อวี้ชิงหนานส่งเสียงร้องออกมาดังลั่น ก่อนที่ความเจ็บปวดจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง สาเหตุเกิดมาจากบาดแผลที่มันถูกทำร้ายปริออกนั้นเอง เดิมทีหากนอนนิ่ง ๆ อีกสักหนึ่งวันก็น่าจะหาย แต่ด้วยความหื่นที่อยากจะขึ้นสวรรค์กับมารดาจึงทำให้บาดแผลเปิดออกมากอีกครั้ง เมื่อนั้นอวี้ชิงลั่วจึงได้ลุกขึ้นนั่งก่อนจะเอ่ยว่า
"สมน้ำหน้าเจ้าตัวแสบ ฟ้าดินลงโทษสินะโทษฐานที่คิดจะล่วงเกินแม่”
“ท่านแม่ข้าผิดไปแล้ววว..วว ข้าขอโทษ อ๊ากกกก...กกก” ใบหน้าของอวี้ชิงหนานบิดเบี้ยวไปด้วยความทรมาน อวี้ชิงลั่วจึงถอนหายใจพร้อมระบายยิ้มบาง ๆ จากนั้นนางจึงไปหยิบเข็มแพทย์มาจิ้มไปตามจุดต่าง ๆ บนร่างกายของบุตรชาย จากนั้นจึงทำการรักษาบาดแผลอีกครั้ง นางทำอยู่ไม่นานก็เสร็จ ก่อนที่อวี้ชิงลั่วจะเอ่ยว่า
“เดิมบาดแผลเจ้าน่าจะใกล้หายดี แต่เพราะแค่นฝืนขยับร่างกาย เห็นที่เจ้าคงต้องนอนนิ่ง ๆ ไปอีกสามวัน”
“สะ..สามวันเลยหรือท่านแม่!” อวี้ชิงหนานอุทานด้วยเสียงดังด้วยความตกใจ ก่อนที่มันจะเสียงแผ่วลง พร้อมกับใบหน้าอันหดหู่ เพราะทราบว่าตนจะต้องนอนเบื่อหน่ายไปอีกนาน
หลังจากนั้นเจ้าอวี้ชิงหนานตัวแสบจึงต้องนอนนิ่ง ๆ อยู่เช่นนั้นไปสามวันสามคืน แถมอวี้ชิงลั่วยังไม่ยอมมาเช็ดตัวให้มันด้วย เพราะนางกลัวบุตรชายจะเกิดกำหนัดราคะขึ้นมาอีก ถ้าเกิดเรื่องเช่นนั้นมันก็ต้องขยับตัว เมื่อขยับตัวบาดแผลคงไม่มีทางหายเป็นแน่ แล้วเมื่อไรถึงจะจบสิ้นกันเล่า อวี้ชิงลั่วจึงตัดปัญหาโดยการทำเช่นนี้...
เจ้าอวี้ชิงหนานนอนรอคอยอย่างทรมานบนเตียงอยู่สามวันในที่สุด แผลก็หายสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ก็คงต้องขอบคุณสูตรยาวิเศษของมารดามันด้วย หากเป็นยาสมานแผลธรรมดาคงไม่มีทางทำได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้อย่างแน่นอน
“ในที่สุดข้าก็หายสักที ครานี้แหละข้าจะได้....” อวี้ชิงหนานแย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น ทว่า....ยังพูดไม่จบประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับร่างงามอวบอัดของมารดามัน ความคิดลามกจกเปรตพลันแล่นเข้ามาในสมองรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด เจ้าอวี้ชิงหนานคิดจะกอด จะฟัดอวี้ชิงลั่วให้สาสมใจ ทว่า....ยังไม่ทันที่จะได้ทำเช่นนั้น ความฝันของมันก็ต้องพังทลายลง เมื่อ อวี้ชิงลั่วหาใช่คนเดียวที่เข้ามาในห้อง หากแต่ยังมีเสนาบดีลิ่ว กับ อี้หนิงเอ๋อเดินตามเข้ามาด้วย ทั้งหมดระบายยิ้มสดใสให้อวี้ชิงหนานก่อนจะถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บ อวี้ชิงหนานได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบ ว่ามันหายดีแล้ว จากนั้นทั้งสี่ก็สนทนาเรื่องสัพเพเหระต่อกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่เสนาบดีลิ่ว กับ อี้หนิงเอ๋อ จะขอตัวกลับออกไป เมื่อนั้น อวี้ชิงหนาน กับอวี้ชิงลั่วจึงอยู่กันตามลำพังอีกครั้ง
“ท่านเสนาบดีมีพระคุณกับพวกเรามากเลยนะท่านแม่ ทั้งให้ที่พัก ทั้งดูแลพวกเราราวกับเป็นญาติคนหนึ่ง”
“ถูกต้องแล้วหนานหนาน หากไม่ได้ท่านเสนาบดีสอดมือเข้าช่วยเหลือปานนี้แม่กับเจ้าจะเป็นเช่นไรบ้างก็ไม่รู้”
“แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นข้ากลับ....” อวี้ชิงหนานทำหน้าเศร้าสร้อยก่อนจะก้มลงเล็กน้อย
“เรื่องการแต่งงานของเจ้ากับอี้หนิงเอ๋อใช่หรือไม่ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องคิดมากไปหรอก ท่านเสนาบดีเข้าใจดี แม่เองก็ฝืนบังคับใจเจ้าเกินไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเจ้าไม่ได้มีใจให้นางแต่ก็ยังจะจับคลุมถุงชนอีก”
“เรื่องนั้นมันก็แน่นอนอยู่แล้วที่ข้าไม่มีใจให้นาง ก็เพราะข้ามีใจให้....” เจ้าอวี้ชิงหนานไม่พูดเฉย ๆ แต่ยังพุ่งเข้ามากอดอวี้ชิงลั่วก่อนจะส่งสายตาหวานซึ้งให้ นั้นทำเอาอวี้ชิงลั่วหน้าแดงซ่าน และพลันหลบตาไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว
“เด็กบ้าพูดอันใดของเจ้า แม่เป็นแม่เจ้านะ เกิดมีใครผ่านมาได้ยินเข้าคงเป็นเรื่องแน่ ๆ”
“ท่านแม่ขี้กลัวยิ่งนัก เช่นนั้นพวกเรากลับไปอยู่กระท่อมเดิมดีหรือไม่ หากเป็นที่นั่นละก็ข้าจะได้บอกรักท่านทุกวันโดยไม่กลัวผู้ใดจะได้ยิน”
“กลับไปที่กระท่อมกระนั้นหรือ ก็ดีเหมือนกันนะอยู่รบกวนท่านเสนาบดีนานแล้ว” อวี้ชิงลั่วระบายยิ้มสดใสออกมาก่อนจะตอบตกลง ส่วนเจ้าอวี้ชิงหนานนั้นดีใจยิ่งกว่านางเป็นร้อยเท่าพันเท่าเพราะความฝันของมันกำลังจะเป็นจริงแล้ว ทว่า...ในยามนั้นสายตาของอวี้ชิงหนานก็เห็นสีหน้าของซึ่งเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลของอวี้ชิงลั่วพลันปรากฏขึ้น
“ท่านแม่เป็นอันใดไปหรือ”
“ไม่รู้สิหนานหนาน พอแม่คิดว่าต้องกลับไปอยู่กระท่อมพวกเราอาจจะถูกคนชั่วที่ต้องการตำราแพทย์ต้องห้ามมาเล่นงานอีกก็เป็นได้ ในแผ่นดินไม่ได้มีแต่อี้ซ่งเยี้ยนที่หมายจะครอบครองตำราคนเดียว แต่ยังมีพวกหมอชั่วร้ายอีกมากมาย หากเกิดเรื่องซ้ำเดิมแม่เกรงว่า....”
เมื่ออวี้ชิงหนานได้ฟังความกลัดกลุ้มของมารดามันจึงเข้าใจเหตุผลที่ไม่ควรกลับไปอยู่ที่กระท่อมเดิม ทว่า....แล้วจะให้พวกมันสองแม่ลูกไปอยู่ที่ไหนกันดีล่ะ ถึงจะปลอดภัย อวี้ชิงหนานครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยปากออกมาว่า...
“เช่นนั้นท่านแม่กับข้าควรจะหายสาบสูญไปจากยุทธภพ ผู้คนจะได้เลิกตามหาตำรา”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรหนานหนาน ให้แม่หนีไปใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าเงียบ ๆ กลางป่ากลางเขากันสองคนก็ได้อยู่หรอก ทว่า...แผ่นดินนี้ยังมีคนป่วย คนเจ็บอีกมากมาย แม่เป็นหมอนะ จะให้ทิ้งวิชาแพทย์ของปู่เจ้า ของท่านอาจารย์ทวดเจ้า ไปได้อย่างไร แม่ทำไม่ได้หรอก”
“ข้าก็ไม่ได้จะให้ท่านแม่ทำเช่นนั้นเสียหน่อย ตรงกันข้ามเลยต่างหาก พวกเราสองคนจะตระเวนรักษาผู้คนไปทั่วแผ่นดิน ทว่า...ไม่ใช่ในนามของ อวี้ชิงลั่ว หมอปีศาจ แต่เป็นในนามของสองผัวเมีย หมอหน้ากากต่างหาก”
“หมอหน้ากาก? ไอ้หมอกำมะลอที่เจ้าเคยปลอมตัวไปรักษาสาว ๆ จากนั้นก็ขอทำเรื่องพรรค์นั้นเป็นข้อแลกเปลี่ยนน่ะนะ”
“โธ่ ท่านแม่ยังอุตส่าห์จดจำเรื่องนั้นได้อีก ใช่แล้วหมอหน้ากากแบบนั้นแหละ ทิ้งชื่อ ทิ้งสมญาของท่านแม่ไว้ข้างหลัง ให้ท่านเสนาบดีช่วยปล่อยข่าวก็ได้ว่า ท่านแม่กับข้าถูกฆ่าตายที่วัดร้าง ท่านแม่เองก็มิได้ยึดติดกับชื่อเสียงลาภยศอยู่แล้วมิใช่หรือ จะเป็นอวี้ชิงลั่วหรือ หมอหน้ากากหญิงก็ช่วยคนได้เหมือนกันถูกหรือไม่”
พอได้ฟังคำของบุตรชาย อวิ้ชิงลั่วก็นิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่นางจะพ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ
“นั้นสินะ จะเป็นอวี้ชิงลั่วหรือไม่ แม่ก็รักษาผู้คนได้อยู่ดี ถ้าการทำอย่างที่เจ้าว่า มันจะปลอดกับเราทั้งคู่ในภายหน้า แม่ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ” อวี้ชิงลั่วกล่าวจบก็ลุกขึ้น ก่อนจะบอกกับอวี้ชิงหนานว่านางจะไปคุยเรื่องนี้กับเสนาบดีลิ่ว
...
พอเสนาบดีลิ่วทราบมันก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย แต่ก็มันก็ทราบความลำบากของอวี้ชิงลั่วเป็นอย่างดี
“ช่างน่าเศร้าที่ต่อไปแผ่นดินนี้จะไม่มีหมอหญิงปีศาจ อวี้ชิงลั่วอีกแล้ว หากข่าวนี้เผยแพร่ออกไปคงจะวุ่นวายกันน่าดู ไหนข้าจะต้องไปอธิบายความจริงให้ฮ่องเต้ทรงทราบอีก แต่ก็เอาเถอะเพื่อเห็นแก่เจ้ากับหนานหนานข้าเต็มใจทำให้ จากนี้ไปก็ขอให้พวกเจ้าแม่ลูกจงโชคดีนะ หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใดจงกลับมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
“ชิงลั่วขอขอบใจท่านเสนาบดีเป็นอย่างมาก ชิงลั่วต้องกลับมาที่จวนแห่งนี้อยู่บ่อยครั้งเป็นแน่ ท่านเสนาบดีไม่ต้องห่วง”
เมื่อสิ้นสุดการสนทนาทั้งสองจึงแยกย้ายกัน อวี้ชิงลั่วนั้นกลับไปบอกเล่าเรื่องทุกอย่างให้อวี้ชิงหนานฟัง ส่วนเสนาบดีลิ่วก็เตรียมวางแผนครั้งใหญ่เรื่องการปล่อยข่าวปลอมให้ผู้คนทั่วไปรับทราบ จากนั้นจึงเตรียมตัวไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อกราบทูลทราบความจริงให้พระองค์ทรงทราบ ไม่เช่นนั้นคงจะตกพระทัย และกลายเป็นความวุ่นวายครั้งใหญ่เป็นแน่
จบบท