หลิวอวิ๋นเหยายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ลมหายใจเริ่มกลับมาเป็ปกติ แววตาส่องประกายที่ต่างออกไป
ก่อนหน้านี้คือความหวาดกลัวและความสับสน ครานี้คือความหนักแน่นราวกับน้ำเย็นที่ไหลเคลื่อนไปตามลำธาร ไม่หวั่นไหวต่อพายุใด ๆ เธอรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร และเส้นทางข้างหน้าของเธอจะไม่ลังเลอีกต่อไป
ทันใดนั้น อักขระเรืองแสงก็ลอยขึ้นจากผิวน้ำ สลักเป็ประโยคยาวเหยียดล้อมรอบเธอไว้ “แพทย์ที่แท้จริง หาใช่ผู้ชุบชีวิต หากแต่เป็ผู้ที่ไม่ทอดทิ้งชีวิต”
อักขระนั้นซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย คล้ายถูกจารึกไว้ในจิติญญา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แตกต่างจากความทรมานก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
หลิวอวิ๋นเหยาก้าวขึ้นไปบนสะพานแห่งแสงอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวบางเบาคล้ายปลดพันธนาการที่หนักอึ้งภายในใจออกไปทีละน้อย
และเมื่อเธอก้าวพ้นบึงนิรันดร์ไปจนสุดทาง เสียงของผู้พิทักษ์ก็ดังก้องไปทั่วแดนพสุมายาอีกครั้ง
“เ้าได้เรียนรู้แล้ว แพทย์มิใช่ผู้สมบูรณ์แบบ หากแต่เป็ผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับความไม่สมบูรณ์นั้น”
เส้นทางเบื้องหน้าปรากฏห้องโถงกว้าง ประตูหินประดับด้วยอักขระเรืองแสงลอยเด่นราวกับท้าทายทุกสายตา ทว่ามีเพียงประตูเดียวที่เปิดอยู่
สายลมหนาวพัดพากลิ่นอายแห่งความทรงจำเก่า ๆ เข้ามา หลิวอวิ๋นเหยาก้าวเข้าไปในห้อง ม่านหมอกสีเงินหนาทึบปกคลุมรอบตัว
ทันใดนั้น บ้านไม้เก่าก็ปรากฏขึ้น คุณพ่อพี่ชายพี่สาวยิ้มให้เธอ คุณแม่เดินเข้ามาโอบกอดเธอ บรรยายกาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารที่คุ้นเคย ราวกับว่าเธอได้ทุกสิ่งกลับคืนมาแล้ว
เสียงของผู้พิทักษ์ชราสะท้อนก้อง
“หลิวอวิ๋นเหยา… หากเ้าละทิ้งตำราและปณิธาน ข้าจะคืนทุกสิ่งให้เ้าทั้งหมด พ่อแม่ พี่ชาย พี่สาว ทุกชีวิตที่เ้าสูญเสียไปจะกลับมาเหมือนเดิม (ในโลกเดิม)”
คำพูดนั้นเหมือนมีอำนาจบางอย่างโอบรัดหัวใจ หลิวอวิ๋นเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ความทรงจำผุดขึ้นในหัวราวคลื่นทะเล ภาพใบหน้าของคนที่จากไป เสียงหัวเราะในอดีต กลิ่นบ้านที่เคยคุ้น ความสุขที่เรียบง่ายในวันวานชัดเจนจนหัวใจสั่นไหว เธอทั้งเ็ปและโหยหา
“เลือกมา จงเลือกมา” เสียงผู้พิทักษ์ดังขึ้น
“เหยาเหยา เหยาเหยา” เสียงเรียกจากครอบครัวพูดวนซ้ำไปซ้ำมา
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกและตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง “สรรพสิ่งบนโลกไม่อาจหวนคืน การเวียนว่ายตายเกิดเป็สัจธรรมของมนุษย์ แม้จะเ็ปเพียงใด แต่ฉันก็ยอมรับและต้องเดินหน้าต่อ”
ประกายในดวงตาของหลิวอวิ๋นเหยาแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ เธอก้าวไปข้างหน้าทั้งที่น้ำตายังเปื้อนแก้ม
ภาพวันวานนั้นเริ่มสั่นไหว สีสันค่อย ๆ จางหายราวกับถูกชะล้างด้วยสายน้ำ เสียงหัวเราะและคำพูดอบอุ่นเป็เพียงเสียงสะท้อนอันเลือนราง ก่อนจะสลายกลายเป็สายลม เหลือเพียงความว่างเปล่าอันเยียบเย็น
โชคดีที่หลิวอวิ๋นเหยายังมีสติ หากเธอเลือกละทิ้งตำราและปณิธานเพื่อแลกกับการฟื้นคืนของครอบครัว ชะตาย่อมไม่เมตตา
หากเธอเลือกผิด เธอจะถูกกักขังอยู่ในโลกแห่งมายา จิติญญาค่อย ๆ ถูกกลืนกิน จนเหลือเพียงเงาไร้ตัวตน กลายเป็หนึ่งในเชลยของบททดสอบชั่วนิรันดร์
แม้ครอบครัวจะกลับคืนมา แต่สิ่งที่กลับมานั้นจะเป็เพียงเงา ิญญาของพวกเขาไม่สมบูรณ์ ใบหน้าที่คุ้นเคยจะค่อย ๆ บิดเบี้ยวไปตามกาลเวลา เสียงหัวเราะที่เคยอบอุ่นจะกลายเป็เพียงเสียงสะท้อนอันเย็นเยียบ
ทุกสิ่งที่ได้มาจะเป็แค่ภาพลวงตา ไม่มีใครสมบูรณ์ ไม่มีใครอยู่จริง และสุดท้าย…เธอเองก็จะถูกลบเลือนออกจากโลกแห่งความเป็จริง เหลือไว้เพียงเงาว่างเปล่าที่ไร้ชีวิต ไร้ชื่อ ไร้ความทรงจำ
นี่คือผลลัพธ์ของความลังเลและความอ่อนแอในใจ หากหลิวอวิ๋นเหยาไม่สามารถปล่อยวางอดีตได้ นั่นคือการสูญเสียคุณสมบัติที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุด เธออาจได้ความอิ่มเอมชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอิสรภาพและอนาคตทั้งปวง
จู่ ๆ เวิ้งน้ำก็แปรเปลี่ยนเป็ลานพิธี
ทันใดนั้น
หมอกสมุนไพรเรืองแสงรอบ ๆ แท่นบูชาก็เริ่มแตกกระจาย
กลีบดอกไม้หลากสีสันนับพันร่วงหล่นลงมาจากฟ้า
แสงแห่งตะวันและเงาแห่งจันทร์หดตัวลงกลายเป็วงแหวนพลังสองสี หมุนวนรอบร่างกายของหลิวอวิ๋นเหยา
เสียงกระซิบของผู้พิทักษ์ชราดังก้องเข้ามาในโสตประสาทของเธอ
“ทายาท…เ้าผ่านการทดสอบแล้ว… พสุมายาจักเป็ของเ้าจากนี้ไป…”
แท่นบูชากลางลานปริแตก เผยให้เห็นกล่องหยกดำลวดลายยันต์โบราณ
พลังภายในแผ่ซ่านออกมาราวคลื่นน้ำ
หลิวอวิ๋นเหยาเอื้อมมือไปหยิบกล่องนั้น
ทันทีที่ัั แสงสีทองก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
พลังของพสุมายาไหลบ่าเข้าสู่ตำแหน่งัหงส์ตรงหัวใจด้านซ้าย ซึมลึกเข้าสู่เืเนื้อ กระดูก และจิติญญาของเธอราวกับเป็ตราประทับชั่วนิรันดร์
ดวงตาของหลิวอวิ๋นเหยาแปรเปลี่ยนไป คล้ายเนตรมายาที่ได้รับมาเปิดอย่างสมบูรณ์
เธอรู้สึกได้ว่า…
สมุนไพรทุกชนิดในโลกส่งเสียงกระซิบเพรียกหาเธอ
สรรพสิ่งอยู่ในกำมือเธอ
พลังแห่งสายเืและิญญาบรรพบุรุษประสานเข้ากับเธออย่างสมบูรณ์
หลิวอวิ๋นเหยาคือผู้พสุมายาโดยแท้จริงแล้ว
โลกมายาเบื้องหน้าเริ่มแตกร้าว
กำแพงหินโบราณแตกเป็เสี่ยง ๆ
ลานพิธีของบรรพบุรุษเผยห้วงอากาศที่กว้างใหญ่ เต็มไปด้วยเส้นแสงที่เชื่อมโยงกับห้วงเวลาอื่น
เสียงกระซิบของผู้พิทักษ์ชราดังขึ้นอีกครา
“เ้าได้สิ่งที่คู่ควรแล้ว… จงหวนกลับไปยังอีกโลกของเ้า…และหาผู้สืบทอดเมื่อถึงเวลาอันควร…” คำพูดนั้นตกกระทบราวกับระฆังโบราณก้องกังวานในห้วงิญญา
ร่างิญญาของหลิวอวิ๋นเหยาถูกห่อหุ้มด้วยเส้นแสงสีทองอีกครั้ง
แรงดึงจากห้วงกาลฉุดเธอไปข้างหน้า