สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๘๑ ดินที่อุดมไปด้วยธาตุไฟ

    จิวฟงมองติงลี่ด้วยสายตาปะหลับปะเหลือก เจ้าเปี๊ยกทำปากขมุบขมิบอยู่ไม่หยุด ติงลี่เห็นท่าทางของเจ้าเด็กตัวแสบก็รู้สึกพอใจยิ่งนัก รอยยิ้มน้อยๆที่มุมปากของคนแซ่ติงแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง หลังจากนั้นอีกครู่เดียวติงลี่ก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงดัง
    “ฮ่าๆๆๆๆ...” สีหน้าของเขาไม่ได้เรียบเฉยอีกต่อไป ใบหน้าของติงลี่กลายเป็นสีแดงก่ำ อีกทั้งยังหัวเราะจนตัวงอ จิวฟงมองกิริยาอาการของติงลี่ด้วยความฉงน ส่วนสีหน้าของตงวู่ฉีนั้นเต็มไปด้วยแปลกใจ ตั้งแต่รู้จักกับติงลี่มา เขายังไม่เคยเห็นติงลี่หัวเราะเลยแม้แต่ครั้งเดียว
    “เจ้า...เจ้ายิ้มได้ เจ้าหัวเราะได้!”
    การยิ้มหรือการหัวเราะที่เป็นเรื่องสามัญของคนทั่วไป กลับเป็นเรื่องที่ผิดปกติเมื่อติงลี่แสดงอาการดังกล่าวอาการออกมา ติงลี่หัวเราะอยู่อีกครู่ใหญ่ๆก่อนที่จะหุบปาก จากนั้นเขาก็เอ่ยถ้อยคำให้สองคู่หูต่างวัยได้ยิน
    “ความจริงแล้วคนที่ไร้อารมณ์มีเพียงฉีหวู่เฉิงเพียงคนเดียว ข้าคลุกคลีกับเขามานานตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกตระกูลลี้ ก็เลยติดนิสัยเขามาบ้าง”
    “นี่เรียกว่าบ้างเรอะ!” จิวฟงสวนกลับทันควัน ท่าทีของเด็กน้อยทำให้ติงลี่หัวเราะปากกว้างอีกครั้ง

    ฉีหวู่เฉิงเดินไปที่ประตูแล้วดึงประตูไม้ที่เปิดแง้มให้ปิดสนิท จากนั้นคนหน้าตายก็เดินไปหาคู่หูแซ่ติง ฉีหวู่เฉิงพยักหน้าให้ติงลี่เพียงเล็กน้อย ฝ่ายติงลี่ก็พยักหน้าตอบ จากนั้นเขาก็เอ่ยวาจาด้วยเสียงที่แผ่วเบา
    “ข้ากับหวู่เฉิงเดินทางออกจากหมู่บ้านและเข้ามาเป็นสมาชิกตระกูลลี้เมื่อปีกลาย ตอนนั้นเราสองคนเห็นตรงกันว่าไม่ควรทำตัวให้เด่นดัง เพราะเกรงว่าจะถูกสมาชิกที่อยู่มานานเขม่นเอาได้ ข้าใคร่ครวญอยู่นาน สุดท้ายข้าก็ตัดสินใจเลียนแบบกิริยาอาการของหวู่เฉิงเพื่อที่พวกเราสองคนจะได้อยู่กันอย่างเงียบๆ แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นว่าผู้คนให้ความสนใจพวกเรามากขึ้นเสียนี่”
    “ก็แหงล่ะ!”
    จิวฟงตะโกนลั่น เขาไม่เข้าใจความคิดของติงลี่ที่กำลังหัวเราะร่วนเลยสักนิด หากติงลี่ได้คิดใคร่ครวญตามที่เขากล่าวอ้าง อย่างน้อยคนแซ่ติงก็ควรคิดได้ว่าการแสดงกิริยาอาการราวกับผีดิบไร้วิญญาณเช่นนั้นย่อมเป็นที่เตะตาผู้คน
    เด็กชายมองฉีหวู่เฉิงอย่างเคลือบแคลงสงสัย จิวฟงไม่แน่ใจแล้วว่าบุคลิกของคนหน้าตายแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ไม่แน่ว่าตัวตนจริงๆของฉีหวู่เฉิง อาจจะเป็นพวกพูดน้ำไหลไฟดับเลยก็ได้
    เจ้าเปี๊ยกจ้องหน้าฉีหวู่เฉิงอยู่สักพัก เขาเดินเข้าไปหาฉีหวู่เฉิงแล้วแลบลิ้นปลิ้นตา วิ่งอ้อมหน้าอ้อมหลังแล้วตะโกนดังเพื่อให้ฉีหวู่เฉิงตกใจ แต่ถึงกระนั้นฉีหวู่เฉิงก็มีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

    ฉีหวู่เฉิงเดินไปยังมุมห้องอันสว่างไสว เขาใช้สองมือประคองกระถางดินเผาที่บรรจุพืชวิเศษแล้วยกขึ้นมาอย่างทะนุถนอม คนแซ่ฉีเดินมาหาจิวฟงด้วยอาการแช่มช้า จากนั้นเขาก็ยื่นกระถางซึ่งภายในมีพืชสีเขียวราวกับหยกสูงขนาดสองคืบจำนวนสองต้นให้กับจิวฟง
    จิวฟงใจเต้นตึกตัก เขามองไปยังพืชซึ่งใบของมันเป็นรูปทรงสี่แฉกอย่างตื่นเต้น เด็กชายวางเจ้าไก่ขาวที่หลับตาพริ้มลงกับพื้น จากนั้นเขาก็รับกระถางแล้วมองโคนต้นพืชวิเศษด้วยตาที่เบิกกว้าง เจ้าเปี๊ยกพยักหน้าอยู่หลายครั้งก่อนที่จะกล่าวคำขอบคุณคนหน้าตาย
    “ขอบคุณมากพี่ฉี!” เจ้าเปี๊ยกยิ้มแป้น เขาเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกขานฉีหวู่เฉิงโดยพลัน ขณะนั้นเสียงของติงลี่ก็ดังขึ้น
    “น้องจิว เรียกข้าว่าพี่ติงบ้างสิ!”
    จิวฟงเบ้ปากก่อนที่จะกล่าวคำว่า‘พี่ติง’อย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก เจ้าเปี๊ยกกลอกตามองติงลี่ที่หัวเราะปากกว้างอย่างหมั่นไส้ แต่พอคิดไปคิดมาก็สงสารติงลี่อยู่ไม่น้อย ดูจากกิริยาที่ติงลี่แสดงออกมา จิวฟงคิดว่าคนแซ่ติงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฝืนปั้นหน้าให้ดูเป็นคนไร้อารมณ์
    “สงสัยจะเก็บกดน่าดู” เจ้าเปี๊ยกพึมพำ

    จากคำบอกเล่าของติงลี่ทำให้จิวฟงรู้ว่าไม่มีใครยอมให้ผู้อื่นได้เห็นพืชภักษาชนิดพิเศษที่ตนครอบครอง แม้แต่ในหมู่สมาชิกที่สังกัดกลุ่มบ้านเดียวกันก็เป็นเช่นนั้น เหล่าสมาชิกล้วนแต่แก่งแย่งแข่งขัน ตอนที่ติงลี่และฉีหวู่เฉิงแบกหน้ามาขอร้องจิวฟงเพื่อขอชมพืชที่มีคุณสมบัติกระตุ้นความอยากของสัตว์อสูร ทั้งสองทำใจไว้ก่อนแล้วว่าจิวฟงอาจปฏิเสธคำขอของพวกเขา
    “โอ๊ย ข้าไม่ใช่คนขี้งกอะไร ถ้าขอกันดีๆทำไมข้าจะไม่ให้ดู...” จิวฟงยิ้มหน้าแป้นพร้อมกับหันไปบอกติงลี่อย่างไม่กระดากปาก ติงลี่หัวเราะหึๆแล้วส่ายหน้าไปมา ส่วนฉีหวู่เฉิงที่ยืนหน้าตายนั้นกล่าวออกมาเพียงสั้นๆตามลักษณะนิสัย
    “สมแล้วที่เป็นคู่หูของตงวู่ฉี...”
    จิวฟงมองค้อนคนหน้าตายไปหลายรอบ ฝ่ายตงวู่ฉีผู้ถูกกล่าวถึงนั้นหันไปยิ้มให้สหายตัวน้อย จากนั้นคนขี้โม้ก็ยืนเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ

    จิวฟงสอบถามจนรู้ว่าฉีหวู่เฉิงได้รับต้นร่มสี่แฉกเป็นต้นคู่ หลังจากที่ได้รับพืชวิเศษนี้มาแล้วคนหน้าตายและคู่หูก็จัดแจงเปลี่ยนดินในกระถาง พวกเขาลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง ต้นร่มสี่แฉกจวนเจียนจะตายอยู่ตั้งหลายหน แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็พบว่าดินวารีระอุเหมาะสมที่สุดที่จะใช้เพาะปลูกพืชภักษาชนิดนี้
    “ตอนที่ต้นร่มสี่แฉกคู่นี้อยู่ในอาการที่ร่อแร่ พวกเราตัดสินใจเปลี่ยนดินเป็นดินสีเลือดหมูซึ่งไม่ค่อยมีใครนำมาใช้เพาะปลูกต้นไม้ ตอนนั้นพวกเราทำใจไว้แล้วว่าพืชภักษาสองต้นนี้คงไม่รอดแน่ แต่มันกลับอยู่รอดมาได้ตั้งหลายวัน เห็นดังนั้นพวกเราจึงเปลี่ยนดินในกระถางเป็นดินสีชาด ซึ่งต้นร่มสี่แฉกก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง คราวนี้ข้าและหวู่เฉิงรู้ชัดแล้วว่าพืชภักษาชนิดนี้ต้องการดินแบบใด ข้าจึงไปเสาะแสวงหาดินวารีระอุมาจากเขตป่าลึก ซึ่งดินนี้ก็ทำให้ต้นไม้คู่นี้เจริญงอกงามอย่างที่เจ้าเห็น”
    นัยน์ตาอันสุกสกาวของเด็กน้อยจับจ้องไปยังดินที่บรรจุอยู่ในกระถางอย่างไม่กะพริบตา จากนั้นจิวฟงก็พึมพำเบาๆ
    “ดินที่เปี่ยมไปด้วยธาตุไฟ...” พอได้ยินคำกล่าวของเด็กชาย ดวงตาของติงลี่ก็เบิกกว้าง ส่วนนัยน์ตาของฉีหวู่เฉิงก็มีประกายวาบฉาบทาเช่นกัน
    “น้องจิว เจ้ามีความรู้เรื่องการเพาะปลูกพืชอยู่ไม่น้อย เจ้าคงจะอนุมานได้ว่าพืชที่มีรากโค้งวนเป็นก้นหอยเช่นนี้ต้องการดินที่อัดแน่นไปด้วยธาตุไฟ ดินวารีระอุเป็นดินที่มีอัคคีธาตุแทรกอยู่มากที่สุดเท่าที่ข้ากับหวู่เฉิงพอจะหาได้ ถ้าได้ดินที่มีธาตุไฟที่อัดแน่นบริบูรณ์ ข้าเชื่อว่าต้นร่มสี่แฉกน่าจะเจริญงอกงามกว่านี้แน่”
    จิวฟงเห็นร่มสี่แฉกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรงก็ถึงกับยิ้มออก จิวฟงมั่นใจว่าถ้าเขาถ่ายต้นว่านโหยหาลงในดินวารีระอุ ต้นอ่อนที่เขาครอบครองจะต้องเจริญงอกงามแน่ แต่แค่คำว่า‘เจริญงอกงาม’ก็ยังไม่ทำให้เด็กน้อยพอใจ จิวฟงต้องการให้ต้นอ่อนของว่านโหยหาถูกเพาะปลูกภายใต้เงื่อนไขที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อที่จะเร่งให้มันออกดอกในเร็ววัน
    เจ้าเปี๊ยกแหงนหน้าดูหลังคาที่สามารถมองทะลุไปถึงยอดไม้ จากนั้นเขาก็มองดูต้นว่านสี่แฉกที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขาอีกสักพัก ครู่หนึ่งจิวฟงก็นึกอะไรออก เจ้าเปี๊ยกที่นั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นเงยหน้าขึ้นมาถามติงลี่อย่างสงสัย
    “ทางตระกูลลี้ได้สอบถามถึงพืชภักษาชนิดพิเศษที่พี่ติงได้รับมาบ้างหรือไม่” พอได้ยินคำถามของเด็กชายตัวน้อย ติงลี่ก็เผยอยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัย จากนั้นคนแซ่ติงก็พยักหน้าก่อนที่จะตอบออกไปว่า
    “เมื่อก่อนท่านพ่อบ้านได้มาถามเรื่องนั้นอยู่บ้าง แต่ข้าก็ตอบไปว่าพืชที่พวกเราได้มาเหลือรอดเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออยู่ก็ไม่ค่อยเจริญงอกงาม หลังจากนั้นพ่อบ้านลี้ฝูหวู่ก็ไม่เคยซักถามเรื่องนี้อีกเลย”
    จิวฟงยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยวซี่เล็กๆ เขารู้สึกชอบใจติงลี่ผู้มีเหลี่ยมคูผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว เขาพยักหน้าอยู่หลายที จากนั้นจิวฟงก็เอ่ยถามถึงคำตอบที่คิดว่าเขารู้อยู่แล้ว
    “ทำไมพี่ติงถึงต้องพูดปดเช่นนั้น”
    “ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะเข้าใจว่าอย่างไร แต่ข้าแน่ใจว่าการที่ตระกูลลี้มอบพืชที่หายากให้เป็นรางวัลแก่ผู้ชนะการประลอง เป็นเพราะต้องการยืมมือพวกเราให้ช่วยหาวิธีเพาะปลูกพืชหายากเหล่านี้ ในเมื่อทางตระกูลมีวัตถุประสงค์แอบแฝง แล้วเหตุใดข้าต้องช่วยเหลือพวกเขาด้วย!”
    จิวฟงหัวเราะอย่างชอบใจ ขณะนั้นเองเด็กชายก็หวนประหวัดนึกถึงใบหน้าแดงๆของคนขี้เมา จิวฟงหรี่ตาพร้อมกับยิ้มน้อยๆ จากนั้นเด็กชายก็พึมพำออกมา
    “สมน้ำหน้า!”

    จิวฟงกันเจ้าไก่ขาวให้ออกห่างจากกระถางต้นไม้ก่อนที่จะส่งต้นร่มสี่แฉกคืนให้กับฉีหวู่เฉิง หลังจากพูดคุยกับติงลี่และฉีหวู่เฉิงอีกเล็กน้อย จิวฟงก็ขอตัวลาไปทำธุระสำคัญในทันที
    “อีกกว่าหนึ่งชั่วยามพระอาทิตย์จึงจะตกดิน เจ้าจะรีบกลับไปไหน” ติงลี่เอ่ยถามเด็กชายผู้เป็นเจ้าของว่านโหยหา
    “ไปเสาะหาดินที่มีธาตุไฟที่อัดแน่นมากที่สุดเท่าที่จะหาได้ในเขตตระกูลลี้...” พูดเพียงแค่นี้ ติงลี่และฉีหวู่เฉิงก็รู้ทันทีว่าเด็กชายต้องการดินที่ดีที่สุดเพื่อนำไปปลูกต้นว่านโหยหา ฉีหวู่เฉิงก้าวขายาวๆแล้วเปิดประตูบ้านออกไปพร้อมกับมองซ้ายมองขวา เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนี้ คนหน้าตายก็ปิดประตูแล้วพยักหน้าให้กับคู่หูนามว่าติงลี่
    คนแซ่ติงสาวเท้าเข้าไปหาจิวฟง เมื่อไปหยุดอยู่หน้าเด็กน้อย เขาก็โน้มตัวลงแล้วป้องปากกระซิบข้างหูเด็กชายตัวจ้อย
    “น้องจิว ดินที่มีธาตุไฟที่บริบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในเขตตระกูลลี้ ก็คือดินมูลค้างคาวแดงที่มีอยู่มากมายในเขตหุบเหวเพลิงอสุรา ที่แห่งนั้นเปิดให้เฉพาะสมาชิกระดับสี่ดาวเท่านั้นที่เข้าไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าข้าและหวู่เฉิงไม่สามารถลงไปยังหุบเหวนั่น...” พูดถึงประโยคนี้ติงลี่ก็ถอนหน้าออกห่างจากเด็กชายตัวจ้อย จากนั้นเขาก็ยิ้มมุมปากให้กับเด็กชายที่มีนัยน์ตาลุกวาว
    “พวกเราไปที่นั่นกันไหม...”
    “ไป!”
    เจ้าเปี๊ยกรู้สึกถูกโฉลกกับติงลี่ยิ่งนัก ยิ่งได้คุยกันมากขึ้น ติงลี่ก็เปิดเผยธาตุแท้ซึ่งเข้ากันได้กับเขา จิวฟงแหงนมองหลังคาที่ใสประหนึ่งแก้ว จากนั้นเขาก็ร่ายอักขระตรวจจับเจตจำนงที่อาจจะจับจ้องมองมา
    ติงลี่มองอักขระเวทสีขาวกระจ่างจ้าที่พุ่งออกมาจากปลายนิ้วอย่างตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าเด็กชายสามารถร่ายอักขระตรวจจับเจตจำนง เขาก็ยิ่งทึ่งในความสามารถของเด็กน้อย ในตอนนี้ติงลี่มองจิวฟงแล้วพยักหน้าอยู่ซ้ำๆ คนแซ่ติงมั่นใจแล้วว่าเขาตัดสินใจถูกต้องที่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้จิวฟงได้รู้
    “พี่ติงพาข้าไปยังหุบเหวเพลิงอสุราได้ใช่หรือไม่” สิ้นคำพูดของจิวฟง ตงวู่ฉีก็หันขวับไปมองยังเด็กน้อยอย่างตกอกตกใจ จากนั้นคนหน้ายาวก็หันมองติงลี่ที่ยิ้มอย่างมีเลศด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้าง พอตั้งสติได้ตงวู่ฉีก็รีบร้องออกมาโดยพลัน
    “ลงไปยังหุบเหวไม่ได้เป็นอันขาด! ที่นั่นอันตรายมาก และหากทางตระกูลเกิดจับได้ขึ้นมาจะต้องถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกแน่!” จิวฟงเหลือบมองตงวู่ฉีด้วยแววตาซุกซน ส่วนติงลี่ยักไหล่พร้อมกับผายสองมืออย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน ฝ่ายฉีหวู่เฉิงก็ก้าวไปหาตงวู่ฉีอย่างช้าๆ คนหน้าตายยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เอ่ยถ้อยคำที่กระชับแต่ได้ใจความ
    “ก็อย่าให้จับได้สิ...”

    ติงลี่บอกกับจิวฟงว่าค้างคาวแดงที่อยู่ในเขตหุบเหวอสุรารังเกียจกลิ่นไอปราณของมนุษย์มากกว่าสัตว์อสูรทั่วไป การที่จะเข้าไปในถ้ำอนธการที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเหวเพลิงอสุราเพื่อเก็บเอาดินมูลค้างคาวแดงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แค่เพียงเหยียบย่างเข้าไปโถงแรกของถ้ำอนธการอาจมีอันตรายถึงชีวิต ติงลี่ ฉีหวู่เฉิงและจิวฟงวางแผนกันอย่างหนักเพื่อที่จะเก็บดินมูลค้างคาวแดงและกลับออกมานอกเขตหุบเหวอย่างปลอดภัย
    “น้องจิว หากจะเข้าไปข้างในหุบเหวอสุรา เสื้อประจุปราณเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อการอำพรางกลิ่นไอปราณของมนุษย์ เจ้าจำเป็นที่จะต้องควบรวมอสูรเพื่อกลบกลิ่นปราณ ระหว่างนี้ข้าจะจัดเตรียมโอสถประสานกายาสีแดงและเช่าสัตว์อสูรที่มีปีกเพื่อเตรียมไว้ หากเจ้าควบรวมอสูรได้ชำนาญเมื่อไร พวกเราจะลงไปในเขตหุบเหวในทันที”
    “พี่ติง พี่ฉี ขอเวลาข้าสามวันในการศึกษาวิธีการควบรวมอสูร ส่วนสัตว์อสูรที่มีปีกนั้น พวกท่านไม่ต้องเช่าเผื่อข้า...” พูดจบจิวฟงก็มองไปยังเจ้าไก่ขาวขนฟูที่กำลังเงยหน้ามองเขาตาแป๋ว







    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน