"สิ่งที่เจ้าต้องทำ คือ การทำพันธสัญญาโลหิต เมื่อเจ้าทำสัญญาแล้วจะไม่อาจผิดคำได้ เจ้าจะต้องทำทุกอย่างเพื่อทำตามสัญญาให้ลุล่วง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะข้าเพียงจะขอให้เจ้าตามหาของสิ่งหนึ่งเพียงเท่านั้น"
เทียนฟางถอนหายใจออกมาเขากังวลว่า เจ้าของเสียงลึกลับจะทำให้เขากลายเป็นปีศาจที่ไล่ล่าสังหารผู้อื่น แต่หากเป็นเพียงตามหาของชิ้นหนึ่งแล้วนั้น นับว่าไม่อยากเย็นนัก
หากเทียนฟางล่วงรู้ว่าเส้นทางที่เขากำลังจะเลือกเดินนั้นมันไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย คงเป็นความขบขันอย่างถึงที่สุดแล้ว
"ข้อเสนอของท่านข้ายอมรับ" เทียนฟางเอ่ยขึ้น ทันใดนั้นเอง หมอกที่ลอยวนอยู่ทั่วบริเวณพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดก่อนจะกลายเป็นฝนโลหิตที่ตกกระหน่ำลงมา "ดี นับว่าดี บัดนี้ เจ้าได้ทำพันธสัญญาโลหิต เจ้าจักต้องใช้ทั้งชีวิตและวิญญาณของเจ้า เพื่อตามหา'ผลึกแห่งการดับสูญ' เมื่อนั้นจึงถือเป็นการสิ้นสุดพันธสัญญา"
"กระบี่โลหิตต่างทัณฑ์นรก ตรึงสิ้นวิญญาณ มิอาจบิดพลิ้ว พันลี้หมื่นจอกไม่อาจคืนคำ!!! "
ทันใดนั้นเองฝนโลหิตค่อยๆ รวมรวมตัวกันเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง กระบี่สีแดงดั่งโลหิต ก่อนจะค่อยๆ พุ่งลงมาแทงลงไปกลางอกของเทียนฟาง กระบี่ค่อยๆ จมเข้าไปในโลกวิญญาณของเขา ตั้งแต่นั้นเองที่เสียงจากขุมนรกได้ดังขึ้น...
เทียนฟางลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าในเวลานี้สายมากแล้ว เทียนฟางบิดขี้เกียจก่อนเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก สายลมยังคงโชย พัดพาความสดชื่นมากระทบใบหน้านวลผ่อง ส่อเค้าแววความหล่อเหลาอยู่ไม่น้อย
ขณะนั้นเอง มีชาวบ้าน เดินผ่านบริเวณดังกล่าว เทียนฟาง จึงเอ่ยปากถามออกไปว่า วันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่แล้ว เพราะเขาไม่แน่ใจเช่นกัน ว่าตนเองนั้นหลับไปนานเพียงใด แม้ว่าเขาจะจำวันเวลาไม่ได้ แต่ช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมาน จากการ ผสานกระบี่โลหิตนั้น เขายังจำมันได้ทุกฉากตอน
"วันนี้ วันที่ยี่สิบเดือนสามมีอะไรหรือเด็กน้อย" ป้าชาวบ้านคนหนึ่ง เอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่า เทียนฟางส่ายหัว และขอบคุณ จึงเดินจากไป 'เดือนสามวันที่ยี่สิบแย่แล้ว!!! ' เทียนฟาง รีบวิ่งออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเทียนฟาง ก็มาหยุดอยู่กลางลานกว้าง ของสำนักยุทธ์ เมื่อเห็นว่า ตนเองมาทันเวลาพอดี เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาไม่อยากจะเชื่อ ว่าตนเองจะหลับยาวนานนับเดือน เขาจำได้ว่าวันที่เขาถูกทำร้าย ก่อนจะได้พบกับเจ้าของเสียงประหลาด นั้นประมาณวันที่สิบของเดือนสอง น่าแปลก ที่เขาหลับไปนานขนาดนั้น กลับไม่รู้สึกปวดเมื่อยเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขากลับรู้สึกว่า มันเป็นอะไรที่รู้สึกดี อย่างบอกไม่ถูก แต่ก่อนที่เทียนฟางจะได้ทำอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาขัดเสียก่อน
"นั่นมันเจ้าลูกเต่าแทนฟาง ไม่ใช่หรือ? นึกว่า จะไม่กล้าโผล่หน้ามาแล้วเสียอีก" เสียงดังออกมาจาก เด็กกลุ่มหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเทียนฟางทั้งกลุ่มมีทั้งหมดห้าคน แต่ที่สะดุดตาคงเป็นเด็กชาย ที่ยืนอยู่หน้าสุดของกลุ่ม คิ้วเข้มที่ดูคล้ายจะแสดงออกถึงความหยิ่งยโสเสื้อผ้าหรูหราสีแดง ทองระยิบระยับ บ่งบอกถึงชาติตระกูล 'จ้าวหนิงหวัง' เทียนฟาง พูดขึ้น พร้อมกับกำหมัดแน่น หากจะถามว่า สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิตของเขา ก็คงเป็นจ้าวหนึ่งหวังนี่แหละ
"ข้าเอง ก็นึกว่าลูกเต่าอย่างเจ้ า จะหดหัวอยู่ในกระดองตลอด เหตุใด ถึงออกมาเพ่นพ่านแบบนี้ล่ะ! เจ้าลูกเต่า!!! " เจ้าหนิงหวัง จงใจเน้นคำสุดท้าย เพื่อเย้ยเทียนฟาง เทียนฟางกำหมัดแน่นก่อนจะพูดต่อไปว่า
"เจ้ามันก็แค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม วันๆ ได้แต่อาศัยบารมีของตระกูลรังแกคนอื่นไปทั่ว หากลำพังตัวเจ้าคิดเอาหรือว่าจะมีผู้ใดเกรงกลัว" เสียงโต้เถียงนั้นดังพอที่จะทำให้ทั้งคู่กลายเป็นที่สนใจ ของเหล่าเด็กที่มาชุมนุมกันอยู่ หากแต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดสอดมือ เนื่องจากเกรงว่าจ้าวหนิงหวังจะเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นตนเอง
"นี่เจ้า!!! " จ้าวหนิงหวัง มองเทียนฟาง อย่างกับจะกินเทียนฟางเข้าไปทั้งตัว
"สงสัย ข้าจะสั่งสอนเจ้ายังไม่ดีพอ คงต้องให้เจ้า ทบทวนความจำสักหน่อยแล้ว" จ้าวหนิงหวัง พูดเสร็จ พลางค่อยๆ เดินเข้าไปหาเทียนฟาง ฝูงคนต่างแหวก ทางให้คนทั้งคู่ หลงเหลือเพียงสองคนเท่านั้น ที่บัดนี้ ประจันหน้ากันอยู่
"เข้ามาสิ!! บิดาผู้นี้จะทำให้เจ้าหลงลืมทางกลับบ้าน" เทียนฟางกำหมัดแน่นก่อนจะเดินเข้าไปหาจ้าวหนิงหวัง ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่มีความกล้าขนาดนี้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ แม้จ้าวหนิงหวังจะอยู่ขอบเขตก่อกายาขั้นที่สามแล้วก็ตาม เขาก็ไม่มีความกลัวเลยสักนิด
"เทียนฟางเจ้า ตาย!!! " ทั้งสองต่างพุ่งเข้าใส่กัน แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ประมือกันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน "ทุกคนจงฟัง!!! "เสียงที่ทรงพลังนั้นได้หยุดทุกการกระทำและดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จ้องมองเข้าไปภายในโถงใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินสูงขึ้นไป
"ศิษย์น้อมพบเจ้าสำนัก"
เด็กทุกคนรวมถึงเทียนฟางป้องมือ ก่อนจะหันไปทำความเคารพต่อเจ้าสำนัก'ฟานเหวินไป๋' เจ้าสำนักทอดตามองไปยังกลุ่มของศิษย์สำนักยุทธที่มีจำนวนราวสามร้อยคน ก่อนจะพูดขึ้นว่า
" ณ หุบเขาอสูรทมิฬความแข็งแกร่งคือที่สุดความแข็งแกร่งคือทุกอย่างเมื่อเจ้าแข็งแกร่งจะไม่มีสิ่งใดที่เจ้าปรารถนาแล้วจะไม่ได้มันมาครอบครอง กฎของสำนักฝึกยุทธ์ ที่ได้รับมาจากหุบเขาอสูรทมิฬกล่าวว่า เมื่อศิษย์คนใดก็ตามที่ร่ำเรียนวิชายุทธจนมีอายุครบสิบปี ผู้นั้นจะต้องดำรงตนในป่าอสูรทมิฬเป็นเวลาสามปีห้ามมิให้มีผู้ใดกลับเข้ามาก่อนกำหนดเวลา หากผู้ใดฝ่าฝืน จะถูกสังหารทุกกรณีและในปีนี้สำนักยุทธของเรามีทั้งสิ้นสามร้อยยี่สิบห้าชีวิต ที่ต้องทำตามกฎนี้ ข้าเพียงหวังให้เจ้า เข้มแข็ง เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น จงแสดงให้เห็น ว่าเลือดของชาวหุบเขาอสูรทมิฬนั้นร้อนแรงเพียงใด!!! "
สิ้นเสียงของเจ้าสำนัก เด็กทุกคนก็พากันโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม เทียนฟางจับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาที่มุ่งมั่น ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นขยะอีกแล้วเขามีเส้นลมปราณบงกชสีชาด เขาจะใช้ทุกวันเวลาตลอดระยะเวลาสามปีนี้ทุ่มเทฝึกฝนจนแข็งแกร่งกว่าใคร เพราะเขาได้ลิ้มรสชาติของคนไร้พลังมามากเกินพอแล้ว ขณะนั้นเองที่เทียนฟางมองไปรอบๆ ก่อนจะพึมพำว่า
"บัดซบ!! ข้ารีบเร่งเกินไป ข้ามิได้นำสิ่งใดติดตัวมาเลย นอกจากมีดสั้นเล่มเดียว"
เทียนฟางรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เดิมทีการใช้ชีวิตในป่าอสูรทมิฬ ก็นับว่ายากเย็นอยู่แล้วนี่เขายังไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ อะไรมาอีก นี่นับว่าเขาเสียเปรียบเป็นอย่างมาก
เมื่อฟานเหวินไป๋ มองเด็กทุกคนจนครบแล้วเขาก็กะกล่าวขึ้นว่า"ข้าจะใช้วงแหวนเคลื่อนที่ส่งพวกเจ้าไปยังเขตแดนขอบป่าอสูรระดับที่หนึ่งซึ่งไม่มีความอันตรายมากนักนอกจากนี้แม้ว่าจะไม่มีกฎที่ห้ามไม่ให้เข้าไปยังป่าอสูรทมิฬในระดับที่ลึกกว่านั้น แต่ทางที่ดีพวกเจ้าอย่าได้คิดเข้าไปยังป่าระดับสามเป็นอันขาด ดูจากระดับพลังของเจ้าในตอนนี้ไม่ต่างจากการไปตายเลยแม้แต่น้อย"
หลังจากเจ้าสำนักพูดจบเขาก็ได้บีบผลึกสีฟ้าในมือจนแตกตอนนั้นเองที่สัญลักษณ์วงแหวนปรากฏขึ้นด้านบนและล่างของกลุ่มเด็ก วงแหวนนั้นมีลักษณะเป็นวงกลมสีฟ้าถูกเขียนและถักทอไปด้วยเส้นอักขระที่แปลกประหลาดรวมถึงรูปร่างรูปทรงต่างๆ มากมาย จากนั้นวงแหวนทั้งสองก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาบรรจบกัน ก่อนที่ตัวของเด็กทุกคนจะเรืองแสงและหายไป
ฟุบ!
เทียนฟางลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตอนนี้เขาได้อยู่ในป่าแห่งหนึ่งรอบข้างเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่สลับกับพุ่มไม้อยู่ประปราย 'ข้าต้องหาที่พักก่อนนอกจากมีดสั้นแล้วข้าไม่ได้นำสิ่งใดติดตัวมาเลยคงไม่ดีนัก หากต้องนอนอยู่ภายนอกป่าอสูรเช่นนี้'
จากนั้นแทนฟางก็เริ่มสำรวจพื้นที่รอบรอบ เขาพบว่าวิชาการสอดแนมและความรู้ที่ได้จากการอยู่กับทหารยามมีประโยชน์อย่างมากเขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าหนทางข้างหน้าจะมีลักษณะเป็นอย่างไรหรือพืชชนิดใดที่มีพิษเทียนฟางยิ้มก่อนจะหุบมันลงเมื่อพบว่ามีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งกำลังจ้องเขาอยู่เบื้องหน้า 'หมูป่าขนแดง' เทียนฟางตกใจก่อนจะแสยะยิ้มไม่คาดคิดว่าวันนี้จะไม่ต้องลำบากลำบนไปหาอาหาร
"เข้ามาเจ้าหมูหน้าขน!!! "
เทียนฟางตะโกน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่หมูป่าขนแดงที่วิ่งสวนมา