ตอนที่ 321 ทะเลทรายฝังอัญมณี
ทะเลทรายฝังอัญมณีร้อนระอุกว่าที่ทั้งสองคิดไว้มาก พวกเขาทั้งคู่เป็นชาวไฟกัลป์ที่ชินชากับความร้อนแต่กับทะเลทรายแห่งนี้มันกลับเป็นความร้อนแห้งแล้งที่เพียงหายใจยังรู้สึกทรมาน
ร่มปกปักหทัยที่ถูกเปลี่ยนรูปร่างแล้วในคราวนี้นิทานปรับเปลี่ยนมันเล็กน้อย ทำให้ใบร่มกว้างขึ้น เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลที่ดูราวกับผ้าไหม ตัวคันร่มก็เปลี่ยนเป็นไม้ไผ่ เรนเดลและเซเรนเซ่จึงสามารถเดินกางร่มได้ในที่สุด
ด้วยขนาดของร่มที่ใหญ่ขึ้นและตัวที่เล็กลงทำให้ร่มคันนี้จะครอบคลุมทั้งสองได้พอดิบพอดีเมื่อเรนเดลนั่งบนหลังเซเรนเซ่ เพื่อความเย็นสบายเซเรนเซ่จึงแบกเรนเดลขึ้นหลังอย่างยินดี
รองเท้าหนังแบบพิเศษหุ้มกีบของคีตาเพื่อป้องกันเศษแหลมคมตามพื้นทรายและความร้อน นิทานไม่ชินกับหลังม้ามากเท่าใดนัก แต่เมื่อได้นั่งบนอานที่นุ่มสบายและวิธีการเดินที่นุ่มนวลของม้านิทานจึงเริ่มเคลิ้มจนเกือบจะหลับไป
นายน่าจะเป็นอูฐต่อนะ ฉันจะได้นอนหลับสบาย ๆ ไปเลย นิทานบิดขี้เกียจเรียกสติ หลังม้าเช่นนี้ยังสบายถึงเพียงนี้ หากคีตาเป็นอูฐให้เขาได้มีที่พิงเช่นนั้นเขาคงจะหลับไปจริง ๆ
ลงมาเดินเองเลย! นิทานก็น่าจะอยู่ร่างนี้ไปยาว ๆๆๆ เลย! ตัวเบากว่าเดิมตั้งเยอะ! คีตาแขวะกลับ น้ำหนักของนิทานในร่างนี้หายไปหลายกิโลกรัมจนเขาตัวเบาหวิว
มันไม่เคยมีปัญหากับการแบกนิทานขึ้นหลังไปไหนมาไหน ยิ่งในร่างเรนเดลนิทานตัวเล็กน่ารักเช่นนี้แล้วใหญ่ เพียงแต่การที่มันต้องมาเดินย่ำพื้นร้อน ๆ ในระหว่างที่นิทานเอนตัวอย่างสบายมันก็อดหมั่นไส้ไม่ได้
แอ่งน้ำใหญ่ ๆ ที่แรกอยู่ทิศนี้แน่เหรอนิทาน คีตาไม่เห็นอะไรเลย มันถามขึ้นหลังจากที่มันเดินมุ่งมายังทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้หลายกิโลแล้ว
จากทิศทางที่ระบุในแผนที่ โอเอซิสแห่งแรกที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ในทิศทางนี้ ห่างออกไปเพียงสิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้น ทะเลทรายฝังอัญมณีนั้นโล่งกว้างจนสามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าได้ด้วยสายตาด้วยซ้ำ หากมันกลับไม่พบร่องรอยของแอ่งน้ำใหญ่ ๆ ที่นิทานบอกเลย
ทางนี้ไม่ผิดหรอก ฉันใช้เข็มทิศราคาแพงมากเลยนะ ถึงจะมีสนามแม่เหล็กผิดปกติมันก็ยังจับเป้าทิศได้แน่นอน นิทานตอบ เข็มทิศสีดำสนิทในมือของเขานั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาซื้อหามาจากกลุ่มการค้าอิสึกะเมื่อนานมาแล้ว ในฐานะคนเดินป่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้มันก็ยังได้ แต่เพราะมหาทวีปแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องพิลึกพิลั่นเขาจึงตัดสินใจซื้อเอาไว้
สา..หนาม..แม่เหล็ก? คีตาเอียงคออย่างฉงน ทำไมนิทานต้องใช้คำยาก ๆ ด้วย?
เอาเป็นว่าทางนี้ไม่ผิดแน่นอน อาจเป็นเพราะมุมมองสายตาหรือภาพลวงตาจากอากาศร้อนแต่มุ่งตรงไปยังไงก็เจอ นิทานเลือกตัดบท กลางทะเลทรายนี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับคาบเรียนวิทยาศาสตร์
คีตามุ่นหน้าน้อย ๆ เดินทางตรงไปยังทิศเดิมต่อไปโดยไม่เบนออกนอกเส้นทาง สัตว์ป่าเช่นมันที่ได้รับการพัฒนาประสาทสัมผัสมาเป็นพิเศษย่อมไม่หลงทิศโดยง่ายเช่นกัน
พลังอาณาเขตในพื้นที่แห่งนี้กลับมากินอาณาเขตพื้นที่ราว ๆ 1กิโลเมตรเช่นเดิมด้วยเหตุผลบางประการที่นิทานยังไม่เข้าใจ แต่ด้วยระยะเท่านี้และการเสริมด้วยการวางตาไว้ ณ ขอบมุม มุมมองของคีตาสมควรกินพื้นที่ไกลมากพอจะพบโอเอซิสที่มีสีเด่นชัดท่ามกลางทะเลทรายสีเหลืองแห่งนี้
ความเป็นจริงห่างไกลกับความคิด คีตาไม่พบสิ่งใดแม้แต่น้อย ทำได้เพียงเชื่อถือข้อมูลและมั่นใจในความถูกต้องของข้อมูล มุ่งหน้าต่อไปท่ามกลางความร้อนแห้งแล้ง
หลายกิโลเมตรถัดมา สิ่งที่ทั้งสองพบกลับไม่ใช่ทิวทัศน์ของพืชพรรณและแหล่งน้ำอย่างที่โอเอซิสควรมี แต่กลับเป็นจิ้งจอกทะเลทรายตัวหนึ่งที่โผล่ออกมาจากกองทราย
คีตาหันหน้าไปจับจ้องจิ้งจอกตัวนั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่มันสัมผัสถึงจิ้งจอกตัวนี้ไม่ได้เลยจนกระทั่งมันโผล่มา หากเป็นตามปกติแล้วถึงมันจะไม่สามารถมองทะลุผืนดินแต่มันควรสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของทราย
นิทานเองก็รู้สึกตัวถึงเรื่องนี้จากอารมณ์ของคีตา เขาโดดตุบลงมาจากหลังของม้าแผงคอแดง ก้มลงใช้มือสัมผัสทรายตามพื้น เม็ดทรายที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้ไม่ได้ต่างจากทรายทั่ว ๆ ไปแต่อย่างใด
เขาลองใช้พลังอาณาเขตส่งผ่านทรายบนฝ่ามือ แล้วจึงพบว่าทรายพวกนี้ดูดซับพลังจิตวิญญาณไว้ในตัวได้ระดับหนึ่ง เป็นเหมือนที่กักเก็บพลังจิตวิญญาณขนาดย่อม แต่ก็เพียงครู่เดียวก่อนที่พลังจิตวิญญาณที่โดนดูดไปจะคลายตัวออก
เมื่อมันคลายออก คำแห่งพลังที่สถิตอยู่ภายในก็ไร้ผลไปโดยสิ้นเชิง นิทานขมวดคิ้วกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คราวนี้เขาเปิดใช้งานพลังผลักเล็กน้อย ดันทรายหนึ่งกำมือนั้นให้ลอยขึ้นสู่ฟ้า
ไม่เกิดแรงต้านใด ๆ ทรายกองนั้นกลายเป็นละอองที่กระจัดกระจายลงพื้น เปราะเปื้อนเส้นผมยาวสลวยของนิทาน
ขีดจำกัดการดูดซับไม่มาก ถ้าเจอพลังจิตวิญญาณที่มีการควบแน่นจะแทบไม่เกิดผลดูดซับ นิทานจดจำข้อมูลส่วนนี้อย่างรวดเร็ว พลังผลักของเขาเพียงถูกลดพลังลงไปเล็กน้อยจนแทบไม่อาจสังเกต
ในทางกลับกัน พลังจิตวิญญาณที่กระจายไปทั่วอย่างอาณาเขตจะถูกดูดซับจนใช้พลังยาก ถึงว่าพลังอาณาเขตถึงใช้ระยะได้น้อย เพราะมีทรายพวกนี้ในอากาศนี่เอง
แต่ถึงขั้นทำให้คีตาไม่รู้ตัวว่ามีทรายขยับแปลว่าพื้นที่ใกล้ดินแทบจะเป็นหมันไปหมด คราวนี้นิทานลองใช้พลังอาณาเขตด้วยตนเอง เมื่อมองไปยังผืนดินเขาจึงเข้าใจว่าเหตุใดคีตาจึงไม่รู้ตัว ภาพที่เขาเห็นยังเป็นผืนทรายเช่นเดิม แต่กลับมีบางสิ่งรบกวนเป็นพัก ๆ ราวกับสัญญาณแทรกจนยากจะระบุถึงการเคลื่อนไหว
เมื่อมองให้ลึกลงไปจึงเข้าใจถึงสาเหตุ เศษเล็กราวกับผงฝุ่นนั้นผสมปนเปอยู่ในเนื้อทราย บางชิ้นใหญ่เท่าปลายนิ้วหากบางชิ้นเล็กจนไม่อาจมองเห็น พวกมันส่องประกายระยิบระยับสะท้อนแสงอย่างงดงาม พวกมันคือเศษอัญมณีที่ถูกกัดกร่อนในทะเลทรายแห่งนี้ ทะเลทรายที่เป็นจุดสิ้นสุดของอัญมณีมหาศาล ทะเลทรายฝังอัญมณี
อัญมณีตามปกติก็มีความสามารถในการดูดซับพลังจิตวิญญาณอยู่แล้ว เมื่อมันถูกบดจนละเอียดและกัดกร่อนจนรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนทรายลอยไปตามลม ทะเลทรายฝังอัญมณีจึงเกิดสภาวะผิดแปลกเช่นนี้
อันตราย… ข้อสรุปในหัวของนิทานเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่เช่นนี้ทำให้การตรวจสอบพื้นที่ที่พวกเขาภาคภูมิใจใช้งานได้ยาก เป็นพื้นที่อันตรายสำหรับพวกเขาทั้งสองที่เน้นเก็บข้อมูลก่อนเข้าต่อสู้
ข้อมูลที่นิทานได้รับส่งผ่านไปยังคีตาอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่มันทำจึงเป็นการเปลี่ยนรูปแบบตรวจจับ หันไปมุ่งเน้นที่การดมกลิ่นและฟังเสียงแทนการมองเห็น
ในสมัยก่อนที่มันเป็นแรกเกิด มันมักใช้การดมกลิ่นและฟังเสียงสิ่งที่อยู่ไม่ไกลจนเกินไปในอาณาเขตเพื่อขยายขอบเขตการตรวจจับ
จิ้งจอกทะเลทรายตัวนั้นกระดิกหูของมันไปมาราวกับกำลังพยายามรับฟังเสียงของบางสิ่ง เพียงไม่นานมันก็หันหน้ามามองทั้งสองที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร
ขนาดสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ยังมองทะลุจางหายได้เหรอเนี่ย นิทานหนังตากระตุก ในพื้นที่แห่งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรดั่งใจเขาสักอย่าง
คีตาปล่อยรังสีสัตว์นักล่าออกไปเล็กน้อยหวังขู่ให้มันหนีไป สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้เช่นจิ้งจอกทะเลทรายไม่มีเหตุผลใดให้ต้องหาเรื่องสัตว์อสูรระดับนักสลัก เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีสัตว์นักล่า จิ้งจอกน้อยตัวนั้นกลับแยกเขี้ยวขู่กลับจนนิทานที่ดูอยู่อดหัวเราะขำไม่ได้
จิ้งจอกไม่กลัวม้าแน่ะคีตา สงสัยม้าจะฟันทู่ไปหน่อย นิทานตบอานม้าของคีตาที่มีสีหน้าหงุดหงิด มันพยายามขู่อีกครั้งโดยการกระทืบเท้าอยู่กับที่อย่างที่ม้าชอบทำ
ในครั้งนี้เจ้าจิ้งจอกทะเลทรายไม่เพียงไม่กลัว มันตั้งท่าสู้กลับอย่างอวดดี สองขาหน้ายืนยกขึ้น หางชี้ตั้งฟู นิทานอดหลงในความน่ารักของเจ้าจิ้งจอกน้อยที่มีขนาดเพียงเข่าเขาไม่ได้
ปากจุ๋มจิ๋มของจิ้งจอกทะเลทรายแยกออกกว้าง กระจายออกเป็น 8กลีบคล้ายดอกไม้ที่ประดับไปด้วยฟันยั้วเยี้ย ลิ้นเล็กสีแดงที่เคยแลบอย่างน่ารักก็ยืดออกคล้ายแส้ วิ่งตรงมาทางทั้งสองพร้อมน้ำลายที่กระเซ็นออก
อะไรอะ อี๋ นิทาน ฆ่ามัน!! คีตาชะงักไปกับร่างสุดน่าขยะแขยงของเจ้าจิ้งจอกทะเลทราย ทางด้านนิทานก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ด้วยอารามตกใจจากการแปลงร่างของเจ้าจิ้งจอก เขาจึงสะบัดมือผลักมันออกไปให้ไกล
ร่างของเจ้าจิ้งจอกทะเลทรายปลิวม้วนกลางอากาศหลายตลบ กลิ้งไปกับพื้นทรายหลายรอบกว่าจะหยุดลงในจุดที่ห่างออกไป นิทานจ้องมองเจ้าจิ้งจอกด้วยสายตาแหยง ๆ หวังให้มันเข้าใจความต่างของระดับขั้นมันจะได้หนีไป หากมันกลับไม่ทำเช่นนั้น
เสียงแหลมสูงคล้ายเสียงหัวเราะของเด็กดังกังวานไปทั่ว จิ้งจอกทะเลทรายแผดเสียงร้องสุดลำคอ ทั้งสองที่เข้าใจว่าเป็นการโจมตีทางจิตรีบอุดหูของตน นิทานในครั้งนี้ไม่ปรานีอีก เขาตบมือหนึ่งครั้ง หัตถ์ยักษ์ก็บดขยี้ร่างของจิ้งจอกทะเลทรายจนกลายเป็นเศษเนื้อ
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ย้ำเตือนตนเองว่าโลกนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดนักที่ทั้งคู่ไม่รู้จัก เขาไม่คิดเก็บร่างของจิ้งจอกทะเลทรายตัวนั้นไป แต่นั่นกลับเป็นข้อผิดพลาดเมื่อผืนดินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างหนัก
อาณาเขตถูกกางออกอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจสอบ คีตาเปลี่ยนประสาทสัมผัสไปใช้เสียงและกลิ่นเพื่อช่วยระบุ จึงได้พบว่าต้นตอคือบางสิ่งบางอย่างที่กำลังขยับยุบยับอยู่ใต้ผืนดิน
เสียงตะกุยพื้นทรายดังขึ้นตามมา กองทรายสั่นไหวดุจคลื่นสมุทร เม็ดทรายปริมาณมหาศาลไหลตกลงสู่ผืนดินพร้อมทั้งพัดพาฝุ่นควันคล้ายเกิดหมอกทะเลทราย บางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ดินเริ่มแหวกออกจากผืนทรายทางทิศทางของซากจิ้งจอกทะเลทราย
คีตาหน้าซีดเผือด ประสาทสัมผัสของมันไวกว่านิทานอยู่ช่วงหนึ่ง มันไม่แม้แต่จะส่งข้อมูลที่มันเข้าใจให้แก่นิทาน เพียงงับหลังคอของนิทานสะบัดร่างขึ้นหลังพานิทานวิ่งหนีออกมาด้วยความเร็วสูง
พลังทั้งหมดในร่างของคีตาถูกเปิดใช้อย่างเต็มกำลัง ความเร็วของมันพุ่งขึ้นสู่ระดับอริยะ ทะยานร่างเท้าตบผืนทรายจนทรายคลุ้งดุจพายุ
สีหน้าของคีตาพร้อมกับเหงื่อที่ไหลซ่กทำให้นิทานไม่เสียเวลาถามแม้แต่น้อย เมื่อเขาหันหลังไปขนทั่วสรรพางค์กายของเขาจึงลุกตั้งชูชันพร้อมกับลำคอที่แห้งเหือด
อุ้งเท้าน้อย ๆ พร้อมกับขนฟูสีน้ำตาลอ่อนผุดร่างขึ้นมาจากผืนดิน มันคงจะเป็นภาพที่น่ารักไม่น้อยหากอุ้งเท้าเหล่านั้นไม่ได้มีนับร้อยนับพัน จิ้งจอกทะเลทรายฝูงใหญ่นับร้อยตัวตะกุยร่างออกจากฝุ่นทราย พุ่งร่างตามทั้งสองด้วยน้ำลายที่ไหลย้อยกับดวงตาที่คลุ้มคลั่ง
นิทานไม่หันกลับไปมองอีก เขาหุบปากเงียบไม่รบกวนสมาธิของคีตา ส่งพลังจิตวิญญาณในร่างเติมให้คีตาอย่างต่อเนื่อง ภาวนาให้มันไม่รีบหมดแรงไปเสียก่อน