หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 ไท่เสวียน

            สถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายค่อนข้างย่ำแย่ทุกคราที่ร่างงูยักษ์ฟาดกระทบพื้นก็เกิดแรงกระแทกไม่ต่ำกว่าแสนจิน หากหนิงเทียนไม่ได้ฝึกกายาสุวรรณอมตะนิรันดร์จนถึงระดับสองขั้นกลางเขาก็คงตายไปนานแล้ว

            งูเหลือมตัวนี้เป็นยักษ์ใหญ่แห่งขุนเขา ผิวหนังของมันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แม้แต่หอกนาคามรกตก็ไม่สามารถแทงทะลุได้มันดำรงอยู่มาเนิ่นนานทว่ากลับตกหลุมพรางของผู้มาเยือนหน้าใหม่อย่างหนิงเทียน

            เสียงคำรามดังก้องไปทั่วป่า ดอกไม้และต้นไม้โดยรอบล้วนซ่อนตัวในที่ห่างไกลเพราะกลัวจะโดนลูกหลงจากการต่อสู้จนบาดเจ็บไปด้วย

            งูยักษ์อาละวาดกวาดล้างทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่งเกือบชั่วยามก่อนจะหยุดลงอย่างช้าๆส่วนหนิงเทียนก็บาดเจ็บสาหัส หากเขาไม่พยายามแข็งใจไว้คงหมดสติไปนานแล้ว

            บงกชสีมรกตค้นพบผลึกสีทองชิ้นหนึ่งในร่างของงูยักษ์ ซึ่งมันเต็มไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว

            แผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกสั่นสะเทือน จากนั้นจึงเริ่มดูดซับและปรับแต่งพลังแกนผลึกทันที

            หนิงเทียนนอนจมกองเลือดงูเพื่อสมานแผล เนื่องจากเขาพบว่ามันมีแก่นแท้แห่งชีวิตที่แข็งแกร่งซึ่งช่วยเสริมสร้างและพัฒนากายาสุวรรณอมตะนิรันดร์

            ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์นั้นทรงพลังอย่างยิ่ง มันสามารถดูดซับแก่นแท้ของเลือดงูทั้งยังยึดครองและปล้นสะดมทุกสิ่งเพื่อทำให้หนิงเทียนแข็งแกร่งขึ้น

            สามชั่วยามต่อมาหนิงเทียนก็เปิดปากงูแล้วลุกออกไปเขาเห็นงูยักษ์ยาวร้อยจั้งนอนอยู่ในป่า เกล็ดที่แข็งแกร่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดมหึมา

            ทันใดนั้นร่างของงูยักษ์ก็หดเล็กลง ซึ่งเกิดจากการที่หนิงเทียนดูดซับแก่นแท้ของมันจนหมดสิ้น

            เมื่อเพ่งมองงูใหญ่ตัวนี้หนิงเทียนก็อารมณ์ดีอย่างมาก เขาปลื้มปริ่มกับความสำเร็จของตนอย่างไม่อาจพรรณนาเป็นคำพูดได้

            มันก็เป็นแค่แมลงตัวใหญ่ไม่ใช่หรือ? ข้าจะพ่ายแพ้มันได้อย่างไร?

            หนิงเทียนเปิดกำไลหยกหยวนแล้วเก็บร่างงูเข้าไปอย่างมีความสุข ก่อนจะเคลื่อนไปทีละสองก้าวอย่างสบายๆต้นไม้และดอกไม้ในบริเวณใกล้เคียงต่างก็หลีกทางให้เขา

            “ไร้ประโยชน์ คิดจะรังแกข้าหรือ? ไสหัวไป!”

            ร่างโชกเลือดเดินโซซัดโซเซ หนิงเทียนจึงปล่อยพลังหมัดสังหารซึ่งประกอบด้วยพลังโลหิตอันไร้ขอบเขตที่เปล่งแสงสีทองจางๆ

            ทันใดนั้นต้นไม้ขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ลำต้นหนาทึบที่ทรงพลังราวกับยกภูผาได้กำลังเปิดฉากโจมตีหนิงเทียน

            เขาคำรามอย่างดุเดือด ผมดำยาวปลิวไสว เส้นสายสีทองในพลังหมัดเต็มไปด้วยปริศนาแห่งความเป็นอมตะเขาปล่อยกำปั้นผ่านเปลือกหนาของต้นไม้ซึ่งได้สร้างความเสียหายอันหนักหน่วงให้กับมัน

            เมื่อพลังในร่างปะทุขึ้น กายาสุวรรณอมตะนิรันดร์ระดับสองก็เข้าสู่ขั้นสูง และทำให้พละกำลังเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า

            ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้แบบใด หมัดที่แข็งแกร่งของหนิงเทียนก็ล้วนมีอำนาจเหนือกว่าเนื่องจากแต่ละหมัดมีพลังนับหมื่นจิน เขาทุบตีจนเหล่าพฤกษาอสูรต้องคร่ำครวญกับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า

            ในตอนแรกมีพฤกษาอสูรเข้ามาโจมตีอย่างไม่ขาดสาย ทว่าครึ่งชั่วยามต่อมาพวกมันกลับซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวทันทีที่เห็นเขาเมื่อหนิงเทียนเห็นดังนั้น เขาก็หัวเราะเยาะก่อนจะเดินอย่างเริงร่าไปยังไหล่เขาด้วยฝีเท้าอันรวดเร็ว

            ภูเขาสูงใหญ่เต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่สูงตระหง่าน เห็ดจำนวนมากวิ่งวนในป่าพร้อมปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดึงดูดความสนใจของหนิงเทียน

            เห็ดเหล่านั้นมีขนาดใหญ่และเล็กปะปนกัน พวกที่ขนาดใหญ่นั้นใหญ่เทียบเท่าแท่นโม่หินแต่พวกที่ขนาดเล็กก็ยังใหญ่เท่าหนึ่งฝ่ามืออยู่ดี และเนื่องจากพวกมันมีขาจึงสามารถกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ทั้งยังหมุนตัวกลางอากาศเป็นครั้งคราวราวกับกำลังเปิดการแสดง

            หนิงเทียนเลียนแบบการเคลื่อนไหวของพวกมันเพื่อเรียนรู้วิธีการกระโดดและหมุนทั่วทั้งร่างของเขามีกลิ่นอายไร้เดียงสาคล้ายเด็กน้อย

            เห็ดดอกหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนไหล่ของหนิงเทียนอย่างไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยซึ่งเขาสังเกตว่ามือและเท้าของเห็ดราเหล่านี้ล้วนเป็นภาพลวงตาจากพลังวิญญาณหากไม่สังเกตดีๆ อาจพลาดท่าได้โดยง่าย

            ในป่ามีต้นไม้แห้งเหี่ยวมากมาย ทั้งยังมีเห็ดที่ขึ้นเป็นหย่อมๆ และร้องเล่นเต้นระบำบนต้นไม้เหล่านั้นอย่างมีความสุข

            ราวกับหนิงเทียนเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยาย เขาลืมทุกสิ่งไปชั่วขณะแล้วกระโดดร้องเพลงร่วมกับเห็ดเหล่านี้รวมถึงวิ่งไปข้างหน้าพร้อมพวกมัน

            เพียงครู่เดียวเขาก็มาถึงป่าแห้งแล้งที่ไร้ซึ่งต้นไม้ใบหญ้า มันปราศจากร่องรอยของสิ่งมีชีวิตและมีเพียงเห็ดกลุ่มนี้ที่กล้าเข้ามาที่นี่

            ป่าแห้งแล้งมีพื้นที่กว้างใหญ่หลายสิบลี้[1] ที่แห่งนี้ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตอยู่เลยทั้งยังให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาด

            เห็ดหลายชนิดช่วยกันสร้างสะพานขึ้นกลางอากาศ และเชิญชวนให้หนิงเทียนข้ามสะพาน

            หนิงเทียนไม่ได้คิดมากและเดินตามเห็ดเหล่านั้น ทว่าเขากลับข้ามมาอีกที่หนึ่งโดยไม่คาดคิด

            ความรู้สึกของการเดินทางข้ามมิติเวลาทำให้หนิงเทียนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็ถูกภาพตรงหน้าดึงดูดความสนใจ

            กลุ่มหมอกสีขาวปกคลุมทั่วบริเวณราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ด้านหน้ามีต้นไม้แห้งเหี่ยวเก้าต้นซึ่งมีลักษณะต่างกันแต่ละต้นมีกิ่งเก้ากิ่งทั้งยังมีเห็ดหลายชนิดยืนอยู่ด้านบน พวกมันจ้องมองหนิงเทียนแล้วร่ายรำมือและเท้าเป็นจังหวะด้วยท่วงท่าต่างๆ

            หนิงเทียนรู้สึกสับสน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย เห็ดราไร้เสียงเหล่านั้นมีอิริยาบถแตกต่างกันทว่าภาพรวมกลับมีลักษณะเหมือนต้นไม้เก้าต้นที่ออกดอกบานสะพรั่งอย่างลึกลับ

            หนิงเทียนตรวจสอบสถานการณ์อย่างใจเย็นแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกสั่นไหว บงกชสีมรกตเกิดการเปลี่ยนแปลง มันกำลังเลียนแบบการเคลื่อนไหวของพวกเห็ดพร้อมวิเคราะห์ท่วงท่า

            ดอกไม้แสนสวยบานสะพรั่งบนต้นไม้แต่ละต้น ดอกไม้ทั้งเก้าดอกมีความแตกต่างกันทั้งยังเกิดการเปลี่ยนแปลงเก้าสิบเก้าและแปดสิบเอ็ดกระบวนท่าซึ่งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยาม

            หลังจากนั้นเห็ดทั้งหลายก็รวมตัวแล้วผสานกันเป็นร่างมนุษย์ที่กำลังเต้นรำอย่างสง่างามพร้อมทั้งล่องลอยไปมาเพื่อนำทางหนิงเทียน

            ขณะที่เขาก้าวไปข้างหน้า ฉากน่าอัศจรรย์อย่างบุปผาสะพรั่งบานบนต้นไม้ทั้งเก้าก็ปรากฏขึ้นในใจซึ่งแผนที่จิตวิญญาณก็ไขปริศนาอย่างรวดเร็วก่อนจะสรุปออกมาเป็นจังหวะฝีเท้าชุดหนึ่ง

            เมื่อเทียบกับการผสานร่างของมนุษย์เห็ดก่อนหน้านี้ นับว่าหนิงเทียนสามารถฝึกจังหวะฝีเท้าจนชำนาญได้ในเวลาอันสั้นและจังหวะฝีเท้านี้ก็ค่อนข้างประจักษ์ถึงความเรียบง่าย

            กลุ่มเห็ดเข้าล้อมหนิงเทียนและคอยสังเกตปฏิกิริยาของเขา พวกมันดูมีความสุขเมื่อเห็นว่าเขาเชี่ยวชาญจังหวะฝีเท้าแล้วจากนั้นพวกมันก็สร้างสะพานอีกแห่งขึ้นมาเพื่อให้หนิงเทียนข้ามผ่าน

            ชายหนุ่มสับสนเล็กน้อย ทว่าหลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งเขาก็ตัดสินใจไปต่อ

            การข้ามสะพานครานี้ทำให้มิติเวลาหมุนวนต่อหน้าต่อตาหนิงเทียนอีกครั้งก่อนที่ภูเขาจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนเกาะลอยฟ้า

            ทั่วบริเวณโอบล้อมด้วยกลิ่นหอมของบุปผาและหญ้าเขียวขจีสายลมเย็นพัดแผ่วเบา เบื้องหน้ามีเงาไม้หนาทึบและบันไดหินชิงสือ[2]

            หนิงเทียนค่อนข้างประหลาดใจ เขาไม่รู้ว่ายามนี้ตนอยู่ที่ใดทว่าพงไพรตรงหน้าล้วนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเขา

            บรรดาต้นไม้เหล่านั้นสั่นไหวราวกับขบวนที่กำลังเคลื่อนที่ ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงกว่าพันรูปแบบเช่นนี้เขาจะฝ่าเข้าไปได้อย่างไร?

            หนิงเทียนนั่งสมาธิหาทางออก ส่วนบงกชสีมรกตข้างกายกลับลอยออกไปแล้วแสดงจังหวะฝีเท้าแปลกๆซึ่งสามารถผ่านแนวป่าไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!” หนิงเทียนนึกขึ้นได้และใช้จังหวะฝีเท้าชุดนั้นฝ่าด่านต้นไม้ทันที

            น้ำแร่ภูเขาตั้งอยู่ใต้หน้าผาหิน พร้อมด้วยต้นไม้แห้งเหี่ยวซึ่งอยู่ไม่ไกลนี่คือภาพตรงหน้าของเขาในยามนี้

            หนิงเทียนขมวดคิ้วแน่น น้ำแร่ภูเขา หน้าผาหิน และต้นไม้แห้งเหี่ยวนี่หมายความว่าอย่างไร?

            บงกชสีมรกตแกว่งไกวแล้วส่งสัญญาณตอบกลับ ซึ่งเรียกความสนใจของหนิงเทียน

            บนต้นไม้แห้งเหี่ยวข้างน้ำแร่ภูเขามีเห็ดเจริญเติบโต พวกมันมีใบหน้าคล้ายมนุษย์และมีขนาดเพียงชุ่นครึ่งเท่านั้น

            ลักษณะใบหน้าบนดอกเห็ดเด่นชัด ดวงตาของมันราวกับจ้องมองสวรรค์ชั้นฟ้าด้วยน้ำตาแห่งความเสียใจที่คลอเบ้า

            ความรู้สึกนั้นช่างแปลกประหลาด หนิงเทียนคิดว่าตนเองบ้าไปแล้วเห็นได้ชัดว่านี่คือเห็ดราบนต้นไม้ แล้วมันจะมีใบหน้าได้อย่างไร?

            ทว่าแวบแรกที่เห็นเขาก็รู้สึกได้จริงๆ ว่านั่นคือใบหน้าและสีหน้าของมันก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ราวกับกำลังเสียใจอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดและตั้งคำถามกับสวรรค์ด้วยความแค้นเคือง

            หนิงเทียนไม่แน่ใจว่านี่เป็นภาพลวงตาหรือไม่ ดังนั้น เขาจึงเอื้อมมือออกไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

            ทันใดนั้นแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นบนปลายนิ้ว ขณะที่สัมผัสกับร่างของมันโลกแห่งมิติเวลาก็เหมือนจะเปลี่ยนไป

            ...

            เบื้องล่างหน้าผาหินเป็นน้ำแร่ภูเขาที่ใสดุจกระจกแก้ว เมื่อดวงดาราปรากฏประจำตำแหน่งลำแสงศักดิ์สิทธิ์ก็แบ่งแยกท้องฟ้าทันที

            ห้วงนภาอันกว้างใหญ่ไพศาล มีต้นไม้ต้นหนึ่งคอยค้ำจุนดวงตะวัน จันทราและดารา เมื่อกิ่งก้านและใบโบกสะบัด หมู่ดาราก็เกิดการปะทุขึ้น

            ยักษ์ใหญ่ค้ำสวรรค์ ตะวันจันทราห้อยย้อยราวเส้นผมระลอกคลื่นจากกำปั้นส่องแสงทองเรืองรอง ก่อนจะเข้าสู้กับต้นไม้อย่างดุเดือด

            แม่น้ำโลหิตสายยาวบนหน้าผากของยักษ์ใหญ่ไหลผ่านสวรรค์ทั้งเก้า พร้อมทำลายดวงดารานับพันล้านดวงซึ่งพลังอันไร้ขอบเขตนี้ทำให้ดาราจักรพังทลาย และทุ่งดาราเกิดความชุลมุนวุ่นวาย

            ร่างของต้นไม้อาบพลังแสงอันยุ่งเหยิง กิ่งก้านของมันเปรียบเสมือนแขนและขา พร้อมบันดาลวิถีอันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทวยเทพจุดประกายไฟให้เทพเซียนแห่งความโกลาหลต่อสู้กับยักษ์ จนฟากฟ้าขมุกขมัวและผืนดินมืดมิดซึ่งยากที่จะแยกแยะว่าผู้ใดมีพละกำลังเหนือกว่า

            ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไป สตรีผู้มีมนต์เสน่ห์ปรากฏตัวขึ้น นางงดงามอย่างไม่มีใครเทียบได้และรอบกายห้อมล้อมด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ นางเข้าสู้กับยักษ์ที่สวมวงแหวนดาราและชุดคลุมจักรพรรดิทว่ากลับพ่ายแพ้และอาเจียนออกมาเป็นเลือดขณะหลบหนี

            ลึกลงไปในทะเลแห่งดวงดาว ต้นไม้ส่งเสียงคำรามสนั่นหวั่นไหวกิ่งก้านเดินทางผ่านห้วงเวลาและอากาศหลายพันล้านครั้ง พร้อมปล่อยพลังใส่ยักษ์สวมชุดคลุมจักรพรรดิเพื่อช่วยเหลือหญิงนางนั้น

            ยักษ์ผู้แข็งแกร่งที่สวมวงแหวนดาราบนหัวกล่าวเยาะเย้ย “เจ้าบ่มเพาะพวกกาฝาก! มันไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง สมควรตาย!”

            “ทุกสิ่งต่างก็มีจิตวิญญาณและวิถีทางของตนเอง เจ้าเพียงแต่ถือว่าตนเป็นเลิศขณะที่ข้าเป็นอิสระและไร้กังวล เจ้าเอาแต่ใจเกินไปแล้ว”

            “ข้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับความเคารพจากวิญญาณทุกดวง หากผู้ใดไม่เชื่อฟังมันผู้นั้นก็สมควรตาย!”

            ด้วยการฟาดเพียงครั้งเดียว หมู่ดาราบนท้องนภาก็เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ดวงดาวนับหมื่นดวงก่อตัวเป็นดาราจักรที่ทอดยาวข้ามจักรวาล

            เบื้องหลังยักษ์ผู้แข็งแกร่งปรากฏภาพของตำหนักจักรพรรดิ ยามนี้สวรรค์ประจักษ์ชัดสร้างความตกตะลึงแก่เหล่าทวยเทพและผู้บำเพ็ญทั้งหมด นี่คือผู้พิชิตเก้าแดนสิบทิศ

            หญิงงามบาดเจ็บสาหัส ต้นไม้ผุดขึ้นจากทะเลดวงดาว ทันใดนั้นก็มียักษ์ครองนภาตามมาซึ่งพลังของมันล้นหลามเสียจนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ทั้งยังมีสายน้ำแห่งกาลเวลาทอดยาวผ่านด้านหลังโลกจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นราวกับแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีดวงวิญญาณร้องร่ำ

            ด้วยการต่อสู้แบบหนึ่งต่อสองของต้นไม้ มันสลายสายน้ำสวรรค์และทลายชั้นฟ้าทั้งสิบทิศเพื่อช่วยชีวิตหญิงนางนั้นแต่สุดท้ายศึกนองเลือดครั้งนี้ก็จบลงภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวแห่งความตาย

            เสียงกรีดร้องโหยหวนของหญิงสาวดังก้องไปทุกแห่งหน นางสาบานด้วยเลือดว่าวันหนึ่งนางจะกลับมาแก้แค้นและพวกเขาต้องชดใช้

            ห้วงเวหามืดครึ้ม กาลเวลาผ่านไปหลายพันปีก่อนที่ทะเลแห่งดวงดาวจะเดือดดาลขึ้นอีกครั้งพร้อมร่างที่สวมชุดขาวราวหิมะนางมุ่งสู่ท้องนภาที่เต็มไปด้วยหมู่ดาราตามคำที่เคยสาบานไว้

            ยามนั้นท้องทะเลดาราไร้ซึ่งแสงสว่าง และดวงวิญญาณทุกดวงล้วนเศร้าโศก

            นางนำความเคียดแค้นในอดีตเข้าต่อกรกับขุนเขาธารา พร้อมสู้กับเหล่ายักษาจนผีร่ำไห้หมาป่าเห่าหอน[3] นางไล่สังหารทุกชีวิตจนกว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะล่มสลาย

            ภูผาขจีปรากฏขึ้นเบื้องหลัง น้ำสีเขียวใสไหลเอื่อยและต้นไม้ทอดยาวค้ำฟ้าดินคอยป้องกันอันตรายให้นาง

            ยักษ์ผู้แข็งแกร่งปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วสู้กับหญิงสาวอย่างบ้าคลั่ง จนตำหนักจักรพรรดิพังทลายสรวงสวรรค์สูญสิ้น

            การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ทั่วทั้งโลกตื่นตระหนก ยักษ์สองตนร้องคำรามและร่วมมือกันปราบหญิงนางนี้ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ฟาดฟันกันจนถึงจุดจบอันขมขื่น ดวงตะวันจันทราสูญเสียความสว่างไสวเลือดของจักรพรรดิเปื้อนฝุ่น และวิญญาณหยวนจุนก็กระจัดกระจายไป

            ภายใต้นภาที่พร่างพรายด้วยแสงดาว ร่างของหญิงสาวกำลังถูกเผาไหม้ ความยึดติดในอดีตก่อเกิดเป็นเห็ดอยู่บนต้นไม้พร้อมเดินทางข้ามห้วงมิติเวลานับพันล้านครั้งเพื่อกลับบ้านเกิดของนาง

            ...

            หญิงนางนี้ล้วนถือกำเนิดและจากไปบนต้นไม้ ราวกับเป็นโชคชะตาแห่งการกลับชาติมาเกิด

            นางไล่ตามศัตรูจนโด่งดังไปทั่วหล้า ทั้งยังยืนหยัดต่อสู้กับมันเพียงลำพัง

            การต่อสู้ครั้งนั้นก่อเกิดตำนานที่เลื่องลือไปทั่วโลกา และสร้างข่าวโคมลอยที่แพร่กระจายมาอย่างเนิ่นนานไม่รู้จบ

            “ความยึดติดทางจิตวิญญาณที่คงอยู่มานับแสนปี”

            “วังดาราต่อสู้กับไท่เสวียน”

            “ทะเลอันรกร้างฝังร่างเทพเจ้าแห่งสวรรค์”

            “จักรพรรดิชดใช้อดีตด้วยโลหิต”

            ใช่แล้ว! หญิงนางนั้นนามว่าไท่เสวียน ทั้งยังมีการนำมาตั้งเป็นชื่อเขาเพื่ออุทิศให้นางอีกด้วย

            หนิงเทียนรู้สึกประทับใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างมาก

            ซิงซิวเป็นผู้สูงสุด ส่วนหยวนซิวเป็นผู้โดดเด่นมีเพียงจื๋อซิวเท่านั้นที่เป็นอิสระจากใต้หล้า ทว่ากลับไม่ได้รวมเข้ากับเต๋า

            ทุกสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ ฟ้าดินก็มีกฎระเบียบแล้วเหตุใดจื๋อซิวถึงต้องถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียว?

            หนิงเทียนคิดมาเสมอว่าซิงซิวนั้นแข็งแกร่ง หยวนซิวก็ล้วนยิ่งใหญ่ส่วนจื๋อซิวช่างอ่อนแอ สมควรแล้วที่จะโดนดูถูกดูแคลน แต่ยามนี้เขาทราบแล้วว่าภายใต้ท้องนภาที่ดวงดาราอยู่ยงคงกระพันจื๋อซิวในอดีตสามารถทำให้สรวงสวรรค์อลหม่านได้

            แม้หยวนซิวจะแข็งแกร่ง แต่บรรพบุรุษของพวกเขาก็สิ้นชีพด้วยเงื้อมมือของไท่เสวียนและแม้ซิงซิวจะบ้าคลั่ง ทว่าจักรพรรดิของพวกเขาก็ยังถูกไท่เสวียนสังหาร

            แล้วเหตุใดผู้บำเพ็ญจื๋อซิวถึงตกต่ำลงถึงเพียงนี้?

            หนิงเทียนพยายามครุ่นคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในใจ

            “ผู้กล้าในดวงใจจางหายราวภาพฝัน ในบรรดาผู้ที่ข้าปรารถนา ต้องได้พบแผนที่ดารา”

    ---------------------------------------

    [1] ลี้ (里) เป็นหน่วยบอกระยะทาง โดย 1 ลี้ ยาวประมาณครึ่งกิโลเมตร

    [2] หินชิงสือ(青石)คือ หินบลูสโตน เป็นหินตะกอนสีเทาหรือขาวนวลที่กระจายอยู่มากที่สุดในเปลือกโลก

    [3] ผีร่ำไห้หมาป่าเห่าหอน(鬼哭狼嚎) หมายถึงเสียงร่ำร้องที่แหลมคมและดังก้อง

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน