บทที่ 10
ผู้ปกปัก
เช้าตรู่วันถัดมา ในขณะที่ยังไม่แม้แสงใดเข้ามาัักาย
วันนี้เพ่ยเจิน ตื่นขึ้นด้วยอาการที่สดชื่นมากกว่าปกติ เนื่องด้วยสภาวะแวดล้อมที่ร่มรื่นสบายใจ และความเงียบสงบงันที่ยากจะหาได้ในเมืองหลวงที่นางเคยอาศัยอยู่
เพ่ยเจิน ได้ตระเตรียมอาหารบางส่วนที่นางพอจะทำได้ แล้วได้เตรียมตัวอย่างดี โดยที่ในตอนนี้นางและศิษย์สำนักอย่างเสินว่าน ก็ต้องมาแต่งตัวดั่งบุรุษหนุ่มเช่นกัน เพราะบนยอดเขานี้จะมาแต่งตัวเหมือนดั่งเมืองหลวงไม่ได้ ดั่งนั้นเพ่ยเจินจึงสวมใส่ชุดที่มีกางเกงและชุดสีขาวล้วน และได้รัดเกล้าผมขึ้นเป็มวยไว้บนศรีษะตน
“อย่าลืมปิ่นไม้ของเ้า” เสียงใครสักคนด้านหลังเอ่ยเตือนมาอย่างเรียบแ่เบา
เพ่ยเจินเมื่อนึกได้ก็มองไปที่ปิ่นไม้น้อย ๆ ที่มีสภาพเก่าคร่ำครึนั้น ที่ได้วางอยู่บนหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางมองมันอย่างสนิทใจ โดยที่นางเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมนางถึงรักและชอบปิ่นเก่าคร่ำครึนี้ได้ นางจึงได้นำมันปักใส่ในมวยผมของตนดั่งทุกครา
“เ้าค่ะ วันนี้ท่านจะตามข้าไปด้วยไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินตอบรับอย่างว่าง่าย และได้ถามกลับไปหาอีกฝ่าย ที่นั่งหลับอยู่
“อาจจะนะ หากเ้า้าข้า ข้าจะมาหาเ้าหากข้าพร้อมนะ” เสียงนั้นเอ่ยตอบอย่างเอื่อยเฉื่อยเช่นปกติ
“เ้าค่ะ งั้นข้าไปก่อนนะเ้าค่ะ” เมื่อเพ่ยเจินเตรียมตัวเรียบร้อยก็ได้เดินออกจากห้องมา โดยที่นางก็ไม่ได้ลืมคำกล่าวของเขาเมื่อคืน เื่พัดเอาให้อาจารย์ดู นางจึงเอาพัดเก่าที่มีผ้าห่อพันอยู่คาดที่เอวไปด้วยดั่งทุกครา
เมื่อเพ่ยเจินเดินเท้ามาถึงใกล้หน้าเรือนหลักใหญ่ ก็เป็เวลาที่ดวงอาทิตย์ได้ฉายแสงทองผ่องอำไพมาสู่ท้องนภาแล้ว
เพ่ยเจินหันไปทางหน้าลานของเรือนหลักที่เป็ลานหินนั้น ก็พบว่าบุรุษผู้นั้นได้มานอนรออยู่ก่อนแล้ว เพ่ยเจินลองมองดูบุรุษผู้นั้นอย่างค่อย ๆ พิจารณาก็พบว่าเขาช่างดูหม่นหมองจัง เขาไม่ท่าทีว่าจะยิ้ม ไม่มีท่าทีว่าจะตื่น หรือเดินไปไหนเลย และที่สำคัญเขาจะไม่ยอมเปลี่ยนท่าทางของเขาเลยหรือ
ทันใดที่เพ่ยเจินเอาแต่พิจารณาบุรุษหนุ่มผู้นั้น ก็มีเสียงเรียกอย่างรีบร้อนของเสินว่านว่า
“เพ่ยเจิน รีบเข้ามาเร็วเข้า ท่านอาจารย์แย่แล้ว” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
เพ่ยเจินได้ยินดังนั้นจึง รีบวิ่งเข้าไปข้างในเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านอาจารย์เฟยหวงซางจวิ้น
เมื่อเพ่ยเจินเข้ามาถึงในห้องโถงหลัก ก็พบว่าท่านเฟยหวงซางจวิ้นนั้นได้นั่งรอนางอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อนางเข้าไปใกล้ ๆ กลับสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกติ คือ นางมีสีหน้าที่ดูซีดเซียวลงเป็อย่างมาก ดั่งกับว่านางเหนื่อยล้ากับอะไรเต็มทน
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นค่อย ๆ เงยหน้ามามองเพ่ยเจินอย่างมีรอยยิ้ม ซึ่งนั่นเป็รอยยิ้มที่ไม่มีอะไรแอบแฝง นี่นางชื่นชมเพ่ยเจินอย่างมากจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน มือนางก็ยังมีอาการสั่นเทาอยู่เล็กน้อย เหมือนกับว่านางกำลังหวั่นเกรงต่อเพ่ยเจินฉะนั้น
“มานี่สิเพ่ยเจิน มาให้ข้ามองดูเ้าชัด ๆ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นแย้มมุมปากกล่าวช้า ๆ
เพ่ยเจินค่อย ๆ เดินเข้าไปหาใกล้ ๆ อย่างช้า ๆ ในตอนนี้นางรู้สึกสับสนว่าเกิดเื่อันใดขึ้นแก่ท่านอาจารย์ของนางกันแน่ และเมื่อวานก็ยังคูยกันอยู่ดี ๆ หรือว่าเื่จะเกิดตอนกลางคืน
เมื่อเพ่ยเจินหวนคำนึงมาถึงตอนนี้ นางก็หันหน้าไปมองบุคคลที่นอนอยู่บนตั่งไม้เก่านั่น
แต่ก่อนที่นางจะพุดกล่าวอันใดออกมาได้ ท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็เอามือมาลูบที่แก้มของนางเสียก่อน แก้มสองข้างที่ขาวเนียนราวกับหิมะ ดูนุ่มนิ่มคู่นั้น เมื่อััโดนมือของท่านเฟยหวงซางจวิ้น ก็ค่อย ๆ มีหยดโลหิตน้อย ๆ ไหลซึมจากดวงตาของนาง หยดลงบนมือของท่านเฟยหวงซางจวิ้น
“อันใดกัน เ้าเป็อันใด ข้าไม่ได้จะตายสักหน่อย มาร้องห่มร้องไห้ ข้ายังจะอยู่ช่วยเ้าไปอีกนาน เ้าไม่ไว้ใจข้ารึ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างอ่อนโยน จนทำให้เพ่ยเจินตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าวาจาของท่านอาจารย์นั้นได้กล่าวอย่างจริงจังแน่นอน
“เปล่าเ้าค่ะ ข้าแค่กลัวว่าข้าจะเป็ต้นเหตุให้ท่านอาจารย์ต้องลำบาก” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือ ดวงตาที่แดงก่ำด้วยโลหิตสด ๆ ที่เอ่ออยู่ในดวงตานั้น
“เ้าอย่าได้คิดมาก ข้าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็ผู้ดูแลปกปักรัษาเ้าแล้ว ข้าก็ต้องทำให้เต็มที่เข้าใจข้าใช่ไหม ต่อแต่นี้ข้าจะขุนเ้าให้พร้อม ในทุก ๆ ด้านอย่างสุดความสามารถ เ้าเองก็ด้วยเสินว่านน้อย เ้าอย่าได้น้อยใจ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าว ในขณะที่ผายอ้อมแขนให้เสินว่าน และเพ่ยเจินเข้ามาสู่อ้อมอกตน
“วันนี้พวกเราจะเตรียมตัวเข้าสู่หุบเขาลึกโค้วโจวกัน พวกเ้าทั้งสองจงเร่งไปเตรียมตัวเถิด ส่วนเสินว่านสั่งให้เ้าหม่าหยงช่าย ดูแลสถานที่นี้ให้ดี ส่วนเหม่ยเซียงให้ตระเตรียมเครื่องใช้ให้พร้อมเอานี่ไปด้วยถูงปราณฟ้าขั้นหนึ่ง ด้านในถูงมีเนื้อที่ยี่สิบวา ให้เตรียมของสำหรับเดือนหนึ่งในป่าเข้าไปด้วย” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยสั่งการอย่างมั่นคง และได้ให้ถูงวิเศษแก่ทุกคนด้วย
“ส่วนเ้าเพ่ยเจิน ตามข้าเข้าไปในห้อง” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวเสร็จก็ลุกยื่นเดินนำไป
เพ่ยเจิน และเสินว่านต่างมองหน้ากันด้วยดวงตาที่แดงเรี่ย เพราะพวกนางทั้งสองต่างเข้าใจความเ็ปที่ท่านอาจารย์พยายามปกปิดดี
จากนั้นเสินว่านก็ออกไปเตรียมของเครื่องใช้ ตามที่ท่านอาจารย์สั่ง เพ่ยเจินเองก็ไม่รอช้ารีบก้าวตามท่านอาจารย์เข้าห้องไป
เมื่อเพ่ยเจินเข้ามาถึงในห้องของท่านอาจารย์ ก็พบว่าท่านอาจารย์นั่งลงบนเตียงที่นอนประจำ ในห้อง
เพ่ยเจิน ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาอาจารย์ตนและนั่งลงเอาศรีษะไปเอียงแนบกับขาของท่านอาจารย์แล้วได้กล่าวอย่างแ่เบาว่า
“เขาทำร้ายท่านใช่หรือเปล่าเ้าค่ะ”
“เ้าอย่าได้คิดเื่ร้ายแบบนั้นเลย ข้าพึงพอใจเ้าอยู่แล้ว ท่านผู้นั้นแค่มาบอกกล่าวเท่านั้นเอง” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวในขณะที่เอามือลูบเรือนผมของเพ่ยเจินอยู่
“หากเขาทำร้ายท่าน ข้าจะไม่มีวันให้อภัยเขาเลยเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างจริงใจ
“ท่านผู้นั้นคือผู้ที่อยู่ในจุดที่สูงส่ง ท่านไม่จำเป็ต้องก้มหัวขออภัยข้า เ้าเข้าใจไหม ท่านรู้แม้กระทั้งว่าข้าเป็ใคร มาจากไหนได้เป็อย่างดี ซึ่งเื่นี้ในรอบสามหมื่นปีย่อมไม่มีใครล่วงรู้ แต่ท่านกลับรู้ เ้าคิดว่าท่านจะอายุสักเท่าใด และการฝึกปรือของท่านเล่าจะแข็งแกร่งสักปานไหน การที่เ้าได้รับท่านผู้นั้นเป็ผู้ชี้แนะนั่นคือ สิ่งที่ประเสริฐแล้ว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเองก็ยอมรับจากใจจริงว่านิยมชมชอบเพ่ยเจินมาก แต่ท่านผู้นั้นเองก็แสดงออกชัดเจนมากว่าหวงเพ่ยเจินกว่าสิ่งอื่นใด
“หมายความเยี่ยงไรเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถาม
“ความจริงข้าไม่เคยบอกเื่นี้กับใคร แม้กระทั้งศิษย์พี่ทั้งห้าของพวกเ้า ว่าข้าเป็เซียน์จุติลงมาอีกทีหนึ่ง ในอดีตข้าเคยอยู่ในลำดับขั้น์เก้าชั้นฟ้า ใกล้บรรลุขันมหาเทพเต็มที แต่ก็เกิดเื่ราวร้ายแรงขึ้นเสียก่อนที่ข้าจะได้บรรลุ ข้าเป็ศิษย์สายตรงแห่งท่านเทพซียนพิศุทธ์มอเยวียน ซึ่งในขณะนั้นเป็มหาเทพแห่งาอยู่ ท่านและข้าต่างก็ได้พำนักอยู่ที่เขาคุนหลุนซวี่เป็ระยะเวลาสามหมื่นกว่าปี ท่านได้ชุปเลี้ยงข้าั้แ่ข้ายังเป็หิงห้อยสัตว์ภูติ์อยู่ ท่านหล่อเลี้ยงข้าจนกลายเป็สัตว์เทพ และได้วิวัฒน์สู่การเป็เซียน นั่นคืออดีตของข้าที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้มาก่อน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่สลดลงเมื่อได้เล่าถึงอดีตเมื่อคราหลัง
เมื่อเพ่ยเจินเห็นสีหน้าอาจารย์ตนเองสลดลง ก็เลยชวนคูยไปเื่อื่นว่า
“แล้วต่อแต่นี้ไปข้าควรจะทำเช่นใด ท่านอาจารย์คงไม่ทอดทิ้งข้านะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดั่งจะร่ำร้องอยู่ก็มิปาน
“อันใดกันเด็กน้อย ข้าเฟยหวงมีหรือจะทิ้งผู้เป็ศิษย์ไปได้ แต่ข้าแค่สอนเ้าไม่ได้ ข้ารับปากเ้าได้เื่หนึ่ง คือ ข้าจะอยู่ปกปักรักษาเ้า จนกว่าข้าจะหาไม่นั่นแหละ” ท่านเฟนหวงซางจวิ้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างเต็มดวงหน้าเป็ครั้งแรกในเช้าวันนี้
เพ่ยเจินเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อย ๆ ตนก็ยังมีท่านอาจารย์ค่อยช่วยเหลืออย่างไม่ทอดทิ้งไป นางนึกขึ้นได้ ถึงเื่ที่บุรุษผู้นั้นบอกกล่าวว่า ให้นำพัดของนางมามอบให้ท่านเฟยหวงซางจวิ้นดู นางคิดว่าเื่นี้อาจทำให้อาจารย์ตนดีขึ้นบ้าง นางจึงได้ดึงเอาพัดที่คาดอยู่ที่เอวในห่อผ้าให้ท่านเฟยหวงซางจวิ้นดู
“นี่คือ อันใดกัน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างสงสัย
“นี่เป็พัด ที่อยู่ติดตัวข้ามาั้แ่แรกเริ่มจำความได้เ้าค่ะ เขาผู้นั้นได้บอกว่า นี่เป็ของวิเศษประจำตัวข้า และให้รักษาให้ดีที่สุด เพราะมันมีค่าเสียยิ่งกว่าพิภพเสวียนหนี นี่อีกเป็พันหมื่นเท่าเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวอธิบายให้ท่านเฟยหวงซางจวิ้นฟังถึงที่มาของพัดของนาง
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเมื่อได้สดับฟังดังนั้น ก็ใจเต็นรัวอย่างเร็วรี่ จะมีพัดใดบนสากลพิภพอีกหรือที่มีค่ามากกว่าพิภพเป็ร้อย พัน ได้
ท่านคลี่พัดออก และได้พิจารณาอย่างถ้วนถี่ ก็มาสะดุดตรงด้านจับ และประกัปพัด ที่เป็หยกขาวนวล และมีพลังฟ้าดินสุดแสนจะล้ำลึก
“นะ นะ นี่มันหยกมหาชีวิตแห่งเขาคุนหลุนซวี่ บ้าไปแล้วขนาดท่านอาจารย์มอเยวียนมีเพียงเศษเล็กเท่านิ้วก้อยท่านยังหวงแหนเพื่อเอาไว้สร้างระฆังตงหัว แต่นี่มันมากเกินไป” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวออกมาอย่างลืมตัว มือไม้ของท่านสั่นเทาเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ มันคืออันใดกัน” เพ่ยเจินเอ่ยถามด้วยความไม่รู้
“ข้าจะบอกกล่าวแก่เ้า ของวิเศษที่ทั่วสากลพิภพให้ความย่ำเกรงมานับสิบหมื่นปี ก็มีระฆังตงหัว ของท่านมหาเทพตงหัวตี้จวิ้น ผู้เป็ใหญ่ใน์เก้าชั้นฟ้า โดยผู้ที่สร้างระฆังตงหัว คือ ท่านเทพเซียนพิศุทธิ์มอเยวียนอาจารย์แห่งข้า โดยมีหินหยกขาวแห่งมหาชีวิตที่ขนาดเท่าเล็บนิ้วก้อยเป็แกนหลักในการสร้าง ขนาดมีหินหยกขาวแห่งมหาชีวิตแค่นั้น ยังสร้างของวิเศษที่สยบสามภพภูมินี้ไว้ได้ และเ้าลองคิดดูสิว่าหากมีหยกขาวแห่งมหาชีวิตมากมายมหาศาลขนาดนี้มันจะทรงพลานุภาพขนาดใดกัน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวในขณะที่มือก็ยังสั่นอยู่
“แล้วทำไมท่านอาจารย์ของท่านไม่แสวงหาไว้เยอะ ๆ ละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินถามด้วยความใสซื่อ
“ก็หากมันหาได้อีกก็ดีสิ แต่ที่มีนั่นคือทั้งหมดแล้วที่มีอยู่ แต่นี่มันกลับมาอยู่ในพัดของเ้านั่นแสดงว่าพัดนี่ต้องถูกสร้างมาก่อน และสร้างจากหยกขาวแห่งมหาชีวิตนั่น จนเหลือเพียงเศษทิ้งไว้ให้อาจารย์ของข้าอีกที” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างตื่นเต้นยินดี
“แล้วทำไมถึงต้องเอามาสร้างพัดด้วยละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินยังคงมิคลายข้อสงสัย
“คุณสมบัติของหยกขาวแห่งมหาชีวิตคือ การตรึงพลังปราณฟ้าดินที่มหาศาลเอาไว้ กล่าวคือ เขาคุนหลุนซวี่นี้เป็หุบเขาแรกเริ่มั้แ่เบิกนภากอปรปฐีขึ้น ดังนั้นพลังฟ้าดินทั้งหมดล้วนเกิดจากหยกขาวแห่งมหาชีวิตนี่ยังไงละ แต่สาเหตุที่ว่าทำไมถึงเอามาสร้างพัดนี่คงต่อลองถามท่านผู้นั้นเอา” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าว
จากนั้นท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็ได้ เพ่งพิจารณาดูต่อไป ในทุกส่วนทั้งลวดลาย เนื้อกระดาษ ภาพทิวเขาด้านหนึ่งของพัด และอักขระทั้งสิบสองหน้า ท่านเฟยหวงซางจวิ้นรับรู้ได้ดีกว่าทุกคนที่เคยััพัดนี้มา เพราะท่านมีอายุมาอย่างยาวนาน และเป็ศิษย์สายตรงแห่งเขาคุนหลุนซวี่ และท่านยังได้กล่าวอธิบายถึงความวิเศษวิโสของพัดนี้ให้แก่เพ่ยเจิน แต่แล้วท่านเฟยหวงก็ได้มาหยุดตรึงอยู่กับอักขระนี้
“อักขระเล่านี้ล้วนไม่ธรรมดา ข้าของเวลาลองอ่านดูก่อน ข้าก็เริ่มเลอะเลือนไปมาก เอาละเ้ารักษาไว้ก่อนข้าจดจำได้ ไว้ข้าจะศึกษาดู ต่อแต่นี้ข้าจะส่งเสริมเ้าอย่างเต็มที่ เ้าพร้อมไหม” ท่านเฟยหวงเอ่ยกล่าวแก่เพ่ยเจิน
“ท่านอาจารย์จะส่งเสริมข้า ทำไมกันละเ้าค่ะ ท่านอยากให้ข้ารีบจากท่านไปหรือ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยอาการเศร้าเพราะนางกลัวว่าท่านอาจารย์จะทอดทิ้งนางไป
“นี่ เ้าก็นะ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น การที่ท่านผู้นั้นเร่งเร้าให้ข้าส่งเสริมเ้า นั่นต้องมีเหตุผลอย่างใหญ่หลวงแน่นอน เ้าต้องเร่งวิวัฒน์ตนเองเข้าใจไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่างยิ้มแย้มในดวงหน้าเพื่อให้เพ่ยเจินสบายใจ
“การที่เราจะเข้าหุบเขาในครั้งนี้ก็เพราะข้าใช่ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามอย่างใจซื่อ
“นั่นก็เป็หนึ่งส่วน ข้าเชื่ออย่างสุดใจว่าท่านผู้นั้นต้องมีวิธีช่วยเ้า แต่ท่านเองก็ต้องมีเื่ลำบากอยู่ไม่น้อยเป็แน่ ไม่งั้นท่านไม่เอ่ยปากกับใครหรอก ข้าคิดเช่นนี้” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าว
เพ่ยเจินคิดถึงบุรุษผู้นั้นที่ตอนนี้กำลังป่วย ด้วยโรคประหลาดอยู่นางเองก็เริ่มเห็นพ้องตามที่ท่านอาจารย์กล่าว
“เ้าค่ะ เมื่อคืนเขาก็สั่งให้ข้ามาขอความเมตตาจากท่านอาจารย์ เขาบอกว่าจะปรุงโอสถทิพย์เ้าค่ะ และยังบอกให้ข้านำพัดนี้มามอบให้ท่านดูด้วย” เพ่ยเจินกล่าว
“ข้าทราบแล้ว นี่ท่านผู้นั้นเป็นักปรุงโอสถหรือนี่” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวลำพึงแก่ตนเอง
อยู่ ๆ ก็พลันมีตัวอักษรปรากฏขึ้นบนอากาศธาตุ เป็เนื้อความว่า
“สมุนไพร หญ้าอาบจันทราอายุพันปี รากโสมกลืนปฐีอย่างน้อยอายุหนึ่งพันห้าร้อยปี เปลือกไม้ปราณฟ้าอายุพันห้าร้อยปี… โลหิตสัตว์อสูรในรอบพันปี ระดับสามดาว มีโลหิตราชสีห์ขนทองห้าไฮ แก่นอสูรกลืนสุริยันระดับสามดาว สามเม็ด”
เมื่อท่านเฟยหวงได้อ่านก็ทำหน้านิ่งไป ดั่งกำลังนึกคิดอะไรบางอย่าง
“นี่ท่านผู้นั้นกำลังจะปรุงโอสถกลืนนภาหรือนี่ แต่การจะปรุงโอสถกลืนนภาได้ต้องมีวัตถุดิบที่พร้อมเสียก่อน เอาการอยู่นะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่างใจเย็น
เมื่อเพ่ยเจินได้ฟังก็เกิดอาการกลืนมิเข้าคายมิออก ใจหนึ่งก็เกรงใจท่านอาจารย์ อีกใจตนเองก็ทำการนี้เองไม่ได้ นางจึงได้กล่าวออกไปว่า
“ลำบากท่านอาจารย์เกินไปหรือไม่เ้าค่ะ”
“ฮ่า ๆ เ้าคิดว่าข้าเป็ใครกันหือ หากข้าจะซื้อของพวกนี้ก็ย่อมได้ แต่ท่านผู้นั้นหวังให้เ้าได้ฝึกปรือด้วยอย่างแน่นอน และมีข้าไปด้วยเ้าจะกลัวอะไร ขนาดเฒ่าเฉินหว่าชุนข้ายังมิเกรง แล้วนี่แค่อสูรกระจอกพวกนี้ข้าจะหวั่นอันใด” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นหัวเราะกับความไร้เดียงสาของเพ่ยเจิน แล้วได้กล่าวบอกให้นางสบายใจอีกด้วย
“เอาละ เ้าไปช่วยเสินว่านเตรียมตัวได้แล้ว ข้าจะเตรียมตัวและศึกษาอัขระบนพัดของเ้าด้วยสักระยะ หากพวกเ้าพร้อมก็มาเรียกข้า” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าว
เพ่ยเจินเมื่อเห็นท่านอาจารย์สบายใจดีแล้ว นางก็รับคำท่านอาจารย์แล้วเดินออกจากห้องเพื่อมาช่วยทางเสินว่านตระเตรียมของ
จากนั้นเพ่ยเจินก็ได้ไปเรียกท่านอาจารย์ของตน เพื่อมารับประทานอาหารเช้าก่อน แล้วค่อยพูดค่อยคูยเื่สำคัญอื่นใดต่อไป
เมื่อทุกคนมาถึงที่โถงอาหารแล้ว ท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้หยิบเอาเครื่องรางรูปดวงไฟให้ทุกคน เผื่อเกิดอะไรขึ้นนางจะได้มาช่วยเหลือทัน
“เอาล่ะหลังจากทานข้าวเสร็จพวกข้าจะเดินทางเข้าในหุบเขา เหม่ยเซียงจะไปกับพวกข้า ส่วนเ้าหม่าหยงช่าย จงดูแลสถานที่ของเราให้ดี เข้าใจไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวกับทุกคน โดยเฉพาะเหม่ยเซียงและตาเฒ่าหม่า
“ส่วนเื่พัดของเ้า เอ่อออ…” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้หันมากล่าว แต่ก็ต้องหยุดเพราะลังเลว่าจะกล่าวต่อไปไหม
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ทุกคนในที่นี้คือครอบครัวของข้า ข้าไม่มีใครนอกจากพวกเขาเ้าค่ะ” เพ่ยเจินรู้ว่าท่านอาจารย์ตนกังวลอะไร นางจึงได้กล่าวด้วยรอยยิ้มออกไป
“อ้อ ก็ดี เื่พัดของเ้า ข้าได้นำไปสืบถามศิษย์ผู้พี่ของข้าท่านมหาเทพไป๋เจี๋ยจิ้งจอกเก้าหาง์ผู้นั้นแล้ว ได้ความว่าพัดนี้มีความอัศจรรย์พลันลึกมากกว่าที่เราคาดเดาได้ แต่ที่รู้ได้แน่ชัดว่า พัดนี่ต้องเกี่ยวข้องกับศาสตร์เทพอัญเชิญ และพลังอันมหาศาลที่ใครต่อใครต้องหวั่นเกรงแน่” ท่านเฟยหวงซงจวิ้นกล่าวอย่างจริงจัง
“นี่คงเป็อีกเหตุผลที่ท่านผู้นั้นพยายามเร่งให้เ้าไปถึงขั้นตระหนักมรรคาฟ้าให้ได้ เพราะศิษย์พี่ข้าบอกว่าผู้ที่จะอัญเชิญสิ่งมีชีวิตได้จำเป็ต้องอยู่ในขั้นตระหนักมรรคาฟ้าเท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถรองรับการอัญเชิญสิ่งมีชีวิตได้” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นยังได้กล่าวสำทับเข้าไปอีก
ทุกคนในที่นั้นทั้งเพ่ยเจิน เสินว่าน ต่างเข้าใจในสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าว
จากนั้นทุกคนต่างเร่งรับประทานอาหารแต่พอดี แล้วก็ได้สั่งงานตาเฒ่าหม่า แล้วก็ออกเดินทางไปทางด้านหลังของเรือนท่านเฟยหวงซางจวิ้น ทุกคนต่างคิดในใจว่าก็ระยะทางบนนี้ก็มีไม่กว้างเท่าไหร่ แล้วท่านอาจารย์จะพาพวกเขาไปไหน
เมื่อมาถึงครึ่งทางของอ่างน้ำมรกต ท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็ได้เดินเบี่ยงออกด้านซ้ายไป พอมาเจอขอบเหวที่ลึกสุดลูกหูลูกตาแล้วยังปกคลุมไปด้วยไอหมอกหนาทึบ จนมองอะไรไม่เห็นแต่ท่านเฟยหวงก็ยังคงเดินตรงต่อไป
“พวกเ้าเดินตามข้ามาอย่าให้ได้ห่าง” ท่านเหยฟวงวางจวิ้นหันหน้ามากล่าวแก่ศิษย์ตน แล้วก็ได้เดินนำออกไป
ทุกคนต่างเริ่มมองเห็นสะพานแขวนที่ทอดยาวไปสูู่เาอีกลูกหนึ่งที่อยู่ไกลลิบ ทุกคนเดินตามไปอย่างว่าง่าย เพราะในขณะนี้พวกนางแต่งกายเป็ชายกันหมด เว้นเสียแต่ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเท่านั้นที่ยังคงแต่งตัวดั่งเดิม
หลังจากที่ออกจากสำนักมาได้ครึ่งวัน ทุกคนก็ได้พักอยู่กลางหุบเขาอีกที่หนึ่งเพื่อพักกินข้าวกินปลากัน
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ เราจะไปที่ใดกันแน่เ้าค่ะ” เสินว่านเอ่ยถามอย่างเหน็ดเหนื่อย
“หลักจากกินข้าวเสร็จ เราจะเข้าสู่หุบเขาร้อยพิษเพื่อหาสมุนไพรก่อน เอาละเสินว่าน ในขณะที่เราเดินเ้าจงเร่งปราณยุทธ์ของเ้า เพิ่มเสริมให้เพ่ยเจิน เหม่ยเซียงด้วย นี่เป็การฝึกของเ้า ส่วนเพ่ยเจิน เ้าจงเดินไปด้วยแล้วควบคุมกระบี่ออกมาตรึงไว้ให้ได้โดยห้ามให้ล้วงหล่นจนกว่าจะถึงที่หมายใหม่ เข้าใจไหม” ท่านเฟยหวงเอ่ยกล่าวอย่างจริงจัง
เมื่อท่านเฟยหวงซางจวิ้นมองไปทางลูกศิษย์ทั้งสอง ที่กำลังทำหน้าเหย๋เกกันอยู่ ก็อดที่จะอมยิ้มออกมามิได้
จากนั้นท่านอาจารย์ก็ได้มอบโอสถให้พวกนางคนละเม็ด เป็โอสถเม็ดสีฟ้าจาง มีความรู้สึกเย็นเมื่อัั เสินว่านที่พิจารณามองดูก็รีบเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นว่า
