(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า

    บทที่ 35 ห้ามข้ามขั้นไปฆ่าเธอเชียวล่ะ

    บทที่ 35 ห้ามข้ามขั้นไปฆ่าเธอเชียวล่ะ


            “เห็นไหมว่ากระดูกของคุณยาวแถมแคบ โหนกแก้มหรือก็ยื่นโดดเด่น คุณถูกลิขิตไว้ให้ยากจนและโดดเดี่ยวมาตั้งแต่ต้น ต่อให้คุณแย่งพรจากคนอื่นไปมันก็อยู่ได้ไม่นานนักหรอก”


            “ยิ่งไปกว่านั้น... บาปของคุณร้ายแรงมากจนภัยพิบัติที่ต้องเผชิญนี้จะยืดเยื้อไปอีกหลายสิบปี”


            ไม่พอโม่เชียนยังพูดออกมาอย่างโอ้อวดอีกต่างหาก “แต่ฉันใจดีมากเลยนะ ฉันให้เวลาคุณอีกตั้งหนึ่งเดือน คุณควรจะทะนุถนอมมันเอาไว้ให้ดี”


            แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะเห็นอกเห็นใจกู้เซียงเวย


            เธอเพียงคิดถึงทองคำทั้ง 100 แท่ง ซึ่งอย่างมากก็สร้างได้แค่นิ้วของบรรดาบรรพจารย์เธอเท่านั้น


            ไม่สิ ตอนนี้มันเหลือ 99 แท่งแล้วต่างหาก


            พอโม่เชียนคิดถึงคำพูดที่กู้ไป๋เหยี่ยบอกว่าจะหักทองของเธอออกไป เธอก็วาดกากบาทใหญ่ไว้ให้เขาในใจด้วยความโกรธ


            กู้เซียงเวยโกรธกับคำพูดของโม่เชียนมากจนดวงตาแทบลุกเป็นไฟ ใบหน้าอันเดือดดาลราวกับจะกินเลือดกินเนื้อจึงถูกใช้จ้องมองไปที่หญิงสาวตรงหน้า


            ฉันไม่อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว!


            อยากให้ยัยนี่หายไปจากโลกใบนี้ซะ!


            เมื่อเทียบกับใบหน้าที่ดุร้ายของกู้เซียงเวยแล้ว โม่เชียนดูผ่อนคลายไม่ทุกข์ร้อนกว่าอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างกันอย่างลิบลับเลยทีเดียว


            เธอดูคล้ายไม่รู้สึกถึงความโกรธของกู้เซียงเวยเลย


            หญิงสาวก้มตัวลงนั่งยอง ๆ กับ พยายามค้นหาเสี่ยวเฮย


            ใกล้ถึงเวลาอาหารเช้าแล้ว พวกเธอจะช้าไม่ได้


            โม่เชียนเห็นเสี่ยวเฮยนอนขดอยู่ใต้เตียง จึงโบกมือให้มันเข้ามาหา “เสี่ยวเฮยที่นี่มีอาหารน้อยมาก ถ้าแกไม่รีบออกมาเดี๋ยวอาหารจะหมดก่อนนะ”


            เมื่อเสี่ยวเฮยซึ่งนอนอยู่ข้างใต้เตียงได้ยิน มันจึงรีบตะกายตัวออกมาทันที


            ติดตรงที่เตียงนี้มีระยะห่างจากพื้นที่ต่ำมาก ไม่รู้ตอนแรกเสี่ยวเฮยมันเข้าไปได้ยังไง ทว่าที่แน่ ๆ คือตอนนี้มันมุดออกมาไม่ได้แล้ว...


            เสี่ยวเฮ่ยส่งเสียงร้องออกมาอย่างวิตกกังวล


            โม่เชียนหัวเราะเสียงดัง รีบเอื้อมมือไปใต้เตียงเพื่อช่วย


            เธอคว้าอุ้งเท้าเล็ก ๆ ที่มีขนยาวของเสี่ยวเฮยแล้วดึงมันออกมา


            โชคดีที่เธอพอทำให้มันขยับได้แล้ว


            กระนั้นในจังหวะที่โม่เชียนกำลังจะดึงมันออกมา เท้าที่สวมส้นสูงกลับกระทืบลงแขนเล็ก ๆ ของเธอกะทันหัน


            แต่ความเร็วในการตอบสนองของโม่เชียนนั้นสูงมาก เธอจึงสามารถดึงแขนของตัวเองกลับมาได้ทันก่อนที่ส้นรองเท้าแหลม ๆ จะทิ่มลงบนแขนของเธอ


            เรียกว่าหลบได้อย่างหวุดหวิด!


            พอกู้เซียงเวยไม่สามารถระบายความโกรธของเธอลงที่โม่เชียนได้ โทสะในใจของหญิงสาวก็ยิ่งทบทวีมากยิ่งขึ้น จนต้องหาทางอื่นมาระบายมันออกไป


            เธอก้มศีรษะลงก่อนจะมองเห็นแมวอ้วนตัวใหญ่ หัวกลมโตของมันโผล่พ้นออกมาจากใต้เตียงแล้ว และกำลังพยายามตะเกียกตะกายลากร่างอ้วน ๆ ของตัวเองออกมาอยู่


            กู้เซียงเวยเตะเจ้าแมวผู้น่าสงสารที่หัวของมันด้วยปลายรองเท้าส้นสูงโดยไม่ลังเล


            “แง้ว! ” 


            เสี่ยวเฮยหลุดร้องออกมา แต่เพราะถูกเตะ ร่างที่เคยติดอยู่ใต้เตียงจึงกระเด็นออกมาเป็นอิสระได้ในทันที


            เจ้าแมวนอนงอร่างอยู่ข้างเตียง อุ้งเท้าเล็ก ๆ ทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมากุมที่หัวของมันไว้อย่างน่าสงสาร


            โม่เชียนขมวดคิ้ว อุ้มเสี่ยวเฮยขึ้นมาลูบหัวเล็ก ๆ ของมันที่เพิ่งถูกเตะ


            ต่อจากนั้นไม่นาน เธอก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองไปที่กู้เซียงเวย


            แววตาของเธอฉายการเตือนออกมาอย่างโจ่งแจ้ง


            “รนหาที่ตายเหรอ? ”


            “ฮ่า” กู้เซียงเวยเยาะเย้ย กลอกตาให้อีกฝ่ายอย่างเหยียดหยาม “มันก็เป็นแค่แมวสวะ ต่อให้ฉันถลกหนังมันแล้วเธอจะทำไม! ”


            กู้เซียงเวยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ไม่มีคำขอโทษต่อโม่เชียนเลยแม้แต่น้อย


            ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่โม่เชียนได้มีโอกาสเห็นคนที่รนหาได้ตายเก่งจนถึงขนาดนี้


            ดูเหมือนว่าประสบการณ์ของเธอจะยังน้อยไปสินะ


            หญิงสาวขยับตำแหน่งปล่อยเสี่ยวเฮยลงบนพื้น แตะหัวของมันเบา ๆ


            “คุณป้าเฮย อาจารย์บอกว่าสังคมในโลกยุคปัจจุบันต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย หากเราฆ่าใครสักคนก็จะถูกลงโทษ ดังนั้นเราต้องรู้จักควบคุมตัวเอง ทำได้แค่เพียงระบายความโกรธเท่านั้น ห้ามข้ามขั้นไปฆ่าเธอเชียวล่ะ”


            ตามความอาวุโสแล้ว โม่เชียนควรเรียกเสี่ยวเฮยว่าป้าเฮย


            เพียงแต่ว่าเธอคุ้นเคยกับการเรียกแมวตัวนี้ว่าเสี่ยวเฮยมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเธอจึงไม่ใคร่ใส่ใจกับเรื่องลำดับความอาวุโสเสียเท่าไหร่


            ในทางกลับกัน ตราบเท่าที่เสี่ยวเฮยยังมีอาหารกินอิ่มเพียงพอ มันก็ไม่จริงจังกับเรื่องการถูกเรียกว่าป้าเหมือนกัน ซ้ำมันยังยินดีที่จะให้หลานสาวคนนี้เรียกตนว่าอะไรก็ได้ ตราบใดที่เธอให้อาหารมันกิน


            เมื่อกู้เซียงเวยได้ยินโม่เชียนและแมวดำสื่อสารกันเองในแบบที่ไม่มีใครเข้าใจ เธอก็เยาะเย้ยและสาปแช่งว่า “บ้าไปแล้ว”


            พูดจบเธอก็เดินไปเปิดประตู “ทีนี้พวกแกทั้งคู่… ”


            กู้เซียงเวยยังไม่ทันจะพูดคำว่า ‘ออกไป’ จบด้วยซ้ำ หางตาเธอกลับเห็นเงาดำบินพุ่งเข้าใส่จากกลางอากาศ


            หญิงสาวกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็ถูกลูกบอลสีดำที่มีขนยาวกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง


            ข้อเท้าของเธอพลิกไปอีกด้านและล้มลงกับพื้นมีเสียงดัง ‘ตึง’ ทันที แค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าหัวกระแทกกับพื้นอย่างแรง


            โม่เชียนมองไปที่กู้เซียงเวยทซึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นพลางกุมหัว


            สมควรแล้ว


            มันเป็นความผิดของเธอเองนี่นา


            ทนทุกข์กับผลของการกระทำไปก็แล้วกัน


            โม่เชียนนั่งยอง ๆ มองฉากอันน่าตื่นเต้น


            ขนาดพวกหมาป่า เสือ หรือกระทั่งเสือดาวบนภูเขายังต้องโค้งคำนับด้วยความเคารพยามเห็นป้าเฮยของเธอ


            ใครเป็นคนมอบความกล้าหาญให้ลูกสาวจอมปลอมคนนี้เอามาเตะป้าเฮยกัน?


            ผู้หญิงจอมปลอมคนนี้คิดว่าตัวเองจะเก่งไปกว่าเสืออย่างนั้นเหรอ?


            โม่เชียนขอการไว้ชีวิตให้อีกฝ่ายไปแล้ว เมื่อเธอได้ยินเสียงกรีดร้องของกู้เซียงเวย จึงทำแค่รีบอุดหูแล้วถอยออกไป เพราะกลัวว่าหูตัวเองจะดับไปก่อน


            กู้เซียงเวยกรีดร้องอย่างโหยหวน


            แต่ทั้งหมดที่เธอทำได้ก็มีเพียงการกรีดร้อง


            เสี่ยวเฮยกดใบหน้าของเธอ ทำให้หญิงสาวไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย ราวกับว่าโดนวิญญาณร้ายตัวใหญ่ยักษ์มาทับอยู่บนเตียง


            เสี่ยวเฮยไม่กัดมนุษย์เพราะมันมองว่ามนุษย์นั้นสกปรก ปากของมันมีไว้ลิ้มรสอาหารอันโอชะของโลกใบนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้มันจะยอมลิ้มรสชาติอันแสนสกปรกเช่นพวกมนุษย์ได้อย่างไร?


            แต่ก็แน่นอนว่าตอนที่มันลงเขี้ยวกัดเฉียวเหอนับเป็นอีกกรณีหนึ่ง


            เสี่ยวเฮยนั่งทับอยู่บนหัวของกู้เซียงเวย เหวี่ยงกรงเล็บของมันไปที่ใบหน้าซึ่งผ่านการศัลยกรรมมาอย่างโชกโชนของเธอ ตบไปทางซ้ายทีทางขวาที


            ถ้าเปลี่ยนจากอุ้งเท้าของมันไปเป็นอุ้งเท้าของหมี ป่านนี้หัวของกู้เซียงเวยคงแหลกไปแล้วครึ่งหนึ่งด้วยการตบเพียงครั้งเดียว


            กู้เซียงเวยกรีดร้องเสียงดัง และในไม่ช้าก็ได้ยินเสียงวิ่งมาตามทางเดิน พร้อมกับเสียงตะโกนสอบถามอย่างกังวลว่า “เซี่ยงเว่ย เกิดอะไรขึ้น!”


            เสี่ยวเฮ่ยได้ยินเสียง และรู้ว่ามันไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่นานนัก


            มันหยุดอุ้งเท้า และเลือกที่จะปัสสาวะรดบนหัวของกู้เซียงเวยเป็นลำดับสุดท้าย


            แต่ฉากนี้ถูกพบเห็นโดยผู้คนที่รีบวิ่งเข้ามาพอดี


            “ไอ้แมวเหม็น! ออกไปเดี๋ยวนี้นะโว้ย!” กู้ซิงกั๋วรีบเข้ามา


            เขาคว้าแจกันบนโต๊ะมาถือไว้ เตรียมเขวี้ยงใส่แมวดำ


            โชคดีที่เสี่ยวเฮยตอบสนองต่อเสียงกรรโชกนั้นอย่างรวดเร็ว และหายไปจากครรลองสายตาพร้อมเสียงกรีดผ่านอากาศดัง ‘หวือ’


            มันวิ่งเร็วมาก ซ้ำยังทิ้งเรื่องยุ่ง ๆ นี้ไว้ข้างหลังให้โม่เชียนเก็บกวาด...


            แน่นอนกู้ซิงกั๋วที่คิดบัญชีกับแมวไม่ทันเร่งชี้ไปที่โม่เชียนด้วยความโกรธทันที “เด็กคนนี้! ทำไมไม่ดูแลแมวของเธอให้ดีฮะ! ”


            โม่เชียน “...” แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอกันล่ะเนี่ย?


            เสี่ยวเฮยเป็นคนลงไม้ลงมือสั่งสอนคุณหนูจอมปลอมคนนี้ไม่ใช่เหรอ...


            เมื่อกู้ซิงกั๋วเห็นท่าทางไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของโม่เชียน เขาก็โกรธมากจนตบโต๊ะใกล้ ๆ


            ทว่าตอนนี้เขายังไม่มีเวลามาจัดการกับโม่เชียน


            เหล่าคนรับใช้วิ่งกรูเข้ามาแย่งกันพยุงช่วยให้กู้เซียงเวยลุกขึ้น พร้อมเช็ดคราบปัสสาวะแมวบนใบหน้าของเธอออกด้วยกระดาษทิชชู่


    คล้ายกับเรื่อง(จบ) บ้านนี้โชคดีมีลูกสาวเป็นหมอดูอัฉริยะแห่งลัทธิเต๋า ที่คุณอ่าน