ตอนที่ 147 ทดสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ
สวนหย่อมอันแสนสวยงามของกลุ่มการค้าอิสึกะยังคงน่าตื่นตาตื่นใจเช่นเคย ต้นไม้สูงใหญ่ที่ออกดอกเป็นใบสีชมพู ทรายสีขาวนวลที่ถูกวาดลวดลายไว้เป็นรูปวังวนและปลาคาร์ปอันหลากหลาย พุ่มไม้ที่ได้รับการตัดแต่งอย่างเรียบร้อย และบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่แหวกว่ายไปด้วยปลาคาร์ปผนึกอักษรจำนวนมาก
นิทานและองค์หญิงไพลินถูกนำตัวมาที่ศาลาแห่งเดิมที่พวกเขาเคยได้พบกับอารากะ หากจะมีสิ่งที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยก็คงเป็นที่ว่างขนาดใหญ่ทางด้านข้างศาลาที่รอบนี้มีข่ายอาคมกั้นเอาไว้ คล้ายกับห้องซ้อม
อารากะยังคงมีรอยยิ้มนุ่มนวลและบรรยากาศอันน่าเชื่อถือสมกับฐานะตัวแทนสาขาของกลุ่มการค้ายักษ์ใหญ่
“จากที่เราได้พบกันครั้งก่อน ผมจำได้ว่ายังไม่ถึง 2เดือนเลยนะครับ” อารากะจิบชา สายตาของเขาสอดส่ายสำรวจนิทาน
“เวลาผ่านไปเร็วเช่นนี้ล่ะค่ะ ตลอดมาขอบคุณสำหรับการสนับสนุนมากนะคะ โดยเฉพาะตะเกียงไอเย็น ประชาชนชอบกันมากเลยล่ะค่ะ” องค์หญิงไพลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เป็นความปรีชาขององค์หญิงครับ ผมแค่ช่วยเรื่องวัตถุดิบกับจัดหานักรังสรรค์เท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคือตะเกียงไอเย็นก็ได้ทำกำไรให้แก่เรามากมายเช่นกัน” อารากะตอบ เขาหยิบตะเกียงสีฟ้าที่ทำจากแก้วขึ้นมา
ตะเกียงนี้แม้ภายในจะมีเปลวไฟลุกโชน หากน่าแปลกที่สิ่งที่มันปลดปล่อยออกมากลับไม่ใช่ไอร้อน หากแต่เป็นไอเย็น
“ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมค่ะ นอกจากเราได้ทำให้ประชาชนผ่อนคลายเรื่องความร้อนแล้ว เรายังสามารถใช้ชื่อของกลุ่มการค้าอิสึกะเพื่อกลบข่าวของท่านพี่ได้อีกด้วย” องค์หญิงไพลินยิ้มหวาน
หลังจากการกลับมาจากเมืองท่าข้างสมุทรครั้งนั้น ข่าวเสียหายก็ได้เริ่มแพร่กระจายไปตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่องค์หญิงไพลินรีบร้อนไปพบเผ่ารูเบียส หรือการที่องค์หญิงไพลินมีปากเสียงกับอริยะของเผ่ารูเบียส
แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต หากวิถีทางที่เธอนำมาตอบโต้ก็คือการสร้างเหตุผลให้แก่การกระทำนั้นและฉวยโอกาสคว้าผลประโยชน์เพิ่ม
สิ่งที่ออกมาเพิ่มข้อมูลจึงเป็นเรื่องการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มการค้าอิสึกะ องค์หญิงไพลิน และดยุคเรนนัสแห่งเผ่ารูเบียสเพื่อร่วมค้นคว้าวิจัยตะเกียงไอเย็นนี้
ความขัดแย้งและรีบร้อนเป็นเพียงผลพวงจากการเจรจาเท่านั้น มิใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอันใด
แม้จะเป็นสิ่งที่เสริมขึ้นมาหน้างานเพื่อแก้ปัญหา หากในทางกลับกันแล้วก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน ตะเกียงไอเย็นเป็นความคิดขององค์หญิงไพลินนานแล้ว ใช้วัสดุที่ทำจากแร่พิเศษของบาราทรัม มีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไอความร้อนและเย็น จึงต้องได้รับการร่วมมือจากเผ่ารูเบียส ส่วนเรื่องการผลิตเป็นหน้าที่ของกลุ่มการค้าอิสึกะ