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ นี่มันโอสถวิเศษคืนปราณนี่เ้าค่ะ ดูจากพลังััคงเป็ขั้นสามแน่ ๆ”
เสินว่านกล่าวด้วยดวงตาที่จ้องมองโอสถนั่นอย่างเป็ประกาย
“ฮ่า ๆ เ้านี่มันรู้ดีจริง ๆ ถูกต้องนี่เป็โอสถคืนปราณจริง ข้าปรุงเล่น ๆ หน่ะ” ท่านเฟยหวงกล่าวบอกเสินว่านอย่างชอบใจในนาง
“ว้าววว ท่านอาจารย์เป็สายเทพาโจมตี ท่านปรุงโอสถได้ด้วยหรือเ้าค่ะ” เสินว่านเอ่ยถาม
“นั่นก็ย่อมได้ แต่ข้าทำได้ขั้นมากสุดก็ขั้นห้า ต่อให้เป็เซียน์เก้าชั้นฟ้า หากไม่ใช่สายนักปรุงโอสถโดยตรงก็ไม่สามารถปรุงได้เกินนั้น หรือหากเ้าอยากจะปรุงจริง ๆ ก็ต้องมีอุปกรณ์ปรุงโอสถที่วิเศษตามด้วย ใครรึจะลงทุ่นจริงไหมละ ฮ่า ๆ”ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างสนุก
“การที่เราออกมาในครานี้จะกินเวลานานสักเท่าใดเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามด้วยสีหน้าใสซื่อ
“ก็นะ ก่อนอื่นเราจะเข้าหุบเขาร้อยพิษเพื่อหาหญ้าอาบจันทราอายุพันปี รากโสมกลืนปฐีอายุหนึ่งพันห้าร้อยปี เปลือกไม้ปราณฟ้าอายุหนึ่งพันห้าร้อยปี พวกนี้เราจะหาในหุบเขาร้อยพิษ ส่วนโลหิตราชสีห์ขนทองอายุพันปี สามดาว ห้าไฮ อันนี้ยากหน่อย เพราะต้องเลือกตัว ส่วนที่ยากที่สุดคือ แก่นอสูรกลืนสุริยันนี่แหละ เพราะเราฆ่าเป็ร้อยตัวอาจไม่เจอแก่นอสูรก็ได้ต้องพึ่งโชคแล้ว และเราต้องข้ามไปไกลลิบหาหุขเขาสัตว์อสูรอีกที ข้าคาดการไว้ประมาณสักเดือนเศษ ๆ” ท่านเฟยหวงกล่าวอธิบายอย่างช้า ๆ
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ ข้าขอความเมตตาช่วยอธิบายเื่สัตว์อสูรด้วยเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวขอเรียนรู้จากท่านอาจารย์ของนาง ส่วนเสินว่านเองก็พยักหน้าว่าอยากเรียนเช่นกัน
“คืออย่างนี้ สัตว์โดยทั่วไปเราเรียกสัตว์ ส่วนสัตว์อสูรคือสัตว์ที่เกิดมาด้วยแรงแห่งมาร จะมีอยู่ทุกพิภพในแดนแห่งเซียนเรา โดยสัตว์อสูรก็สามารถวิวัฒน์กลายเป็มารขึ้นมาได้ เมื่ออายุบำเพ็ญมันครบสิบหมื่นปี เหมือนกับสัตว์ภูตินั่นแหละ ซึ่งสัตว์อสูรและสัตว์ภูติในหนึ่งรอบพันปีจะมีสามระดับ คือหนึ่งถึงสามดาว เมื่อเริ่มอายุสองพันปี ก็วนกลับมาหนึ่งดาว เรียกว่าสัตว์อสูรสองพันปีหนึ่งดาว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวสอนศิษย์ทั้งสองของตน
“แล้วการวิวัฒน์ละเ้าค่ะที่ว่ากลายเป็เทพเซียนได้” เพ่ยเจินยังคงถามสืบต่อไป
“คือ สัตว์อสูร หรือสัตว์ภูติ เมื่อครบสิบหมื่นปี ก็จะสามารถวิวัตน์เป็เซียน์หนึ่งชั้นฟ้าได้ แล้วแต่ว่าจะมีมรรคาฟ้าอะไรอีกที แต่สำหรับสัตว์เทพจะมีเพียงห้าชนิดเท่านั้น เพราะเป็สัตว์เทพที่อยู่มาั้แ่สมัยยุคาคือ หนึ่งั สองหงส์ฟ้า สามกิเลน สี่จิ้งจอก์ ห้ามัจฉา์ ทั้งห้านี้จะวิวัฒน์ได้ก็ต่อเมื่ออายุครบร้อยหมื่นปีเท่านั้น แต่พวกเขาสามารถเป็ร่างเทพเซียนได้เลยโดยไม่ต้องรอวิวัฒน์ หรือก็คือ มรรคาฟ้าสายอสุระเทวากายบริสุทธิ์นั่นเอง เช่น เง็กเซียนฮ่องเต้ และเทียนโฮว” ท่านเฟยหวงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างมาสอนศิษย์อย่างตั้งใจ
ทั้งหมดเมื่อได้ฟังท่านอาจารย์เฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอธิบายเื่สัตว์อสูรเรียบร้อย ก็เร่งรับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว แล้วก็ออกเดินทางกันต่อไป
ในครานี้ทำลำบากที่สุดคงไม่พ้นเสินว่าน เพราะต้องเร่งเร้าปราณยุทธ์ของตนเองตลอด โดยให้ศาสตร์หอแก้วพิศดาร ส่งเสริมทุกคนให้รวดเร็ว แข็งแรง และฟื้นฟูปราณของเพ่ยเจินอยู่เสมอ
ส่วนเพ่ยเจินก็เดินไปก็ตั้งอินเผชิญหน้าเพื่อควบคุมกระบี่ให้ลอยค้างอยู่ในอากาศเสมอ พวกนางทั้งสองทำอย่างนี้มาครึ่งค่อนวันจนแทบจะไม่มีแรงในการก้าวขาอีกแล้ว
“เอาละเราเข้าสู่เขตของหุบเขาร้อยพิษแล้ว เราจะเดินไปที่ใจกลางหุบเขานี้ อาจกินเวลาอีกสักหน่อยพวกเ้าไหวไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นหยุดแล้วได้หันหน้ามาเอ่ยถามศิษย์ของตนอย่างยิ้ม ๆ
“ไหวเ้าค่าท่านอาจารย์” เสียงของเสินว่าเอ่ยลากยาวไป ด้วยความเหนื่อยล้าแต่นางก็ยังฝืนยิ้มเอ่ยออกมาได้
ส่วนทางเพ่ยเจินตอนนี้ กระบี่ที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศก็แทบจะล่วงตกสู่พื้นแล้ว เหงื่อของศิษย์ทั้งสองต่างท้วมหน้า โทรมกายกันไปตาม ๆ กัน
“ฮ่า ๆ ป่ะอีกนิดเดียว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวยิ้ม ๆ นั่นไม่ใช่การกลั่นแกล้งแต่นี่เป็การฝึกหนักเพื่อให้พวกนางก้าวข้ามขีดจำกัดไปให้ได้
เมื่อมาถึงตอนหนึ่งของหุบเขาใกล้กับต้นไม้ที่ดูจะใหญ่ที่สุดในป่าแห่งนี้ต้นหนึ่ง ท่านเฟยหวงซางจวิ้นหยุดลง แล้วได้ค่อยหันไปกล่าวกับศิษย์ของนางและเหม่ยเซียงว่า
“เอาละเราจะตั้งที่พักกันที่นี่จนกว่าจะได้หญ้าอาบจันทรา รากโสมกลืนปฐี และเปลือกไม้ปราณฟ้า ในทุกวันพวกเ้าสองคนต้องออกไปด้วยกัน คนหนึ่งสนับสนุนอย่าได้ขาด อีกคนคอยป้องกันอันตราย เข้าใจไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่าสนุกสนาน ที่ได้มองเห็นลูกศิษย์ของตนพยายามอย่างตั้งใจแบบนี้
“เข้าใจเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านอาจารย์จะให้พวกข้าไปหาอะไรก่อนเ้าค่ะ” เสินว่านกล่าวถามอย่างเหนื่อยหอบ
“คืนนี้พวกเ้าทั้งสองพักเถอะ เราจะเริ่มกันพรุ่งนี้” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่างอ่อนโยนปรานี
จากนั้นท่านก็เดินไปยืนตรงกลางของทุกคน แล้วก็ได้ตั้งอินเผชิญหน้าขึ้น แล้วได้เปล่งวาจาว่า
“มรรคาฟ้าปราณอัคคี กางอาณาเขตมหามรรคาฟ้า ตาข่ายอัคคี”
เมื่อร่ายคาถาเสร็จ ก็พลันปรากฏวงแหวนเวทย์ไฟขนาดใหญ่กางออกรอบบริเวณ จากนั้นแสงจากวงเวทย์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็ลำดับ สุดท้ายเส้นวงแหวนก็ครอบทั้งหุบเขาทั่วบริเวรนี้ไว้
“เอาละถือว่าในบริเวณเขานี้เป็อาณาเขตของข้า พวกเ้าจงวางใจ เราจะสังเกตุหาหญ้าอาบจันทรากันที่นี่ ส่วนในทุกวันก็อย่างที่กล่าวคือ พวกเ้าทั้งสองต้องออกไปตามหารากโสมกลืนปฐี และเปลือกไม้ปราณฟ้า”
หลังจากที่ท่านเฟยหวงเอ่ยกล่าวเรียบร้อย ก็ได้หยิบเอาม้วนคัมภีร์ม้วนหนึ่งจากถุงปราณฟ้าของตน ด้านในมีลักษณะของสมุนไพรที่ทั้งสองต้องตามหานั่นเอง
จากนั้นเหม่ยเซียงก็ได้เอาสัมภาระออกมาจากถุงปราณฟ้าของตน โดยจะเป็กระโจมสำหรับนอน ผ้าปูนอน เสื่อปูพื้น และเครื่องครัว เครื่องใช้ต่าง ๆ แล้วทุกคนก็ได้ช่วยกันปลูกกระโจม และร่วมกันทำอาหารง่าย ๆ การอุ่นเนื้อย่างที่เหม่ยเซียงได้เตรียมมาก่อนแล้ว
“เอาละในทุกวันทุกคืนพวกเ้าจงอาศัยกันอยู่เพียงสามคน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ย
“แล้วท่านอาจารย์ละเ้าค่ะ” เสินว่านรีบกล่าวอย่างเร็วรี่
“ข้าก็จะไปบำเพ็ญตามทางของข้า หน้าที่พวกเ้าคือยามเช้าหาของ ยามค่ำสังเกตุหญ้าอาบจันทราตามคัมภีร์ และห้ามลืมต้องรวบรวมพลังฟ้าดินอย่างน้อยสองชั่วยาม เข้าใจไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกำชับอย่างแ่า
“เ้าค่า” เสินว่านเอ่ยกล่าวอย่าจนใจ
“เ้าค่ะท่านอาจารย์” เพ่ยเจินกล่าวอย่างเรียบร้อยตามปกติของนาง
หลังจากทั้งสองรวบรวมปราณยุทธ์เรียบร้อย เสินว่านก็ขอตัวเข้าไปนอนอย่างอดทนไม่ไหว เพราะนางต้องเดินทางทั้งวัน และใช้พลังปราณยุทธ์ศาสตร์คาถาหอแก้วพิศารตลอดครึ่งวัน นางจึงเมื่อยล้าเต็มทนแล้ว
ส่วนเพ่ยเจินนั้น หลังจากการเข้าฌานเพื่อรวบรวมพลังปราณฟ้าดินแล้ว ก็รู้สึกกระปี่กระเป่าอย่างบอกไม่ถูก ดูเหมือนว่าวันนี้นางจะเหนื่อยมากกว่าปกติก็จริง แต่ปราณจิตโอสถทิพย์ของนางก็ดูดกลืนเสวยพลังปราณฟ้าดินอย่างตระกละตระกรามเป็ที่สุดเช่นกัน นางรู้สึกว่าเม็ดปราณจิตของนางเริ่มพองใหญ่ขึ้นกว่าคราก่อนอีก
ตอนนี้นางเลยมานั่งข้างกองไฟเพื่อคลายหนาว และได้แหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเต็มตาเสียที
“ข้าขอโทษ” เสียงใครคนหนึ่งที่ดังขึ้นด้านข้างของเพ่ยเจิน แต่นางหาได้สะดุ้งใไหม
“ท่านจะขอโทษข้าเื่อันใดเ้าค่ะ” เพ่ยเจินหันหน้าไปมอง ก็แปลกใจตนเองว่า ทำไมวันนี้เขาดูหน้าซีดเซียวลงไปกว่าทุกที และที่สำคัญตรงคอของเขาก็มีเส้นอักขระสีดำดิ้นไปมาอย่างกระหายน่าสยดสยอง
“ท่านเป็อันใดเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยด้วยสีหน้าที่ใ
“ข้าขอโทษที่ไปยุ่งกับอาจารย์เ้า แต่หากข้าไม่ทำเช่นนั้น เ้าก็จะเสียเวลา เ้าไม่มีเวลามากขนาดนั้น” เขาส่ายศรีษะเบา ๆ เป็อาการบอกว่าไม่เป็ไร แล้วก็กล่าวคำออกมาอย่างยากเย็นเข็ญใจ
“เหตุอันใดกันเ้าค่ะ เวลาข้ายังมีอีกเยอะยิ่งตอนนี้ข้าอยู่ขั้นหลังฟ้าแล้ว อายุขัยอย่างน้อยก็ห้าร้อยปีนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวกับบุรุษผู้นั้นด้วยสีหน้าที่สบายใจ อย่างน้อยเขาก็รู้ว่านางไม่สบายใจเื่ที่เขาบีบคั้นอาจารย์ของนาง
“เ้าตัวโง่งมเอ๋ย เ้าจะไปรู้อันใดกัน ฟังข้าให้ดี เ้าไม่สามารถดำรงอยู่ที่พิภพนี่ได้นานหรอก ดั่งนั้นเ้าต้องเร่งวิวัฒน์ตนเอง” เข้าเอ่ยกล่าวอย่างเ็ป เขามีสีหน้าที่บิดเบี้ยวอยู่ตลอดเวลา
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านทำไมไม่ช่วยข้าให้บรรลุไปเลยละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยยิ้ม ๆ เหมือนกับว่านี่เป็ทีที่นางจะได้เอาคืน โดยการทำให้เขาจำยอมต่อสภาพตนเอง และได้กล่าวยอมแพ้แก่นางเสีย แต่เื่ราวกลับหาเป็อย่างนั้นไม่ เขากลับตอบว่า
“งั้นถ้าหากข้ามอบดวงจิตข้าให้เ้า แล้วเ้าจะวิวัฒน์อย่างคาดไม่ถึง โดยแลกกับดวงจิตที่ข้าต้องแตกดับไป เ้าจะรับไหม หากรับข้ายินดีมอบมันเพื่อเ้า” เขาเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่เ็ปมาก แต่เขากลับเงยหน้าในขณะที่หลับตามายิ้มให้แก่นาง แล้วเขาก็ได้ล้วงมือทะลุเข้าไปในกลางทรวงอกขอกตนเอง
ตูบ ๆ ๆ
เสียงของอะไรสักอย่างที่เป็ก้อนใหญ่ประมาณกำปั่นหนึ่ง มันดิ้นกระตุกเป็คราไป สีดำสนิทมีอายรังสีของมารร้ายแผ่กระจายออกมาจนทั่วบริเวณยังอึดอัด
เพ่ยเจินรับรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้หาได้กล่าวพล่อย ๆ ไม่เข้ากล้าที่จะกระทำมันจริง ๆ เขาทำให้หัวใจของนางเต้นแรง แรงมากจนบีบอัดดั่งจะแหลกลาญก็มิปาน
“เ้าจะกลัวไปไย เพราะถึงหากเ้าไม่ยอมวิวัฒน์ข้าก็ต้องแตกดับอยู่ดี หึหึ ทั้ง ๆ ที่ทำใจไว้แล้วแต่ทำไมกาลเวลาไม่ได้ช่วยเยียวยาข้า ให้ข้าแตกดับไปอย่างช้า ๆ เสีย” บุรุษผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าที่ทรมานจากอาการป่วย แต่ก็มีรอยยิ้ม โดยน้ำเสียงกลับแสนจะเศร้าโศกตรมฤดีจริง ๆ
อยู่ ๆ เพ่ยเจินพูดอะไรไม่ออกได้แต่จ้องมองบุรุษที่อยู่ตรงหน้า และสิ่งที่ดิ้นช้า ๆ ในมือซ้ายของเขาอย่างสงสาร และสับสนว่าแท้จริงแล้วเขาเป็ใคร และนางเป็ใคร ทำไมนางต้องเกี่ยวข้องกับเขา เพราะอะไรหากนางไมวิวัฒน์แล้วเขาต้องแตกดับ นางสับสนในตนเองเป็อย่างมาก
แต่แล้วก็พลันมีมือ มือหนึ่งมาวางทับมือนางอย่างอบอุ่น
เมื่อนางก้มมองดูที่มือตนเองที่วางอยู่บนหน้าตักตน ก็พบวาเขามานั่งข้างนางบนหินก้อนเดียวกับนาง เขานั่งตัวตรงพยายามไม่เ็ป โดยเป็เขาที่จับมือนาง แล้วได้กล่าวอีกว่า
“เ้าอย่าวิตกไป ทุกคนบนพิภพนี้อาจจะทอดทิ้งเ้า แต่เ้าจงเชื่อข้าสักครั้งเถิดว่าข้าไม่เคยคิดแม้สักครั้งเดียวว่าข้าจะทอดทิ้งเ้าของรักของข้า” เขากล่าวอย่างยิ้ม โดยพยายามฝืนทนที่จะแจ้มใสให้ได้
เพ่ยเจิน เมื่อได้รู้สึกตัวก็รีบหันหน้าไปมองเขาโดยที่หน้านางและเขาห่างกันไม่ถึงหนึ่งศอกด้วยซ้ำไป เมื่อได้สดับฟังคำดังนั้น หัวใจนางก็พลันกระตูกวูบ นี่เป็ความรู้สึกแรกที่เนินนานแสนจะนานได้ นางไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร มาจากไหน แต่สิ่งที่นางรับรู้ได้คือ เขาเป็คนคนเดียวที่ไม่เคยทอดททิ้งนางไปไหนเลย ดวงใจนางกล่าวเช่นนั้น…