมือ หานเซินไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ …ดู ๆ ไปมันก็เหมือนกับลูกแก้วสีดำธรรมดา ๆ เท่านั้น
แต่เมื่อได้ลองยกขึ้นมาส่องดูใกล้ ๆ เขากลับต้องประหลาดใจ เพราะภายในเนื้อคริสตัลมีจุดแสงเล็ก ๆ ระยิบระยับเหมือนดวงดาวนับล้านกำลังเคลื่อนไหว จุดแสงเหล่านี้สวยเกินบรรยาย
‘แถวนี้เป็เขตที่ล่าง่ายที่สุดของก็อดแซงก์ทัวรี แค่จะหาอสูรโบราณสักตัวยังยาก …เื่เจออสูรกลายพันธุ์ลืมไปได้เลย …แล้วทำไมถึงมีอสูรเืศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นี่ได้? ั้แ่เข้ามายังไม่เคยได้ยินสักครั้งว่าด้วงทมิฬมีถึงระดับเืศักดิ์สิทธิ์ด้วย …อีกอย่าง เ้าด้วงทองตัวนี้ก็อ่อนแอจนน่าอนาถ หรือว่า…จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับผลึกสีดำนี่กันนะ?’
หานเซินคิดในใจ
ตอนนี้ในหัวเขามีข้อสงสัยอยู่เต็มไปหมด แต่ในเมื่อคิดไปก็คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เด็กหนุ่มจึงหยุดคิดแล้วกลับไปแคะเนื้อด้วงทมิฬเืศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือกินแทน
ภายในไม่กี่นาที หานเซินก็รับรู้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันท่วมท้นและบ้าคลั่งราวกับจะะเิออกมาให้ได้ หลังจากกินเนื้อด้วงสีทองจนหมดเกลี้ยง เสียงในหัวก็ขานขึ้นว่า เขาได้รับจีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเจ็ดพอยต์
‘7 จีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์’... สำหรับหานเซินแล้วนี่ยิ่งกว่าความฝัน ด้วยสภาพและฐานะของเขา แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็คงไม่มีวันเอาชนะสัตว์อสูรเืศักดิ์สิทธิ์ได้ อย่าว่าแต่สัตว์อสูรเืศักดิ์สิทธิ์เลย แค่ก่อนหน้านี้ที่เขาลงทุนเสี่ยงชีวิตไปล่าสัตว์อสูรระดับโบราณอย่างเ้าเขี้ยวทองแดงนั่นผลลัพธ์ก็เห็นชัดแล้ว ไม่ใช่แค่กลับบ้านมือเปล่า แต่เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งเลยด้วยซ้ำ
ทุกส่วนประกอบของอสูรเืศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีคุณค่ามากและมีมูลค่าสูง เปลือกของด้วงทมิฬตัวนี้ก็คงไม่ต่างกัน เด็กหนุ่มรวบรวมทุกส่วนของมันใส่ห่อผ้าแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างระมัดระวัง ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าควรใช้ประโยชน์จากเปลือกด้วงทมิฬเืศักดิ์สิทธิ์อย่างไร แต่เขาก็คิดไว้คร่าว ๆ ว่าจะเอาไปเคี่ยวทำซุปเพื่อให้ได้ลุ้นจีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกสองถึงสามพอยต์
นี่เป็ครั้งแรกที่หานเซินกินสัตว์อสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ ตามทฤษฎีแล้วเขาควรได้รับจีโนพอยต์จำนวนสิบพอยต์ แต่หลังกินเนื้อด้วงทมิฬไปเมื่อครู่ เขาได้มาเพียงเจ็ดพอยต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นอีกสามพอยต์ที่เหลือก็น่าจะอยู่ในเปลือกพวกนี้
ต้องรู้ก่อนว่าการได้มาซึ่งจีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์นั้น ถึงจะน้อยนิดแค่สองถึงสามพอยต์ก็นับว่ามีค่ามหาศาล หากหานเซินเอาเปลือกด้วงพวกนี้ไปขาย เงินที่จะได้ขั้นต่ำสุดก็ยังมากพอที่จะซื้อยานอวกาศส่วนตัวชั้นดีเพื่อท่องเที่ยวในสหพันธ์ดวงดาวได้
หานเซินเดินกลับฐานพักพิง* ‘เกราะเหล็ก’ ผ่านถนนสายหลัก ทุกคนที่สังเกตเห็นเขาก็จะมองด้วยสายตาแปลก ๆ พวกเขาชี้ชวนกันดูแล้วหันไปซุบซิบ หลายคนก็หัวเราะอย่างเหยียดหยาม และไม่มีใครเข้าใกล้เขาแม้แต่คนเดียว
(*ฐานพักพิง คือสถานที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่เดินทางมายังก็อดแซงก์ทัวรีและเป็จุดปรากฏตัวของคนที่เทเลพอร์ตจากโลกเดิมเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรี ฐานพักพิงมีมากมายตั้งกระจายตามเขตต่าง ๆ ภายในก็อดแซงก์ทัวรี ภายในฐานพักพิงประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็อย่างครบถ้วน ที่น่าแปลกคือมันมีอยู่ก่อนที่มนุษย์รุ่นบุกเบิกจะเข้ามาสำรวจโลกใหม่ ทว่าจนถึงปัจจุบันที่มาที่ไปหรือเหตุผลของการมีอยู่ที่แน่ชัดของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลับยังคงเป็ปริศนา)
ในสายตาของคนที่อาศัยอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็ก หานเซินไม่ต่างอะไรจากตัวประหลาด
โดยปกติ เมื่อคนทั่วไปเข้ามาในฐานพักพิงใหม่ ๆ ต่อให้ยากจนแค่ไหน ขอเพียงนิสัยไม่แย่จนไม่มีใครคบ ก็ย่อมหาเพื่อนใหม่หรือหาทีมเพื่อเข้าร่วมในการล่าสัตว์อสูรระดับโบราณได้ แน่นอนว่าการล่าเป็ทีมจะทำให้อัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายร้ายแรงก็น้อยลง ขอแค่มีทีมทุกอย่างก็จะง่าย …แต่กับหานเซินนั้นไม่ใช่
พูดได้เต็มปากว่าในฐานพักพิงเกราะเหล็ก…ไม่มีใครมีชีวิตอนาถเท่าหานเซินอีกแล้ว
และเหตุผลของเื่เลวร้ายนี้…ต้องย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน…
ตอนนั้นเป็เวลาที่หานเซินเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีเป็ครั้งแรก และเป็ครั้งแรกที่เขาก้าวออกจากฐานพักพิงเพื่อสำรวจโลกใหม่ ในขณะเดินผ่านป้อมปราการหน้าฐานพักพิง จู่ ๆ เขาก็มองเห็นสัตว์อสูรรูปร่างเหมือนม้าตัวใหญ่สีขาวตัวหนึ่ง
ม้าตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าม้าทั่วไปเล็กน้อย ขนหางและแผงคอเงาวาวเรียงเส้นสวย บนหน้าผากของมันมีเขาเดี่ยวแหลมยาวโดดเด่น …หน้าตาของมันเหมือนยูนิคอร์นสัตว์ในเทพนิยายและตำนานโบราณหลายเื่
เพราะความตื่นเต้นที่ได้มาเยือนดินแดนใหม่ กอปรกับอีกฝ่ายหันหลังให้เขาพอดี หานเซินจึงชักมีดออกมาและแทงเข้าไปที่ก้นยูนิคอร์นสีขาวอย่างแรง…ซึ่งการกระทำเพียงเสี้ยววินาทีนั้นกำหนดชะตากรรมของหานเซินในฐานพักพิงเกราะเหล็กทันที
สัตว์อสูรสีขาวที่หานเซินเห็น จริง ๆ แล้วไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เป็มนุษย์ที่ใช้ิญญาอสูรแปลงร่างมา และเธอคนนั้นมีชื่อว่า–ฉินเซวียน
โชคร้ายที่ฉินเซวียนคือหนึ่งในผู้มีอิทธิพลและเก่งกาจที่สุดของฐานพักพิงเกราะเหล็ก เธอเป็ทหารที่มีศักยภาพระดับหัวกะทิของกองทัพ เป็หนึ่งในคนที่ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มวิวัฒนาการโดยใช้จีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์... ที่สำคัญยังมีแนวโน้มสูงว่าจะทำตามเป้าได้สำเร็จอีกด้วย
การที่คนระดับฉินเซวียนถูกเด็กหนุ่มหน้าใหม่เอามีดจิ้มก้นจึงเป็ทอล์กออฟเดอะทาวน์ (Talk of the town) ครั้งใหญ่ของฐานพักพิงเกราะเหล็ก ถึงแม้ตอนอยู่ต่อหน้าฉินเซวียนจะไม่มีใครกล้าพูดถึงเื่นี้ แต่พออยู่ลับหลังไม่ว่าใครก็อดขำไม่ได้ถ้ามีคนพูดเื่นี้ขึ้นมาในวงสนทนา
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หานเซินดังไปทั่วฐานพักพิง และถูกจดจำในฐานะตัวตลกแห่งฐานพักพิงเกราะเหล็ก ทุกคนรู้จักเขาดีในชื่อที่ถูกตั้งให้ใหม่… ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’
ฉินเซวียนเคยประกาศเอาไว้ว่า ใครก็ตามที่อยู่กับหานเซินหรือให้ความช่วยเหลือเขาจะถือเป็ศัตรูกับเธอทันที แน่นอนว่าในฐานพักพิงเกราะเหล็ก คนที่กล้าเป็ศัตรูกับหญิงแกร่งคนนี้มีน้อยจนนับนิ้วได้
ด้วยเหตุนี้ หานเซินคนจนจึงมีชีวิตที่ยากลำบากกว่าคนจนคนไหนในก็อดแซงก์ทัวรี
ถึงจะเป็อย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดโทษฉินเซวียนเลย เพราะมองอย่างไรเื่นี้ก็เป็ความผิดของเขาทั้งหมด เด็กหนุ่มรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายด้วยซ้ำที่ไม่โกรธจนฆ่าเขาตายั้แ่ตอนนั้น
แต่ในความโชคร้ายที่เกิดขึ้น หานเซินคิดว่าตัวเองยังโชคดีอยู่เื่หนึ่ง นั่นก็คือในบรรดากลุ่มคนที่ถูกสุ่มให้มาอาศัยอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กไม่มีใครที่เขารู้จักหรือรู้จักเขาเลย
ดังนั้นอย่างน้อย ๆ ั้แ่ก้าวเข้ามาในดินแดนใหม่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขา
.
.
.