มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 39 คนบ้า (1)

    ในดินแดนอันเวิ้งว้างและแห้งแล้ง มองไปทางไหนก็มีแต่หินและดินอันแห้งผาก ไร้แหล่งน้ำหรือต้นไม้ให้ชุ่มช่ำสายตา ยามค่ำคืนว่าโหดร้ายจากลมกระโชกแรงไร้กำบังแล้ว ยามแดดขึ้นท้องฟ้า แม้ดวงตะวันจะยังไม่ตรงกลางฟ้าคราม เพียงแค่ยามสายในช่วงเช้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความร้อนแรงของแสงตะวัน หรือสภาพพื้นที่ที่แห้งแล้งเกินไป หรือเพราะนี่เป็นอาณาเขตของอาณาจักรแห่งธาตุไฟ ในเวลาแค่เก้าโมงเช้าเท่านั้น ความร้อนนี้ช่างรุนแรงจนทำให้เทพไทแทบไม่ต่างจากเนื้อแดดเดียวไปแล้ว



    เทพไทแทบจะอยากแก้ผ้าเพื่อคลายร้อนแล้วหากไม่เกรงว่าใครจะมาเห็น เนื่องจากเขายังมีภารกิจรอสัญญาณจากทีมของเขาเพื่อรอบุกเป็นกำลังเสริมป้อมธารเพลิงอยู่ มิฉะนั้นแล้วเขาคงไปหาแหล่งน้ำเพื่อเปลือยกายแช่น้ำเพื่อคลายความร้อน



    หากนี่ไม่ใช่เพื่อภารกิจและความอยู่รอดของทุกคน เขาอยากจะวิ่งไปยอมแพ้ขอเข้าไปหลบแดดอยู่ในฐานของศัตรูให้รู้แล้วรู้รอด นอกจากเห็นทหารศิขาห้านายขี่มาร์จาออกจากฐานไป เขาก็ไม่เห็นสัญญาณใดอีกเลย เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เขาจะตายเพราะคมดาบของศัตรูหรือร้อนจนเป็นลมแดดตายไปกันแน่ หรืออาจจะเลวร้ายกว่านั้น เขาอาจจะอดน้ำตายไปเสียก่อน




    ในขณะเดียวกัน ใกล้ถึงคิวตรวจธาตุเลือดของดารินแล้ว เนื่องจากลูกเรือบินที่ถูกจับมามีกันหลายสิบคน จึงทำให้การตรวจล่าช้า บวกกับดารินและทีมสองต้องการถ่วงเวลาให้นานที่สุดเพื่อหาโอกาส แต่ก็ไร้ซึ่งหนทาง



    รังสิมันต์ที่ค่อนข้างรู้จักกับผู้กองสุรชัย กว่าเขาจะโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเชื่อว่าเป็นลูกน้องของเขาแต่ละคน เขาต้องใช้เวลาพูดอยู่ตั้งนานสองนาน ทั้งที่รังสิมันต์มีทะเบียนรายชื่อเพื่อยืนยันตัวตน แต่พวกเขาทุกคนก็ยังต้องผ่านการทดสอบจากฝ่ายทหารศิขาเพื่อยืนยันตัวตนว่าพวกเขาได้ทำหน้าที่นั้นจริง ๆ บนเรือบินวิหคเหินหาว ราวกับพวกเขามาสมัครงานใหม่อีกครั้งก็ไม่ปาน



    และแล้วในที่สุดเวลาแห่งความชี้เป็นชี้ตายครั้งแรกของทีมสองและเหล่าลูกเรือที่แท้จริงก็มาถึง สามคนสุดท้ายที่เหลือคือเหล่าทีมสองทั้งหมด จากหนึ่งในสามดารินคือคนแรก เมื่อพิจารณาจากทั้งสามคนแล้ว เธอน่าจะมีโอกาสรอดมากที่สุดแล้ว เนื่องจากเธอมีหน้าตาที่เข้าข่ายที่น่าจะเป็นนักแสดงละครเวทีได้มากที่สุด รองลงมาคงเป็นธัญญ่า เพราะดิเรกนั้นดูเหมือนคนงานที่มีร่างกายใหญ่ยักษ์มากกว่าจะมาเป็นนักแสดงละครเวที



    อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากเกิดกรณีของปลายฝนและอานนท์ ความเข้มงวดจึงมากขึ้น ตามแผนเดิมของดาริน เธอหวังจะใช้โอกาสตอนที่ต้องตรวจธาตุเลือด เธอคาดการณ์ไว้ว่าความเข้มงวดยังไม่ถึงขีดสุด เธอควรจะได้รับการปลดปล่อยมือจากที่ถูกมัดเพื่อใช้มีดในการทำให้ตัวเองเลือดไหลออกมาเอง หากเป็นเช่นนั้น เธอได้แอบเตรียมเลือดของลูกเรือบินของรังสิมันต์ที่มั่นใจได้ว่าเป็นพวกเลือดสีจาง เธอหวังจะแอบทำเป็นเจาะเลือดแต่ก็แอบหยดเลือดที่ได้เตรียมเอาไว้แทน และไม่ควรจะมีการทดสอบความสามารถในตำแหน่งของตัวเองแบบนี้



    แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ทุกคนจำเป็นต้องถูกทหารศิขาเป็นผู้ใช้มีดจิ้มเจาะผิวหนังเอาเลือดออกมาแทน เธอจึงไม่มีโอกาสที่จะได้แอบหยอดเลือดที่เตรียมไว้อีกต่อไป




    “ไม่ต้องตรวจแล้วก็ได้แล้วมั้งครับท่านผู้กอง นี่ก็เสียเวลาไปมากแล้ว และทุกคนที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีใครเป็นคนนอกเลย” รังสิมันต์พยายามพูดโน้มน้าวเมื่อรู้ว่าคิวต่อไปคือดาริน ท่าทางเขานอบน้อมอย่างประหลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าทหารศิขา



    “ตัดคนที่แกบอกว่าตายหรือไม่ก็สูญหายแล้ว รายชื่อลูกเรือของแกหมดแล้วนี่? ทำไมถึงยังเหลือคนอีก?” ทันใดนั้นผู้กองสุรชัยก็ตะคอกออกมา เขาดูเหมือนจะเดือดดาลเพราะจับพิรุธของอีกฝ่ายได้ “ไหนแกบอกว่าไม่มีคนนอกไง!”



    “มะ ไม่ใช่นะท่านผู้กอง” เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากของรังสิมันต์ ความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นในใจเขา แต่เขาก็ยังใจดีสู้เสือพูดต่อ “เธอเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่เราเพิ่งไปค้นพบมา จึงยังไม่ได้ใส่ชื่อเธอ”



    รังสิมันต์หยุดพูดทำเป็นลูบเสื้อของเขาให้เรียบ แต่ก็แอบกระเดือกน้ำลายลงคอเพื่อเตรียมใช้ทักษะสาลิกาลิ้นทองของเขา เขาพูดว่า “ดูหน้าตาของเธอสิท่านผู้กอง มองจากร้อยเมตร ใครก็ต้องพูดว่าเธอต้องกลายเป็นนักแสดงที่โด่งดังได้อย่างแน่นอน หากได้แต่งองค์ทรงเครื่องอีกสักหน่อย เธอคือผู้ที่สมควรจะเป็นนางเอกหรือตัวเอกของละครชัด ๆ”



    เมื่อพิจารณาตามคำพูดของรังสิมันต์แล้ว ผู้กองสุรเดชก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเจ้าของเรือบิน อย่างไรก็ตามมันไม่ได้เป็นอย่างที่รังสิมันต์คาดหวังไว้



    “ไม่ว่ายังไง ทุกคนก็ต้องผ่านการตรวจสอบ ไม่มีข้อยกเว้น” ผู้กองสุรเดชพูดอย่างเฉียบขาด

    คล้ายกับเรื่องมหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book) ที่คุณอ่าน