บทที่ 28 งานกวีสยบศัสตรา
ฟางเฉินมิได้ส่งธิดาเทพเซียวออกไปจากเมืองหลวง แต่กลับบรรลุข้อตกลงบางประการกับนาง
ธิดาเทพเซียวจำต้องผลัดเปลี่ยนอาภรณ์มาสวมชุดสาวใช้ และใช้ยอดวิชาแปลงโฉมตบตาผู้คนเพียงเล็กน้อย ปลอมตัวเป็สาวใช้ข้างกายฟางเฉิน มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำต้าเซี่ยพร้อมกัน
ในวันนี้ ณ ที่แห่งนี้มีการจัดงานประชันบทกวีขึ้น มิเพียงแต่เหล่านักปราชญ์จากสามแคว้นอย่าง กู่เหอ หลงตู้ และอี๋โจวจะเข้าร่วมเท่านั้น แม้แต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์และคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในแคว้นต้าเซี่ยต่างก็ตบเท้ากันมาร่วมงานอย่างคับคั่ง และผู้ที่รับหน้าที่เป็ประธานในงานนี้ก็คือ องค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าเซี่ยนั่นเอง หัวข้อของงานประชันกวีในวันนี้มีนามว่า "สยบศัสตรา"
ความหมายช่างชัดเจนนัก คือการแสดงความปรารถนาให้ใต้หล้าไร้ซึ่งเปลวไฟแห่งา
"หึหึ เหล่านักปราชญ์แคว้นต้าเซี่ยของพวกเ้านี่ช่างว่างงานกันเสียจริง วัน ๆ เอาแต่ร่ำสุราแต่งกวี ผิดกับแคว้นชิงซงของข้า หากยามใดว่างเว้นจากภารกิจ พวกเราย่อมประลองวรยุทธ์เพื่อขัดเกลาฝีมือ"
ธิดาเทพเซียวที่เดินตามหลังฟางเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อยขณะมองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าฟางเฉินเพียงแต่ยกยิ้มบาง ๆ มิได้โต้ตอบสิ่งใด
ริมแม่น้ำต้าเซี่ย เหล่าบัณฑิตและคุณหนูนับร้อยมารวมตัวกันเป็กลุ่มก้อน ต่างพากันร่ายบทกวีปลดปล่อยจิติญญาแห่งปราชญ์ พร่ำพรรณนาถึงความงามของขุนเขาและพงไพร พร้อมกับถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองอย่างออกรส
อย่างไรก็ตาม บัณฑิตและคุณหนูเหล่านี้มิใช่ผู้ที่อ่อนแอไร้กำลังเกือบทุกคนล้วนฝึกปรือวรยุทธ์มาบ้าง เพียงแต่พลังยุทธ์นั้นยังไม่สูงส่งนัก ส่วนใหญ่หยุดอยู่ที่ระดับหนิงชี่ การจะหายอดฝีมือระดับเป้าชี่ ในหมู่คนเหล่านี้ถือว่าเป็เื่ยากยิ่ง
เมื่อฟางเฉินมาถึงในตอนแรกก็มิได้เป็ที่สะดุดตาผู้ใดนัก แต่เมื่อเขาเริ่มก้าวเข้าสู่ใจกลางฝูงชน ในที่สุดก็มีคนสังเกตเห็นเขาจนได้!
"ฟางเฉิน!?"
"เหตุใดมันถึงมาโผล่ในงานประชันกวีสยบศัสตราวันนี้ได้!?"
"คนเถื่อนที่รู้จักแต่ใช้กำลังเช่นมัน มางานบทกวีเพื่อสิ่งใด? หรือจะมาเพื่อเข่นฆ่าผู้คนอีก? เมื่อวันก่อนแม้แต่หลี่หวงก็ยังม้วยมรณาด้วยน้ำมือของมัน!"
"พี่หลี่นั้นมีพร์ด้านอักษรล้ำเลิศ ควรจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเพชฌฆาตผู้นี้ ช่างน่าเสียดายโดยแท้!"
ฝูงชนต่างพากันซุบซิบด้วยความหวาดระแวง บัณฑิตส่วนใหญ่ล้วนไม่มีไมตรีจิตให้แก่ฟางเฉินในยามนี้เลย เมื่อห้าปีก่อนยามที่ฟางเฉินพ่ายศึก คนเหล่านี้แหละที่เป็ผู้รุมด่าทอเขาอย่างรุนแรงที่สุด
แม้ในยามนี้ฟางเฉินจะฟื้นวรยุทธ์ขึ้นมาได้แล้ว แต่เขาก็ถูกสั่งห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักและมิอาจนำทัพไปตลอดกาล เมื่อสูญเสียอำนาจในมือไป บัณฑิตที่ถือดีในวิชาความรู้เหล่านี้จึงยิ่งขาดความยำเกรงต่อฟางเฉินที่มีฐานะเป็เพียงนักรบคนหนึ่ง
"เหตุใดมันถึงมาที่นี่?"
เย่ชิงเหอมองไปยังฟางเฉินที่อยู่ไกลออกไปพลางขมวดคิ้วมุ่น ในยามนี้ข้างกายเขามีเหล่าอัจฉริยะและสตรีผู้มีชื่อเสียงยืนล้อมรอบอยู่ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีฐานะไม่ธรรมดา
"วันนี้คืองานประชันกวีสยบศัสตรา หัวโจกโจราแห่งต้าเซี่ยอย่างมันจะมาที่นี่เพื่ออันใด? มีแต่จะทำให้นิยายภาพแห่งงานบทกวีต้องมัวหมอง!" บุรุษหนุ่มหน้าหยกผู้หนึ่งแค่นเสียงเ็า
เขาคือเถาอวี่บุตรชายเสนาบดีกรมพิธีการ ทั้งยังเป็ปราชญ์เมธีผู้โด่งดังแห่งเมืองหลวงและเป็คนโปรดขององค์รัชทายาท เขาและเย่ชิงเหอถูกขนานนามว่าเป็ "ขุนพลฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊" ข้างกายรัชทายาท
"พี่เถาพวกเราไปทักทายคนผู้นี้เสียหน่อยเถิด" เย่ชิงเหอยิ้มอย่างมีเลศนัย
เถาอวี่ยิ้มอย่างทระนง "ตกลง"
สิ้นคำ คนกลุ่มนั้นก็มุ่งหน้าไปหาฟางเฉิน เหล่าบัณฑิตและโฉมงามโดยรอบเมื่อเห็นดังนั้นก็พากันเดินตามไปดูเหตุการณ์ทันที
"นี่มิใช่ท่านเทพาฟางหรอกหรือ? นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นท่านเทพาผู้ยิ่งใหญ่มาปรากฏกายในงานประชันกวีสยบศัสตราเช่นนี้"
เถาอวี่เปิดฉากถากถางทันทีที่เข้าใกล้ "ท่านเทพามาที่นี่ หรือคิดจะมาชี้แนะบทกวีให้พวกเรากันเล่า?" คนรอบข้างต่างพากันหัวเราะร่าออกมา
เป็ที่รู้กันดีว่าฟางเฉินไม่เคยเข้าร่วมงานประชันกวีแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่ในวัยเยาว์เขาก็หาได้ใส่ใจตำราอักษรไม่ แต่กลับเลือกเข้าสู่กองทัพั้แ่อายุยังน้อย สำหรับคนในที่แห่งนี้ ทุกคนล้วนมั่นใจว่าตนสามารถ "ชี้แนะ" ท่านเทพาผู้นี้ในด้านอักษรศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย
ธิดาเทพเซียวเมื่อได้ยินเถาอวี่เยาะเย้ยฟางเฉิน ในใจก็นึกสนุกขึ้นมา นางอยากรู้นักว่าฟางเฉินจะจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร? เขาจะชักกระบี่ออกมากวาดล้างเหมือนอยู่ในสมรภูมิหรือไม่?
ถ้ามันฆ่าคนพวกนี้ให้หมดสิ้นไปเสีย คงจะเป็เื่ที่น่าสนุกไม่น้อย ประกายขำขันวาบผ่านดวงตาของนาง
"เ้าคือ...?"
ฟางเฉินมองไปยังเถาอวี่ด้วยสายตาที่คล้ายกำลังนึกให้ออก
เถาอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขาจะคาดไม่ถึงว่าฟางเฉินจำเขาไม่ได้ รอยยิ้มบนหน้าพลันแข็งค้าง แม้แต่บัณฑิตรอบข้างต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"ฟางเฉิน แม้แต่เถาอวี่ ยอดนักปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเ้าก็ยังไม่รู้จักรึ? ก็ไม่แปลกหรอก ในใจเ้าคงมีแต่เื่การใช้อาวุธรำฟัน หาได้มีน้ำหมึกแห่งความรู้ติดตัวไม่" เย่ชิงเหอรีบกล่าวช่วยกู้หน้าให้เถาอวี่ พร้อมกับถือโอกาสถากถางฟางเฉินไปในตัว
"อ้อ ที่แท้ก็คือยอดนักปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงนี่เอง"
ฟางเฉินทำท่าคล้ายเพิ่งนึกออก ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า "่นี้ข้าค่อนข้างว่างงาน ได้ยินว่าองค์รัชทายาทจัดงานประชันบทกวีที่นี่ จึงอยากมาร่วมสนุกเสียหน่อย หวังจะซึมซับกลิ่นอายน้ำหมึกอักษรเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้จิติญญาบ้าง"
เมื่อได้ยินฟางเฉินกล่าวว่ามาเพื่อร่วมสนุกและซึมซับกลิ่นอายอักษร แววตาที่เป็ศัตรูของฝูงชนก็เบาบางลงบ้าง อย่างน้อยชายผู้นี้ก็ยังเจียมตัว อีกทั้งการที่มีอดีตเทพาฟางมาร่วมงานในวันนี้ ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นลึกๆ เพราะมันช่วยยกระดับให้งานประชันกวีครั้งนี้มีค่ายิ่งขึ้นในสายตาผู้คน
ธิดาเทพเซียวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นภาพการนองเือย่างที่นางคาดหวัง
"เหตุใดรึ? หรือพวกท่านไม่ยินดีต้อนรับข้า?" ฟางเฉินยิ้มถาม
"หามิได้ ท่านเทพาเคยดูแคลนวิถีแห่งบทกวีมาตลอด เห็นได้ชัดว่าหลังจากผ่านการบ่มเพาะมาหลายปี ท่านคงจะเปลี่ยนมุมมองไปแล้ว เช่นนั้นวันนี้ก็นับว่าเป็โอกาสอันดี!"
เถาอวี่สะบัดแขนเสื้ออย่างโอ่อ่าก่อนกล่าว "ท่านเทพา เชิญเข้าประจำที่เถิด!"
ฟางเฉินยิ้มรับแล้วเลือกที่นั่งตามใจชอบ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ "เหตุใดองค์รัชทายาทจึงยังไม่เสด็จมา?"
"องค์รัชทายาทเสด็จไปรับแม่นางอวี้ด้วยพระองค์เอง" เย่ชิงเหอกล่าวเสียงเรียบ
บรรดาผู้ที่นั่งอยู่ละแวกนั้นล้วนเป็ผู้มีเื้ัไม่ธรรมดา เมื่อได้ยินนามของ แม่นางอวี้ ดวงตาของพวกเขาพลันลุกวาวขึ้นมาทันที ใครบ้างจะไม่รู้ว่ายอดโฉมงามนักปราชญ์ที่โด่งดังที่สุดในเมืองหลวง ก็คือเทพธิดาผู้สง่างามบนเรือสำราญอวี้เซียนนั่นเอง
สามัญชนทั่วไปที่ปรารถนาจะพบหน้านางสักครั้ง ต่อให้ยอมสละทรัพย์สินจนหมดตัวก็มิแน่ว่าจะสมปรารถนา
"สตรีในย่านเริงรมย์ เหตุใดจึงต้องเชิญมาร่วมงานประชันกวีอันทรงเกียรติในวันนี้ด้วย?" คุณหนูบางคนอดที่จะบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจมิได้
ทว่างานประชันกวีในวันนี้มีองค์รัชทายาทเป็ประธาน ต่อให้พวกนางจะไม่พอใจเพียงใดก็มิกล้าแสดงออกมาอย่างชัดแจ้งในยามนั้นเอง ขบวนเกียรติยศขบวนหนึ่งก็เคลื่อนใกล้เข้ามาจากระยะไกลเย่ชิงเหอและคนอื่น ๆ ต่างพากันลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพ
ผู้ที่มาถึงคือองค์รัชทายาท ทว่าสายตาของหลายคนกลับจดจ้องไปยังร่างอันอรชรที่เดินเคียงข้างพระองค์อย่างมิอาจละสายตา
"เป็แม่นางอวี้จริง ๆ ด้วย!"
"รูปโฉมของนางช่างงดงามล้ำเลิศนัก ในแผ่นดินต้าเซี่ย... ไม่สิ ต่อให้เป็แคว้นชิงซง กู่เหอ หลงตู้ หรืออี๋โจว ก็เกรงว่าจะไม่มีสตรีใดงามเทียบเคียงนางได้!" ใครบางคนรำพึงออกมาอย่างเคลิบเคลิ้ม
ธิดาเทพเซียวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็แค่นยิ้มเ็า นางจ้องมองแม่นางอวี้อย่างตั้งใจด้วยความไม่ยอมคน ทว่าเมื่อได้เห็นใบหน้าของแม่นางอวี้ชัดๆ ั์ตาของนางก็พลันฉายแววตะลึงงันอย่างมิอาจหักห้าม
ในโลกนี้มีสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้เชียวรึ รูปลักษณ์ของนางช่างหมดจดราวกับเทพธิดาจากสรวง์ที่จุติลงมายังโลกมนุษย์... ธิดาเทพเซียวอุทานในใจด้วยความตกตะลึง
แม้แต่เหล่านักปราชญ์จากแคว้นกู่เหอก็พากันตกอยู่ในภวังค์ความงามนั้น
"แม่นางอวี้ วันนี้มีเ้ามาช่วยแต่งแต้มสีสัน งานประชันกวีครั้งนี้จึงจะถือว่าสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง" องค์รัชทายาทสรวลเบา ๆ
สายตาของพระองค์กวาดมองไปรอบ ๆ จนพบกับฟางเฉิน ก่อนจะเก็บงำความรู้สึกแล้วเบือนหน้ากลับอย่างเป็ธรรมชาติ
แม่นางอวี้เองก็สังเกตเห็นฟางเฉินเช่นกัน รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง "รัชทายาทตรัสเกินไปแล้วเพคะ ผู้น้อยเป็เพียงสตรีตัวเล็ก ๆ ที่ได้รับเกียรติให้มาร่วมงานในวันนี้ ก็นับว่าเป็วาสนาสูงสุดแล้ว"
องค์รัชทายาทหัวเราะร่าขณะลอบมองใบหน้าด้านข้างของแม่นางอวี้ แววตาแห่งความกระหายใคร่ได้ฉายวาบออกมาอย่างปิดไม่มิด