สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๘๕ ช่วยกันโจมตีอาคมกางกั้น

    สิ้นเสียงจิวฟง เสียงโครมครามก็ดังลั่นไปทั่วบริเวณ สองคู่หูเหลือบมองไปด้านล่างก็พบว่าเหล่าครึ่งอสูรที่วิ่งตะบึงและบินทะยานเข้าไปยังถ้ำต่างก็กระแทกเข้ากับบางสิ่งอย่างจัง ครึ่งอสูรเหล่านั้นนอนนิ่งอยู่กับพื้นในทันที
    พวกที่วิ่งห้อมาจากทางด้านหลังเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อหยุดฝีเท้า เส้นเลือดของเหล่าครึ่งอสูรปูดโปน ใบหน้าของคนพวกนั้นเต็มใบด้วยความตระหนก เหล่าสมาชิกระดับสี่ดาวกัดฟันแน่น พวกเขาหยุดกึกอยู่หน้าถ้ำได้อย่างฉิวเฉียด แต่ถึงอย่างนั้นครึ่งวิหคอสูรบางคนก็ยั้งร่างไว้ไม่อยู่

    ตึง! ตึงๆๆ! โครม!!!

    ครึ่งอสูรนับสิบคนร้องครวญครางอยู่ที่หน้าปากถ้ำ ในขณะที่คนอื่นๆก็พากันตกตะลึงจนตาค้าง นอกจากเสียงร้องโอดครวญของคนที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว ไม่มีเสียงอื่นใดลอดจากปากของสมาชิกตระกูลลี้ที่ยืนตัวแข็ง จิวฟงถอนหายใจแรงหนึ่งทีก่อนที่จะเหลือบตามองไปด้านล่าง จากนั้นเด็กชายก็หันมาบอกสองคู่หูที่มีแววตามึนงง
    “ข่ายอาคมป้องกันการบุกรุก...โดยผู้ใช้อักขระเวทชุดเงิน”
    ผู้ร่ายข่ายอาคมนี้ไม่สนใจแม้แต่จะซ่อนร่องรอยของอักขระ ตัวอักษรโบราณสีเงินร้อยเรียงกันเป็นสายและอัดแน่นเต็มปากทางเข้าถ้ำ ตัวอักขระกินพื้นที่ทุกอณูของปากถ้ำกว้าง จิวฟงที่เป็นผู้ใช้อักขระเวทชุดขาวมองเห็นอักษรโบราณนั้นอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
    ติงลี่และฉีหวู่เฉิงหันขวับมองเด็กน้อยผู้เก่งกล้า คนแซ่ติงดีดตัวขึ้นมาแล้วเขย่าแขนเจ้าเปี๊ยกอยู่ซ้ำๆ ส่วนคนหน้าตายก็ลุกขึ้นมาด้วยอาการที่กระฉับกระเฉงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ จากนั้นคนแซ่ฉีก็เอ่ยถ้อยคำ
    “เจ้าคลายอักขระนั้นได้?”
    จิวฟงมองไปทางปากถ้ำแล้วอมยิ้มจนแก้มป่อง จากนั้นเด็กชายก็หันกลับมามองทางสองคู่หู เจ้าเปี๊ยกพยักหน้าลงเล็กน้อย แล้วจิวฟงก็กล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่น
    “คลายไม่ได้!”
    สองคู่หูพูดไร้สิ้นซึ่งคำพูด จิวฟงที่เป็นถึงผู้ใช้อักขระเวทชุดขาวอีกทั้งยังเป็นผู้เดียวที่มองเขตอาคมออก แต่เด็กชายกลับบอกว่าคลายอักขระอาคมไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงสมาชิกสี่ดาวที่อยู่ด้านล่างให้เปลืองน้ำลาย สมาชิกของตระกูลลี้ที่แทบจะไม่สนใจศาสตร์อื่นนอกจากศาสตร์ที่เกี่ยวกับสัตว์อสูร ย่อมไม่มีทางที่จะสลายเขตอาคมได้เป็นแน่
    การที่ปากถ้ำถูกผนึกย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการของติงลี่ หากทางเข้าถ้ำปากราชสีห์ไม่ถูกเปิดออก พวกติงลี่ก็ไม่มีทางที่จะไปต่อให้ถึงยังถ้ำอนธการ คนแซ่ติงมองเหล่าครึ่งคนครึ่งอสูรที่ตกอยู่ในอาการกระสับกระส่าย เขามองไปยังปากถ้ำอย่างมีความหวัง จากนั้นเขาก็เอ่ยถามเด็กชายตัวน้อย
    “อักขระอาคมจะสลายไปเองเมื่อถึงเวลาที่กำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ยังมีโอกาสที่จะเข้ามาเก็บดินมูลค้างคาวแดงในภายหลัง”
    “ไม่สลาย” จิวฟงตอบเรียบพร้อมกับหรี่ตามองอักษรจำนวนมากมายมหาศาล แม้ตอนนี้จิวฟงรู้จักอักขระโบราณเพียงไม่กี่ร้อยตัวอักษร แต่เขามั่นใจว่าผู้ร่ายอาคมไม่ได้ใส่เงื่อนไขในด้านเวลาไว้
    การที่จะให้เขตอาคมเวทคงรูปไปชั่วนิจนิรันดร์นั้น ผู้ร่ายอาคมจะต้องเชี่ยวชาญในด้านอักขระเวทอย่างทะลุปรุโปร่ง นอกจากนี้ผู้ใช้อักระเวทจำต้องมีพลังปราณที่กล้าแข็ง ไม่เช่นนั้นเขตอาคมจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
    “คนร่ายอาคมตั้งใจร้อยเรียงอักขระให้กลายเป็นสายยาวๆและสลับซับซ้อนจนทำให้ดูยุ่งเหยิงไปหมด การลบอักขระอาจจะทำได้ แต่ข้าไม่มั่นใจเลยว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกกี่วัน กี่เดือนหรือกี่ปี และข้าก็ไม่แน่ใจด้วยว่าปราณในตัวของข้ามีมากพอที่จะทำเช่นนั้นหรือไม่” ได้ยินคำพูดของจิวฟง ติงลี่ก็ถึงกับคอตก ดวงตาของฉีหวู่เฉิงก็ฉายแววหม่นหมอง ความฝันที่จะได้ดินมูลค้างคาวแดงมาเพาะปลูกพืชวิเศษพลันต้องสลายไป ในตอนนี้สองคู่หูรู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก
    ติงลี่นิ่งซึมอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ฉีหวู่เฉิงที่พูดน้อยอยู่แล้วก็นั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิก เงาแห่งความหดหู่เข้าครอบงำคนทั้งสอง ขณะนั้นเองเจ้าเปี๊ยกก็ย่องเข้ามาใกล้พวกเขา จากนั้นจิวฟงก็เผยอยิ้มพร้อมกับเอ่ยกับสองคู่หู
    “แม้จะสลายเขตอาคมไม่ได้ แต่ก็ยังพอมีหนทางอยู่ ซึ่งนั่นก็คือทำลาย...” พูดจบจิวฟงก็บุ้ยปากไปทางครึ่งคนครึ่งอสูรนับร้อยคนซึ่งยืนออกันอยู่ที่ปากถ้ำ
    พอได้ยินคำพูดของเด็กน้อย ดวงตาของติงลี่เบิกกว้าง เขามองไปยังเหล่าสมาชิกสี่ดาวนับร้อยพร้อมกับยิ้มตาเป็นประกาย ในขณะที่คนหน้าตายก็พยักหน้าลงน้อยๆ ในตอนนี้สองคู่หูมั่นใจว่าพวกเขาคิดไม่ผิดที่ร่วมมือกับเด็กชายตัวจ้อยผู้ปราดเปรื่อง

