ทั้งโลกเหมือนระเบิดออกเป็นสีขาววาบเดียว
แสงเพลิงสีขาวกับแสงน้ำแข็งสีครามอ่อนจนเกือบฟ้าระเบิดฟาดกันกลางเวทีอย่างไม่มีใครยั้ง!!
มันไม่ใช่แค่พลัง!!
แต่มันคือเจตจำนงของสองจิตใจที่ยอมเผาทิ้งทุกอย่างในตัวเองเพื่อท่าเดียว..
ท่าสุดท้าย..
แรงระเบิดนั่นกึกก้องจนกลืนเสียงคนทั้งหมื่นลงไปในพริบตาเดียว
เหลือไว้แค่เสียงสะท้อนในหู ที่ยังดังอยู่..
นานกว่าที่ใจจะรับไหว..
ผมที่อยู่บนอัฒจันทร์ยังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน มันเหมือนแรงกระแทกจากข้างใน
ไม่ใช่แค่หินใต้เท้าที่ไหวสะเทือน แต่เป็นบางอย่างในอกที่เหมือนจะกระเพื่อมตาม
ผมยกแขนขึ้นบังหน้าโดยไม่ต้องคิด เศษฝุ่น เศษพลังงาน ฟาดเข้ามาเหมือนทะเลคลั่ง กระแทกทั้งร้อนและเย็นใส่ร่างเหมือนจะทดสอบว่าใครควรได้อยู่ดูต่อ
แล้ว..
ทุกอย่างก็เงียบ..
เงียบจนเหมือนโลกถูกหยุดเวลา ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจจากใครรอบข้าง
เงียบแบบที่ถ้าหัวใจหยุดเต้นไปตอนนั้น..
ผมก็คงไม่รู้ตัว..
ม่านฝุ่นควันเริ่มสลายตัวลงอย่างช้า ๆ
ช้ามากพอให้ความกลัวมันไต่ขึ้นมาทีละนิดจนเส้นประสาทตามตัวยังสั่นกระตุกตาม
แล้วภาพตรงหน้าก็ชัดขึ้น..
สนามประลองพังยับ พื้นหินที่เคยแน่นหนากลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ มีทั้งน้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย และรอยไหม้ดำสนิทที่ไม่มีทางลบ
มันแทบจะไม่เหลือเคล้าโครงของเวทีประลองอีกแล้ว..
มันแทบไม่ต่างกับซากประหลังหักพังที่ดูละลายจากอดีต..
ภาพที่ผมเห็นเป็นคนแรกคือโหวหวัง..
ไอ้หมอนั่น.. เพื่อนรักของผม..
ตอนนี้มันคุกเข่าอยู่กับพื้น มือทั้งสองยังกำด้ามกระบองที่ตอนนี้.. ถูกน้ำแข็งห่อหุ้มเอาไว้ทั้งแท่ง ไม่เห็นแม้แต่การกระเพื่อมของเศษเปลวนิพพาน
มันแทบจะไม่ใช่อาวุธที่ใช้การได้เลยด้วยซ้ำในสภาพแบบนี้
แต่มันกลายเป็นหลักที่โหวหวังพยายามใช้ยันร่างกายไว้ เหมือนจะบอกกับตัวเองว่ายังยืนไหว
ทั้งที่ความจริง..
เพื่อนของผมแทบจะล้มอยู่แล้ว
ที่กลางอกของมัน..
มีรอยฟันรอยยาวประดับอยู่พร้อมด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะติดอยู่บนนั้น
ผมไม่รู้ว่าเป็นความใจดีห้วงสุดท้ายหรือเปล่า
แต่เพราะน้ำแข็งที่ฉาบแผลนั้นของโหวหวัง..
มันได้ช่วยห้ามเลือดของหมอนั่นไม่ให้ไหลออกมา
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ..
ไอเย็นรอบปากแผลมันได้กัดกินจนขอบแผลซีดขาว ต่อให้หวังใช้เกล็ดน้ำแข็งห้ามเลือด..
แต่ก็ดูเป็นวิธีที่ซาดิสท์จนเกินไป ทำให้ตัวของโหวหวังสั่นเทาจากไอเย็นที่มุ่งตรงอยู่ทางแผลสด
แม้โหวหวังจะพยายามลุกขึ้นเต็มความสูง
แต่ผมก็มองออก..
ว่ามันยืนไม่ไหวแล้ว
เสียงหอบหายใจหนัก ๆ นั่น..!
มันดังยิ่งกว่าเสียงอะไรทั้งหมดในใจของผม ทุกลมหายใจคือการฝืนผ่านความเจ็บปวด และแววตาที่เคยมั่นใจอย่างยิ่งของโหวหวัง
ตอนนี้ว่างเปล่า..
เหมือนมันเองก็ไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างจบลงแบบนี้
คือมันแพ้..
แพ้อย่างสมบูรณ์..
อีกคนที่ยังยืนอยู่คือคิมบีโฮ..
สภาพของหมอนั่นดูดีกว่าเพื่อนของผมมาก..
ผมเห็นหมอนั่นหอบเบา ๆ ไหล่กระตุกขึ้นลงเล็กน้อย แขนเสื้อด้านซ้ายขาดเป็นทาง เห็นผิวเนื้อแดงช้ำจากไฟของโหวหวังที่เฉียดผ่านไป
มันบอกชัดเจนว่าบีโฮเองก็ 'เป็นมนุษย์' เจ็บเป็นช้ำได้ ไม่ใช่หุ่นยนต์แบบที่มันแสดงออกมา
แต่ด้วยสภาพร่างที่สามารถเรียกได้ว่า 'ดูดี' กว่าโหวหวัง
มันจึงเป็นฝ่ายชนะไปในการดวนกันครั้งสุดท้าย..
เป็นชัยชนะที่คู่ควรสำหรับมัน..
คิมบีโฮยืนมองโหวหวังด้วยแววตาเรียบนิ่งเหมือนทุกครั้ง
แต่จะบอกว่าเหมือน.. มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว
คราวนี้..
ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในสายตานั้น
มันคือการยอมรับ.. แบบที่คนอย่างหมอนั่นไม่ได้แสดงให้เห็นมาก่อน
ไม่มีการเย้ย ไม่เหยียบซ้ำ ไม่พูดสักคำเหมือนจะตอกย้ำ
บีโฮแค่ยืนอยู่ตรงนั้น..
แล้วพูดคำเดียวด้วยเสียงที่แทบไม่ต้องออกแรง
“เจ้าแข็งแกร่ง..”
คำพูดแค่คำสั้น ๆ คำนั้น.. จากปากของคนที่แทบไม่เคยพูดอะไรกับใครแบบนั้น
มันหนักยิ่งกว่าคำสรรเสริญเป็นร้อยเป็นพันของผู้ชมบนอัฒจันทร์
มันไม่ใช่แค่ยอมรับในฝีมือ..
แต่มันคือการยอมรับว่าโหวหวัง ได้ทำให้มันต้อง 'จริงจัง' เป็นครั้งแรกของการประลอง
แล้วพอพูดจบ..
หมอนั่นหันหลังเดินลงจากเวทีแบบเงียบ ๆ เหมือนทุกที
แต่รอบนี้มันไม่เหมือนเดิม..
อย่างน้อย ๆ
เพื่อนของผม..
ก็ได้ทำให้คิมบีโฮเดินกะเผลกได้..
ทันทีที่ร่างของคิมบีโฮหายลับจากเวทีไป..
ผมก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งโดยไม่ต้องคิด สมองไม่ทันสั่ง แต่ขาทั้งสองมันไปก่อนแล้ว
ผมพุ่งตรงไปยังเวทีทันที.. สนามที่ยังมีควันกรุ่นจากไฟและเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามซอกหินที่แตกร้าว
ท่านซุนต้าหลี่กับท่านซุนต้าชิงก็ไม่ต่างกัน ทั้งคู่วิ่งขึ้นเวทีพร้อมผมโดยไม่ต้องนัดหมาย
ใคร ๆ อาจจะคิดว่าผมจะวิ่งเข้าไปพยุงโหวหวังทันที แต่เปล่าเลย..
ผมหยุดแค่ข้าง ๆ
สภาพของโหวหวังในตอนนี้ แทบจะทำให้ผมหวนนึกถึงการทำภารกิจเมื่อหลายเดือนก่อน..
ครั้งนั้นมันทำเพื่อปกป้องหนานหงเซียจนเกือบตายมาแล้วหนหนึ่ง..
แต่คราวนี้..
สภาพของมันแทบไม่ต่างจากตอนนั้นเลย..
ท่านผู้เฒ่าวานรรีบทรุดลงข้างหลานชาย น้ำเสียงเขาเรียกเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ใบหน้าเคร่งเครียดเหมือนเป็นคนโดนฟันเอง
ส่วนท่านเจ้าเมืองซุนเดินเข้ามาช้า ๆ แต่เด็ดขาด
มือวางบนชีพจรของลูกชายอย่างมั่นคง
แม้แววตาท่านจะสงบ..
แต่มือสั่นผวาสวนทางกับใบหน้าขรึม..
ส่วนผม..
ผมได้ยืนอยู่แค่ตรงนั้น มองเพื่อนรักที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางเวทีพังพินาศ
ความรู้สึกมันพุ่งเข้ามาไม่ทันตั้งหลัก
โกรธ เจ็บ เสียใจ รู้สึกผิดจนแทบจะอยากตะโกนใส่ท้องฟ้า
และที่โกรธที่สุด..
คือโกรธตัวเอง..
ไม่รู้สิ..
แม้ผมจะไม่ใช่คนที่ทำให้มันเจ็บ..
ไม่ใช่คนที่ผลักให้มันลงมาในสนามประลองนี้..
ไม่ใช่แม้แต่คน.. ที่บอกให้มันสู้สุดตัว..
แต่ผมกลับรู้สึกโกรธตัวเอง..
อาจเป็นเพราะ..
มันคือเพื่อนของผม..
โหวหวังค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองผม แววตาที่เคยดื้อดึง แข็งกร้าว และไม่ยอมใคร
ตอนนี้มันมีเพียงแค่ความรู้สึกผิดที่เอ่อล้นอยู่ข้างใน
“ฉันขอโทษ..
อ้ายหลิว..”
เสียงของมันเบา แหบพร่า เหมือนคนที่ไม่เหลือแรงจะเอื้อนคำ แต่ก็ยังพยายามจะพูดออกมาให้ผมได้ยิน
“ฉันทำไม่สำเร็จ”
คำพูดนั้นมันเบา..
แต่กลับหนักจนใจผมจมหายไปหมด
คำพูดนั่นมันทิ่มเข้ากลางอกผมเต็มแรง
ไม่ใช่แค่คำของคนที่แพ้..
แต่มันเหมือนเสียงที่ตอกย้ำว่า 'แผนที่เราวางไว้ด้วยกัน'
พังทลายลงแล้ว
ผมคุกเข่าลงข้างมัน..
มือวางลงบนไหล่ที่สั่นของเพื่อนแน่น ๆ ไม่ใช่เพื่อปลอบ
แต่เพื่อบอกให้รู้ว่า..
ผมเข้าใจและผมไม่ได้ว่ามัน
“นายทำดีที่สุดแล้ว”
น้ำเสียงของผมหนักแน่นกว่าทุกครั้ง..
ไม่ใช่เพราะอยากให้โหวหวังรู้สึกดีขึ้น
แต่เพราะผมเชื่อแบบนั้นจริง ๆ
“ดีเกินพอด้วยซ้ำ..
พักเถอะ..
ที่เหลือข้าจัดการเอง”
คำพูดนั้นของผมไม่ใช่แค่ปลอบใจ..
มันคือความจริงจากใจทั้งหมดของผม..
ผมไม่คิดโทษโหวหวังเลยสักเสี้ยว..
ไม่แม้แต่จะผิดหวังด้วยซ้ำ!
ตรงกันข้าม..
ผมกลับรู้สึกผิดด้วยซ้ำที่ให้หมอนั่นเป็นคนแบกภาระหนักขนาดนี้คนเดียวตั้งแต่ต้น
ทั้งที่เราวางแผนไว้ด้วยกัน..
แต่กลับผลักให้มันเดินนำไปคนเดียวในสนามที่โหดร้ายที่สุด
ผมรู้ดีว่าเพื่อนของผมคนนี้..
มันทุ่มหมดหน้าตักแล้ว!
ทุกอย่างที่มี..
ไม่เหลืออะไรให้เก็บไว้ใช้แม้แต่เศษปราณ
และเพราะอย่างนั้นเอง..
ตอนนี้มันถึงเป็นตาของผมแล้ว
พวกเราช่วยกันพยุงโหวหวังลงจากเวทีช้า ๆ
เสียงปรบมือดังขึ้นรอบสนาม..
ดังแบบไม่มีการนัดหมาย ไม่ได้ปรบให้ผู้ชนะเพียงคนเดียว แต่ปรบให้คนที่ยืนหยัดได้จนถึงวินาทีสุดท้าย
คนที่แพ้..
แต่แพ้อย่างสง่างามจนไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะ
ขณะที่พวกเรากำลังพยุงโหวหวังกลับไปยังห้องพักนักสู้ สายตาของผมก็กวาดไปทั่วอัฒจันทร์โดยไม่ตั้งใจ
แล้วผมก็เห็น.. อุสางิซากิ
ยัยนั่นยืนอยู่ตรงนั้น มองมาทางเรา
แววตาที่ไม่ได้เปรอะเปื้อนด้วยความสมเพช ไม่ได้ดูถูก เหมือนที่เธอมักใช้มองโหวหวังมาตลอด
แต่กลับเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่คนเคยเจ็บถึงจะเข้าใจ
ความเข้าใจในความพ่ายแพ้..
ความรู้สึกของการถูกบดขยี้โดยพลังที่เหนือกว่าจนทำอะไรไม่ได้
มันคือสายตาที่พูดว่า 'ข้ารู้ดี ว่ามันเจ็บแค่ไหน'
และจากสายตาคู่นั้น.. สายตาผมก็ไหลไปจนหยุดที่อีกคน
เหมือนเป็นสัญชาตญาณ ไม่ก็ความเคยชิน ถึงได้ทำให้ผมหันไปทางนั้น
จนได้เห็นตงเสวี่ยซาน
ตงเสวี่ยซานนั่งไขว่ห้างบนที่นั่งของตระกูลตง ราวกับเวทีตรงหน้าคือการแสดงโขนที่ทำให้มันเบื่อที่จะดู
มุมปากของหมอนั่นโค้งขึ้นนิดหนึ่ง
ไม่ใช่รอยยิ้ม..
แต่เป็นการเยาะเย้ยที่ชัดเจนเกินกว่าใครจะมองไม่ออก
สายตานั่นมองตรงมาที่ผม
ราวกับจะบอกว่า 'เห็นไหมล่ะ? พวกแกมันก็แค่มดปลวก'
ไอ้ท่าทางแบบนั้น..!
การดูถูกเหยียดหยามแบบไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด..!
มันเหมือนคนที่นั่งอยู่สูงและมองเราลงมาราวกับเป็นของไร้ค่า
ผมยืนสบตากลับทันที!
ไม่หลบ ไม่ผงะ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา
ในวินาทีนั้น โลกทั้งเวทีมันเหมือนหายไป เหมือนเหลือแค่ผมกับมัน และความโกรธที่แต่เดิมประดับอยู่ในอก
ตอนนี้มันได้หลอมรวม กลายเป็นบางอย่างที่พุ่งเป้าไปที่หมอนี่แทน
อาจบอกว่าผมพาลก็ได้..
แต่ผมก็ยินดีที่คนที่ผมพาลใส่..
มันคือตงเสวี่ยซาน
หลังจากที่ผมส่งโหวหวังให้ท่านพ่อกับท่านปู่ของมันดูแลต่อ แล้วก็หยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าเวทีตามลำพัง
ไม่รู้ว่าลมจากไหนพัดเข้ามา..
แต่ในใจของผม..
มันเงียบพอที่จะได้ยินเสียงเลือดตัวเองไหลเวียน เส้นเลือดที่มือปูดจนแทบจะระเบิดบอกว่าผมกำหมัดแน่นแค่ไหน
ความพ่ายแพ้ของโหวหวังตอกย้ำบางอย่างในใจผมอีกครั้ง..
'กำแพง' ที่ชื่อคิมบีโฮ มันสูง มันหนา และแข็งแรงจนยากจะข้าม
แต่นั่นแหละ..
ตอนนี้กำแพงของผมไม่ใช่บีโฮ..
แต่คือตงเสวี่ยซาน
ในตอนที่ผมกำลังคิดฟุ้งเฟ้ออยู่..
เสียงของฮูจินดังขึ้นพอดี..
เป็นประกาศชัดเจนทั่วสนามประลอง
“การประลองคู่ต่อไป..
รอบรองชนะเลิศสายบน..
ตงเสวี่ยซานแห่งบ้านตระกูลปีกมังกร..!
ปะทะ!
หลิวเจี้ยน แห่งสำนักกระบี่สี่ขุน!
พักสนามหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) !”
ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อครู่ สลายหายไป เหลือไว้แต่ความเย็นชา และความแน่วแน่ที่ชัดเจนกว่าครั้งไหน ๆ
ผมหันหลังให้อัฒจันทร์ตระกูลซุน หันหลังให้ความพ่ายแพ้ของเพื่อน และหันหน้าเข้าสู่สนามที่ตอนนี้..
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการ 'ลบยิ้มบนหน้าหมอนั่น' ให้ได้
และของขวัญที่ผมจะมอบให้มัน
จะเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับมันแน่นอน
คิดได้แบบนั้น..
ผมก็ไม่อาจสละเวลาที่มีให้เสียเปล่า
ระหว่างที่รอเขาซ่อมสนามประลอง..
ผมก็ได้ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ..
สองชั่วโมงที่ผมได้มา..
ผมต้องฝึกปราณให้ก้าวหน้ากว่านี้ให้ได้!