(จบ)ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารในวันสิ้นโลก

    บทที่ 31 เหนื่อยกับการเชือดหมู (รีไรต์) 

    บทที่ 31 เหนื่อยกับการเชือดหมู (รีไรต์) 


    เจียงอี้อิ่นไม่ตอบ แต่การกระทำของเธอทำให้กู้ไฮว่ถิงได้คำตอบแล้ว 


    เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วอธิบาย “ไก่ฟ้ากลายพันธุ์น่ะ จัดการได้ง่ายอยู่หรอกถ้าความเร็วเพียงพอ แต่หมูป่ากลายพันธุ์ไม่ใช่ว่าจะจับกันได้ง่าย ๆ แถมตัวที่ว่านั่นไม่มีแผลภายนอกเลยสักรอย มีแต่พลังพิเศษทางจิตเท่านั้นที่จะปลิดชีพได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย และผมก็รู้ว่าสิ่งกลายพันธุ์นั้นมีพลังควบคุมจิตใจ”


    เขาเดาได้อย่างสมเหตุสมผล เธอจึงไม่อยากปฏิเสธให้ดูเสแสร้ง “ฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นเขาเหมือนกัน”


    กู้ไฮว่ถิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอจึงถือว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว


    แต่ใครจะรู้ว่าอีกสักพักต่อมาเขาก็พูดถึงเด็กนั่นขึ้นมาอีก “คุณไม่อยากร่วมมือกับชางซิ่งก็เพราะไม่อยากให้เด็กคนนั้นถูกจับไปใช่ไหม”


    เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ก็คิดแบบนั้นอยู่บ้าง ฉันรู้สึกว่าเด็กคนนั้นไม่ได้อันตรายอย่างที่คุณพูด”


    เธอพูดต่อหลังจากเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง “แต่อีกอย่าง ถ้าพวกคุณเคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับเขามาก่อน ก็ลืม ๆ ที่ฉันพูดเมื่อกี้เถอะ”


    แต่เขากลับส่ายหน้า “จริง ๆ แล้วข้อมูลพวกนี้ได้มาจากภารกิจของสวนอีเดน เราไม่เคยสู้กับเขามาก่อน”


    ระหว่างที่คุยกันเธอก็เตรียมวัตถุดิบสำหรับทำงานเสร็จสิ้น เธอเริ่มต้มเส้นบะหมี่ ผัดกะหล่ำปลีกับน้ำส้มสายชู เสียบเนื้อย่างห้าสิบไม้ เนื้อตุ๋นสองกิโลฯ ไข่เจียวต้นหอมกองเป็นภูเขาอยู่ในจาน


    เธอกินบะหมี่หนึ่งชามกับเนื้อย่างอีกไม้ก็อิ่มจนท้องแข็ง จึงปล่อยให้พวกเขากินกันต่อ ส่วนเธอก็ไปเตรียมตัวสำหรับออร์เดอร์ของวันพรุ่งนี้ 


    ตามข้อตกลงในการร่วมมือกับฐานอู๋ถง เธอต้องจัดหาอาหารเดือนละร้อยชุด เป็นอาหารที่ดีที่สุดที่
    ‘เมืองอาหาร’ ทำได้ ซึ่งตอนนี้ก็คือบะหมี่หยางชุน น้ำเต้าหู้พุทราถั่วลิสง หรือไม่ก็ขนมโก๋ถั่วเขียว


    บะหมี่หยางชุนช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตได้ยี่สิบห้าแต้ม เธอต้องทำทั้งหมดห้าสิบชาม เธอถามมาแล้วว่าที่ฐานอู๋ถงมีผู้ใช้พลังพิเศษที่ดูแลเรื่องงานครัวเรือนโดยเฉพาะ ฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าบะหมี่จะอืด


    ส่วนเครื่องดื่มที่ช่วยฟื้นฟูพลังพิเศษนั้น น้ำเต้าหู้ทำง่ายกว่า แต่ขนมโก๋ถั่วเขียวพกพาสะดวกกว่า เธอจึงตั้งใจจะเตรียมอย่างละยี่สิบห้าชุด


    เพื่อให้งานเสร็จทันท่วงที เธอต้องเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดให้พร้อมในคืนนี้


    พวกกู้ไฮว่ถิงกินข้าวเสร็จแล้วก็ยังมีกะจิตกะใจอยากอยู่ช่วยงานเธอต่อ แต่เธอไล่พวกเขากลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


    เธอทำงานคนเดียวอย่างขะมักเขม้น นวดแป้งทำเส้นบะหมี่สำหรับเจ็ดสิบคน แช่แข็งถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้แล้ว จากนั้นล้างถั่วเหลืองให้สะอาดแล้วนำมาแช่น้ำ สุดท้ายก็เอาอาหารหลายอย่างไปแขวนไว้บนต้นไม้ ในที่สุดเธอก็มีเวลาหายใจหายคอสักที


    แต่ดูเหมือนเธอจะลืมไปว่ายังมีหมูป่ากลายพันธุ์อีกตัวยังไม่ได้จัดการอยู่ข้างร้าน หากทิ้งไว้ข้ามคืนเนื้อจะไม่สดแล้ว เลือดคั่งในเนื้อจะส่งผลต่อรสชาติเป็นอย่างมาก


    เธอพักผ่อนสักครู่ พับแขนเสื้อเตรียมจัดการกับหมูป่าตัวนั้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ยังไม่ทันหันกลับไป เธอก็พอจะเดาได้ว่าเป็นอะไร และก็เป็นอย่างที่คาดไว้ พอหันกลับไปก็เห็นหัวทุย ๆ ที่คุ้นเคย


    เธอยิ้มทักทาย “นายมาแล้วเหรอ”


    เด็กน้อยไม่พูดอะไร เพียงแต่มองมาที่เธอตาไม่กะพริบ


    “หมูตัวนี้นายเอามาให้ฉันเหรอ” ถามพลางชี้ไปที่หมูป่ากลายพันธุ์ตัวมหึมาบนพื้น


    เด็กชายมองไปที่พื้นโดยไร้ปฏิกิริยาใด ๆ


    ท่าทางนิ่งเฉยของเขาทำให้เธอไม่แน่ใจว่าเดาถูกหรือเปล่า แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการจัดการกับหมูป่ากลายพันธุ์ตัวนี้


    “นายกินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเจ้าหมูตัวนี้เอง”


    ก่อนหน้านี้เธอให้อาสยงช่วยเอาหมูป่าแขวนไว้แล้ว ตอนนี้เธอเพียงแค่กะตำแหน่งคร่าว ๆ แล้วใช้มีดกรีดลงไป


    ฉัวะ!


    เลือดหมูไหลทะลักราวกับน้ำตกไหลลงสู่ถังที่เตรียมไว้ 


    คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าถังใบเดียวจะใส่เลือดไม่พอ เธอเข้าร้านค้าระบบเพื่อซื้อถังใบใหม่มาเพิ่มอีกใบ... และอีกใบ...


    ในที่สุดเลือดหมูก็ถูกบรรจุลงถังใหญ่ถึงห้าถัง เมื่อมองดูถังทั้งห้าที่วางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบพร้อมกับไอร้อนที่ลอยขึ้นมา เธอก็นึกภาพโต๊ะอาหารที่มีเลือดหมูให้กินทุกวัน 


    เพียงแค่ขั้นตอนการปล่อยเลือดก็กินเวลาไปมาก เด็กชายตัวน้อยกินข้าวเสร็จแล้ว แต่กลับไม่มีวี่แว่วว่าจะจากไป ยังคงชะเง้อชะแง้มองดู เหมือนกับสนใจในสิ่งที่เธอทำอยู่มาก


    เดิมทีเธอคิดว่าการปล่อยให้เด็กเห็นภาพนองเลือดแบบนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ใช่เด็กธรรมดา จึงไม่พูดอะไรมาก เพียงแต่บอกว่า “พรุ่งนี้ฉันค่อนข้างยุ่ง ว่าจะจัดการเนื้อหมูป่าพวกนี้วันมะรืน นายชอบกินแบบไหน ทอด ต้ม นึ่ง ผัด หรือแบบไหน” 


    “ซู้ด…”


    เธอหันไปมองก็เห็นเด็กน้อยรีบเช็ดน้ำลายอย่างลุกลี้ลุกลน


    “ฮ่า ๆๆๆ” เจียงอี้อิ่นอดหัวเราะไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มั่นใจในสิ่งหนึ่ง


    เขาฟังเธอรู้เรื่อง 


    เธอจึงถามต่อว่า “อยากกินซาลาเปา เกี๊ยว หรือบะหมี่เกี๊ยวน้ำไหม”


    มุมปากของเด็กน้อยมีประกายระยิบระยับขึ้นมาอีกครั้ง


    ในขณะที่พูดคุยก็จัดการกับเลือดหมูห้าถังใหญ่เสร็จแล้ว และเริ่มลงมือชำแหละเนื้อ


    หมูป่ากลายพันธุ์ตัวนี้เหมือนภูเขาเนื้อ มีน้ำหนักประมาณสามสี่ร้อยกิโลกรัม เธอลากโต๊ะปิกนิกออกมา เจียงอี้อิ่นต้องปีนขึ้นไปยืนบนโต๊ะ ถึงจะจัดการกับส่วนหลังของมันได้


    คมมีดปาดไปตามสันหลังสองข้าง ตัดเอาเนื้อสันในยาว ๆ ออกมาหนึ่งเส้น เนื้อมีคุณภาพสดใหม่และลายเส้นชัดเจน ใช้นิ้วจิ้มเบา ๆ จะเด้งกลับมาอย่างรวดเร็ว ดูแล้วคุณภาพดีเยี่ยม


    ไม่มีแม่ครัวคนไหนที่จะไม่ดีใจเมื่อเห็นวัตถุดิบคุณภาพดีขนาดนี้ หลังจากวางเนื้อสันในลง เธอก็รู้สึกว่าถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่า


    หลายชั่วโมงต่อมา ในที่สุดเธอก็จัดการหมูป่ากลายพันธุ์ทั้งตัวเสร็จสิ้น หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป มือและเท้าของเธอก็อ่อนแรงลงเล็กน้อย สาบานเลยว่าถ้าร้านบะหมี่หยางชุนซื้อหุ่นยนต์ AI ได้เมื่อไหร่ เธอจะต้องหาหุ่นยนต์ AI ที่มีทักษะ ‘เชือดหมู’ แน่นอน


    เด็กน้อยมองการเคลื่อนไหวของเธออย่างเงียบ ๆ ตลอด แต่ตอนนี้เธอไม่มีแรงจะพูดจริง ๆ ทำเพียงโบกมืออย่างอ่อนแรงและพูดว่า ‘ราตรีสวัสดิ์’ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องพักพนักงานอย่างยากลำบาก อาบน้ำให้สะอาดแล้วล้มตัวลงบนเตียง ก่อนจะหลับไปในเวลาไม่กี่วินาที


    เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการลุกขึ้นจากเตียง แสงแดดสดใสส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กเข้ามา เธอรู้ว่าตัวเองตื่นสายแล้ว


    เธอลากเท้าเข้าไปในร้าน และเห็นว่ามีคนมากมายมารออยู่ที่พื้นที่โล่ง


    ตอนเธอยังไม่ตื่น ร้านบะหมี่หยางชุนไม่สามารถรับออร์เดอร์ได้ ทุกคนจึงซื้อเจียนปิ่งและน้ำเต้าหู้ก่อน ตอนนี้ทุกคนกำลังกินเจียนปิ่งอย่างเอร็ดอร่อย 


    เธอเห็นสองคนอยู่ข้างกู้ไฮว่ถิง คนหนึ่งคือฉินอวี้ชู ส่วนอีกคนเธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ดูเหมือนจะเป็นคนที่มีพื้นที่มิติและรับผิดชอบงานโลจิสติกส์ของฐานอู๋ถง


    หลังจากนั้นการแนะนำของฉินอวี้ชูก็ยืนยันการคาดเดาของเธอ คนที่ชื่อโจวอี้เซวียนคนนี้คือผู้รับผิดชอบงานโลจิสติกส์ของฐานอู๋ถง


    เมื่อเธอบอกพวกเขาว่าเธอเตรียมทำอาหารหนึ่งร้อยที่ ฉินอวี้ชูก็ยอมรับกับการจัดการของเธอ


    เธอจึงเริ่มทำงานอย่างขะมักเขม้น


    เจียงอี้อิ่นยกหน้าที่ทำน้ำเต้าหู้ยี่สิบห้าแก้วให้เจียนปิ่ง ส่วนเธอเริ่มทำน้ำซุปและลวกเส้นไม่หยุด 


    แม้ว่าบะหมี่ห้าสิบชามจะเยอะมาก แต่เธอก็ทำเสร็จอย่างรวดเร็ว กลับกันขนมโก๋ถั่วเขียวใช้เวลาเตรียมนานที่สุด


    หลังจากเคี่ยวถั่วเขียวจนได้ที่แล้วก็ต้องนำไปแช่เย็นอีกหลายชั่วโมง ฉินอวี้ชูจึงไม่สามารถรออยู่ที่นี่ได้ ก่อนกลับยังซื้อของกินอีกมากมาย เธอบอกว่าจะเอาไปฝากเพื่อนร่วมงาน


    ส่วนโจวอี้เซวียนก็ทานมื้อเที่ยงที่นี่กับกู้ไฮว่ถิงและคนอื่น ๆ 


    ขณะที่กำลังกินอยู่นั้น ลูกค้าที่เธอไม่ค่อยชอบก็ปรากฏตัวขึ้น


    “บังเอิญจัง หัวหน้าโจว กัปตันกู้” เจิ้งหยวนเดินนำหน้าลูกสมุนเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วก็นั่งลงที่โต๊ะของกู้ไฮว่ถิงอย่างไม่เกรงใจ


    เขาทักทายเธอเสียงดังราวกับไม่เห็นกู้ไฮว่ถิงและคนอื่น ๆ ที่กำลังนั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

    “เถ้าแก่เจียง เอาบะหมี่สองชาม เนื้อตุ๋นหนึ่งที่ แล้วก็ถั่วเขียวต้มน้ำตาลอีกแก้ว”




    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน