“หากเป็เช่นนั้น ก็มาตัดสินชีวิตและความตายกันเถอะ”
หลังจากได้ยินถ้อยคำอำมหิตของวานรเผือกแล้ว จิตสังหารของหยางฉีก็โหมกระหน่ำออกมาในทันใด หอกเทพนรกานต์ในมือเขาสั่นะเื จนเกิดเป็เงาภาพหอกออกมาเป็ชั้นๆ จนดูคล้ายกับกอไม้ เมื่อความถี่เพิ่มขึ้น มันดูราวกับเป็นกยูงที่กำลังแพนหาง เกิดเป็รูปลักษณ์ที่สง่างาม
ทักษะลมปราณของหยางฉีในตอนนี้นั้นแข็งแกร่งมาก ดูราวกับไม่ได้ด้อยกว่าวานรเผือกแม้แต่น้อย เขาแทงหอกออกไปพร้อมกับเสียงคร่ำครวญของภูติผีและเทพเ้า บรรยากาศรอบข้างถูกตรึงตรา เกิดเงาภาพ เทพนรกานต์ผุดขึ้นมาอีกครา ทำให้ ห้องโถงหินนี้กลายเป็นรกอเวจี
เมื่อวานรเผือกเห็นพลังที่ดุร้ายพุ่งเข้าหา มันก็ไม่กล้าลังเลอีก มันเหวี่ยงกระบองเหล็กทองขนาดมหึมาในมือมัน ปลดปล่อยการโจมตีสังหารที่รุนแรง
กระบองวัชระในมือมันนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าทำมาจากโลหะประเภทใด แต่ทว่ามันเสริมสร้างทักษะลมปราณของวานรเผือกให้แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นนึง มันะเิปล่อยเปลวไฟในขณะที่กระบองฟาดผ่านอากาศทำให้เกิดคลื่อนความร้อน แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
ปังงง!!
เมื่อหอกกับกระบองวัชระประทะกัน วานรเผือกโดนกระแทกถอยหลังไปสามก้าว แต่แก่นแท้ลมปราณของหยางฉีกระจายขาด่
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของร่างกายของเขานับได้ว่าสุดยอด แก่นแท้ลมปราณก็ทรงพลัง เมื่อคำนึงถึงพละกำลังของมหาคชสารห้าเชือกที่เขามีอยู่นั้น เพียงพอที่จะทำลายห้องโถงหินนี้ได้ เขาต้องใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการกู้คืนลมปราณของเขา
เขาเหวี่ยงหอกพุ่งเข้าแทงอีกครั้ง
กระแสไฟฟ้าส่องประกายฉาบลงบนหอกเทพนรกานต์อย่างฉับพลัน เมื่อปะทะเข้ากับกระบองวัชระ กระบองั์ก็เกิดประกายแสงสายฟ้าเช่นกัน
ซี่ ซี่ ซี่… โลหะเป็ตัวนำไฟฟ้า พลังไฟฟ้าของหยางฉีไหลผ่านกระบองวัชระ ในพริบตาก็เข้าโจมตีใส่วานรเผือก กลิ่นไหม้กระจายไปทั่วอากาศ ทั้งตัวของวานรเผือกถูกเผา ขนของมันถึงกับลุกติดไฟ
อีกการเคลื่อนไหว ทักษะลมปราณที่ล้ำลึกของวานรเผือกก็ยังเสียเปรียบอีกครา
“ทักษะลมปราณอัสนี…”
ใบหน้าของมันนั้นเกิดอาการลนลานขึ้น
สามารถกล่าวได้ว่าผู้ใช้ทักษะลมปราณอัสนีนั้นน่าหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง เนื่องจาก ในโลกนี้นับได้ว่าสายฟ้าเป็พลังที่ป่าเถื่อนที่สุด ผู้ที่พยายามฝึกฝนจำนวนมากกลับต้องเสียชีวิตเพราะมัน
เนื่องจากหยางฉีถูฟ้าผ่าใส่ ยิ่งไปกว่านั้นในร่างกายของเขาก็มีคชสารอัสนี หากเขาบ่มเพาะทักษะลมปราณของเขาให้มาถึงขีดสุด ทักษะลมปราณอัสนีของเขาสามารถข่มเหงทักษะลมปราณอื่นๆได้ทั้งหมด
กระบองั์นั้นสร้างขึ้นมาจากโลหะ มันจึงนำไฟฟ้าได้อย่างสุดขั้ว ทุกครั้งที่ทั้งคู่ปะทะกัน วานรเผือกก็จะได้รับาเ็ไปถึงเส้นชีพจร ส่งผลให้มันสามารถใช้พลังของทักษะลมปราณได้ไม่ถึงครึ่ง.
หลังจากที่ปะทะกันไปเป็สิบๆครั้ง เส้นชีพจรมันก็เริ่มไหม้ขึ้น
แต่ทว่าหยางฉีนั้นแทงหอกใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า แก่นแท้ลมปราณของเขาโคจรเร็วขึ้นเรื่อยๆ หอกเทพนรกานต์ของเขาส่องสว่าง ราวกับเป็เทพอัสนีที่เสด็จลงมา ภายในห้องโถงหินนั้นล้วนถูกปกคลุมไปด้วยสายฟ้า
อ๊าากกก!!
วานรเผือกใช้การโจมตีไม้ตาย ส่งทุกสิ่งให้กับการโจมตีสุดท้าย ในเวลาเดียวกัน ทั้งร่างกายของมันขยายตัวใหญ่ขึ้นจนเกือบเท่าตัว โลหิตทั่วร่างกายไหลซึมออกมา กระบองโลหะั์ฟาดลงอย่างฉับพลับ ทำลายทักษะลมปราณอัสนีทั้งหมด กระเเทกเข้าใส่ร่างของหยางฉี
ด้วยน้ำหนักของกระบองทองคำขนาดมหึมา และด้วยพละกำลังของวานรเผือก ผู้คนที่โดนมันฟาดใส่ย่อมกลับกลายเป็เนื้อบด
หัวใจของหยางฉีเต้นกระหน่ำ ปลดปล่อนพละกำลังแทบทั้งหมดของเขาใช้เกราะเทพนรกานต์ออกมา ทั่วร่างของเขาอยู่ภายใต้ชั้นของลมปราณป้องกันนับสิบชั้น ควบเเน่นจนดูราวกับกำแพงเมืองโลหะ
ปัง ปัง ปัง
เสียงะเิดังขึ้นต่อเนื่อง กระบองวัชระทลายทักษะลมปราณป้องกันทะลุเข้ามา ชั้นแล้วชั้นเล่า จนมาถึงขึ้นอยู่เบื้องหน้าของหยางฉีในที่สุด
หยาฉีออกกระบวนท่า เขาดึงพละกำลังทั้งหมดของเทพคชสารทลายนรกานต์ จนบังเกิดเงา มหาคชสารหัวตัวอยู่เบื้องหลังของเขาฟาดงวงอย่างดุร้าย รวมฟละกำลังทั้งหมดไปยังฝ่ามือของเขา ฟาดเข้ากับกระบองวัชระ
ปังง!!
กระบองยักษ์ค่อยๆโก่งขึ้นจากแรงกะแทก จนในที่สุดกระบองยักษ์ก็โค้งงออย่างไม่คาดฝัน ง่ามนิ้วของวานรเผือกฉีกขาดส่งเลือดพุ่งออกมา โลหิตจำนวนมากไหลซึมออกมาจากทั่วร่างกายขาดใหญ่ของมัน ก่อนที่จะถูกแรงอัดกระเด็นบินไปข้างหลัง กระแทกเข้ากับกำแพงห้องโถงจนพังทลาย
ถึงแม้ว่าวานรเผือกจะแข็งแรงมากก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับมหาคชสารห้าตัวแล้วนั้น ด้อยเกินไปที่จะนำมาเปรียบเทียบกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของหยางฉีได้รับการปรับปรุงตั้งแต่กล้ามเนื้อไปจนถึงกระดูก ร่างกายเนื้อหนังของเขาไม่ได้เป็นเช่นมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป.เมื่อเขาใช้ทักษะลมปราณของเขา อาวุธธรรมดาจะไม่สามารถสร้างบาดแผลให้เขาได้ แม้ว่าร่างกายเขาจะแข็งแกร่งเทียบวานรเผือกไม่ได้ แต่ก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
ฉัวะ!
วานรเผือกที่ถูกกระแทกปลิวออกไปพยายามที่จะลุกขึ้น แต่ทว่าหย่าฉีไม่ได้ให้โอกาศแก่มัน เขายกหอกเทพนรกานต์ขึ้นมาก่อนจะแทงตรงไปยังอกของมัน.
วานรเผือกนับเป็นสัตว์ปีศาจที่ดุร้าย ในช่วงเวลาวิกฤต มันระเบิดแก่นแท้ลมปราณขึ้นมาอีกครั้ง มันเปิดปากพ่นเพลิงสีม่วงงดงามออาปะทะกับหอกเทพนรกานต์เบนหอกออกไป
แต่ทว่าหยางฉีหยิบกระบองวัชระที่วานรเผือกทำหลุดมือไปก่อนหน้านี้ขึ้นมา ทั้งสองมือกำกระบองแน่น ก่อนที่จะใช้ทักษะการต่อสู้ของเขาอย่างรวดเร็ว
“พลังแยกภูผา”
ปังงงง
กระบองยักษ์หนักกว่าพันกิโลกรัม โอบล้อมไปด้วยแก่นแท้ลมปราณแหวกอากาศส่งเสียงอื้ออึงฟาดเข้าหาวานรยักษ์อย่างรวดเร็ว
วานรเผือกไม่สามารถใช้กระบองยักษ์ได้อย่างชำนาญ เนื่องจากน้ำหนักของมันหนักเกินไป เเต่สำหรับหยางฉีแล้วนั้นเขาสามารถใช้มันได้อย่างง่ายดาย เขามีพละกำลังของมหาคชสารห้าเชือก ซึ่งสามารถยกได้แม้กระทั่งคฤหาสน์ นับประสาอะไรกับกระบองยักษ์หนึ่งอัน
“บัดซบ!” ไม่มีทางที่วานรเผือกจะหลบหลีกการโจมตีนี้ได้ มันจึงยื่นฝ่ามือของมันออกมาป้องกัน แต่อย่างไรก็ตาม หยางฉียังคงตีมันครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เขาสามารถทำได้
ปัง ปัง ปัง ปังง! ปังง!! เปรี้ยง!!!
เขาได้ฟาดไปกว่าสิบครั้ง ทำลายแก่นแท้ลมปราณของวานรเผือกจนแหลกสลายในที่สุด
วานรถูกโจมตีกลาสงลำตัวโดยตรง หักกระดู ตัดเส้นเอ็น ฉีกกล้ามเนื้อ และทำลายอวัยวะภายในทั้งห้า มันไม่แม้แต่จะส่งเสียงโหยหวนหรือคำราม ได้เพียงจ้องมองหยางฉี ทรุดตัวลเละเสียชีวิตคาพื้น
“ในที่สุด” หยางฉีโยนกระบองวัชระขนาดยักษ์ไปด้านข้าง มันทะแทกกับพื้นจนฝังลงไปในพื้นหินของห้อง จากนั้นเขาก็เข้าไปตรวจสอบให้แน่ใจว่าวานรเผือกได้ตายไปแล้ว ร่างกายของมันพังทลาย และ จิตวิญญาณของมันก็สลายไป
จากนั้นหยางฉีก็ค้นซากศพของมัน เขาบริเวณตันเถียนเขาพบแกนปีศาจขนาดเท่ากำปั้นซึ่งเขาหยิบมันออกมา
มันเป็นประกายงดงาม ซึ่งสามารถมองเห็นสัญลักณ์เวทย์มนต์ภายในได้ นอกจากนี้ยังมีแก่นแท้ลมปราณที่เกิดขึ้นจากแก่นแท้โลหิตของวานรเผือกที่มันสั่งสมมาตลอดชีวิต
“น่าเหลือเชื่อ… แกนปีศาจของปีศาจที่จุดสูงสุดของขั้นที่เก้าควรมีมูลค่านับล้านหรือมากกว่า ข้าสงสัยว่าลิงชนิดนี้มีอะไรดีๆซ่อนอยู่ในถ้ำของมันอีกไหม?” จากนั้นเขาก็เริ่มค้นโถงหินโดยเริ่มจาก เตาปรุงยา
มันถูกสร้างขึ้นมาจากหินบางประเภท ซึ่งเรียบเนีนยดั่งหยกและทอประกายสีน้ำเงิน เวลาที่เขาสัมผัสมัน เขารู้สึกคล้ายรูปนำแข็งราวกับว่ามันมีพลังงานเยือกเย็นไร้จนขอบเขต เห็นได้ชัดว่ามันมีค่ามาก แต่เมื่อคิดว่าเขาไม่สามารถนำกลับไปได้เขาคงต้องกลับมาขนย้ายมันในภายหลัง
นอกจากนี้หยางฉียังสังเกตุเห็นว่าพื้นหินบริเวณรอบๆนั้นแปลกประหลาด เขาโคจรลมปราณก่อนจะทุบทำลายมัน เผยให้เห็นช่องลับที่มีกล่องหยกวางอยู่ภายใน เขาเปิดกล่องเห็นยาเม็ดประกายแสงทอง นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ที่บรรจุอยู่ภายใน มันไม่ใช่ทักษะลมปราณลับ แต่เป็นตำราการปรุงยา วานรเผือกคงจะขโมยมาจากที่ไหนสักแห่ง
“คัมภีร์ เปลี่ยนแปลงเก้าทองคำ?”
เขาพึมพำหัวข้อในคัมภีร์ ภายในนั้นมีหัวข้อของสมุนไหรที่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงเม็ดยาที่เรียกว่า เม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำ เช่นเดียวกับวิธีการปรุงที่ซับซ้อน
มีผลของเม็ดยาอธิบายไว้ว่า “ใช้ลมปราณเชื่อมต่อกับสวรรค์และปฐพี นำไปสู่การเกิดใหม่เป็นปรมจารย์ลมปราณ ผู้บ่มเพาะที่อยู่ในจุดสุดยอดของขั้นที่แปด แต่ทว่าไม่สามารถฝ่าฟันไปถึงขั้นที่เก้า สามารถใช้เม็ดยานี้เพื่อบรรลุความก้าวหน้าที่พวกเขาต้องการ”
‘ยอดเยี่ยม พ่อของข้าใกล้ถึงจุดสูงสุดของขั้นที่แปดแล้ว หากเขาเผชิญปัญหาในการบุกทะลวงเข้าสู่ขั้นที่เก้า เขาสามารถใช้เม็ดยานี้ เพื่อเกิดใหม่อีกครั้งได้ สำหรับข้านั้น ข้ามีพละกำลังแห่งเทพคชสารทลายนรกานต์อยู่แล้ว ซึ่งไม่น่ามีปัญหาใดๆในการพัฒนาของข้า’
เยี่ยนกู่เฟิง เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญในขั้นที่เก้าในขณะนี้ และเขาสามารถควบคุมได้ทั้งเมือง แต่หากหยางซานทะลุฝ่า ทุกอย่างก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ใครจะไปรู้ว่าบางทีหยางซานอาจจะเป็นเจ้าเมืองได้
หยางฉียินดียิ่งนัก โชคดีที่วานรเผือกไม่ได้ทานยาเม็ดนี้ ไม่เช่นนั้นเขาจะจัดการมันได้ยากกว่านี้
หลังจากเก็บเม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำแล้ว หยางฉีค้นหาสมบัติภายในห้องโถงต่อ เจอคัมภีร์หลากหลายมากมาย ซึ่งพวกมันถูกขโมยมาจากสำนักและสถาบันต่างๆของเผ่ามนุษย์อย่างเห็นได้ชัด
น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีค่าอะไรนัก
ในที่สุดเขาก็พบสถานที่เก็บสมบัติของวานรเผือก ภายในมีธนบัตรมูลค่ากว่าห้าล้านเม็ดยาบรรจบปราณ
มันสมเหตุสมผลที่ปีศาจจะเก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติ เนื่องจากพวกมันก็ต้องการเม็ดยาบรรจบปราณหากพวกมันต้องการให้การบ่มเพาะนั้นก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงหนึ่งในเหตุผลหลักที่มนุษย์ก้าวเข้าสู่มหาอำนาจ เริ่มต้นจากการหลอมเม็ดยาบรรจบปราณ หากมนุษย์กินเพียงอาหารอย่างเดียวแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบ่มเพาะไปยังระดับขั้นปะทุลมปราณ
ความจริงที่ว่าวานรเผือกตนนี้รวยมาก บ่งบอกว่ามันได้ฆ่ามนุษย์มากมาย ท้ายที่สุดถ้ามนุษย์สามารถฆ่าอสูรและปีศาจ พวกมันก็สามารถทำแบบเดียวกันได้
‘มีคนจำนวนเท่าใดที่วานรเผือกนี้ได้สังหาร จนเก็บรวบรวมธนบัตรได้มากมายนัก’ แม้เขาจะรู้สึกทึ่ง แต่เขาก็พอใจกับความมั่งคั่งของมัน แน่นอนว่าธนบัตรเหล่านี้จะช่วยกู้ธุรกิจของตระกูลให้รุ่งเรืองอีกครั้ง, และความคิดเหล่านั้นก็เริ่มที่จะเป็นความจริงเล็กน้อยแล้ว
หลังจากมองไปรอบๆ และไม่เห็นสิ่งมีค่าใดๆ อีกต่อไป หยางฉี ก็ยกกระบองวัชระสีทองไว้เหนือไหล่ของเขาแล้วก็บินออกจากถ้ำคฤหาสน์
เมื่อคิดว่าเขาไม่ทราบชนิดของโลหะที่สร้างมันขึ้นมา เขาก็ตัดสินใจว่าจะนำมันกลับบ้านไปพร้อมกับเขา
ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นที่เจ็ดขั้นก่อรูปลมปราณ และสามารถโบยบินด้วยปีกอสูร ด้วยทักษะนี้ ความเร็วในการเดินทางของเขาทวีไปจนถึงสิบเท่า
หวือออ!
การขยับปีเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้เขาเริ่มเดินทางออกจากเทือกเขาศพทมิฬ
ณ ตอนนี้ ฝนได้หยุดตกลงมาแล้ว และมันเป็นยามราตรี ส่งผลให้รอบข้างดูน่ากว่ายิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในตอนกลางคืนมันก็ง่ายกว่าที่จะเดินทางไปอย่างลับๆ การบินไปรอบๆ ในป่าในเวลากลางวันอาจเป็นที่ดึงดูดความสนใจที่มากเกินไป