การประลองรอบสองกำลังจะเริ่มขึ้นมันต้องเป็นการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น อย่างน้อยๆพวกที่ไร้ความสามารถก็ไม่สามารถเข้ามาในรอบนี้ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง!
ในรอบนี้หนิงเฟยหลงได้ขึ้นประลองก่อนสหายทั้งหมดเขาถูกจัดให้อยู่ในคู่ประลองที่สาม คู่ต่อสู้ของเขาคือ อัจฉริยะจากซีโจว
หนิงเฟยหลงใช้กระบวนท่ากระบี่สายลมกำราบอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายโยไม่เผยวรยุทธ์ที่แท้จริงของเขาหากว่ามีคนที่รู้วรยุทธ์ที่แท้จริงของเขาอยู่ก็คงจะเป็นเจียงเหม่ยหลินผู้นั้นส่วนคนอื่นนั้นไม่จำเป็นต้องสนใจ
ไม่รู้ว่าเป็นโชคหรือไรคู่ต่อสู้ของโต่วเยี่ยนฉวี่และเฟิงเหลยในครานี้ก็หาได้มีความสามารถจนน่ากลัวเกรงพลังยุทธ์ของทั้งคู่ที่แสดงออกมาเหนือล้ำกว่าคู่ต่อสู้เสียอีกโต่วเยี่ยนฉวี่แทบจะใช้โอกาสนี้ในการทะลวงขอบเขตได้สำเร็จแต่ช่างน่าเสียดายวาสนาของนางยังมาไม่ถึง
“เจ้าสินะเหวินเหลียง”
ระหว่างที่พวกเขากำลังรอการต่อสู้ในรอบสองนี้จบลงก็ได้ยินเสียงเย็นชาหนึ่งดังขึ้นเขาหันไปมองต้นทางเสียงนั้นก็เห็นเป็นบุรุษใบหน้าตกกระสวมอาภรณ์ฟ้าเรียบท่าทางเย่อหยิ่งมองมาทางเขาผู้คนรอบข้างแต่เดิมที่สนใจการประลองอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนจุดสนใจแทน
“เจ้า...เป็นใคร?”คำถามของหนิงเฟยหลงทำให้ท่าทางเย่อหยิ่งนั้นต้องชะงักลงแม้แต่คนรอบข้างก็มองหนิงเฟยหลงด้วยสีหน้าแปลกๆ
“เจ้าบ้านี่แม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้จักพวกบ้านนอกจากทวีปหยินนี่...ช่างเถอะๆข้าจะบอกให้เจ้ารับรู้เพื่อประดับสติปัญญาในสมองของเจ้าแล้วกัน ข้าก็คือ...”
“เขาก็คือกานฮ่าวอย่างไรเล่า” เสียงนุ่มลึกดังขึ้นด้านข้างของหนิงเฟยหลง เขาไม่ได้แปลกใจนักเมื่อครู่เขาสัมผัสถึงตัวตนอีกฝ่ายได้แล้วคนๆ นั้นคือหวังหลิ่งอันที่จริงเขาเองก็รู้ถึงตัวตนของกานฮ่าวด้วยเช่นกัน เพียงแต่แกล้งถามไปก็เท่านั้น
“ที่แท้ก็ก็กานฮ่าวเจ้ามีอะไรรึ?” หนิงเฟยหลงยิ้มดวงตาเขาเป็นประกายเล็กน้อย หวังหลิ่งเลิกคิ้วขึ้นท่าทีของเขาดูเหมือนจะสนใจ
กานฮ่าวฮึดฮัดขึ้นเขาไม่พอใจหวังหลิ่งกับหนิงเฟยหลงเท่าไหร่นักไอ้ปฏิกิริยาที่เห็นยอดอัจฉริยะของสมาพันธ์การค้าแล้วนิ่งเฉยอย่างนั้นมันอะไรกันกานฮ่าวเป็นคนเย่อหยิ่งเขาก็ยิ่งไม่พอใจ
“เจ้าทำให้ศิษย์น้องเหม่ยหลินไม่พอใจข้าแค่จะมาเตือนเจ้าต่อแต่นี้จะทำอะไรก็แล้วแต่ให้รู้จักขอบเขตของตนเองเสียบ้างอย่าได้คิดมาเทียบเทียมพวกข้า โดยเฉพาะอยู่ให้ห่างจากศิษย์น้องเหม่ยหลินเข้าไว้มิเช่นนั้น...”
นี่คือคำขู่?
ใครสนกันหนิงเฟยหลงยกยิ้มมากกว่าเดิม ถึงแม้นี่จะเป็นคำขู่แต่เขาก็ยินดีใช่ว่าเขาอยากจะมีเรื่องกับนาง แต่เป็นนางเองที่คิดมีเรื่องกับเขาในตอนนี้ต่อไปหากไม่เจอกันได้ก็คงดีไม่น้อย “แน่นอน ข้าเองก็ไม่อยากพบเจอนางข้ารับปากเจ้าได้”
ผู้คนโดยรอบที่ได้ยินการตอบกลับอย่างนั้นก็นึกดูแคลนหนิงเฟยหลงคนผู้นี้ไม่มีความกล้าเอาเสียเลย...
“ดี!” กานฮ่าวไม่สนใจหนิงเฟยหลงอีกเขาเดินกลับไปยังที่ของตนฝั่งนั้นเต็มไปด้วยอัจฉริยะของสมาพันธ์การค้าและพันธมิตรที่แน่ๆ ยอดอัจฉริยะก็อยู่รวมกันที่นั่นถึงสามคนแล้ว ดูเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งประกอบด้วย องค์ชายฉินหลง กานฮ่าวและเจียงเหม่ยหลินทั้งสามล้วนเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียง
การประลองไม่ได้หยุดรอเพื่อดูเหล่าอัจฉริยะวิวาทกันไม่นานรอบที่สองก็จบลงเป็นการจบที่รวดเร็วยิ่งกว่ารอบแรกเสียอีกทางยอดสำนักให้เวลาศิษย์พักผ่อนหนึ่งวัน ก่อนจะเริ่มรอบยี่สิบห้าคนสุดท้ายในภายหลังผู้ที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดจะถูกละเว้นไว้ในตำแหน่งแรกไม่จำเป็นต้องเข้าแข่งขันในรอบนี้
คนผู้นั้นก็คือองค์ชายฉินหลงเขาทอดสายตามองผู้คนอย่างไม่แยแสราวกับว่าเป็นราชันย์เหนือคนทั้งปวงไม่มีสิ่งใดทำให้เขาสนใจได้
หนึ่งวันผ่านไปในที่สุดรอบยี่สิบห้าคนสุดท้ายก็มาถึงมันต้องเป็นการประลองที่น่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน
แผ่นหินยักษ์ปรากฏรายชื่อคู่ต่อสู้
“เหมิงหลู”หนิงเฟยหลงมองชื่อคู่ต่อสู้ของตน เขาถูกจัดไว้ในคู่ที่เจ็ดโต่วเยี่ยนฉวี่เป็นคู่แรก และเฟิงเหลยเป็นคู่ที่สี่
“เริ่มการประลอง!”
สิ้นคำประกาศคู่ต่อสู้ทั้งสองก็ก้าวย่างขึ้นบนเวทีประลองใบหน้าของโต่วเยี่ยนฉวี่ดูเคร่งขรึมเป็นพิเศษเพราะคู่ต่อสู้ของนางในครั้งนี้เป็นถึงผู้ฝึกฝนขอบเขตแดนพิภพ ต่างจากรอบที่ผ่านมาแค่พลังยุทธ์ก็เหนือล้ำไปกว่านางแล้ว แม้จะมีเจตจำนงเพลิงที่วิเศษก็ไม่แน่ว่าจะชนะคู่ต่อสู้ได้
ขอบเขตแดนพลังและขอบเขตแดนพิภพพลังของทั้งสองขอบเขตนั้นแตกต่างกันเกินไปหากไม่ใช่ผู้ที่มีพรสวรรค์แปลกประหลาด หรือผู้ที่มีวาสนาอย่างหนิงเฟยหลงแล้ว มันเป็นไปได้ยากที่ผู้ฝึกฝนขอบเขตแดนพลังจะต่อกรกับผู้ฝึกฝนขอบเขตแดนพิภพได้
คู่ต่อสู้ของโต่วเยี่ยนฉวี่เป็นสตรีรูปร่างอรชรงดงามต่างจากนางเพียงเล็กน้อยใบหน้าดูซุกซน ต่างจากโต่วเยี่ยนฉวี่ที่ดูสุขุมเยือกเย็นทั้งสองประชันพลังการต่อสู้ในช่วงแรกได้อย่างสูสี
ปราณธาตุอัคคีประชันพลังกับปราณธาตุวารีแน่นอนว่าโต่วเยี่ยนฉวี่ก็ยิ่งเสียเปรียบมากเข้าไปอีกทั้งพลังยุทธ์และปราณธาตุต่างอ่อนด้อยกว่า ไม่นานก็ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย...
โต่วเยี่ยนฉวี่เดินลงจากเวทีประลองด้วยใบหน้าอ่อนล้าหนิงเฟยหลงพยักหน้าให้กับนางเป็นเชิงให้กำลังใจ อย่างน้อยนางก็เข้ามาเป็นหนึ่งในยี่สิบห้าคนได้แล้วย่อมทำให้ผู้อาวุโสยอดสำนักเกิดความสนใจ
เฟิงเหลยนั่งมองเวทีประลองด้วยท่าทางขึงขังไม่รู้เป็นโชคหรือไร? คู่ต่อสู้ของเขาในรอบนี้คือ หลู่เหวิน
“เจ้าคนแซ่ลู่น่าหมั่นไส้ชะมัด”เขาเพ่งสายตากลับไปยังชายหนุ่มที่เพ่งสายตามองมาด้วยสีหน้าแววตาเยาะเย้ยและเหยียดหยามชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือหลู่เหวินนั่นเอง
“เราคงไม่สามารถเป็นมิตรกันได้จริงๆฮ่าฮ่า” หนิงเฟยหลงหัวเราะขึ้นแล้วตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ“อย่าได้ใส่ใจคนพันธุ์นั้นเลย เจ้าแข็งแกร่งกว่ามันตั้งเยอะ”
“อืม”
ปัง!
ร่างคนลอยกระแทกลงมาบนพื้นดินด้านล่างเวทีอย่างรุนแรงการประลองคู่ที่สามจบลง
เฟิงเหลยก้าวเดินขึ้นอากาศลอยตัวโดดเด่นมุ่งไปยังเวทีประลองหลายคนดวงตาเปล่งแสงประหลาด “ผู้บ่มเพาะพลังจิต” ชื่อนี้ช่างน่าสนใจ
หลู่เหวินเองก็ก้าวเดินเหยียบอากาศมาอย่างสบายๆด้วยระดับเข้าสู่พิภพขั้นสองแล้วนี่ไม่นับว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด
“เริ่มการประลอง!”
หลู่เหวินระเบิดพลังปราณคลื่นหยวนก่อเป็นหมัดหยวนขนาดใหญ่ซัดเข้าใส่เฟิงเหลย
เฟิงเหลยหัวเราะเบาๆยกมือโบกขวานขนาดใหญ่ยิ่งกว่าหมัดหยวนที่ก่อตัวจากคลื่นจิตก็ปรากฏขึ้นเหนือเวทีประลองสีหน้าของหลู่เหวินหม่นลง เขารีบถอยออกจากบริเวณนั้นในทันที
ตูม!
หมัดหยวนถูกทำลายเฟิงเหลยสืบเท้าเดินหน้าอีกสามก้าว พร้อมกับมือที่โบกไปมาขวานจิตเล่มเล็กกว่าร้อยเล่มก็ปรากฏขึ้น หลู่เหวินเบิกตากว้างรับรู้ถึงวิกฤตไม่คาดว่านอกจากหนิงเฟยหลงแล้วเฟิงเหลยผู้นี้ก็ไม่อาจดูแคลน
“ฮ่าฮ่าฮ่าเด็กนี่ไม่เลว เขาเหมาะสมกับสำนักค่ายกลเทวะของข้า”ผู้อาวุโสเครายาวขาวสีดอกเลาหัวเราะอย่างชอบใจ แววตาท่านเปล่งประกายและอ่อนโยนหากไม่ใช่ว่าสำนักค่ายกลเทวะเน้นรับศิษย์ที่บ่มเพาะพลังจิตละก็สำนักอื่นๆคงไม่ยอมปล่อยวางโดยง่าย เมื่อผู้อาวุโสเครายาวเอ่ยขึ้น ท่านอื่นๆ ก็เงียบลง
ต่างจากกลุ่มคนจากสมาพันธ์การค้าที่ฮึดฮัดขึ้นด้วยความไม่พอใจดวงตาฉายแววสังหารอยู่แวบหนึ่งก่อนจะจางหายไป
ไม่ทันได้ละจากสถานการณ์ก่อนหน้าเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้งเรียกความสนใจฝูงชนให้กลับมาอยู่ในปัจจุบันบัดนี้หลู่เหวินลอยไปกองนอนกับพื้นดินเบื้องล่างเสียแล้วด้วยการโจมตีเพียงสามกระบวนท่าของเฟิงเหลยเท่านั้น
“เฟิงเหลยชนะ!”
คำประกาศดังก้องผู้คนพากันส่งเสียงเฮด้วยความตื่นเต้นการประลองชักน่าสนุกขึ้นแล้วยิ่งท้ายๆ ยิ่งน่าตื่นเต้น
...