จารึกที่ 470 : มังกรซ่อนพายุ : ล่าผลึกดาราในแดนรกร้าง
พายุแม่เหล็กวิญญาณสีม่วงเข้มพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เกลียวคลื่นแห่งความปั่นป่วนฉีกกระชากกฎเกณฑ์ของมิติให้แตกเป็นริ้วรอย ท่ามกลางความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติระดับจักรวาล มหานาวาดาราจักร 'เจ้าสัว' ลอยนิ่งสงบประดุจหินผาที่ไร้ก้นบึ้ง รากพฤกษาเซียนสีดำเขียวที่งอกเงยจากดินบรรพกาล หยั่งลึกลงไปในรอยแยกของความว่างเปล่า ยึดตรึงตัวเรือศิลาทมิฬมิให้ถูกกระแสะพายุพัดพาไป
ค่ายกลดาราของเฟิงหลิงเออร์ลบเลือนกลิ่นอายและรูปโฉมของเรือจนหมดสิ้น หากมองจากภายนอก บริเวณนี้คือความว่างเปล่าอันสมบูรณ์ ทว่าบนดาดฟ้าเรือ อาเจียและคณะกำลังทอดสายตามองผ่านม่านพลังออกไปเบื้องหน้า ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะได้ยินเสียงชีพจรของตนเอง
เงาดำขนาดยักษ์สามสาย กำลังเลื้อยไหลผ่านเกลียวพายุเข้ามาใกล้ พวกมันคือ 'มังกรดาราจักร' สัตว์ร้ายโบราณที่ถือกำเนิดจากเศษซากอุกกาบาตและพายุมิติ ลำตัวของพวกมันยาวนับร้อยจั้ง หุ้มด้วยเกล็ดผลึกสีดำทะมึนที่ดูดซับแสงสว่าง ปีกที่ด้านหลังมิได้ทำจากเนื้อหนัง ทว่าประกอบขึ้นจากละอองดาวที่แหลมคม นัยน์ตาของพวกมันลุกโชนด้วยเพลิงสีน้ำเงินเย็นเยียบ กวาดมองหาเหยื่อท่ามกลางความมืดมิด
"พวกมันไม่ได้ใช้ดวงตาในการมอง..." ฉินมู่หลางกระซิบแผ่วเบา มือซ้ายกุมด้ามกระบี่ทัณฑ์สูญตาไว้หลวมๆ "ทว่าพวกมันใช้หนวดที่ริมฝีปาก สัมผัสถึงความผันผวนของแรงโน้มถ่วง ค่ายกลพรางตาอาจซ่อนกลิ่นอายได้ แต่มวลศิลาของเรือลำนี้ มหาศาลเกินกว่าจะซ่อนแรงดึงดูดไว้ได้มิดชิด"
"มู่หลางสังเกตได้เฉียบขาด" อาเจียพยักหน้าช้าๆ นัยน์ตาสูญตาของเขาทอประกายลี้ลับ "ในทะเลความว่างเปล่า สัตว์นักล่ามักพึ่งพาสิ่งที่ละเอียดอ่อนกว่าวิสัยทัศน์... ถุงเงิน เจ้าจัดการกลบรอยต่อของแรงโน้มถ่วงรอบๆ ตัวเรือเสีย อย่าให้เกิดแรงกระเพื่อม"
ราชันมารมิติที่เกาะอยู่บนบ่าของอาเจีย ส่งเสียงร้องรับคำในลำคอ มันอ้าปากพ่น 'ใยมิติ' สีเงินยวงออกไปเป็นวงกว้าง ใยเหล่านั้นถักทอเข้ากับม่านพลังของเรือ ทำหน้าที่ดูดซับและปรับสมดุลแรงโน้มถ่วงที่แผ่ออกไป ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของพายุแม่เหล็กวิญญาณ
เงาดำของมังกรดาราจักรตัวหนึ่ง ว่ายวนเข้ามาใกล้จุดที่มหานาวาซ่อนตัวอยู่ มันหยุดชะงัก หันหัวขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยหนวดผลึกไปมา ประหนึ่งกำลังดมกลิ่นหาความผิดปกติ ระยะห่างระหว่างมันกับค่ายกลป้องกันของเรือ เหลือเพียงไม่ถึงสิบจั้ง กลิ่นอายความหนาวเหน็บและรังสีฆ่าฟันของมัน เล็ดลอดเข้ามาจนดอกไม้พฤกษาเซียนบนดาดฟ้าต้องหุบกลีบลง
เฟิงอวี้หรานกัดฟันแน่น เปลวเพลิงสีทองในจักรวาลภายในของเขาเต้นเร่า ปรารถนาจะปะทุออกไปแผดเผาศัตรู ทว่าเขาก็สะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
มังกรดาราจักรตัวนั้นส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอ คลื่นเสียงของมันแทรกซึมผ่านมิติ ทำให้สายฟ้าสีม่วงในพายุยิ่งปะทุรุนแรงขึ้น มันสะบัดหางผลึกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเบนหัวเตรียมว่ายจากไปตามกระแสพายุ
ทุกคนบนเรือต่างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่า...
ครืนนนน! เปรี้ยง!
เศษอุกกาบาตขนาดเท่าภูเขาลูกย่อมที่ลอยมาตามพายุ พุ่งเข้าชนกับรากพฤกษาเซียนที่ยึดตรึงตัวเรืออยู่นอกม่านพลัง!
แม้รากไม้จะแข็งแกร่งและไม่ขาดสะบั้น ทว่าแรงปะทะนั้นส่งผลให้โครงสร้างมิติบริเวณนั้นเกิดการ 'กระเพื่อม' อย่างรุนแรง! ค่ายกลพรางตัวของเฟิงหลิงเออร์เกิดรอยร้าวชั่วพริบตา เผยให้เห็นแสงสีเทาประกายทองของดาดฟ้าเรือวูบหนึ่ง
เพียงเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง มังกรดาราจักรทั้งสามตัวพลันหันขวับมายังตำแหน่งของมหานาวาพร้อมกัน นัยน์ตาสีน้ำเงินลุกโชนด้วยความบ้าคลั่ง
"ก๊าซซซซซ!"
เสียงคำรามกึกก้องทะลวงฟ้า มังกรตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดอ้าปากกว้าง ปลดปล่อย 'ลำแสงพายุมิติ' สีม่วงดำที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์ทำลายล้าง พุ่งตรงเข้าใส่รอยร้าวของค่ายกลพรางตัวอย่างเกรี้ยวกราด!
"ความบังเอิญ คือหมากตานึงของฟ้าดิน..." อาเจียมิได้ตื่นตระหนก ชายหนุ่มก้าวออกมายืนประจันหน้ากับลำแสงทำลายล้าง "ในเมื่อซ่อนไม่ได้ ก็จงต้อนรับพวกมันเสีย ปิงอวิ๋น... แสดงพลังแห่งความเสื่อมสลายให้พวกมันประจักษ์!"
"รับคำสั่ง!"
เย่วปิงอวิ๋นประสานอินอย่างรวดเร็ว ลวดลายดาราบนพื้นเรือแปรเปลี่ยนรูปแบบ ค่ายกลเสื่อมสลายที่อาเจียเพิ่งหลอมรวมจากเศษศัสตราเทวะ ถูกกระตุ้นให้ทำงานเต็มกำลัง ม่านพลังสีเทาที่ปกคลุมเรือพลันอาบไล้ไปด้วยแสงสีน้ำตาลหม่นอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัว
วูบ!
ลำแสงพายุมิติของมังกรดาราจักร พุ่งปะทะเข้ากับม่านพลังสีน้ำตาลหม่นอย่างจัง ทว่าแทนที่จะเกิดการระเบิดทำลายล้าง ลำแสงนั้นกลับชะงักงัน พลังงานที่เคยบ้าคลั่งและรุนแรง เริ่ม 'ชราภาพ' ลงอย่างรวดเร็ว สีม่วงดำที่เจิดจ้า ค่อยๆ ซีดจางกลายเป็นสีเทาหม่น และแตกสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นละอองพลังงานที่ไร้พิษสง ล่วงหล่นลงประดุจเศษขี้เถ้า!
"สำเร็จ! วิถีแห่งความเสื่อมสลาย สามารถชะล้างพลังโจมตีของมันได้!" เย่วปิงอวิ๋นแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
มังกรดาราจักรชะงักไปครู่หนึ่ง มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของมันจึงสูญสลายไปเช่นนั้น สัญชาตญาณดิบสั่งให้มันพุ่งเข้าปะทะด้วยกายหยาบ ร่างมหึมาที่หุ้มด้วยเกล็ดผลึกพุ่งทะยานเข้าชนม่านพลัง หวังจะใช้ความแข็งแกร่งบดขยี้เรือศิลาให้แหลกเป็นผุยผง
"อย่าให้มันชนค่ายกลตรงๆ! แม้จะทำให้เกล็ดของมันผุพังได้ ทว่าแรงกระแทกอาจทำให้รากพฤกษาฉีกขาด!" หลินซิงเสวี่ยร้องเตือน
"ให้เป็นหน้าที่กระบี่ของข้า!"
ฉินมู่หลางเหินร่างทะลุม่านพลังออกไปเผชิญหน้ากับพายุแม่เหล็กวิญญาณ ทันทีที่ก้าวพ้นเกราะคุ้มกัน สายฟ้าสีม่วงก็พยายามจะดูดกลืนเจตจำนงของเขา ทว่าจักรวาลภายในของนักกระบี่หนุ่มหมุนวนอย่างหนักแน่น สกัดกั้นการรุกรานของกฎเกณฑ์ภายนอกได้อย่างสมบูรณ์
กระบี่ 'ทัณฑ์สูญตา' ถูกชักออกจากฝัก รังสีแสงสีเทาประกายทองพุ่งวาบ ฉินมู่หลางไม่ได้ฟันกระบี่ใส่เกล็ดที่แข็งแกร่งของมังกร ทว่าเขาเพ่งมองไปยัง 'จุดเชื่อมต่อ' ของแรงโน้มถ่วงที่มังกรดาราจักรใช้ในการเคลื่อนไหว
"เจตจำนงกระบี่... ตัดชีพจรดารา!"
รังสีแสงสีเทาพุ่งตัดขวางมิติเบื้องหน้ามังกรตัวแรก มันไม่ได้ตัดเนื้อหนัง ทว่าตัด 'กระแสพายุ' ที่เกื้อหนุนการว่ายน้ำของสัตว์ร้าย มังกรยักษ์สูญเสียสมดุลกะทันหัน ร่างมหึมาของมันพุ่งไถลออกนอกเส้นทาง พลาดเป้าจากมหานาวาไปอย่างหวุดหวิด!
"ยอดเยี่ยม! ข้าเอาบ้าง!" เฟิงอวี้หรานพุ่งตามออกไป ร่างของเขากลายเป็นดวงอาทิตย์สีทองขนาดย่อม เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลไม่ต้องการปราณฟ้าดินเป็นเชื้อเพลิง ทว่ามันแผดเผาจากเจตจำนงแห่งการดำรงอยู่ของเขาเอง
มังกรตัวที่สองที่กำลังจะพุ่งเข้ามา ถูกเฟิงอวี้หรานสกัดกั้นไว้ มังกรเพลิงสีทองเก้าตัวพุ่งเข้าพัวพันกับมังกรผลึกสีดำ การต่อสู้ของสัตว์เทวะสองสายพันธุ์สร้างคลื่นความร้อนที่หลอมละลายเศษอุกกาบาตรอบด้านจนกลายเป็นฝนลาวา
ทว่า มังกรตัวที่สาม ซึ่งมีขนาดใหญ่และกลิ่นอายดุร้ายที่สุด มันไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีมิตรสหายทั้งสอง ทว่ามันอ้าปากกว้าง รวบรวมพลังพายุแม่เหล็กวิญญาณมาบีบอัดไว้ในปากจนเกิดเป็น 'แก่นหลุมดำ' ขนาดเล็ก หมายจะกลืนกินมหานาวาดาราจักรให้หายไปจากมิติ!
"มันฉลาดนัก รู้จักใช้ประโยชน์จากพายุรอบด้าน"
อาเจียยังคงยืนสงบนิ่งอยู่บนดาดฟ้าเรือ ชุดคลุมพัดพลิ้วตามแรงดึงดูดของแก่นหลุมดำที่กำลังก่อตัว ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ปฐมกาลขึ้นอย่างช้าๆ นัยน์ตาสูญตาทอประกายแห่งการบัญญัติกฎเกณฑ์
"สัตว์ร้ายแห่งดาราจักร... เจ้าเติบโตมากับความปั่นป่วน ย่อมไม่เคยลิ้มรสความเงียบสงบอันเป็นนิรันดร์"
อาเจียตวัดปลายพู่กันกลางอากาศ ไม่ใช่วาดอักขระทำลายล้าง ทว่าเขาเขียนอักขระคำว่า 'นิ่ง' (静) และ 'ระงับ' (息) ลงบนความว่างเปล่า
"จารึกรังสรรค์... บัญญัติสูญตา สยบคลื่นดารา!"
หมึกวิญญาณสีเทาประกายทองระเบิดออกเป็นระลอกคลื่นที่แผ่วเบาและไร้สุ้มเสียง มันทะลวงผ่านม่านพลัง พุ่งตรงเข้าหามังกรตัวที่สาม
ทันทีที่ระลอกคลื่นสีเทาสัมผัสกับแก่นหลุมดำในปากของมังกร สิ่งที่เกิดขึ้นหาใช่การปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามันคือการ 'ลบล้างเงื่อนไข' ของการเคลื่อนไหวทั้งหมด! แก่นหลุมดำที่กำลังบีบอัดอย่างเกรี้ยวกราด พลันหยุดนิ่งประหนึ่งภาพวาดที่ถูกหยุดเวลาไว้ พายุแม่เหล็กวิญญาณรอบตัวมังกรตัวนั้นสลายตัวกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า
มังกรดาราจักรเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามจะขยับปีก พยายามจะคำราม ทว่ากฎเกณฑ์แห่งความ 'นิ่ง' ที่อาเจียบัญญัติขึ้น ได้แทรกซึมเข้าไปถึงแก่นวิญญาณของมัน บังคับให้สัญชาตญาณอันดุร้ายต้องศิโรราบต่อความสงบ
"มู่หลาง อี้หราน! จัดการสองตัวนั้น แล้วถอยกลับมา!" อาเจียสั่งการเสียงก้อง
ฉินมู่หลางและเฟิงอวี้หรานรับคำสั่ง พวกเขาไม่ได้ต่อสู้ยืดเยื้อ ฉินมู่หลางใช้กระบี่ทัณฑ์สูญตาแทงทะลุจุดบอดใต้คางของมังกรตัวแรก ในขณะที่เฟิงอวี้หรานใช้เพลิงอัคคีบรรพกาลเจาะทะลวงเข้าสู่แกนกลางของมังกรตัวที่สอง เมื่อสัตว์ร้ายทั้งสองบาดเจ็บสาหัสและเสียจังหวะ สหายทั้งสองก็เหินร่างกลับเข้าสู่ม่านพลังของเรืออย่างรวดเร็ว
มังกรทั้งสองตัวที่บาดเจ็บ เมื่อเห็นว่าจ่าฝูงของพวกมันถูก 'แช่แข็ง' อยู่กลางอวกาศด้วยวิชาที่ไม่อาจเข้าใจได้ สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดก็เอาชนะความหิวโหย พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวน ก่อนจะสะบัดหางว่ายหนีหายไปในความมืดมิดของพายุ ทิ้งจ่าฝูงไว้เบื้องหลัง
อาเจียมองมังกรตัวที่สามที่ยังคงลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้ามหานาวา ชายหนุ่มทะยานร่างออกไปนอกม่านพลัง ก้าวเดินไปบนความว่างเปล่าราวกับเดินบนพื้นดินราบเรียบ จนกระทั่งไปหยุดยืนอยู่เหนือหัวขนาดมหึมาของสัตว์ร้ายโบราณ
"เผ่าพันธุ์ของพวกเจ้า แข็งแกร่งและสง่างาม" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทอดสายตามองนัยน์ตาสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของมังกร "ทว่า โลกเซียนมิใช่สถานที่ให้พวกเจ้ามารุกราน... เพื่อเป็นใบเบิกทางในการสำรวจเขตแดนรกร้างแห่งนี้ ข้าขอรับ 'แก่นผลึกดารา' ของเจ้าไปก็แล้วกัน"
ชายหนุ่มไม่ได้ใช้พู่กันแทงทะลุกะโหลก ทว่าเขาวางฝ่ามือซ้ายลงบนหน้าผากของมังกรยักษ์ วิถีสูญญตาที่บริสุทธิ์ที่สุดหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของมัน คลี่คลายกฎเกณฑ์ชีวิตของมันอย่างนุ่มนวลและไร้ความเจ็บปวด
เพียงชั่วลมหายใจ ร่างมหึมาของมังกรดาราจักรก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีเงินนับล้าน ล่องลอยหายไปในพายุ ทิ้งไว้เพียง 'ผลึกหิน' รูปหกเหลี่ยมสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งประกายลึกล้ำ ลอยตัวอยู่บนฝ่ามือของอาเจีย
มันคือ 'แก่นผลึกดารา' แกนกลางพลังชีวิตของมังกรดาราจักร ที่ควบแน่นจากพายุมิติและกฎเกณฑ์แห่งเขตแดนรกร้างมานานนับพันปี!
อาเจียเก็บผลึกนั้นลงในแขนเสื้อ ก่อนจะเหินร่างกลับมาลงบนดาดฟ้าเรือ มิตรสหายต่างเข้ามารุมล้อมด้วยความโล่งใจและตื่นเต้น
"พลังของเจ้า น่าสะพรึงกลัวขึ้นทุกวัน อาเจีย" ฉินมู่หลางแย้มยิ้ม "การบัญญัติกฎให้สิ่งมีชีวิตระดับนี้หยุดนิ่ง ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดก็ทำได้"
"วิถีแห่งเต๋า มิใช่การบีบบังคับ ทว่าคือการมอบสภาวะที่ศัตรูไม่อาจปฏิเสธได้" อาเจียระบายรอยยิ้มตอบ เขาหยิบแก่นผลึกดาราออกมาส่งให้เย่วปิงอวิ๋นและหลินซิงเสวี่ย "ปิงอวิ๋น ซิงเสวี่ย... แก่นผลึกนี้ กักเก็บความเข้าใจเกี่ยวกับกระแสมิติในเขตแดนรกร้างเอาไว้ พวกเจ้าจงนำมันไปผสานเข้ากับค่ายกลหลักและระบบพฤกษา มันจะทำหน้าที่ประดุจ 'เข็มทิศ' และ 'สารหล่อลื่น' ทำให้มหานาวาของเราสามารถแล่นผ่านพายุแม่เหล็กวิญญาณนี้ได้อย่างอิสระ ประหนึ่งปลาที่ว่ายทวนน้ำ"
โครมงามทั้งสองรับแก่นผลึกไปอย่างระมัดระวัง แววตาเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้นในการวิจัยวิถีเต๋าแขนงใหม่
"เจ้าสัว... ถอนสมอรากพฤกษาได้" อาเจียก้าวไปที่หัวเรือ ทอดสายตามองลึกลงไปในพายุหมุนขนาดยักษ์ "พายุแม่เหล็กวิญญาณนี้ มิใช่เพียงภัยธรรมชาติ ทว่ามันเป็นกำแพงที่ห่อหุ้มบางสิ่งเอาไว้... เมื่อเรามีแก่นผลึกดาราเป็นตัวนำทาง เราจะทะลวงเข้าไปยังใจกลางของมัน!"
"รับคำสั่งขอรับ ท่านผู้นำ!"
รากพฤกษาเซียนที่ยึดตรึงมิติไว้ถูกถอนกลับ มหานาวาดาราจักรที่บัดนี้ผสานกลิ่นอายของมังกรดาราจักรเข้าไปในค่ายกล พุ่งทะยานแหวกว่ายเข้าสู่ใจกลางพายุคลั่งอย่างสง่างาม สายฟ้าสีม่วงที่เคยเป็นภัยคุกคาม บัดนี้กลับเลื่อนไหลผ่านตัวเรือไปประหนึ่งสายลมที่พัดผ่านก้อนหิน
ราชันหมื่นอักขระและคณะ กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ความลับที่ถูกฝังกลบอยู่ในเขตแดนรกร้าง ความลับที่อาจสั่นคลอนประวัติศาสตร์ของจักรวาลหมื่นภพ!