บรรยากาศภายในถ้ำลี้ลับก้นหุบเขาที่เคยเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งของการเข่นฆ่า บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดที่หนักอึ้งและกดดันยิ่งกว่าเดิม เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ที่ย่ำลงบนเศษหินแตกดังก้องสะท้อนใกล้เข้ามาทุกขณะ กลิ่นอายปราณหลายสิบสายที่ประสานรวมกันแผ่ซ่านเข้ามาข่มขวัญ บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของผู้มาเยือนที่มิอาจดูแคลนได้
มู่เฉินที่เร้นกายหลบซ่อนอยู่หลังแท่นหินหยกสีขาว หรี่ั์ตาสีรัตติกาลลงจนดูคล้ายรอยแยกของห้วงอวกาศ ร่างกายของเขายามนี้บอบช้ำสาหัสและปราณดาราสีดำในจุดตันเถียนก็เหือดแห้งจนแทบไม่หลงเหลือ ทว่าสติปัญญาและสัญชาตญาณสัตว์ป่าของเขากลับถูกลับจนแหลมคมถึงขีดสุด
‘ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมปราณระดับห้าจำนวนสิบคน... ระดับเจ็ดสองคน... และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือกองหน้าที่แผ่กลิ่นอายระดับเก้า! ์และปฐีช่างขยันส่งบททดสอบมาให้ข้าเสียจริง!’ มู่เฉินคำนวณกำลังรบของศัตรูในเสี้ยววินาที หากเป็ยามปกติที่พลังของเขาเต็มเปี่ยม เขาอาจจะพอใช้เคล็ดวิชากลืนดารา์ฝืนสู้เพื่อเปิดทางหนีได้ ทว่าในสภาพที่ร่างกายรับภาระหนักหน่วงเช่นนี้ การปะทะตรงๆ ย่อมหมายถึงิญญาแตกซ่าน!
เขาหันกลับไปมอง 'บุปผาดาราจันทร์เสี้ยว' ที่ส่องแสงสีเงินเรืองรองอยู่บนแท่นหิน มู่เฉินไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเอื้อมมือไปเด็ดมันออกมาอย่างรวดเร็วและยัดเก็บเข้าไปในแหวนมิติที่ริบมาจากหลางต้าทันที กลิ่นอายหยินที่เคยแผ่ซ่านไปทั่วถ้ำพลันขาดหายไปในพริบตา
ทว่า มู่เฉินรู้ดีว่าเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการรอดชีวิต เขาเหลียวมองซากของอสรพิษเกล็ดเงินที่นอนจมกองเือยู่ไม่ไกล สมองอันชาญฉลาดวางแผนการหลบหนีอย่างแยบยล เขาพุ่งตัวไปที่ส่วนหัวของงูั์ ใช้มีดสั้นเหล็กดำกรีดเปิดใต้คางของมันอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็น 'ต่อมพิษ' ขนาดเท่าลูกแตงโมที่มีของเหลวสีเขียวคล้ำไหลเวียนอยู่ภายใน มู่เฉินจรดปลายมีดสร้างรอยปริแตกบางๆ ไว้ที่เปลือกนอกของต่อมพิษ ก่อนจะรีบถอยร่นกลับไปยืนพิงผนังถ้ำในมุมมืด แสร้งทำเป็คนาเ็ปางตายที่กำลังหอบหายใจอย่างอ่อนแรง
"กระจายกำลังล้อมปากถ้ำเอาไว้! อย่าให้สิ่งใดเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่ตัวเดียว!" เสียงตวาดอันทรงพลังของชายชราดังก้องกังวานเข้ามา
พริบตาต่อมา ร่างของผู้ฝึกยุทธ์ในชุดคลุมสีขาวขลิบเงินนับสิบคนก็พุ่งทะยานเข้ามาภายในถ้ำ คบเพลิงและหินเรืองแสงในมือของพวกมันส่องสว่างจนเห็นสภาพภายในได้อย่างชัดเจน และเมื่อพวกมันกวาดสายตามองไปรอบๆ ทุกคนต่างก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ!
"น... นั่นมัน อสรพิษเกล็ดเงิน! สัตว์อสูรระดับสอง!"
องครักษ์ผู้หนึ่งร้องอุทาน มือที่กำอาวุธถึงกับสั่นสะท้านเมื่อเห็นซากร่างขนาดั์ที่นอนจมกองเื กะโหลกของมันถูกบดขยี้จนแหลกเหลว สภาพการตายช่างอนาถและป่าเถื่อนเกินกว่าจะจินตนาการได้ว่าผู้ใดเป็คนลงมือสังหารมันด้วยกำลังภายใน!
ท่ามกลางความตื่นตะลึงนั้นเอง ร่างของสตรีผู้หนึ่งและชายชราก็ก้าวเดินแหวกกลุ่มองครักษ์เข้ามาอย่างสง่างาม
ชายชราผู้นั้นสวมชุดคลุมสีเทาเข้ม ใบหน้าเหี่ยวย่นทว่าแววตากลับคมกริบดุจพญาเหยี่ยว กลิ่นอายขั้นรวบรวมปราณระดับเก้าแผ่กระจายออกมากดทับจนมวลอากาศในถ้ำหนักอึ้ง มันคือ 'ผู้าุโอวิ๋น' ยอดฝีมือแห่งตระกูลหลิน
ส่วนสตรีที่เดินเคียงข้างเขานั้น เป็หญิงสาวอายุราวสิบเจ็ดปี สวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดิน ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาด ริมฝีปากอวบอิ่ม จมูกโด่งรั้น ทว่าแววตาและสีหน้ากลับเ็าเยือกแข็งดุจูเาน้ำแข็งพันปีที่มิเคยหลอมละลาย กลิ่นอายของนางอยู่ในขั้นรวบรวมปราณระดับหก่ปลาย นับเป็อัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากยิ่งในเมืองชิงเฟิง!
นางคือ 'หลินเสวี่ยหรู' คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลิน หนึ่งในสามตระกูลมหาอำนาจ คู่แข่งตลอดกาลของตระกูลมู่!
หลินเสวี่ยหรูกวาดสายตามองซากอสรพิษด้วยความประหลาดใจ นางััได้ถึงกลิ่นอายทำลายล้างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ ก่อนที่ั์ตาอันเ็าของนางจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของเด็กหนุ่มชุดดำ ที่ยืนหอบหายใจพิงผนังถ้ำอยู่ไม่ไกล ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืและดินโคลนนั้น ทำให้นางรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
นางเพ่งพินิจเพียงครู่เดียว คิ้วเรียวงามก็ขมวดเข้าหากัน "เ้า... มู่เฉิน?" หลินเสวี่ยหรูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความกังขา "สวะที่ถูกทำลายเส้นชีพจรแห่งตระกูลมู่ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
"มู่เฉิน? ไอ้ขยะที่เขาลือกันทั่วเมืองว่าโดนซ้อมจนตกหน้าผาตายไปแล้วน่ะรึ!" ผู้าุโอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะหยามหยัน "มิคาดว่าชีวิตของเ้าจะเหนียวตายยากถึงเพียงนี้ ทว่า... ดูจากสภาพของถ้ำแล้ว ผู้ที่ลงมือสังหารอสรพิษเกล็ดเงินย่อมต้องเป็ยอดฝีมือระดับสูง มู่เฉิน... ยอดฝีมือผู้นั้นหนีไปทางใดแล้ว!"
มู่เฉินที่ถูกสายตานับสิบคู่จ้องเขม็ง แสร้งทำเป็ไอโขลกออกมาอย่างรุนแรง ร่างกายโอนเอนราวกับกิ่งไม้ใกล้หัก เขาแสดงละครสวมหน้ากากแห่งความอ่อนแออีกครั้ง "ข... ข้ามิรู้ ข้าเพียงแต่หนีการตามล่าของสัตว์อสูรเข้ามาหลบในถ้ำแห่งนี้ ก็พบว่าอสรพิษตัวนี้ตกตายอยู่ก่อนแล้ว... ยอดฝีมืออันใด ข้าไม่เห็น... แค่กๆ..."
หลินเสวี่ยหรูหรี่ตาลง นางเป็สตรีที่มีความเฉลียวฉลาดล้ำลึก นางมองข้ามคำลวงของมู่เฉินและเดินตรงไปยังแท่นหินหยกสีขาวที่อยู่ใจกลางถ้ำ เมื่อเห็นร่องรอยการถูกเด็ดของสมุนไพรและไอหยินที่ยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นของนางพลันเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
"ผู้าุโอวิ๋น... บุปผาดาราจันทร์เสี้ยวถูกคนชิงตัดหน้าไปแล้ว!" หลินเสวี่ยหรูกล่าวเสียงเย็นเยียบ
"อะไรนะ!" ผู้าุโอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยโทสะ มันพุ่งทะยานเข้าไปตรวจสอบที่แท่นหิน ก่อนจะหันขวับมามองมู่เฉินด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่าน "ไอ้เด็กสวะ! เ้ากล้าล้อเล่นกับข้าเรอะ! บุปผาดาราจันทร์เสี้ยวเพิ่งถูกเด็ดไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป ร่องรอยพลังปราณยังไม่ทันจางหาย! หากไม่มีผู้ใดอื่นในถ้ำนี้ ผู้ที่เอามันไปก็ต้องเป็เ้า!"
บรรยากาศภายในถ้ำพลันตึงเครียดจนถึงขีดสุด องครักษ์ตระกูลหลินทั้งสิบคนชักอาวุธออกมาพร้อมเพรียง เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องกังวาน ปลายดาบทุกเล่มชี้ตรงมาที่มู่เฉิน หมายจะสับร่างของเขาให้กลายเป็หมื่นชิ้นหากมีการขัดขืน!
มู่เฉินตระหนักดีว่าไม่อาจหลอกลวงคนพวกนี้ได้อีกต่อไป กฎเกณฑ์แห่งเต๋านั้นเรียบง่าย... เมื่อเผชิญหน้ากับความโลภของมนุษย์ คำอธิบายหรือข้ออ้างใดๆ ล้วนไร้ความหมาย มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะใช้ตัดสินความถูกผิด!
"แล้วอย่างไรเล่า?"
พลัน! น้ำเสียงที่เคยสั่นเครือและอ่อนแอของมู่เฉินพลันแปรเปลี่ยนเป็เ็าและอหังการ ร่างที่เคยก้มค้อมค่อยๆ ยืดหยัดขึ้นอย่างตระหง่าน แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยาแและคราบเื ทว่าความทระนงและกลิ่นอายแห่งความเป็ราชันที่แฝงลึกอยู่ในกระดูก กลับทำให้ผู้ที่มองดูรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
"ของล้ำค่าแห่งฟ้าดิน ย่อมตกเป็ของผู้ที่มีวาสนาและกำลังความสามารถ ในเมื่อข้ามาถึงก่อนและเป็ผู้สังหารอสรพิษเฝ้าสมบัติ บุปผาดารานี้ย่อมเป็ของข้า... ตระกูลหลินของพวกเ้าเป็เพียงสุนัขที่วิ่งตามกลิ่นมาทีหลัง มีสิทธิ์อันใดมาเห่าหอนเรียกร้องจากข้า!"
"สามหาว!!"
องครักษ์ระดับเจ็ดผู้หนึ่งทนความโอหังของมู่เฉินไม่ไหว มันตวาดลั่นพร้อมกับพุ่งร่างเข้าหา ดาบใหญ่ในมือตวัดวาดเป็เส้นโค้งที่รุนแรงหมายจะตัดแขนขวาของมู่เฉินให้ขาดสะบั้นเพื่อเป็การลงทัณฑ์ "ขยะอย่างเ้ากล้าลบหลู่คุณหนูใหญ่และผู้าุโอวิ๋น วันนี้ข้าจะสับเ้าให้เป็อาหารสุนัข!"
ใครเล่าจะคาดคิด! ในเสี้ยววินาทีที่คมดาบกำลังจะถึงตัว!
มู่เฉินหาได้ก้าวถอยหนี ั์ตาสีรัตติกาลของเขาทอประกายแสงสีเงินวาบขึ้น เขาเค้นพลังปราณดาราหยดสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันเถียน บังคับมันให้พุ่งทะยานขึ้นสู่ฝ่ามือขวา!
เปรี้ยง!!
มู่เฉินไม่ได้ใช้มีดสั้น แต่เขาใช้ ‘มือเปล่า’ ที่หุ้มด้วยปราณดาราสีดำประกายเงิน ปัดกระแทกเข้าที่ด้านข้างของใบดาบใหญ่อย่างแม่นยำ! พลังหยินหยางของดวงดาวที่หนักอึ้งเข้าปะทะกับพลังปราณระดับเจ็ดขององครักษ์ผู้นั้นอย่างจัง แม้แรงสั่นะเืจะทำให้แขนขวาของมู่เฉินชาหนึบ ทว่ามันก็เพียงพอที่จะทำให้ดาบใหญ่สะบัดกระเด็นหลุดจากมือ องครักษ์ผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ยังไม่ทันที่มันจะได้ดึงสติกลับคืน มู่เฉินก็ก้าวประชิดตัวและกระแทกฝ่ามือซ้ายเข้าที่กลางอกของมันอย่างดุดัน!
อั้ก!!
องครักษ์ร่างั์กระอักเืสีแดงฉาน โลหิตสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของเพื่อนองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ร่างของมันลอยลิ่วไปกระแทกกับผนังถ้ำอย่างแรง ซี่โครงหักละเอียด สลบเหมือดไปในพริบตา!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมถ้ำอีกครั้ง ทุกคนต่างอ้าปากค้าง มองดูฉากตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา!
มู่เฉิน... สวะที่เส้นชีพจรขาดสะบั้นแห่งเมืองชิงเฟิง... เพิ่งจะใช้มือเปล่าซัดองครักษ์ขั้นรวบรวมปราณระดับเจ็ดจนปลิวไปในกระบวนท่าเดียว?! นี่มันเื่ตลกร้ายอันใดของ์!
แม้แต่หลินเสวี่ยหรูที่มักจะสวมหน้ากากเยือกเย็นเสมอ ั์ตากลมโตของนางยังสั่นไหวอย่างรุนแรง "พลังเมื่อครู่นี้... มันมิใช่ปราณฟ้าดินทั่วไป มันหนักอึ้ง ลึกล้ำ และป่าเถื่อนยิ่งนัก มู่เฉิน... แท้จริงแล้วเ้าซ่อนเร้นความลับอันใดไว้กันแน่!"
"ไอ้เด็กปีศาจ! เก็บมันไว้ไม่ได้แล้ว ฆ่ามันซะแล้วชิงแหวนมิติของมันมา!" ผู้าุโอวิ๋นคำรามลั่น มันตระหนักได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าคือภัยคุกคามที่น่าสะพรึงกลัว หากปล่อยให้อัจฉริยะที่ซ่อนคมเช่นนี้รอดกลับไป ตระกูลหลินจะต้องเผชิญหน้ากับหายนะเป็แน่!
ผู้าุโอวิ๋นะเิพลังขอบเขตระดับเก้าออกมา คลื่นปราณสีเทาหมุนวนเป็พายุ พุ่งเข้าบดขยี้มู่เฉินหมายจะสังหารให้ตกตายในฝ่ามือเดียว แรงกดดันระดับเก้านั้นมากเกินกว่าที่มู่เฉินในสภาพบอบช้ำจะรับมือได้ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านจากแรงกดดัน
ทว่า มู่เฉินที่เฝ้ารอจังหวะนี้อยู่แล้ว มุมปากของเขาพลันแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยความอำมหิตและเ้าเล่ห์
‘ข้าบอกพวกเ้าแล้ว... ว่าข้าคือผู้จัดการอสรพิษตัวนี้!’
มู่เฉินใช้ออกด้วยก้าวเท้าดาราะโถอยหลัง ไปหลบอยู่เื้ัซากของอสรพิษเกล็ดเงินอย่างรวดเร็ว ในมือของเขากำมีดสั้นเหล็กดำไว้แน่น ก่อนจะแทงมันทะลุเข้าไปใน ‘ต่อมพิษ’ ขนาดเท่าลูกแตงโมที่เขาใช้มีดกรีดเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างรุนแรง!
"จงลิ้มรสของขวัญต้อนรับจากข้าเสียเถิด ตระกูลหลิน!"
บึ้มมมม!!
มู่เฉินเค้นปราณเฮือกสุดท้ายแผดเผาเข้าใส่ต่อมพิษนั้น บังคับให้มันะเิออก! ละอองพิษสีเขียวคล้ำที่มีฤทธิ์กัดกร่อนขั้นสุดยอดของอสรพิษระดับสอง พวยพุ่งและะเิกระจายออกไปทั่วทั้งถ้ำราวกับหมอกมรณะ!
"แย่แล้ว! หมอกพิษกรดกร่อน! ถอยเร็วเข้า!" ผู้าุโอวิ๋นหน้าถอดสี มันรีบรั้งพลังโจมตีกลับและสร้างโล่ปราณระดับเก้าขึ้นมาปกป้องหลินเสวี่ยหรูและตัวเองอย่างทุลักทุเล
เหล่าองครักษ์ที่หลบไม่ทันต่างส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน เมื่อหมอกพิษมฤตยูััเข้ากับิั เสื้อผ้าและเนื้อหนังของพวกมันถูกกัดกร่อนจนเกิดเสียงดังซ่า โลหิตและน้ำเหลืองไหลเยิ้ม สภาพถ้ำกลายเป็นรกบนดินในชั่วพริบตา! ความวุ่นวายและความเ็ปทำให้รูปแบบการล้อมจับพังทลายลงสิ้น
ภายใต้ความโกลาหลและม่านหมอกพิษที่บดบังวิสัยทัศน์ มู่เฉินมิได้ยืนรอความตาย เขาอาศัยจังหวะชุลมุนนี้พุ่งตัวลงไปยังด้านหลังสุดของถ้ำ ซึ่งเขาสังเกตเห็นั้แ่ตอนสู้กับงูั์แล้วว่า มีรอยแยกของโขดหินและมีเสียงของสายน้ำใต้ดินไหลผ่าน
ตู้ม!
มู่เฉินกระโจนลงสู่ธารน้ำจืดใต้ดินที่เย็นะเืและมืดมิด กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดพาร่างของเขาให้จมลึกลงไปในรอยแยกของเปลือกโลก ทิ้งให้ผู้าุโอวิ๋นและหลินเสวี่ยหรูต้องเผชิญกับความโกรธแค้นและหมอกพิษอยู่เบื้องบน
"ตามมันไป! อย่าให้มันหนีรอดไปได้!" ผู้าุโอวิ๋นคำรามอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากระแสน้ำที่มืดมิดและเชี่ยวกรากประกอบกับหมอกพิษที่ยังไม่จางหาย ทำให้พวกมันมิอาจตามลงไปได้ทันที
...
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด มู่เฉินปล่อยให้กระแสน้ำเย็นจัดพัดพาเขาดำดิ่งลงมาตามอุโมงค์ใต้ดิน ร่างกายของเขาชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก ก่อนที่เขาจะตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
เขาลากสังขารที่แทบจะหมดสติขึ้นมาบนโขดหิน ในถ้ำใต้ดินแห่งใหม่ที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ดังก้อง ร่างกายของเขาเย็นเฉียบ ปราณในร่างว่างเปล่า ทว่ามือขวาของเขากลับกำแหวนมิติที่ซุกซ่อนบุปผาดาราไว้แน่น
"หึๆ... แค่กๆ... ฮ่าๆๆๆ!"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังก้องไปในความมืด มันเป็เสียงหัวเราะที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอหังการและสะใจอย่างถึงที่สุด
"ตระกูลหลิน... ผู้าุโอวิ๋น... หลินเสวี่ยหรู... พวกเ้าจงจดจำความอัปยศที่ถูกสวะอย่างข้าลูบคมในวันนี้ไว้ให้ดีเถิด!"
มู่เฉินปาดเืที่มุมปาก ั์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ในความมืด เขาพลิกฝ่ามือวูบหนึ่ง บุปผาดาราจันทร์เสี้ยวที่ทอประกายแสงสีเงินอมฟ้าก็ปรากฏขึ้นมา ส่องสว่างให้ถ้ำใต้ดินแห่งนี้งดงามประดุจสรวง์
"ถึงเวลาแล้ว... ที่ดาราทมิฬดวงนี้ จะกลืนกินผืนฟ้าและทะลวงทุกขีดจำกัด!"
มู่เฉินนั่งขัดสมาธิลงบนโขดหิน วางบุปผาดาราจันทร์เสี้ยวไว้เบื้องหน้า เคล็ดวิชากลืนดารา์ถูกเร่งเร้าขึ้นอีกครั้งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดูดซับสมบัติล้ำค่าระดับสาม