    จิวฟงหยิบยืมกระบี่เวทสามัญจากคนหน้าตายมาเหน็บไว้ที่ข้างเอวเพื่อเตรียมพร้อม เมื่อครบหนึ่งก้านธูปซึ่งเป็นระยะเวลาที่เสาปราณได้พักจากฤทธิ์โอสถประสานกายา เจ้าเปี๊ยกก็ทำการควบรวมกับเจ้าไก่ขาวแล้วมาอยู่ในรูปครึ่งอสูร เห็นดังนั้นติงลี่และฉีหวู่เฉิงก็นำหยาดโลหิตอสูรออกมา ขณะที่สองคู่หูนักล่าพืชภักษาจะถ่ายปราณเข้าไปยังผลึกสีแดงอันแวววาว เด็กชายตัวน้อยก็รีบร้องห้าม
    “อย่าเพิ่งผสานร่างกับพวกอสูร หนึ่งก้านธูปให้หลังพี่ติงค่อยควบรวมกับอินทรีหางเขียว พอเวลาผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูปพี่ฉีค่อยรวมร่างกับอีกาปากเงิน ด้วยวิธีนี้พวกเราจะได้ไม่ต้องถอดร่างอสูรในเวลาเดียวกัน”
    คำพูดของเด็กชายทำให้ทั้งคู่ถึงกับตาเบิกกว้าง พวกเขาไม่รู้ว่าสมองของเจ้าเปี๊ยกบรรจุอะไรไว้จึงได้ฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ การถอดร่างอสูรพร้อมๆกันถือว่าเสี่ยงไม่น้อย หากพวกเขาสามคนโชคร้ายถูกรุมโจมตีในช่วงที่อยู่ในรูปมนุษย์ ก็คงยากที่จะต้านทานเหล่าผู้ที่ผสานร่างกับสัตว์อสูร
    เจ้าเปี๊ยกที่ควบรวมกับไก่ขาวยืนหัวโด่อยู่ที่ชะง่อนผาโดยที่ไม่มีสมาชิกสี่ดาวผู้ใดเงยหน้าขึ้นมามอง แววตาของจิวฟงเป็นประกายระยิบระยับ ขึ้นชื่อว่าสมบัติแล้วย่อมทำให้เด็กผู้มีนามว่าจิวฟงตาลุกวาวได้อยู่เสมอ จิวฟงย่อตัวน้อยๆเพื่อเตรียมพร้อมที่จะกระโดดลงไปหน้าถ้ำ ขณะนั้นเองติงลี่ก็ดึงชายเสื้ออันหลวมโครกของเจ้าเปี๊ยกไว้ จากนั้นคนแซ่ติงก็เอ่ยถาม
    “น้องจิว เจ้ายังไม่ได้บอกถึงแผนการ”
    “ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ลงไปบอกให้พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันโจมตีอาคมเวท แล้วหลังจากนั้นเราจะได้เข้าไปในถ้ำปากราชสีห์ และถ้าโชคดีพวกเราก็จะได้สมบัติมาครอง” น้ำเสียงของเด็กน้อยซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ทันทีที่พูดจบจิวฟงก็กระพือแขนที่เต็มไปด้วยแผงขนแล้วถลาอ้อมไปทางด้านท้ายของกลุ่มคนนับร้อย ติงลี่จะร้องเรียกก็ไม่ทันการณ์ อึดใจเดียวเจ้าเปี๊ยกก็ไปยืนเบียดเสียดอยู่กับสมาชิกสี่ดาวที่ยืนอออยู่ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว

    จิวฟงชะเง้อมองแผนที่ที่อยู่ในมือของมนุษย์ครึ่งหมีซึ่งยืนอยู่ข้างๆ พอคนผู้นั้นเห็นสมาชิกตัวเตี้ยซึ่งสวมหน้ากากไม้มองมาที่แผนที่ขุมทรัพย์ เขาก็รีบยัดแผนที่สีน้ำตาลๆลงไปในถุงวิเศษ
    เจ้าเปี๊ยกพ่นลมแรงอย่างขัดใจ จิวฟงมุดหลบเหล่าผู้คนแล้วไปยืนใกล้มนุษย์วิหค จากนั้นเจ้าเปี๊ยกก็เขย่งเท้าดูแผนที่ที่ชายคนนั้นกางไว้ จิวฟงเพ่งมองและพยายามจดจำรายละเอียดของลายแทง แต่ขณะนั้นเองผู้ควบรวมกับกระเรียนสามสีก็เหลือบตามามองสมาชิกสี่ดาวตัวเตี้ยอย่างรำคาญ
    “แผนที่ของเจ้าก็มี ทำไมไม่เอาขึ้นมาดู”
    แน่นอนว่าเสียงที่เปล่งออกมาของชายผู้นี้เกิดจากการดัดเสียง ในวันอำพรางใบหน้า สมาชิกสี่ดาวทุกคนไม่มีคำว่าออมมืออยู่ในหัว พวกเขาไม่รู้จักคำว่าไมตรี ไม่มีคำว่ามิตร พวกเขาต่างทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สมบัติอันล้ำค่า ด้วยเหตุนี้เองคนเหล่านี้จำต้องปิดบังตัวตนเพื่อมิให้ผู้อื่นรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาชั่วช้าเพียงไร
    “แผนที่ของข้าตกลงไปในธาราเพลิง ซึ่งแน่นอนว่ามันไหม้เป็นจุณไปแล้ว” เจ้าเปี๊ยกเอ่ยด้วยเสียงแหลม จากนั้นเขาก็ดึงกระดาษที่อยู่ในมือครึ่งคนครึ่งนกกระเรียนมาพิจารณาอย่างถือวิสาสะ มนุษย์ครึ่งอสูรขายาวกระชากแผนที่ขุมทรัพย์กลับพร้อมกับมองลอดหน้ากากอย่างเอาเรื่อง ฝ่ายสมาชิกสี่ดาวตัวเตี้ยยักไหล่พร้อมกับเบ้ปาก จากนั้นเขาก็เดินไปด้านหน้าแล้วชะเง้อมองกระดาษที่อยู่ในมือคนนั้นทีคนนี้ที
    เหล่าสมาชิกสี่ดาวต่างก็ชักกระดาษให้ห่างจากสายตาจากสมาชิกตัวเตี้ย บางพวกก็รีบเก็บแผนที่ลงไปในถุง บางคนก็ส่งเสียงไล่คนตัวเตี้ยให้ไปไกลๆ
    “ทำบ้าอะไรของมัน” ชายผู้หนึ่งกล่าวอย่างไม่พอใจ ส่วนหลายคนเริ่มจะมีน้ำโห คนเหล่านี้ต่างตกอยู่ในอาการตึงเครียดมาได้สักพัก พวกเขาต่างก็คิดหาวิธีที่จะเข้าไปในถ้ำเก็บสมบัติแต่เพียงผู้เดียว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครคิดหาหนทางได้
    เจ้าเปี๊ยกชะโงกหน้าไปทางซ้ายทีขวาทีแล้วจดจำแผนที่ขุมทรัพย์ เขายื่นหน้าแอบมองแผนที่จากคนที่อยู่ด้านหน้า แต่พอคนผู้นั้นรู้ตัว ชายคนดังกล่าวก็ใช้ตัวบังแผนที่ไว้ พอจิวฟงเห็นว่าบริเวณที่เขายืนอยู่ไม่มีผู้ใดยอมเปิดลายแทงให้ดู เจ้าเปี๊ยกก็เคลื่อนตัวไปด้านหน้าต่อไป
    เดินไปข้างหน้าพลางก็แอบมองไปด้วย แผนที่ที่เจ้าเปี๊ยกเห็นเป็นส่วนๆถูกนำมาปะติดปะต่อในความคิด พอใกล้จะถึงแถวหน้าสุดจิวฟงก็จำแผนที่ได้ถึงเก้าส่วน ขโมยมองแผนที่ของคนที่อยู่แถวหน้าสุดอีกสี่ห้าคน ภาพแผนที่อันสมบูรณ์ก็ติดตรึงอยู่ในหัวของเด็กชาย
    เมื่อจดจำแผนที่ได้แล้วก็เหลือเพียงแค่การยืมมือคนเหล่านี้ให้ช่วยพังเขตอาคมเข้าไป แล้วจิวฟงก็จะเข้าไปล่าสมบัติ หลังจากนั้นเขาก็จะมุ่งหน้าไปให้ถึงถ้ำอนธการ
    เจ้าเปี๊ยกมุดหลบผู้คนที่อยู่แถวหน้าสุดแล้วไปยืนชิดกับเขตอาคมอันแน่นหนา จิวฟงหมุนตัวแล้วใช้แผ่นหลังพิงอาคมกางกั้น จากนั้นเด็กชายตัวจ้อยก็เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว
    “เพื่อนสมาชิกทุกคนโปรดฟังข้า” เสียงแหลมๆนั้นดังจนคนที่อยู่ในกลุ่มได้ยินชัด เสียงนี้ดังไปถึงชะง่อนหินผา ฉีหวู่เฉิงได้ยินเสียงแหลมของจิวฟงก็นั่งอึ้งไม่รู้จะกล่าวอันใด ส่วนคนแซ่ติงก็ถึงกับกุมขมับ คนอื่นๆพยายามแทบตายในการปกปิดตัวตน แต่จิวฟงกลับเปล่งเสียงแหลมๆที่เป็นเอกลักษณ์ออกมา
    “อะแฮ่มๆ...โปรดฟังทางนี้” จิวฟงเขย่งเท้าพร้อมกับโบกมือแล้วกระโดดเหยงๆ พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในรูปครึ่งอสูรที่บินได้ เด็กชายก็สะบัดแขนแล้วลอยขึ้นจากพื้นดินเล็กน้อย เจ้าเปี๊ยกทอดสายตามองดูผู้คนทั้งหกร้อย จากนั้นเด็กชายก็เริ่มดำเนินการตามแผน
    “เพื่อนสมาชิกทั้งหลาย พวกเจ้าคงเห็นแล้วว่าเขตอาคมเวทนี่แน่นหนายิ่งนัก แม้จะถูกผู้ควบรวมที่มีพลังปราณขั้นที่สองที่ผสานร่างกับเสือตาเดียวพุ่งเข้าใส่อย่างเต็มกำลัง แต่อาคมกางกั้นนี้ก็ไม่เกิดรอยขีดข่วนแม้เท่าเม็ดทราย แต่ถึงกระนั้นข้าคิดว่าหากเราร่วมมือกัน พวกเราคงต้องทลายเขตอาคมนี้ลงได้แน่!”
    เจ้าเปี๊ยกพูดด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น เด็กชายลงมาอยู่บนพื้นแล้วชูกำปั้นข้างขวาเพื่อปลุกเร้า สายตาของจิวฟงที่มองลอดหน้ากากเปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญ แต่ถึงอย่างนั้นสมาชิกสี่ดาวทั้งหกร้อยคนต่างก็ยืนเงียบเป็นเป่าสาก
    จิวฟงกลอกตามองไปทางซ้ายทีขวาที ยืนมองผู้คนอยู่สักพักแต่ก็ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อน ไม่มีการพยักหน้าตอบรับ ไม่มีแม้แต่เสียงพูดว่าเห็นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าเปี๊ยกก็เริ่มจะร้อนรน
    จิวฟงต้องรีบกลับไปยังคอกกักหางเพลิงก่อนที่ใครจะจับได้ ส่วนติงลี่และฉีหวู่เฉิงก็ต้องกลับไปคืนสัตว์อสูร หากพวกคนเหล่านี้ไม่ยอมโจมตีเขตอาคมเวทที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใช้อักขระเวทชุดเงิน วันนี้เขาต้องกลับไปยังเขตสี่เสาโดยที่ไม่ได้ดินมูลค้างคาวแดงติดมือออกไปเป็นแน่ เจ้าเปี๊ยกอยู่เฉยไม่ไหว เขาเอียงคอครุ่นคิด ครู่เดียวคำพูดที่สวยหรูก็พรั่งพรูออกจากปากเด็กชาย
    “ร่วมแรงร่วมใจ เป้าหมายอยู่เบื้องหน้า!”
    “ช่วยกันฟันฝ่า แม้แต่ภูผาก็มิอาจหยุดยั้ง!” เสียงแหลมยังคงปลุกเร้า
    “รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย!”
    ...
    จิวฟงพยายามสรรหาถ้อยคำที่เลิศหรูที่สุดเท่าที่เขาจะคิดได้ แต่ถึงกระนั้นพวกสมาชิกสี่ดาวกลับไม่มีทีท่าว่าสนใจสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด ซ้ำคนเหล่านี้ยังมองมาที่จิวฟงอย่างรำคาญ หากไม่ติดว่าต้องปิดปังตัวตน ครึ่งคนครึ่งอสูรกลุ่มนี้คงจะตะโกนด่าสมาชิกตัวเตี้ยจนเสียงดังลั่นไปแล้ว
    เจ้าเปี๊ยกใคร่ครวญอยู่ครู่เดียวก็รู้ว่าคนเหล่านี้ช่างเห็นแก่ตัวเป็นที่สุด พวกสมาชิกสี่ดาวน่าจะรู้แล้วว่าหากพวกเขาช่วยกันโจมตีข่ายอาคมเวท อาคมที่กางกั้นปากถ้ำก็ย่อมมีวันเสื่อมสลาย แต่ที่พวกเขาไม่ยอมร่วมมือกัน เป็นเพราะว่าคนเหล่านั้นกลัวว่าคนอื่นจะได้เข้าไปในถ้ำซึ่งเป็นที่ซุกซ่อนสมบัตินั่นเอง
    จิวฟงโมโหโกรธา เขาอุตส่าห์ฝึกควบรวมอสูรและวางแผนมาอย่างดิบดี แต่เขตอาคมบ้าๆ รวมถึงเหล่าผู้คนที่งี่เง่าเหล่านี้กำลังจะทำให้เขาอดได้ดินที่อุดมไปด้วยธาตุไฟ...ดินที่เขาตั้งใจจะนำไปเพาะปลูกว่านโหยหา
    เจ้าเปี๊ยกแหงนหน้ามองคนที่อยู่หน้าสุดด้วยตาขวาง เขาเขย่งเท้าแล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของครึ่งคนครึ่งเสือดำจนหน้าหงาย เจ้าเปี๊ยกเดินไปด่าทอผู้คนทั้งหลายที่อยู่แถวหน้า จิวฟงขยี้เท้าแล้วบริภาษคนเหล่านั้นอย่างเจ็บแค้น
    “พวกงี่เง่า”
    “ไอ้พวกงก”
    “ไอ้...ไอ้พวกหวงสมบัติ”
    “พวกไม่รู้จักคิด!”
    ...
    พวกครึ่งอสูรที่อยู่ด้านหน้าต่างรู้สึกเดือดดาล สมาชิกตัวเตี้ยก่นด่าพวกเขาอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น คนเหล่านี้ออมกำลังมาโดยตลอด แม้แต่สมาชิกที่มีปราณขั้นสองซึ่งควรจะมาถึงที่ปากถ้ำก่อนใคร ก็ยังไม่กล้าที่จะวิ่งทะยานมาที่นี่ก่อนผู้ใดเพราะเกรงว่าจะถูกหมายหัว สมาชิกสี่ดาวเหล่านี้ยังมีพลังปราณและพลังอสูรอย่างเหลือเฟือ และในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าจะใช้พลังที่มีอย่างเหลือล้นเพื่อการใด
    คนที่ผสานร่างกับเสือดำอสูรที่ถูกจิวฟงจิ้มหน้าผากกำหมัดแน่น เขาเร้าพลังในร่างแล้วถลันเข้าหาคนตัวเตี้ย จิวฟงเห็นครึ่งอสูรพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วปานสายแลบ เขาก็รีบวิ่งหางจุกตูดจนตัวไปติดกับปากถ้ำ
    “หนีไม่พ้นหรอก!” เสียงอำมหิตดังอยู่ในลำคอ ชายคนดังกล่าวง้างหมัดแล้วจ้วงใส่คนร่างเตี้ยที่ยืนปักหลัก กรงเล็บอันแหลมคมที่ปลายกำปั้นพุ่งไปที่ใบหน้าของสมาชิกเสียงแหลม แต่ทันใดนั้นคนตัวเตี้ยก็เอี้ยวตัวหลบได้ราวปาฏิหาริย์ กำปั้นของครึ่งเสือดำกระแทกเข้าที่เขตอาคมอย่างแรง

    เปรี้ยง!!!

    เสียงกำปั้นอันแข็งแกร่งของครึ่งอสูรที่ปะทะเข้ากับอาคมเวทยังให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ขณะนั้นครึ่งเสือดำก็พลันทรุดลงกับพื้นพร้อมกับใช้มืออีกข้างกุมมือขวาไว้แน่น ครึ่งเสือดำส่งเสียงร้องโหยหวน ร่างของเขาสั่นเทิ้ม เหล่าผู้คนมองมาก็เห็นว่ากำปั้นและกรงเล็บอันแข็งกล้านั้นแตกละเอียดยับเยิน
    ชายคนแรกทรุดลงไป คนที่สองก็พุ่งเข้ามา ครึ่งคนครึ่งเหยี่ยวสีทองไม่ยอมพลาดเหมือนกับคนที่ร้องโอดครวญอยู่กับพื้น เขากางแขนสองข้างออกกว้างเพื่อไม่ให้ชายร่างเตี้ยหลบหนี เมื่อคนเสียงแหลมยืนพิงอาคมกางกั้น เขาก็ชักดาบเวทออกมาแล้วตวัดศาสตราใส่เจ้าเตี้ยในทันใด

    ปัง!!!

    ดาบเวทสีน้ำตาลแดงที่ฟันถูกอาคมกางกั้นก่อให้เกิดเสียงดังจนแสบแก้วหู แน่นอนว่าดาบนั้นพลาดเป้าหมาย คนร่างเตี้ยดีดตัวขึ้นไปด้านบนได้ทันอย่างฉิวเฉียด ดาบอันแกร่งกล้าลอยหลุดจากมือของครึ่งเหยี่ยวทองแล้วปักลงกับพื้น
    ครึ่งเหยี่ยวทองถึงกับมือชาไร้ความรู้สึก เขากัดฟันแน่นแล้วถลาขึ้นด้านบน ครึ่งอสูรซัดฝ่ามือใส่คนร่างเตี้ยที่ลอยค้างอย่างสุดกำลัง แต่ถึงกระนั้นฝ่ามือนั้นก็ไม่เฉี่ยวถูกแม้แต่ชายเสื้อของจิวฟง

    โครม!!! “อ๊ากกก!!!”

    ฝ่ามือนั้นพลาดไปถูกอาคมเวท ครึ่งเหยี่ยวทองลงไปนอนดิ้นอยู่กับพื้นพร้อมกับกุมมือที่แตกหัก ขณะนั้นคนที่สามและคนที่สี่ก็ทะยานเข้ามา พวกเขาใช้ศาสตราเวทฟาดฟันใส่จิวฟงพร้อมๆกัน

    คมกระบี่และดาบเวทที่พลาดเป้าเข้ากระทบกับอาคมเวทอย่างจัง สองศาสตราหลุดจากมือผู้ใช้แล้วกระเด้งกระดอนไปไกล คนทั้งสองล้วงศาสตราเล่มใหม่แล้วจู่โจมคนตัวเตี้ย ไม่ช้าคนที่ห้า ที่หก ที่เจ็ด และที่แปดก็เข้ามาช่วยรุมชายตัวเตี้ยผู้ปราดเปรียว
    เจ้าเปี๊ยกเคลื่อนไหวอย่างแคล่วคล่องว่องไว เขาเหินหลบไปได้ทุกทิศทุกทางโดยที่ไม่ยอมถอยห่างจากปากถ้ำ สักพักศัตรูคนที่เก้าและคนที่สิบก็พุ่งตรงเข้ามา เป็นอันว่าจิวฟงถูกล้อมไว้ทุกทิศทางรวมถึงทางด้านบน
    ทันทีที่ถูกล้อม จิวฟงก็ชิงลงมือก่อน เจ้าเปี๊ยกถีบถองคนที่ขวางหน้าจนลอยไปกระแทกกับหินผา จากนั้นเขาก็ใช้กระบี่ที่ยืมมาจากคนหน้าตายเหวี่ยงซ้ายตวัดขวา อึดใจเดียวคมกระบี่ก็เฉือนเข้าไปในเนื้อของคนทั้งหมดจนเลือดสาดกระเซ็น คนเหล่านั้นตะลีตะลานถอยร่นไปรวมกับคนที่อยู่ด้านหลัง
    “มันเป็นใครกันแน่!” ชายที่ลิ้มรสคมกระบี่ของจิวฟงร้องออกมาอย่างลืมตัว พวกสมาชิกสี่ดาวมักจะเร้นตัวอยู่ในป่าตามลำพังและไม่สุงสิงกับผู้ใด มนุษย์ครึ่งหมีดำกลืนยาสมานแผลแล้วมองคนร่างเตี้ยอย่างสงสัย เขาพยายามนึกแทบตาย แต่ก็ไม่รู้ว่าชายที่ควบรวมกับไก่เก้าดำเป็นใครกันแน่
    สมาชิกทั้งหมดต่างถอยมาตั้งหลัก เมื่อเห็นว่าคนร่างเตี้ยไม่ขยับออกห่างจากปากถ้ำ พวกเขาก็รู้ดีว่าคนตัวเตี้ยต้องการอะไร ครึ่งหมีดำดัดเสียงให้ฟังดูแหบพร่า จากนั้นเขาก็เอ่ยให้ผู้คนได้ยิน
    “เมื่อมันอยากให้เราทำลายอาคมกางกั้น เราก็ควรช่วยสนองความต้องการของมัน พวกเราอย่าได้บุกเข้าไปประชิดตัวไอ้คนผู้นั้น แต่จงใช้อาวุธเวทโจมตีมันจากระยะไกล!” สิ้นเสียงคำพูดชายคนดังกล่าว คนที่เหลือทั้งหมดต่างก็ชูอาวุธขึ้นเพื่อแสดงว่าเห็นด้วย พวกเขากระจายตัวออกเป็นแนวครึ่งวงกลม จากนั้นคนเหล่านั้นก็ชี้ศาสตรามาทางจิวฟง
    “แหม ทีอย่างนี้สามัคคีกันเชียวนะ!” เสียงแหลมร้องดัง

    จิวฟงมองศาสตราในมือของผู้ควบรวมทั้งหกร้อย เจ้าเปี๊ยกยังคงยืนอยู่ในอาการสบายๆ คนแค่หกร้อยเทียบไม่ได้กับคนนับพันที่เขาเผชิญหน้าที่หุบเขาหวงฉง เจ้าเปี๊ยกกวักมือเรียกเหล่าผู้ควบรวมให้เข้ามาหาด้วยท่าทียียวนกวนประสาทอยู่ซ้ำๆ แต่ครั้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่อาจเปิดเผยตัวว่าคือผู้ใช้อักขระเวทชุดขาว อีกทั้งยังไม่อาจใช้มีดสั้นสีเหลืองซึ่งเป็นสมบัติประจำตัว สีหน้าของเจ้าเปี๊ยกก็สลดโดยพลัน

    “ไม่น่าทำตัวเรียกบาทาเลยกู...”


    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน