เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 88 ฆ่าให้หมด

            “การเจรจาจบลงตรงนี้ ข้าเสนอโอกาสดีๆ ให้กับเจ้า แต่น่าเสียดายที่เจ้ากลับไม่เห็นค่าในเมื่อเป็นแบบนี้ข้าก็คง...”

            ทันใดนั้นต้วนเทียนหลางก็หยุดพูดแล้วยกมือขึ้น

           ทันทีที่เขาเคลื่อนไหว เสียงดึงสายธนูก็ดังขึ้นพร้อมกับจิตสังหารที่ปกคลุมไปทั่วอากาศ

            “พวกมันกำลังโจมตี!”

            ในใจของเหล่าศิษย์พลันตระหนักขึ้นมาจากนั้นสายตาของพวกเขาก็จ้องไปที่แขนของต้วนเทียนหลางที่กำลังฟันลงมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเปล่งเสียงออกมาว่า

            “ฆ่าให้หมด!”

            คำพูดของต้วนเทียนหลางดังก้องอยู่ในใจของพวกเขา

            “ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…”

            เสียงของลูกศรนับไม่ถ้วนแหวกว่ายผ่านอากาศดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาทั่วทั้งท้องฟ้าต่างปกคลุมไปด้วยฝนธนูที่ตกลงมานอกจากฝั่งที่ต้วนเทียนหลางยืนอยู่นั้น ที่อื่นๆ ล้วนเต็มไปด้วยห่าธนู

            เหล่าศิษย์ทุกคนจ้องมองไปยังลูกศรที่ลอยอยู่เหนือหัวของพวกเขาด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ในดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

            ลูกศรมากมายร่วงหล่นมาจากท้องฟ้าขนาดนี้ ไม่มีทางที่พวกเขาจะหลบพ้นและทุกดอกต่างพุ่งลงมาประหนึ่งดาวตกและยังเปี่ยมไปด้วยพลังรุนแรง

            จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขาศิษย์ของนิกายหยุนไห่บางคนโดนลูกศรยิงเข้าที่หัว ไหล่ หน้าอก และแขนทำให้ทั่วทั้งหุบเขาชโลมไปด้วยเลือด

            มีเพียงแค่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงสามารถต้านทานห่าธนูเหล่านี้ได้แต่ทว่านี่ก็แค่ระลอกแรกเท่านั้น

            บนอัฒจรรย์ หนานกงหลิงเงยหน้าขึ้นมองลูกศรที่กำลังลอยอยู่เหนือศีรษะของเขาอย่างเหม่อลอย ก่อนจะหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด เขาไม่กล้ามองภาพของลูกศิษย์ที่เคยมองเขาด้วยสายตาเคารพและเลื่อมใสเขาถูกยิงจนพรุนในฐานะที่เป็นประมุขของนิกายแต่กลับทำได้แค่จ้องมองลูกศิษย์ของตัวเองล้มตายไปทีละคนๆต่อหน้าเขา นี่มันน่าอดสูเกินไปแล้ว!!!

            ผู้อาวุโสของนิกายก็รู้สึกเช่นเดียวกัน พวกเขาไม่เคยคิดฝันเลยว่านิกายหยุนไห่จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้นิกายหยุนไห่ที่เคยยิ่งใหญ่กลับต้องมาล่มสลายในวันนี้

           ในที่สุดห่าลูกศรระลอกในรอบแรกก็สงบลงเลือดของเหล่าศิษย์จากนิกายหยุนไห่พลันไหลเจิ่งนองอยู่บนพื้น ประหนึ่งสายธารเลือดที่ไหลเอื่อยๆอยู่ในหุบเขา

            หลินเฟิงที่ยืนอยู่บนลานประลองเป็นตายจ้องมองไปยังธารโลหิตด้วยสายตาเย็นยะเยือกแม้ว่าจะมีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาที่ร่างของเขาแต่หลินเฟิงกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นใดๆ เลยมีเพียงแค่ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

            ในหุบเขาเมฆพายุ บางคนได้ตายจากไป ขณะที่บางคนกำลังดิ้นรนต่อสู้กับความตายบางคนก็ร่ำไห้ออกมา และบางส่วนก็กลับกลายเป็นวิปลาสไปแล้วพวกเขาพากันแผดเสียงออกมาประหนึ่งสัตว์ร้าย

            ถ้าให้เทียบกับโลกใบก่อน ด้วยอายุของพวกเขาแล้ว ก็เหมือนเด็กมัธยมทั่วไปที่มีบิดามารดา และพี่น้อง พวกเขามาที่นิกายหยุนไห่เพื่อฝึกฝนให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นและเรียนรู้การบ่มเพาะพลัง พวกเขาหวังว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะดีขึ้น และสามารถช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

            แต่เป็นเพราะคำสั่งของต้วนเทียนหลางทำให้อนาคตของพวกเขากลายเป็นฝุ่นทันทีพวกเขาได้ตกตายอยู่ที่นี่และร่างของพวกเขาก็จมอยู่ในทะเลเลือดแห่งนี้

            ในใจของหลินเฟิงไม่เคยรู้สึกเย็นยะเยือกเช่นนี้มาก่อนความหนาวเย็นนี้เสียดแทงเข้ามาถึงระดูกของเขา เมื่อไม่นานมานี้คนเหล่านี้ก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเขามีเลือดมีเนื้อ... แต่ตอนนี้เหลือเพียงร่างที่เย็นชืดและแววตาที่ไร้แสงแห่งชีวิต

             เมื่อเงยหน้าขึ้นลมปราณที่ทรงพลังพลันทะลักออกมาจากร่างของหลินเฟิง รูม่านตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก ไร้ซึ่งความปรานี และไร้ซึ่งก้นบึ้งประหนึ่งเป็นถ้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง

            เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่แข็งแกร่งกว่าชีวิตของคนก็ดูเหมือนจะกลายเป็นแค่กระดาษบางๆ แผ่นหนึ่งที่พร้อมจะฉีกขาดได้ทุกเมื่อและปลิดปลิวไปตามสายลม ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            “ยิง!”

            เสียงของต้วนเทียนหลางดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่อากาศจะเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาลูกศรแหลมคมได้ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความตายออกมา และปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า

            เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งพลันดังขึ้นมาแต่ดูเหมือนว่าร้องไปก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี เพียงแค่ลูกศรในระลอกที่สองนิกายหยุนไห่ก็เต็มไปด้วยซากศพจำนวนมาก โดยเฉพาะศิษย์สายนอกพวกเขาแทบจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น

            นี่เป็นความจริง ความจริงที่โหดร้าย หากไร้ซึ่งพลังที่แข็งแกร่งพวกเขาก็เป็นได้แค่มดปลวก ไม่ก็รากหญ้าที่รอให้ผู้ที่แข็งแกร่งบดขยี้

            “ยิง...”

            เสียงของต้วนเทียนหลางที่ดังขึ้นอีกครั้งแผ่กระจายไปทั่วบรรยากาศและทำให้หินในหุบเขาสั่นสะเทือน ลูกศรอันแหลมคมและร้ายกาจเริ่มแหวกว่ายผ่านอากาศ ร่วงหล่นมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง

            “อ๊าก…!!!”

            เสียงร้องโหยหวนและทุกข์ทรมานดังไปทั่วหุบเขา

            หลิ่วเฟยคุกเขาลงกับพื้นอย่างหมดแรงนางกวาดสายตามองไปที่ศพของศิษย์ร่วมนิกายที่อยู่รอบๆ ด้วยสายตาเจ็บปวดมือขาวบางยกขึ้นมากำที่ผมของนางและส่ายหน้าไปมา ใบหน้าที่งดงามดุจกุหลาบแดงพลันซีดขาวราวกับกระดาษ

            คนที่ฆ่าคนเหล่านี้ก็คือกองทหารม้าโลหิต… กองทัพของท่านพ่อ

            คนที่ถูกสังหารคือศิษย์นิกายหยุนไห่ และนางก็เป็นศิษย์ร่วมนิกายของพวกเขาแม้แต่ท่านพ่อของนางก็เป็นศิษย์เก่าของนิกายหยุนไห่

            นางทำได้เพียงยืนอยู่เฉยๆ ดูคนพวกนั้นถูกสังหาร ภาพตรงหน้าเหมือนกับมีดที่กรีดลงกลางใจของนางนางไม่สามารถหยุดยั้งโศกนาฏกรรมพวกนี้ได้ ไม่สามารถหยุดการสังหารพวกนี้ได้!!!

            “ต้วนหาน พานางมาที่นี่”

            ต้วนเทียนหลางมองไปที่หลิ่วเฟยและเปิดปากพูดอย่างไม่แยแส

            ต้วนหานพยักหน้าเล็กน้อยและเดินไปหาหลิ่วเฟย แต่ทันใดนั้นเองก็ได้มีเงาหนึ่งปรากฏขึ้นมาที่ด้านหน้าของเขาเงานั้นก็คือ หลินเฟิง

            “ไสหัวไปซะ ไม่ต้องรีบเดี๋ยวเจ้าก็ตายแล้ว!!!”

            ต้วนหานกล่าวขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิง

            แต่หลินเฟิงทำราวกับไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด และยังจ้องมองต้วนหานด้วยดวงตาสีเทาที่ดูเย็นชาไร้ความรู้สึก

            มีคนตายไปมากมายนับพันนับหมื่น แต่ทำไมเจ้าถึงได้ดูสงบเยือกเย็นเช่นนี้???

            “หือ?”

            ต้วนหานขมวดคิ้วและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินเฟิงดวงตาสีเทาที่ไร้อารมณ์คู่นี้ช่างดูชั่วร้ายยิ่งนัก

            สายตาอันเยือกเย็นและชั่วร้ายของหลินเฟิง ทำให้ต้วนหานรู้สึกหนาวสั่นอยู่ในใจลึกๆ

            “ในเมื่อเจ้าอยากตายนัก ข้าก็จะสนองให้!!!”

            ต้วนหานตะโกนขณะที่ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ เขาโกรธที่ตัวเองหวั่นไหวไปกับสายตาอันน่ากลัวของหลินเฟิงนี่มันคือความอัปยศ!!!

            ในสายตาของเขาถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะมีพรสวรรค์ที่ไม่เลว แต่ถ้าเทียบกับเขาแล้วหลินเฟิงยังคงห่างชั้นกับเขามาก

            และสายตาเป็นห่วงเป็นใยของหลิ่วเฟย ยามที่จ้องมองมาที่หลินเฟิงก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากจะเหยียบย่ำหลินเฟิงให้จมเท้ายิ่งนักต่อหน้าเขาหลิ่วเฟยก็ยังส่งสายตาเช่นนี้!!!มันต้องไม่ตายดี!!!

            คลื่นดาบอันทรงพลังพลันทะลักออกมาจากร่างของต้วนหานเขาคือผู้ฝึกยุทธ์ที่ครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบ และตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็ฝึกฝนแต่ทักษะและเคล็ดวิชาดาบมาโดยตลอดไม่มีใครคุ้นเคยกับดาบได้ดีไปมากกว่าเขาอีกแล้ว วันนี้เขาจะไม่ใช้ดาบใช้แค่แขนต่างดาบก็พอ เพราะในสายตาของเขา หลินเฟิงไม่มีค่าคู่ควรให้ชักดาบออกมา

            เมื่อแขนฟันลงมา คลื่นดาบอันแข็งแกร่งก็จู่โจมไปที่หลินเฟิงทันที

            ต้วนหานไม่ใช้เคล็ดวิชาใดๆเพราะเขาต้องการแสดงให้หลิ่วเฟยได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขาและให้หลิ่วเฟยได้รู้ว่าเขาสามารถเอาชนะหลินเฟิงได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาด้วยซ้ำ

            “แทง”

            ร่างกายของหลินเฟิงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายลมและเงา ในขณะเดียวกันดาบในมือของหลินเฟิงก็โจมตีไปที่จุดอ่อนของคลื่นดาบ

            ความสามารถในการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลินเฟิงสามารถสังเกตเห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของคลื่นดาบที่ต้วนหานฟันออกมาอย่างชัดเจน

            “บึ้ม!”

            เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นมา คลื่นดาบพลันสลายหายไปส่วนมือของต้วนหานก็ชักกลับมาอย่างรวดเร็ว

            ดาบในมือของหลินเฟิงเต็มไปด้วยลมปราณอันร้ายกาจและเจือไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย หลังจากที่สลายคลื่นดาบของต้วนหานเรียบร้อยแล้วหลินเฟิงก็โจมตีต้วนหานต่อทันที

            เหตุการณ์นี้ทำให้ต้วนหานรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา มือขวาของเขาขยับเล็กน้อยก่อนที่คลื่นดาบอันร้ายกาจจะพุ่งทะยานออกมาต้านรับดาบของหลินเฟิง

            อย่างไรก็ตามคลื่นดาบของเขาก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดการโจมตีของหลินเฟิงได้คลื่นดาบของหลินเฟิงราวกับจะตัดผ่านทุกสิ่ง ทำลายล้างทุกอย่าง

            ต้วนหานขมวดคิ้วแน่น เขาเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 และแข็งแกร่งกว่าหลินเฟิงถึง 2 ขั้น แต่ทำไมดาบของหลินเฟิงถึงทำให้เขารู้สึกว่ากำลังถูกความตายเข้าคุกคาม

            ต้วนหานยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาต้านทานพลังของดาบแห่งความตายร่างของต้วนหานถูกผลักให้ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว

            “ตาย!”

            หลินเฟิงพูดออกมาอย่างเย็นชา ก่อนที่ดาบในมือจะเปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้งและฟันดาบในท่าดาบแห่งความตายอีกครั้ง

            ดาบนี้ทรงพลังมาก ภายในคลื่นดาบอัดแน่นไปด้วยพลังอันไร้เทียมทานและพร้อมจะทำลายทุกอย่างให้เป็นจุณ

            “เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

            ต้วนหานมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ดาบนี้สมบูรณ์แบบมากแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถใช้ท่าดาบออกมาอย่างสมบูรณ์แบบอย่างนี้ได้

            ดาบของหลินเฟิงรวดเร็วดุจสายฟ้า และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายกระทั่งพลังทำลายล้างยังไร้เทียมทาน ต้วนหานไม่มีทางเลือกเขาทำได้แค่หลบการโจมตีนี้

            “หลินเฟิงสามารถใช้ท่าที่สองของเคล็ดวิชาดาบมรณะ ดาบแห่งความตายได้?! พรสวรรค์ของเขาช่างน่ากลัวจริงๆ เขาจะตายตอนนี้ไม่ได้!!!”

            ผู้อาวุโสเป่ยที่คอยจับตามองหลินเฟิงมาตั้งแต่ต้นคิดในใจเงียบๆทุกคนในนิกายหยุนไห่สามารถตายได้ ยกเว้นแค่หลินเฟิงที่ไม่สามารถปล่อยให้ตายได้

            ผู้อาวุโสเป่ยไม่ได้เป็นคนโหดร้ายหรือไร้ความปรานี เพียงแต่ว่าหลินเฟิงคือความหวังของนิกายถ้าหากหลินเฟิงรอดไปได้ ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจจะสามารถพลิกฟื้นนิกายกลับมาได้

            “ย่างก้าวเงาราตรี”

            ต้วนหานตะโกนออกมาพลางเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ร่างของเขาคล้ายกับเงาที่เคลื่อนที่อย่างว่องไวเพียงพริบตาเดียวก็สามารถหลบดาบแห่งความตายไปได้อย่างหวุดหวิด

            เมื่อเขาหยุดเคลื่อนไหวก็พลันมีเสียงฉีกขาดดังขึ้นมาต้วนหานรีบก้มหน้ามองดูก็พบว่าเสื้อผ้าบนร่างของเขาพลันขาดเป็นริ้วๆทันใดนั้นในดวงตาของเขาก็ฉายแววเหี้ยมโหดออกมา

            หลินเฟิงเกือบทำให้เขาได้บาดเจ็บ และทำให้เสื้อผ้าของเขาฉีกขาด

            ถ้าต้วนหานเคลื่อนที่ช้ากว่านี้เพียงนิดเดียวเกรงว่าดาบของหลินเฟิงคงแทงทะลุหน้าอกของเขาไปแล้ว

            ต้วนหานรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากเขาเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 แต่เกือบจะถูกผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่2 อย่างหลินเฟิงทำร้ายจนเสื้อผ้าขาดกระจุยน่าเกลียดแบบนี้

            “เจ้าโชคดีจริงๆ ที่ข้ายังไม่ได้เอาจริง แต่ตอนนี้ข้าจะเอาจริงแล้ว”

            ต้วนหานพยายามซ่อนความโกรธของเขาเอาไว้ และรักษาท่าทางสุขุมของตัวเองเขาไม่ยอมรับว่าตัวเองเกือบจะได้รับบาดเจ็บหนักจากการโจมตีของหลินเฟิงนั่นเป็นเพราะความเย่อหยิ่งของเขาเอง เขาเชื่อว่าหลินเฟิงเพียงแค่โชคดีเท่านั้น

            “เจ้าบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ส่วนข้าเพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่2 แน่นอนว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้ามากข้าไม่มีค่าพอที่จะสู้กับเจ้า แต่ข้าเกือบจะทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสมิหนำซ้ำยังฟันเสื้อเจ้าขาดกระจุย แหม… ข้านี่ช่างโชคดีจริงๆที่เจ้ายังไม่เอาจริง... ต้วนหาน นี่เจ้าไม่รู้สึกบ้างอายบ้างหรือ?”

            หลินเฟิงกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเหยียดหยามดวงตาสีเทาฉายแววตาดูแคลนออกมาขณะที่พูดเสียดสีต้วนหานหากคำพูดของหลินเฟิงกลายเป็นมีดได้ เกรงว่าร่างของต้วนหานคงถูกแทงจนพรุน

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน