“ผมอิศรา เป็เ้าของคลับนี้” เสียงฮือฮาดังขึ้นหลังประกาศตำแหน่งจบผู้คนในบริเวณนั้นก็มองมาที่เขาเป็ตาเดียวกัน
“เ้าของคลับเหรอเนี่ย”พลับพลึงพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ดีเลย...ผม้าให้คุณจัดการสั่งสอนยัยเด็กนี่ให้ผมคุณคงรู้นะว่าพ่อผมเป็ใคร” ชายคนนั้นยังคงกร่างไม่เลิก อิศรากระตุกยิ้มมุมปาก แววตาเย็นเฉียบเหมือนขั้วโลกเหนือจ้องชายหนุ่มตรงหน้าเขม็งจนคน ๆ นั้นเริ่มรู้สึกเกร็ง
พลับพลึงสีหน้าสลดลงคิดในใจอย่างท้อแท้ว่าเดือนนี้มันเป็ปีชงของเธอหรือยังไงนะ ที่มีปัญหากับที่ทำงานทั้งสองที่หญิงสาวเตรียมตัวเตรียมใจฟังคำว่าไล่ออก พร้อมกับคำนวณค่าทำขวัญที่จะต้องเสียแล้วต้องคอตก
นี่ฉันกำลังจะช่วยที่บ้านประหยัดเงินหรือกำลังผลาญเงินกันแน่เนี่ย
“ทำแบบนั้นคงไม่ได้”
พลับพลึงเงยหน้ามองตามแผ่นหลังกว้างอย่างอึ้งๆ รู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น ยกมือบางขึ้นแตะบริเวณหน้าอกด้านซ้ายที่ตอนนี้กำลังเต้นถี่รัวเหมือนจังหวะกลองชุด
“คลับของเราเองก็มีกล้องวงจรปิดคุณคงรู้นะครับว่าผมหมายถึงอะไร”
“แล้วอีกอย่าง...”อิศราเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มคนนั้นอีกเล็กน้อยก่อนที่จะพูดเบาๆ เพื่อให้คนอื่นไม่ได้ยิน“...ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่มีเส้นสายใหญ่โต ดังนั้นขอให้เื่นี้จบลงแค่จ่ายค่าทำขวัญก็แล้วกัน”แววตาคมกริบจ้องมองชายหนุ่มที่ทำอวดเบ่งเมื่อสักครู่สีหน้าเจื่อนลง
ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งมองแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความซาบซึ้งใจ เป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกได้รับการปกป้องจากเ้านายแถมยังหล่ออีกต่างหากนี่ขนาดเธอเห็นแค่แผ่นหลังของเขานะถ้าเขาหันหน้ามาแล้วจะหล่อขนาดไหน
“นพ”
“ครับ”ชายหนุ่มอีกคนที่สวมสูทสีดำ คาดว่าน่าจะเป็ลูกน้องของเขาเดินอกกมาจากฝูงชนพร้อมรับคำสั่ง
“ฝากเคลียร์ต่อด้วยฉันมีเื่จะคุยกับเด็กคนนี้สักหน่อย”
“ได้ครับ”
“คุณครับเชิญด้านนี้ดีกว่านะครับ จะได้คุยเื่ค่าเสียหายอะไรได้สะดวก” บอดี้การ์ดหนุ่มรับคำเ้านายแล้วเดินไปพูดกับชายหนุ่มผู้ก่อเื่เขาคนนั้นยอมเดินตามอรรณพไปแต่โดยดี แต่ก่อนที่จะเดินผ่านพลับพลึงไป ชายผู้นั้นหันหน้ามาทำสายตาบอกประหนึ่งว่า
ฝากเอาไว้ก่อนเถอะฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่
“เราคงต้องคุยกันหน่อยนะ”ประโยคนี้อิศราเจาะจงพูดกับพลับพลึงโดยเฉพาะ จังหวะที่เขาหมุนตัวมาพูดกับเธอนั้น เหมือนเวลาหยุดนิ่งสรรพสิ่งรอบข้างหายออกจากการรับรู้ พลับพลึงอึ้งตะลึงงันสบตากับบุรุษตรงหน้า สีหน้าของเขาเรียบนิ่งไม่บ่งบอกว่าเ้าตัวรู้สึกเช่นไร
ตอนนี้ดวงตาสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นนั้นมีเสน่ห์ลึกลับบางอย่างที่ตรึงร่างของเธอให้อยู่กับที่ร่างสูงสมบูรณ์แบบเต็มไปด้วยมัดกล้ามอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีน้ำเงินพร้อมกางเกงแสลกสีดำยิ่งส่งเสริมให้เขาดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งขึ้น
หัวใจของเธอเต้นโครมครามรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองร้อนวูบวาบไปทั่วร่างกาย
“ได้ยินหรือเปล่า”ถามเสียงเข้มขึ้นเพราะหญิงสาวเอาแต่มองหน้าเขาตาไม่กระพริบแถมยังไม่ยอมตอบรับอีก
ตรงสเป็กเลย...
“เธอ..”
“คะคะ เอ่อ ขอโทษค่ะ เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคะ” พลับพลึงได้สติรีบถามคำถามเขาทันที
“เรามีเื่ต้องคุยกันตามฉันมา” ไม่รอให้หญิงสาวตอบรับหรือปฏิเสธ อิศราเดินจากบริเวณนั้นไป เป็สัญญาณบอกให้เธอรู้ว่าต้องเดินตามเขาไปเดี๋ยวนั้น
พลับพลึงหน้าจ๋อยสนิทเธอรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงเมื่อได้สบตากับชายหนุ่มถึงเมื่อสักครู่หัวใจจะเต้นแรงให้กับเขาก็เถอะ แต่เธอก็มีความรู้สึกว่าเขามีรังสีความน่ากลัวแฝงอยู่
ั้แ่ที่เธอเดินตามชายหนุ่มอยู่นั้นพลับพลึงรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของเขาเลยแม้แต่น้อย
พลับพลึงเดินก้มหน้าก้มตาพร้อมกับสำรวจสถานบันเทิงแห่งนี้ไปด้วยพบว่าที่นี่นั้นนอกจากจะแบ่งโซนชัดเจนถึงแนวดนตรีแล้วนั้น ทางด้านขวายังมีส่วนของคาสิโนอีกด้วยหญิงสาวย่นจมูกให้กับสิ่งอบายมุขต่าง ๆ ที่ได้พบ
เธอเดินตามเขาไปเรื่อยๆ ตามทางยาวของทางเดิน จนถึงอีกโซนเธอมองอย่างตื่นตาตื่นใจเพราะโซนนี้เป็ส่วนที่เธอคาดว่าเขาน่าจะทำเป็ตัวโรงแรมซึ่งแค่การตกแต่งบริเวณลอบบี้นั้นก็มีความหรูหราสวยงามด้วยการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น
เธอเดินตามเขาเข้าในลิฟต์สำหรับผู้บริหารพลับพลึงยังคงก้มหน้าก้มตามองพื้น ได้แต่ยืนตัวลีบชิดกับผนังลิฟต์ ไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างกัน
ลิฟต์เคลื่อนตัวมาจนถึงชั้นเกือบบนสุดเสียงสัญญาณเตือนว่าประตูลิฟต์เปิดออก พลับพลึงค่อยรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาเล็กน้อยเธอเดินตามเขาไปจนถึงห้องที่เธอคาดว่าน่าจะเป็ส่วนห้องทำงานเพราะภายในห้องมีโต๊ะทำงานพร้อมกับบรรดาเอกสารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ โทนห้องทำงานถูกตกแต่งด้วยโทนสีกรมท่าทำให้บรรยากาศห้องยิ่งดูอึมครึมเข้าไปใหญ่
อิศราเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานพร้อมกับสังเกตกิริยาท่าทางของร่างบางที่ยืนก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด
“เป็พนักงานใหม่?” บทสนทนาที่เริ่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของคนหน้านิ่งทำเอาเธอต้องถามซ้ำอีกรอบ
“คะ”
“เธอพูดเป็อยู่คำเดียว?” ถามหน้าตายแต่เธอมีความรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาดูยียวนสุด ๆ
หักคะแนน..ความประทับใจออก
“ขอโทษค่ะ...วันนี้เป็การทำงานวันแรกของฉันค่ะ”
ตอนนี้พลับพลึงรู้สึกว่าสมองของเธอโล่งไปหมดกำลังคำนวณค่าความเสียหายออกมาเป็ตัวเลขในใจนี่ฉันกำลังหาเงินให้ตัวเองอยู่จริง ๆ ใช่มั้ย ทำไมมีแต่รายจ่ายกันล่ะ หญิงสาวโอดครวญในใจ
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเธอไม่ต้องห่วง ผิดว่ากันไปตามผิด” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยราวกับปลอบประโลมทำให้พลับพลึงรู้สึกใจชื้นที่เขามีความยุติธรรมให้กับลูกน้องตัวเล็กๆ อย่างเธอ หญิงสาวยิ่งประทับใจในตัวของเขามากยิ่งขึ้น ทำเอาคะแนนที่หักไปเมื่อกี้เป็โมฆะไป
หล่อแล้วยังใจดีอีก...
“แต่...”
เอ่อะ..ทำไมต้องมีแต่
อิศราทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้แววตาสีดำขลับภายใต้กรอบแว่นที่เรียบนิ่งอยู่เป็นิจกลับฉายแววความเ้าเล่ห์ขึ้นมาแต่แค่แวบเดียวจริง ๆ แววตานั้นก็เลือนหายไปจนเธอคิดว่าตัวเองน่าจะตาฝาด
“อุปกรณ์ของฉันเสียหายมากนะคิดเป็เงินก็หลายบาทอยู่” เขาพูดเสียงนิ่ง
“...”
มาแบบนี้คงให้เธอชดใช้ค่าเสียหายสินะพลับพลึงคิดอย่างสะท้อนใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าไปดูจำนวนเงินในธนาคารที่นาน ๆ ทีเธอจะนำออกมาใช้หากไม่จำเป็เสียดายก็เสียดายแต่ทำยังไงได้เื่ก็ขยันเข้ามาหาเธอจัง
คนอะไรหล่อแล้วยังขี้งกอีกฮึ่ย
“แล้วลูกน้องฉันก็รายงานเข้ามาฝั่งนั้นเป็ลูกนักการเมืองท้องถิ่น ถ้าไม่อยากให้ตามรังควานเธอ หมอนั่นก็เรียกค่าทำขวัญโหดใช้ได้”
“คุณอิศอยากให้ฉันรับผิดชอบยังไงว่ามาเลยดีกว่าค่ะ”
“หัวไวดีนี่.”เขายกยิ้มมุมปากยิ่งได้คุยเขามีความรู้สึกว่าเขาคิดถูกที่เลือกเด็กคนนี้
“ก็คุณพูดมาซะขนาดนี้แล้ว”พึมพำเบา ๆ ให้พอได้ยินแค่ตัวเอง
“แล้วค่าเสียหายทั้งหมดเท่าไหร่เหรอคะ”เป็คำถามที่เธอไม่อยากจะถามออกมาเลย เริ่มรู้สึกคอแห้งขึ้นมากะทันหัน เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหาย
“สองแสนบาท”
“ห้ะสะ สองแสนบาทเหรอคะ” ถึงกับระร่ำระลักถาม ดวงตาเรียวสวยเบิกกว้างรู้สึกว่ากลืนน้ำลายลำบากมือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแบบสั่น ๆ ค่อย ๆ กดเข้าแอปธนาคารด้วยความชอกช้ำ
สะสองแสน แม่เ้า....
“แต่ผมคิดว่านักศึกษาแบบเธออาจจะไม่มีเงินชดใช้ดังนั้นผมมีข้อเสนอดี ๆ มาให้เธอพิจารณา” แววตาภายใต้กรอบแว่นนั้นมองเธอด้วยสายตาที่เธออ่านไม่ออก ยิ่งเธอสบตากับดวงตาคู่คมของเขาแล้วนั้นเหมือนตัวเองถูกมนต์สะกด
มันช่างดูลึกลับและน่าค้นหา...
“…”
เอาว่ะพลับพลึงตอนนี้ดวงของเธอช่างทุกข์ระทมอะไรเยี่ยงนี้ อย่างน้อยก็ขอให้ข้อเสนอเป็อะไรที่พอรับได้ชีวิตจะมีเื่ดี ๆ เกิดขึ้นบ้างมั้ยเนี่ย... เฮ้อ
“ผมอยากให้คุณแต่งงานกับผม”
“อ๋อ..ให้แต่งงาน”
เอ่ะ!!ฉันหูฝาดอะไรไปหรือเปล่า
“ห้ะอะไรนะคะ!! คุณขอฉันแต่งงาน” พลับพลึงอ้าปากเหวอ โทรศัพท์เกือบร่วงลงออกจากมือ รู้สึกเหมือนิญญาหลุดออกจากร่างที่คนที่ตรงสเป็กแบบเขาขอเธอแต่งงานกะทันหัน
กรี้ดดด!! ฉันจะมีสามีหล่อขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
เธอคิดในใจอย่างตื่นเต้นเริ่มรู้สึกว่ามีเืสูบฉีดขึ้นมาบริเวณที่ใบหน้าจนทำให้แก้มนวลทั้งสองข้างร้อนผ่าวดวงตาเรียวเสหลบสายตาคมกริบของเขาอย่างเขิน ๆ
“อย่าเข้าใจผิดผมมีเหตุผลส่วนตัว ไม่ได้พิศวาสอะไรเธอหรอก” เขาเอ่ยดักคออย่างรู้ทัน
เพล้ง!!!!
พลับพลึงรู้สึกเหมือนตัวเองได้ยินเสียงถึงเศษหน้าที่แตกละเอียดยับกระจัดกระจายอยู่บนพื้น
“อ้าวแล้วคุณมาขอฉันแต่งงานทำไม” เธอคิ้วขมวดเป็ปมด้วยความสงสัย
“ผมจะจ้างเธอมาแต่งงานแลกกับหนี้สองแสนที่เธอติดผมอยู่”
“ตกลงแต่งมั้ย”
“…”
หนอย!!นี่เขาเห็นเธอเป็คนเห็นแก่เงิน สิ้นไร้ไม้ตอกไม่มีเงินชดใช้หนี้อย่างนั้นเหรอ เห็นว่าตัวเองหล่อนิดหล่อหน่อยคิดว่าฉันคนนี้จะหลงเคลิ้มเล่นไปตามเกมของคนหล่ออย่างคุณน่ะเหรอ ฮึฮึ ฝันไปเถอะ ขอเลขบัญชีโอนเงินคืนเลยดีกว่า...
“แต่งค่ะ!!”
พลับพลึงอยากจะตบปากตัวเองนักทั้งที่สมองสั่งให้ปฏิเสธแท้ ๆ แต่ไขสันหลังดันตอบออกไปแบบไม่คิด จนอีกฝ่ายถึงกับนิ่งอึ้งกับคำตอบที่ดูรวดเร็ว
“ไม่ขอเวลาคิดก่อนรึ...?”
หลังพูดตอบรับได้ไม่นานเธอก็เริ่มรู้สึกตัวกับสิ่งที่ได้ทำลงไป ความละอายเริ่มกลับเข้ามาสังเกตเห็นได้จากใบหน้าที่เริ่มแดงก่ำเธอใช้เวลาตั้งสติคิดอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มขยับปากพูดต่อ
“ไม่ต้องหรอกค่ะเงินตั้งสองแสนฉันไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนคุณได้หมดหรอก”
หึหึหึอ้อยเข้าปากช้างขนาดนี้ อยู่ ๆ ฟ้าก็ส่งชายหนุ่มมาให้เธอมีใจ จะยอมปล่อยโอกาสนี้ไปได้ยังไงจากการแต่งงานหลอก ๆ เธอจะเปลี่ยนมันให้เป็ความจริงให้ได้เลย... ทั้งหมดนี่คือความคิดที่ได้หลังจากเธอใช้สติทั้งหมดคิดออกมาในไม่กี่วินาทีก่อนหน้า
“ดี!!คุยง่ายดี เดี๋ยวผมจะแจ้งวันให้คุณมาเจอผมที่นี่ คุยเื่สัญญาของเรา”
“ก็ดีค่ะมีสัญญาไว้ก็ดี”
พลับพลึงตอบตกลงแต่ก็แอบยกยิ้มมุมปากหมายมาดในใจ เธอจะเปลี่ยนจากสัญญากระดาษเป็สัญญาใจให้ได้เลย