เมื่อพระอาทิตย์เริ่มจะขึ้นบ่งบอกว่าแล้วต้องออกเดินทางต่อได้แล้ว ทุกคนต่างเร่งเก็บของใส่อานม้า รวมถึงฉีซื่อด้วยเช่นกันเขาเองก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปที่ขบวนสินค้าของตน โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่าถูกใครอีกคนกำลังมองค้อนเพราะไม่ได้รับสนใจ
“ท่านอ๋องหากท่านประสงค์จะเดินทางไปกับกระหม่อม....” ฉีซื่อยังพูดไม่ทันจบ
“แน่นอน ข้าย่อมต้องไปกับเ้า”
“ถ้าเช้นนั้นขอให้ท่านอ๋อง...เอ่อ... ระหว่างนี้...ได้โปรดอย่า...”ฉีซื่อไม่รู้จะปั้นคำพูดยังไงให้ฟังแล้วภัยไม่มาถึงตัว หัวของตนจะไม่หลุดออกจากบ่า “เ้าจะพูดอะไรกันแน่เหตุใดต้องอ้ำอึ้ง ระหว่างทั้งคู้ ทะลุปรุโปร่งไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว ยังจะมาคิดประดิษฐ์คำพูดอีกหรือ”
“ถ้าเช่นนั้น...เอ่อออได้พะยะคะ! ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอพูดตามตรง” ฉีซื่อเปลี่ยนน้ำเสียงและท่าที
“กระหม่อมมาเพื่อทำการค้าดังนั้นต้องเดินทางแทบจะทั้งวัน เพราะต้องหาสินค้าที่พอใจทั้งคุณพภาพและราคาได้โปรดขอให้ท่านอ๋องอย่าได้ก่อกสนกระหม่อมจะได้หรือไม่” อ๋องจินอู่ตั้งใจฟังฉีซื่อพูดอย่างกับลูกศิษย์ที่ตั้งใจฟังอาจารย์ทำเอาอ๋องจินอู่พอใจไม่น้อย ก่อนประโยคหลังทำเอาอ๋องจินอู่ถึงกับอมยิ้ม เพราะคนตรงหน้าเริ่มเอ่ยเสียงที่เบาลง
“และเมื่อตกค่ำได้โปรดอย่าให้กระหม่อมปรนนิบัติเลยได้หรือไม่พะยะคะ กระหม่อมต้องเก็บแรงเอาไว้กระหม่อมมิอยากตื่นสาย ทำให้การค้าล้าช้า เพราะเวลาเป็เงินเป็ทองพะยะคะแล้วอีกอย่าง....” ฉีซื่อ พยายามชักแม่น้ำทุกสายที่มีมาเป็เหตุผลให้ท่านอ๋องเข้าใจ
“เอาล่ะ!! ข้ารู้ว่าเ้ากังวลอะไร เมื่อเ้าพูดมาถึงขนาดนี้ ข้าจะรับปากเ้าก็แล้วกันแต่รับปากอย่างมีเงื่อนไข” เขาชอบฉีซื่อคนนี้จริงๆแอบชอบมานานมากแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ไกล้ชิด หรือได้พูดคุย แต่เพราะวันนั้นที่เขาเมาแล้วดันไปมีเื่กับขาใหญ่ตอนจะกลับจวนจนทำให้ต้องหนีเข้ามาหลบในห้องฉีซื่อ จนได้มาเห็นเ้าของห้องนอนหลับแถมอยู่ในสภาพเกือบจะนอนเปลือยอยู่บนเตียงมีหรือเขาจะอดใจได้
“เงื่อไขหรือพะยะค่ะ!” ฉีซื่อหน้าตาตื่นตระหนก
“ไม่มีอะไรมาก ข้าแค่ให้เ้าเลือกก็เท่านั้น ระหว่างเ้าไม่สนใจข้าเลย(หมายถึงการปรนนิบัติเื่บนเตียง)เมื่อกลับเมืองหลวงแล้ว เ้าจะต้องชดเชยให้ข้าสิบเท่า ส่วนอีกข้อก็คือ สนใจข้าบ้างเมื่อกลับเมืองหลวงแล้ว ข้าจะชดเชยให้เ้าสิบเท่าเช่นกัน เลือกให้ดี ระหว่างเ้าชดเชยกับ ข้าชดเชย เ้าจะเลือกอะไร”
“กระหม่อมไม่เลือกข้อไหนทั้งนั้นพะยะคะข้อเสนอนี้ของท่านอ๋อง กระหม่อมมีเต่เสียเปรียบ” พูดจบอาฉีก็เดินหน้าบึ้งตึงไปที่ขบวนสินค้าพร้อมทั้งเอาผ้าคลุมปิดหน้าปิดตาขึ้นขี้บนหลังม้า เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง
“ท่านอ๋องท่านจะไปกับกระหม่อมหรือไม่พะยะคะ” ฉีซื่อะโถามเพราะอีกคนเอาแต่ยืนยิ้ม ไม่ยอมเคลื่อนไหวใดใด ขืนเป็แบบนี้ต่อไปเขาเองนี่แหละจะสายไปยิ่งกว่านี้
เมื่อฉีซื่อพูดจบอ๋องจินอู่ก็กึ่งเดินกึ่งวิ่ง มาที่ม้าอีกตัวที่อยู่ข้างๆฉีซื่อ และเมื่อท่านอ๋องมาใกล้ๆก็ยิ่งเผยให้เห็นรอยยื้มมากขึ้น ...เป็รอยยิ้มของผู้ชนะที่ยิ้มเย้ยให้กับผู้พ่ายแพ้อย่างข้าซิน่ะ...นี่เป็คงามคิดของอาฉีฝ่ายเดียวแต่ใครจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว ท่านอ๋องนั้นคิดต่างออกไป
ฉีซื่อของข้าในยามปกติต้องแบบนี้ต้องรู้จักต่อต้าน ต้องรู้จักต่อรอง สมกับเป็พ่อค้า แต่ถ้ายามอยู่บนเตียงเขาอยากให้เ้าเป็เพียงลูกแมวเชื่องๆตัวน้อยที่ออดออ้อนเพียงข้า ้าเพียงข้าก็พอ ....ความคิดของท่านอ๋อง
ตลอดการเดินทางั้แ่เช้าจรดเย็น ั้แ่ชายแดนจนเข้าเมือง ตอนนี้ขบวนสินค้าที่มาด้วยกันกับฉีซื่อก็พากันแยกย้ายเพราะถึงที่หมายแล้วเหลือเพียงแต่แต่พวกของฉีซื่อไม่กี่คนรวมกับท่านอ๋องก๋ได้ราวๆประมาณ 8 คน ที่เริ่มทำการติดต่อการค้าทันที อ๋องจินอู่ก็ไม่ได้ก่อกวนอะไรฉีซื่อเขาเพียงแต่เดินตามเงียบๆเข้าไปฟังอาฉีของเขาทำการเจรจาต่อรองราคาแป้งและเครื่องเทศต่างๆเดินออกร้านนั้น ไปต่อร้านนี้ เสร็จร้านนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านแผงลอยเดินไปอีกสักพักก็แวะไปเจรจาต่อ จนบางทีอ๋องจินอู่ก็ขอรออาฉีข้างนอกบางทีก็ไปนั่งรอที่ร้านน้ำชา บางทีก็ปลีกตัวออกไปเหลือเพียงคนคุ้มกันไว้ให้ติดตามซึ่งฉีซื่อเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะมัวแต่สนใจธุระของตน จนกระทั้งเข้าสู่่เวลาเย็นทุกคนต่างเหนื่อยล้า และได้เริ่มหาที่พักแรมสำหรับคืนนี้ ฉีซื่อได้เปิดห้องให้ผู้ติดตามทั้ของตนและของท่านอ๋องส่วนตัวเขานั้น จำใจต้องไปนอนอีกที่ เพราะอ๋องจินอู่แอบไปเปิดไว้แล้วก่อนหน้าแต่ก่อนจะแยกย้าย ฉีซื่อก็ได้พาทุกคนไปกินมื้อเย็นที่ภัตราคารใกล้ๆ โดยมือนี้ฉีซื่อขอเป็เ้ามือเอง
“พวกเ้าอยากกินอะไรสั่งกันได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ กินให้อิ่มจะได้มีแรง เพราะพรุ่งนี้พวกเรายังอีกยาวไกล” พูดจบฉีซื่อก็เดินออกจากโต๊ะ ที่บรรดาคนของเขาและคนของท่านอ๋องนั่งอยู่ด้วยกันจากนั้นตัวเขาก็เดินไปที่ห้องอาหารส่วนตัว ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปก็พบว่า อ๋องจินอู่นั่งรออยู่แล้วแถมยังมีอาหารเต็มโต๊ะอีกด้วย
“ข้าสั่งมารอเ้ากลัวเ้าจะหิว เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” อ๋องจินอู่พูดพลางเอาจอกเ้ากระดกเข้าปาก
“ขอบพระทัยท่านอ๋องแต่กระหม่อมรอได้พะยะคะ” ฉีซื่อนั่งพลางมองดูอาหารบนโต๊ะของที่สั่งมาล้วนแต่เป็ของที่เขาชอบทั้งนั้นเลย
“ข้าเห็นเ้าเอาแต่ดูคนอื่นกว่ามาจะมาหาข้าได้”
“นี่ท่านอ๋องกำลังอิจฉาแม้กระทั้งผู้ติดตามหรือพะยะคะ”
อ๋องจินอู่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะคีบอาหารให้กับฉีซื่อ เมื่อเห็นแบบนี้ฉีซื่อก็รู้แล้วว่าอ๋องจินอู่้าเปลี่ยนเื่คุยเขาเลยไม่แซวหรือพูดอะไรให้คนตรงหน้าไม่พอใจ แต่ตอนนี้ในห้องกลับเงียบสนิท จนอาฉีเริ่มเกร็งเกร็งจนกินข้างเหมือนจะติดคอให้ได้ จนในที่สุด อ๋องจินอู่ก็เป็คนเปิดประเด็นขึ้นมาให้
“ที่เมืองหลวงของที่เ้าหาก็มีขาย ไม่เห็นจะต้องมาถึงนี่เลย เหนื่อยเปล่าๆ”
“มีเหมือนกัน แต่ราคาและคุณภาพไม่เหมือนกันพะยะคะ”
“อย่างไรกัน?”
“ที่เมืองหลวง พวกแป้งหรือเครื่องเทศ คุณภาพอยู่แค่กลางๆ แต่ราคาสูงเหมือนของชั้นยอด แถมบางครั้ง ของก็มีไม่เพียงพอต่อความการทั้งๆที่ต้นทางของไม่เคยขาดตลาด แต่พอถึงเมืองหลวง ราคากลับเพิ่มเป็3-4 เท่าเลยพะยะคะ”อ๋องจินอู่ถึงกับขมวดคิ้ว นึกถึงตอนตนอยู่จวน มักได้ยินบรรดาพ่อครัวแม่ครัวที่จวนพูดถึงพวกข้างของขาดตลาดของขึ้นราคามาบ้าง แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจ เพราะไม่ว่าของจะแพงขนาดไหน เขาก็สามารถจ่ายได้เลยฟังเื่นี้ผ่านๆ แต่พอวันนี้หลังจากได้เห็นการทำการค้าของฉีซื่อทำให้เขาชักเริ่มสนใจขึ้นมาเสียแล้ว เพราะตัวเขาเองก็มีกิจการอยู่เพียงแต่ให้น้องสาวดูแล
“แล้วทำไมเ้าไม่ไปดูร้านใหญ่ๆวันนี้ข้าเห็นเ้าไปแต่ร้านเล็กๆ แล้วแบบนี้ของจะมีให้เ้าเพียงพอหรือ”
“ถ้ากระหม่อไปร้านใหญ่คงไม่ต้องเจรจาอะไรแล้วพะยะคะ เพราะเดิมทีกระหม่อมก็เป็ลูกค้าร้านใหญ่ๆแต่พักหลัง พวกเขาส่งของไม่ตรง
ตามที่ตกลงพะยะคะส่วนใหญ่จะได้มาไม่ครบ บอกทีก็ไม่ได้คุณภาพ แถมยังขึ้นราคาตามใจชอบ”
“แล้วทำไมเ้าไม่คืนของเขาไปล่ะอาฉี”
“หากกระหม่อมคืนจะเอาที่ไหนทำขายละพะยะคะ ของที่ได้จะเป็ยังไงก็รับไส้ แล้วแก้ไขปัญหาไปพะยะคะ”
“แต่เ้าก็เลือกแต่ร้านเล็กๆจะมีประโยชน์อะไร”
“ท่านอ๋องคงไม่เข้าใจคนธรรมดาอย่างกระหม่อมท่านเองก็มีกิจการ มีคู่ค้ารายใหญ่ๆมากมายเข้าแถวรอทำการค้ากับท่าน แถมยังต่อรองราคาได้เพราะว่าเื้ัของท่านก็คือ ราชวงศ์ ยังไงละพะยะคะ”
“แต่ข้าไม่เคยเอาเบื้องบนมาแอบอ้างเ้าพูดเช่นนี้ดูถูกข้าแล้วน่ะอาฉี”
“กระหม่อมมิกล้า เพียงแต่จะอธิบายก็เท่านั้นพะยะคะ”
“งั้นเ้าพูดให้จบ หากเหตุมีไม่มากพอข้าจะจับเข้าวัง แล้วทำจะทำเร็จโทษเ้าซะ” จบประโยคของอ๋องจินอู่ทำเอาฉีซื่อขนลุกซู่ เริ่มหวาดกลัวขึ้นมา แต่ด้วยใบหน้าที่ยังยิ้มอยู่ของอ๋องจินอู่ทำเอาอาฉีเริ่มเดาไม่ถูกแล้วว่าเขาคิดอะไรกันแน่
“เพราะท่านอ๋องก็คือท่านอ๋องคนทั่วไปก็เข้าใจว่าท่านคือเชื่อพระวงศ์ ถึงจะไม่มีตำแหน่งในราชสำนักแต่ด้านการค้าก็ไร้คู้ต่อกร มีแต่พ่อค้ารายใหญ่อยากทำการค้ากับท่าน บางทีของที่เขาขายให้ท่านอาจจะกำไรไม่มาก แต่พวกเขาก็สามารถเอาไปบอกใครต่อใครได้ว่าได้ทำกรค้ากับท่านแต่หรับกระหม่อมที่เป็คนธรรมดา ทำกาค้ากับร้านใหญ่ๆอย่าแต่จะต่อรองเลย ของที่สั่งบางทียังเลือกไม่ได้บางทีได้ก็ได้ไม่ครบพะยะคะ”
“เ้าก็เลยเลือกร้านเล็กๆอย่างนั้นหรือ”
“ร้านเล็กกำลังต่อรองยังไม่มากยังไม่ค่อยหน้าเื ร้านใหญ่ๆ กำลังต่อรองสูง อะไรๆก็คิดเงินพะยะคะ”
“ถ้าเ้าเลือกเบบนี้ เ้าคงมีแผนในใจแล้วใช่ไหม” อ๋องจินอู่ถามอย่างกังวล เพราะในสายตาของเขาฉรซื่อนั้นใจดีเกินไปจึงมักถูกเอาเปรียบได้ง่าย
“กระหม่อมเลือกร้านเล็กๆพอรวมกันหลายๆร้านก็จะได้เยอะนะพะยะคะ” ฉีซื่อ พูดอย่างภาดภูมิใจ
“งั้นข้าจะช่วยเ้าอีกแรง” อ๋องจินอู่อยู่ย้ายมานั่งข้างๆฉีซื่อเอ่ย พร้อมเอามือมาโอบเอวฉีซื่อ
“ทะ ทะ ท่านอ๋องไม่จำเป็ต้องลงแรงก็ได้พะยะคะ”
“เ้าไม่ต้องห่วงข้าจะไม่เปิดเผยตัวเอง ว่าข้าเป็ใคร ข้าจะบอกใครต่อใครว่าข้าคือสหายรู้ใจเ้า” เขาเอ่ยพลางเอามือไปปลดสายคาดเอวของฉีซื่อ
“ท่านอ๋องเมื่อเข้าเราคุยกันแล้วมิใช่หรือว่าจะไม่ก่อกวนกระหม่อม”
“เมื่อเช้าข้าก็ให้เ้าเลือกแต่เ้าก็ไม่เลือก ข้าเอง ก็ไม่เลือกเช่นกัน” เขาพูด พลางโอบกอดแล้วหอมแก้มอาฉีฟอดใหญ่ก่อนจะย้ายมาที่จูบอย่างดูดดื่ม
“อื้อออออ” อาฉี ขัดขืนอย่างถึงที่สุด
“อาฉีเ้าเห็นใจข้าเถิด ข้าอดทนมาถึงขนาดก็นับว่าเก่งแล้วนะ”อ๋องจินอู่ ทำเสียงอ้อน
“ไม่ได้ ที่นี่ไ ม่ได้ที่นี่เป็ร้านอาหารพะยะคะ”
“งั้นเรากลับกันเลยละกัน” พูดจบ อ๋องจินอู่ก็รีบเอาเสื้อนอกของตนมามาคลุมเอาไว้ เพราะว่าตอนนี้เสื้อผ้าของอาฉีหลุดลุ่ยเหกือบหมด ก่อนจะอุ้มอาฉีออกมากจากห้อง แล้วเดินไปขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้ แล้วมั่งหน้าไปยังห้องพักที่เปิดไว้