แหล่งพลังงานอย่างไฟก็เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในนครรัตนะ ดังนั้นเมื่อตะเกียงไอเย็นถูกปล่อยออกมาในราคาถูก ประชาชนมากมายจึงมีความสุขกับวิธีดับร้อนในบ้านเรือนของตน กลุ่มการค้าอิสึกะได้กำไรจากการค้าขาย เผ่ารูเบียสได้เพิ่มช่องทางค้าขายกับกลุ่มการค้าอิสึกะ และองค์หญิงไพลินได้จัดการเรื่องข่าวเสียหายรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น
เป็นวิธีที่ดูเหมือนง่ายหากแท้จริงแล้วผ่านการคิดมาอย่างละเอียด รวมถึงสามารถฉกฉวยสร้างผลประโยชน์ได้อีก
อารากะเผยรอยยิ้มบาง นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เขาตกลงเข้าร่วมกับองค์หญิงไพลิน ตัวของเธอเองฉลาดและไหวพริบดีเป็นอย่างยิ่ง เป็นคู่ค้าที่ยอดเยี่ยม
“จากที่องค์หญิงติดต่อมา นิทานพร้อมแล้วหรือครับ” อารากะพูดเสียงเบา การที่เขาเอ่ยถึงเรื่องเวลาเพราะส่วนหนึ่งเขาคิดว่าเวลาเพียงไม่ถึง 2เดือนเท่านี้ไม่ใช่หน่วยเวลาสำหรับการเลื่อนระดับแม้แต่น้อย คนส่วนมากเพียงคำแห่งพลังคำเดียวยังต้องเรียนรู้นานหลายปี
นิทานพยักหน้ารับ เขาไม่มีความจำเป็นต้องแกะแผ่นปิดยันต์เพื่อพิสูจน์ ในเมื่อเขามั่นใจว่าอารากะย่อมต้องมีการทดลองหรือวิธีพิสูจน์อยู่แล้ว
“เร็วมากเลยนะครับ เช่นนี้ผมยิ่งคาดหวังกับอนาคตและความร่วมมือระหว่างเรามากยิ่งขึ้นไปอีก” อารากะยิ้มอย่างสุภาพ สำหรับนักธุรกิจเช่นเขา ความต่างระหว่างระดับพลังไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องสนใจ เขาสนใจเพียงกำไรเท่านั้น
อริยะเช่นเขาให้ความสำคัญกับผลกำไรที่คู่ค้าสามารถให้ได้ จะเป็นเพียงนักสลักเอกเช่นนิทานหรือแรกเกิดอย่างไพลินมิใช่สิ่งสำคัญ ตราบใดที่ผลประโยชน์นั้นมากพอ
“หวังว่าจะไม่สายเกินไปนะครับ” นิทานพูดติดตลก หากก็มีส่วนจริงระดับหนึ่ง จากที่เขาทราบมา การสำรวจสุสานครั้งนี้ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของขุมกำลังใดโดยตรง เป็นการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยน
อย่างครั้งนี้ไพลินก็ได้กระซิบมาบอกก่อนว่าสมควรมีสองกลุ่มเข้าไปสำรวจในเวลาใกล้กัน แม้จะไม่ต้องกังวลมากเรื่องการทรยศเพราะสนธิสัญญา หากก็เป็นปัจจัยที่ควรระวัง
“ย่อมไม่ครับ จากที่ได้ติดต่อไว้ หน่วยสำรวจครานี้จะมีสองกลุ่มครับ กลุ่มหนึ่งนำโดยพวกเรา และอีกกลุ่มหนึ่งนำโดยกลุ่มการค้าเชียนเป่า” อารากะตอบ แม้จะพูดเช่นนั้นแต่หน้าตาของเขาก็เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างกดดันเล็กน้อย ยิ่งคู่แข่งสำคัญดันเข้าสำรวจพร้อมกันเช่นนี้
“งั้นก่อนจะเริ่มเจรจาเรื่องค่าตกลง ผมขอทดสอบให้เสร็จสิ้นก่อนได้มั้ยครับ ไม่งั้นสมาชิกหน่วยสำรวจคนอื่นคงรอกันแย่แล้ว” นิทานพูดยิ้ม ๆ เขาคงไม่มาเพียงทดสอบและนัดคุยอีกทีวันหน้าแน่ และด้วยวิสัยของอารากะ อารากะย่อมต้องมั่นใจในตัวไพลินมากพอจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นวันนี้
ได้ยินเช่นนั้น อารากะก็เผยรอยยิ้ม หากนิทานมั่นใจถึงเพียงนี้เขาคงไม่ต้องกังวลแล้ว อารากะตบมือครั้งหนึ่ง สาวใช้ก็นำกล่องรูปร่างประหลาดมาวางไว้กลางลานว่าง
เธอแผ่พลังระดับนักสลักของเธอไปยังกล่องนั้น หมีขนสีมรกตตัวหนึ่งก็ปรากฏออกมา ขนาดตัวของมันถึงกับใหญ่โตกว่า 4 เมตร นัยน์ตาทั้งสองสลักไว้ด้วยคำแห่งพลัง
ขนหนา
เล็บมรกต
ตัวของมันถูกล่ามไว้ด้วยโซ่หนาแน่น ไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย หากท่าทีของมันและเสียงคำรามทำให้ทราบได้ว่ามันไม่ได้อ่อนแอจากการถูกกักขังแต่อย่างใด
“หมีขนมรกต สัตว์อสูรระดับนักสลักโท เนื่องจากภายในสุสานย่อมมีสัตว์อสูรระดับนักสลักเป็นจำนวนมาก หากจะให้มีโอกาสเข้าไปถึงส่วนลึก อย่างน้อย ๆ สมควรจัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเป็นพิเศษได้นะครับ” อารากะผายมือไปยังหมีขนมรกตขนาดยักษ์
เขาไม่ได้พูดเลื่อนลอยหรือตั้งใจทำให้การทดสอบนี้ยากจนไร้เหตุผล ในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมสมควรมีสัตว์อสูรระดับอริยะไม่มากก็น้อย ดังนั้นกลุ่มสำรวจสมควรจัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทได้เป็นอย่างน้อย
“หน้าที่หลักของคุณนิทานไม่ใช่การโจมตี ดังนั้นเพียงพอสูสีหรือต้านรับได้สัก 3นาทีก็มากพอแล้วครับ” อารากะอธิบายต่อ แม้เขาจะประทับใจเรื่องศักยภาพและความแข็งแกร่งของนิทาน หากสิ่งที่มีค่าที่สุดในการสำรวจสุสานคือความสามารถในการตรวจตรา สำรวจ ลาดตระเวน และ ตรวจจับ
ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่นิทานมีครบถ้วนและเขายังสามารถต่อสู้โดยตรงได้ค่อนข้างดี ความสามารถของเขาจึงเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ การต่อสู้เป็นหน้าที่ของทั้งกลุ่ม การจะขอให้นิทานต่อสู้เพียงคนเดียวสมควรมากเกินไปบ้าง ถ่วงเวลาและแสดงความสามารถด้านการต่อสู้ระดับหนึ่งก็เพียงพอ
แม้อารากะจะเคยเห็นนิทานต่อกรกับท่าโจมตีระดับนักสลักของอริยะแปลงเพลิงได้ แต่ท่านั้นต้องใช้ทั้งเวลาและโอกาส รวมถึงท่าทีเหนื่อยอ่อนเล็กน้อยของนิทานด้วย สมควรไม่ใช่ท่าที่ใช้ได้ทุกเมื่อ
นิทานหลุดหัวเราะเมื่อเห็นว่าสัตว์อสูรที่อารากะเตรียมมาดันเป็นสัตว์อสูรที่เขามีประวัติด้วย อาจเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบ หากก็ทำให้เขาอารมณ์ดีเมื่อคิดถึงวันวานที่เขาหนีหมีตัวนี้หัวซุกหัวซุน
คีตาเงยหน้าขึ้นจับจ้องไปยังหมีตัวนั้น หูของมันตั้งตรง หางส่ายน้อย ๆ นัยน์ตาสีดำราวเม็ดลำไยฉายแววตื่นเต้น มันย่อมจำเป้าหมายที่มันใช้เป็นเป้าหมาย ไล่ตาม มานานได้เช่นกัน
“นิทาน ลุย” องค์หญิงไพลินชี้นิ้วไปยังหมีขนมรกต พลางออกคำสั่งด้วยรอยยิ้ม
นิทานส่ายหน้าเล็กน้อยกับท่าทีสนุกสนานจนเกินพอดีของเธอ เห็นได้ชัดว่าเธอรู้ว่าอารากะเพียงต้องการให้เขาสู้ตัวต่อตัวได้พอไหวเท่านั้น เธอจึงมาบอกนิทานก่อนให้จัดการได้เลยเพื่อหาเรื่องเพิ่มค่าจ้าง
เขาเดินบิดคอไปมาเพื่ออบอุ่นร่างกาย ก้าวเข้าสู่สนามประลองเพียงผู้เดียว อารากะเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคีตาไม่ได้ตามมาด้วย หากก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อนิทานพยักหน้าพร้อม อารากะก็ให้สัญญาณปล่อยหมีขนมรกต
เมื่อโซ่หลุดลง ราวกับอสูรที่ได้รับการปลดปล่อย พลังจิตวิญญาณของมันไหลบ่า เมื่อเสียงคำรามกึกก้องดังขึ้น ขนของมันหนาขึ้นอีกหลายเท่า เล็บของมันถูกปกคลุมด้วยเปลือกแข็งสีมรกต หากไม่เพียงแค่นั้น เล็บเหล่านั้นดูจะยืดขยายขึ้น ผสานเข้ากับสีมรกต แผ่ขยายจนปกคลุมร่างส่วนหน้าของมันดั่งเกราะ เพิ่มพลังป้องกันให้แก่ร่างของมัน
“ประยุกต์ใช้พลังได้ด้วย ฉลาดนี่” องค์หญิงไพลินผิวปากหวิว จับจ้องร่างของหมียักษ์ขนมรกตที่พุ่งทะยานเข้าหาร่างของนิทาน
“เพียงตั้งรับได้ 3นาทีก็เพียงพอแล้วครับองค์หญิง พวกเราได้เตรียมการผนึกอย่างรวดเร็วไว้แล้ว” อารากะกล่าวปลอบ เหมือนเขาจะเข้าใจว่าองค์หญิงไพลินห่วงเรื่องความปลอดภัย
“นั่นสินะคะคุณตา” องค์หญิงไพลินยิ้มน้อย ๆ มองร่างของนิทานที่นำร่มปกปักหทัยมาพาดบ่า เป็นท่าทางที่เธอเห็นจนชินตา
ทำให้เขาอึ้งสักรอบหน่อยละกันนะ องค์หญิงไพลินคิดในใจพลางลอบหัวเราะ เพียงจากระดับพลังที่เธอเห็นนิทานซ้อม เธอมั่นใจว่าเขาย่อมไม่มีปัญหากับสัตว์อสูรระดับนักสลักโทตัวนี้ อาจจะใช้เวลาสักหน่อยเพราะนิทานเพียงมีพลังกายไม่ด้อยกว่ามันเท่านั้นยามเสริมพลัง แต่เขาสังหารมันได้แน่
คีตา ครึ่งเดียวก็พอ นิทานคุยกับคีตาผ่านห้วงจิต แล้วพลังกายจำนวนมหาศาลจึงไหลบ่าเข้าสู่ร่างของเขา
ร่างของนิทานยามนี้เต็มไปด้วยพลังกายราวสัตว์อสูร คีตาที่แม้จะไม่ได้ตามเข้าลานประลองมาด้วยแต่มันก็เลือกเป้าหมายไล่ตามเป็นหมียักษ์ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว ควบคุมน้ำหนักถูกใช้ออกอย่างเชี่ยวชาญ พลังทั้งหมดที่ส่งเสริมเขาทำให้ยามนี้พลังของเขาแทบไม่ด้อยไปกว่าหมีขนมรกตตรงหน้าเลย
นิทานเผยรอยยิ้มน้อย ๆ พุ่งตัวสวนเข้าหาหมียักษ์ขนมรกตอย่างไม่เกรงกลัว เขาเร่งความเร็วขึ้นฉับพลันจากการลดน้ำหนักจนหมียักษ์ชะงักไปสั้น ๆ
นิทานอาศัยจังหวะนั้นมุดเข้าประชิดตัวหมียักษ์ ขาข้างหนึ่งเพิ่มน้ำหนักขึ้น เชื่อมไว้กับผืนดิน กลายเป็นเสาค้ำยันอันแข็งแกร่ง ร่มปกปักหทัยถูกกางออก ร่างของนิทานแวววาวราวกับเหล็กกล้า
แก๊ง!
เมื่อกรงเล็บมรกตปะทะเข้ากับร่มหนาแกร่ง พื้นด้านล่างพลันยุบตัวลง รอยแตกร้าวกระจายออกไปรอบด้านโดยมีขาของนิทานเป็นศูนย์กลาง หากก็เพียงแค่นั้น กรงเล็บไม่อาจผ่านร่มไปได้แม้แต่น้อย
กรงเล็บที่ฟาดมาสุดแรงของหมียักษ์ถูกร่มปกปักหทัยหยุดไว้ได้อย่างง่ายดาย หมียักษ์ขนมรกตคำรามอย่างบ้าคลั่ง เตรียมง้างกรงเล็บอีกข้าง มือข้างขวาของนิทานยื่นออก ร่างของมันกลับถูกดูดเข้าหาตัวร่มจนเสียหลัก หัวร่มอันแหลมคมเล็งตรงไปยังหัวใจ องศาของตัวร่มและนิทานยามนี้อยู่ภายในวงแขนของมัน
ผลึกแร่รูปหัวใจที่ปลายร่มไม่อาจแทงผ่านทะลุขนหน้าและเปลือกมรกตอันแข็งแกร่งได้ ทำได้เพียงเรียกเลือดซิบจากแผลจาง เพียงแรงดึงไม่มากพอจะพาหัวร่มปักเข้าร่างหนาแกร่งได้ลึกนัก นิทานเพียงฉีกยิ้ม ไม่กังวลแม้แต่น้อยที่การโจมตีของตนไม่สำเร็จ
รอยแผลจางแค่นี้ก็มากพอแล้ว! เขาแค่ต้องการใช้เป็นตัวกำหนดจุดเท่านั้น!
ร่มปกปักหทัยถูกหุบลงอย่างรวดเร็ว ข้อมือที่จับด้ามร่มสะบัดอย่างรุนแรงพาให้ตัวร่มหลุดจากมือ ลอยคว้างกลางอากาศพร้อมการหมุนเล็กน้อยบนฝ่ามือของเขา
เมื่อเขาควบคุมแรงดึงและผลักได้ละเอียดมากขึ้น การสะบัดข้อมือเบา ๆ ก็มากพอจะเป็นชนวนสำหรับการเริ่มการหมุน!
มือขวาของนิทานถอยไปด้านหลัง ฝ่ามือกางออก อักษรเรืองแสงเจิดจ้า พลังถูกบีบอัดที่ฝ่ามือ นัยน์ตาของนิทานสาดแสง เขาเชื่อมโยงคันร่มเข้ากับฝ่ามือของเขา ก่อนจะตบฟาดออกไปสุดแรง
ร่มปกปักหทัยที่หมุนเล็กน้อยนั้นกลายเป็นดั่งสว่าน มันถูกผลักออกไปอย่างรุนแรง แรงอัดอากาศดันร่างของนิทานถอยหลัง เขาอาศัยการเพิ่มน้ำหนักฉับพลันเพื่อหยุดร่างของตน สิ่งที่เขาอัดไว้ที่ฝ่ามือคือแรงผลัก และทั้งหมดนั้นถูกส่งถ่ายให้แก่ร่มปกปักหทัย!
ร่มปกปักหทัยแทงเข้าไปในร่างของหมีขนมรกตกว่าครึ่งด้าม เปลือกมรกตของมันแตกกระจาย สีหน้าของมันนิ่งค้างไป นัยน์ตาแดงคั่งโลหิต โลหิตของหมีขนมรกตไหลมาตามคันร่ม หากนิทานยังไม่วางใจ คราวนี้เขากำมือซ้ายเป็นหมัด ซัดเข้าไปยังด้ามร่มอีกครั้ง
การหมุนอันฉุกละหุกเช่นนี้ย่อมไม่มีทางเทียบวัชระดาวตกได้ แต่ก็มากพอจะเจาะเกราะและขนหนา ๆ ให้เกิดแผลใหญ่บนร่างของสัตว์อสูรแทบทั้งมวล
แรงผลักมหาศาลดันร่มปกปักหทัยที่เสียบร่างของหมีขนมรกตให้ทะลุจากร่างของมันไป เกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เด็ดเศษเสี้ยวชีวิตส่วนสุดท้ายของหมีขนมรกตให้จางหายไป
หากเพียงครั้งเดียวไม่พอ ก็แค่ซัดซ้ำอีกครั้ง!
ร่มลอยกลับเข้าสู่มือของนิทาน เขากางร่มป้องกันเศษเลือดที่สาดกระเซ็นจากร่างไร้ชีวิตของหมีขนมรกตที่เป็นรูโหว่ เมื่อร่างนั้นล้มตึงลง นิทานก็เผยรอยยิ้ม คำนับร่างให้อารากะ
อารากะไม่อาจกล่าวสิ่งใด ใบหน้าของเขายังคงแข็งค้างตั้งแต่วินาทีที่นิทานปักร่มครั้งแรกจนปักเข้าไปในอกของหมีขนมรกตได้แล้ว จากเริ่มการทดสอบจนถึงปัจจุบัน เวลายังผ่านไปไม่ถึง 3 วินาที
วังวนอากาศเบื้องหลังของไพลินสั่นไหวเล็กน้อย ไพลินที่อยู่ข้าง ๆ แม้ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มราวกับคาดทุกอย่างไว้แล้ว แต่ก็ยังแอบบ่นเบา ๆ ไม่ได้
ทำให้คุณตาอารากะอึ้งก็พอ ไม่ใช่เรา