ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 93 เจตจำนงแห่งวานร

            ทั้งโลกเหมือนระเบิดออกเป็นสีขาววาบเดียว

            แสงเพลิงสีขาวกับแสงน้ำแข็งสีครามอ่อนจนเกือบฟ้าระเบิดฟาดกันกลางเวทีอย่างไม่มีใครยั้ง!!

            มันไม่ใช่แค่พลัง!!

            แต่มันคือเจตจำนงของสองจิตใจที่ยอมเผาทิ้งทุกอย่างในตัวเองเพื่อท่าเดียว..

            ท่าสุดท้าย..

            แรงระเบิดนั่นกึกก้องจนกลืนเสียงคนทั้งหมื่นลงไปในพริบตาเดียว

            เหลือไว้แค่เสียงสะท้อนในหู ที่ยังดังอยู่..

            นานกว่าที่ใจจะรับไหว..

             

            ผมที่อยู่บนอัฒจันทร์ยังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน มันเหมือนแรงกระแทกจากข้างใน

            ไม่ใช่แค่หินใต้เท้าที่ไหวสะเทือน แต่เป็นบางอย่างในอกที่เหมือนจะกระเพื่อมตาม

            ผมยกแขนขึ้นบังหน้าโดยไม่ต้องคิด เศษฝุ่น เศษพลังงาน ฟาดเข้ามาเหมือนทะเลคลั่ง กระแทกทั้งร้อนและเย็นใส่ร่างเหมือนจะทดสอบว่าใครควรได้อยู่ดูต่อ

            แล้ว..

            ทุกอย่างก็เงียบ..

            เงียบจนเหมือนโลกถูกหยุดเวลา ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจจากใครรอบข้าง

            เงียบแบบที่ถ้าหัวใจหยุดเต้นไปตอนนั้น..

            ผมก็คงไม่รู้ตัว..

             

            ม่านฝุ่นควันเริ่มสลายตัวลงอย่างช้า ๆ

            ช้ามากพอให้ความกลัวมันไต่ขึ้นมาทีละนิดจนเส้นประสาทตามตัวยังสั่นกระตุกตาม

            แล้วภาพตรงหน้าก็ชัดขึ้น..

            สนามประลองพังยับ พื้นหินที่เคยแน่นหนากลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ มีทั้งน้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย และรอยไหม้ดำสนิทที่ไม่มีทางลบ

            มันแทบจะไม่เหลือเคล้าโครงของเวทีประลองอีกแล้ว..

            มันแทบไม่ต่างกับซากประหลังหักพังที่ดูละลายจากอดีต..

             

            ภาพที่ผมเห็นเป็นคนแรกคือโหวหวัง..

            ไอ้หมอนั่น.. เพื่อนรักของผม..

            ตอนนี้มันคุกเข่าอยู่กับพื้น มือทั้งสองยังกำด้ามกระบองที่ตอนนี้.. ถูกน้ำแข็งห่อหุ้มเอาไว้ทั้งแท่ง ไม่เห็นแม้แต่การกระเพื่อมของเศษเปลวนิพพาน

            มันแทบจะไม่ใช่อาวุธที่ใช้การได้เลยด้วยซ้ำในสภาพแบบนี้

            แต่มันกลายเป็นหลักที่โหวหวังพยายามใช้ยันร่างกายไว้ เหมือนจะบอกกับตัวเองว่ายังยืนไหว

            ทั้งที่ความจริง..

            เพื่อนของผมแทบจะล้มอยู่แล้ว

             

            ที่กลางอกของมัน..

            มีรอยฟันรอยยาวประดับอยู่พร้อมด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะติดอยู่บนนั้น

            ผมไม่รู้ว่าเป็นความใจดีห้วงสุดท้ายหรือเปล่า

            แต่เพราะน้ำแข็งที่ฉาบแผลนั้นของโหวหวัง..

            มันได้ช่วยห้ามเลือดของหมอนั่นไม่ให้ไหลออกมา

            แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ..

            ไอเย็นรอบปากแผลมันได้กัดกินจนขอบแผลซีดขาว ต่อให้หวังใช้เกล็ดน้ำแข็งห้ามเลือด..

            แต่ก็ดูเป็นวิธีที่ซาดิสท์จนเกินไป ทำให้ตัวของโหวหวังสั่นเทาจากไอเย็นที่มุ่งตรงอยู่ทางแผลสด

            แม้โหวหวังจะพยายามลุกขึ้นเต็มความสูง

            แต่ผมก็มองออก..

            ว่ามันยืนไม่ไหวแล้ว

            เสียงหอบหายใจหนัก ๆ นั่น..!

            มันดังยิ่งกว่าเสียงอะไรทั้งหมดในใจของผม ทุกลมหายใจคือการฝืนผ่านความเจ็บปวด และแววตาที่เคยมั่นใจอย่างยิ่งของโหวหวัง

            ตอนนี้ว่างเปล่า..

            เหมือนมันเองก็ไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างจบลงแบบนี้

            คือมันแพ้..

            แพ้อย่างสมบูรณ์..

             

            อีกคนที่ยังยืนอยู่คือคิมบีโฮ..

            สภาพของหมอนั่นดูดีกว่าเพื่อนของผมมาก..

            ผมเห็นหมอนั่นหอบเบา ๆ ไหล่กระตุกขึ้นลงเล็กน้อย แขนเสื้อด้านซ้ายขาดเป็นทาง เห็นผิวเนื้อแดงช้ำจากไฟของโหวหวังที่เฉียดผ่านไป

            มันบอกชัดเจนว่าบีโฮเองก็ 'เป็นมนุษย์' เจ็บเป็นช้ำได้ ไม่ใช่หุ่นยนต์แบบที่มันแสดงออกมา

            แต่ด้วยสภาพร่างที่สามารถเรียกได้ว่า 'ดูดี' กว่าโหวหวัง

            มันจึงเป็นฝ่ายชนะไปในการดวนกันครั้งสุดท้าย..

            เป็นชัยชนะที่คู่ควรสำหรับมัน..

             

            คิมบีโฮยืนมองโหวหวังด้วยแววตาเรียบนิ่งเหมือนทุกครั้ง

            แต่จะบอกว่าเหมือน.. มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว

            คราวนี้..

            ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในสายตานั้น

            มันคือการยอมรับ.. แบบที่คนอย่างหมอนั่นไม่ได้แสดงให้เห็นมาก่อน

            ไม่มีการเย้ย ไม่เหยียบซ้ำ ไม่พูดสักคำเหมือนจะตอกย้ำ

            บีโฮแค่ยืนอยู่ตรงนั้น..

            แล้วพูดคำเดียวด้วยเสียงที่แทบไม่ต้องออกแรง

            “เจ้าแข็งแกร่ง..”

            คำพูดแค่คำสั้น ๆ คำนั้น.. จากปากของคนที่แทบไม่เคยพูดอะไรกับใครแบบนั้น

            มันหนักยิ่งกว่าคำสรรเสริญเป็นร้อยเป็นพันของผู้ชมบนอัฒจันทร์

            มันไม่ใช่แค่ยอมรับในฝีมือ..

            แต่มันคือการยอมรับว่าโหวหวัง ได้ทำให้มันต้อง 'จริงจัง' เป็นครั้งแรกของการประลอง

             

            แล้วพอพูดจบ..

            หมอนั่นหันหลังเดินลงจากเวทีแบบเงียบ ๆ เหมือนทุกที

            แต่รอบนี้มันไม่เหมือนเดิม..

            อย่างน้อย ๆ

            เพื่อนของผม..

            ก็ได้ทำให้คิมบีโฮเดินกะเผลกได้..

             

            ทันทีที่ร่างของคิมบีโฮหายลับจากเวทีไป..

            ผมก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งโดยไม่ต้องคิด สมองไม่ทันสั่ง แต่ขาทั้งสองมันไปก่อนแล้ว

            ผมพุ่งตรงไปยังเวทีทันที.. สนามที่ยังมีควันกรุ่นจากไฟและเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามซอกหินที่แตกร้าว

            ท่านซุนต้าหลี่กับท่านซุนต้าชิงก็ไม่ต่างกัน ทั้งคู่วิ่งขึ้นเวทีพร้อมผมโดยไม่ต้องนัดหมาย

            ใคร ๆ อาจจะคิดว่าผมจะวิ่งเข้าไปพยุงโหวหวังทันที แต่เปล่าเลย..

            ผมหยุดแค่ข้าง ๆ

            สภาพของโหวหวังในตอนนี้ แทบจะทำให้ผมหวนนึกถึงการทำภารกิจเมื่อหลายเดือนก่อน..

            ครั้งนั้นมันทำเพื่อปกป้องหนานหงเซียจนเกือบตายมาแล้วหนหนึ่ง..

            แต่คราวนี้..

            สภาพของมันแทบไม่ต่างจากตอนนั้นเลย..

             

            ท่านผู้เฒ่าวานรรีบทรุดลงข้างหลานชาย น้ำเสียงเขาเรียกเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

            ใบหน้าเคร่งเครียดเหมือนเป็นคนโดนฟันเอง

            ส่วนท่านเจ้าเมืองซุนเดินเข้ามาช้า ๆ แต่เด็ดขาด

            มือวางบนชีพจรของลูกชายอย่างมั่นคง

            แม้แววตาท่านจะสงบ..

            แต่มือสั่นผวาสวนทางกับใบหน้าขรึม..

             

            ส่วนผม..

            ผมได้ยืนอยู่แค่ตรงนั้น มองเพื่อนรักที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางเวทีพังพินาศ

            ความรู้สึกมันพุ่งเข้ามาไม่ทันตั้งหลัก

            โกรธ เจ็บ เสียใจ รู้สึกผิดจนแทบจะอยากตะโกนใส่ท้องฟ้า

            และที่โกรธที่สุด..

            คือโกรธตัวเอง..

             

            ไม่รู้สิ..

            แม้ผมจะไม่ใช่คนที่ทำให้มันเจ็บ..

            ไม่ใช่คนที่ผลักให้มันลงมาในสนามประลองนี้..

            ไม่ใช่แม้แต่คน.. ที่บอกให้มันสู้สุดตัว..

            แต่ผมกลับรู้สึกโกรธตัวเอง..

            อาจเป็นเพราะ..

            มันคือเพื่อนของผม..

             

            โหวหวังค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองผม แววตาที่เคยดื้อดึง แข็งกร้าว และไม่ยอมใคร

            ตอนนี้มันมีเพียงแค่ความรู้สึกผิดที่เอ่อล้นอยู่ข้างใน

            “ฉันขอโทษ..

            อ้ายหลิว..”

            เสียงของมันเบา แหบพร่า เหมือนคนที่ไม่เหลือแรงจะเอื้อนคำ แต่ก็ยังพยายามจะพูดออกมาให้ผมได้ยิน

            “ฉันทำไม่สำเร็จ”

            คำพูดนั้นมันเบา..

            แต่กลับหนักจนใจผมจมหายไปหมด

            คำพูดนั่นมันทิ่มเข้ากลางอกผมเต็มแรง

            ไม่ใช่แค่คำของคนที่แพ้..

            แต่มันเหมือนเสียงที่ตอกย้ำว่า 'แผนที่เราวางไว้ด้วยกัน'

            พังทลายลงแล้ว

             

            ผมคุกเข่าลงข้างมัน..

            มือวางลงบนไหล่ที่สั่นของเพื่อนแน่น ๆ ไม่ใช่เพื่อปลอบ

            แต่เพื่อบอกให้รู้ว่า..

            ผมเข้าใจและผมไม่ได้ว่ามัน

            “นายทำดีที่สุดแล้ว”

            น้ำเสียงของผมหนักแน่นกว่าทุกครั้ง..

            ไม่ใช่เพราะอยากให้โหวหวังรู้สึกดีขึ้น

            แต่เพราะผมเชื่อแบบนั้นจริง ๆ

            “ดีเกินพอด้วยซ้ำ..

            พักเถอะ..

            ที่เหลือข้าจัดการเอง”

            คำพูดนั้นของผมไม่ใช่แค่ปลอบใจ..

            มันคือความจริงจากใจทั้งหมดของผม..

             

            ผมไม่คิดโทษโหวหวังเลยสักเสี้ยว..

            ไม่แม้แต่จะผิดหวังด้วยซ้ำ!

            ตรงกันข้าม..

            ผมกลับรู้สึกผิดด้วยซ้ำที่ให้หมอนั่นเป็นคนแบกภาระหนักขนาดนี้คนเดียวตั้งแต่ต้น

            ทั้งที่เราวางแผนไว้ด้วยกัน..

            แต่กลับผลักให้มันเดินนำไปคนเดียวในสนามที่โหดร้ายที่สุด

            ผมรู้ดีว่าเพื่อนของผมคนนี้..

            มันทุ่มหมดหน้าตักแล้ว!

            ทุกอย่างที่มี..

            ไม่เหลืออะไรให้เก็บไว้ใช้แม้แต่เศษปราณ

            และเพราะอย่างนั้นเอง..

            ตอนนี้มันถึงเป็นตาของผมแล้ว

             

            พวกเราช่วยกันพยุงโหวหวังลงจากเวทีช้า ๆ

            เสียงปรบมือดังขึ้นรอบสนาม..

            ดังแบบไม่มีการนัดหมาย ไม่ได้ปรบให้ผู้ชนะเพียงคนเดียว แต่ปรบให้คนที่ยืนหยัดได้จนถึงวินาทีสุดท้าย

            คนที่แพ้..

            แต่แพ้อย่างสง่างามจนไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะ

             

            ขณะที่พวกเรากำลังพยุงโหวหวังกลับไปยังห้องพักนักสู้ สายตาของผมก็กวาดไปทั่วอัฒจันทร์โดยไม่ตั้งใจ

            แล้วผมก็เห็น.. อุสางิซากิ

            ยัยนั่นยืนอยู่ตรงนั้น มองมาทางเรา

            แววตาที่ไม่ได้เปรอะเปื้อนด้วยความสมเพช ไม่ได้ดูถูก เหมือนที่เธอมักใช้มองโหวหวังมาตลอด

            แต่กลับเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่คนเคยเจ็บถึงจะเข้าใจ

            ความเข้าใจในความพ่ายแพ้..

            ความรู้สึกของการถูกบดขยี้โดยพลังที่เหนือกว่าจนทำอะไรไม่ได้

            มันคือสายตาที่พูดว่า 'ข้ารู้ดี ว่ามันเจ็บแค่ไหน'

             

            และจากสายตาคู่นั้น.. สายตาผมก็ไหลไปจนหยุดที่อีกคน

            เหมือนเป็นสัญชาตญาณ ไม่ก็ความเคยชิน ถึงได้ทำให้ผมหันไปทางนั้น

            จนได้เห็นตงเสวี่ยซาน

             

            ตงเสวี่ยซานนั่งไขว่ห้างบนที่นั่งของตระกูลตง ราวกับเวทีตรงหน้าคือการแสดงโขนที่ทำให้มันเบื่อที่จะดู

            มุมปากของหมอนั่นโค้งขึ้นนิดหนึ่ง

            ไม่ใช่รอยยิ้ม..

            แต่เป็นการเยาะเย้ยที่ชัดเจนเกินกว่าใครจะมองไม่ออก

            สายตานั่นมองตรงมาที่ผม

            ราวกับจะบอกว่า 'เห็นไหมล่ะ? พวกแกมันก็แค่มดปลวก'

             

            ไอ้ท่าทางแบบนั้น..!

            การดูถูกเหยียดหยามแบบไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด..!

            มันเหมือนคนที่นั่งอยู่สูงและมองเราลงมาราวกับเป็นของไร้ค่า

            ผมยืนสบตากลับทันที!

            ไม่หลบ ไม่ผงะ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา

            ในวินาทีนั้น โลกทั้งเวทีมันเหมือนหายไป เหมือนเหลือแค่ผมกับมัน และความโกรธที่แต่เดิมประดับอยู่ในอก

            ตอนนี้มันได้หลอมรวม กลายเป็นบางอย่างที่พุ่งเป้าไปที่หมอนี่แทน

            อาจบอกว่าผมพาลก็ได้..

            แต่ผมก็ยินดีที่คนที่ผมพาลใส่..

            มันคือตงเสวี่ยซาน

             

            หลังจากที่ผมส่งโหวหวังให้ท่านพ่อกับท่านปู่ของมันดูแลต่อ แล้วก็หยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าเวทีตามลำพัง

            ไม่รู้ว่าลมจากไหนพัดเข้ามา..

            แต่ในใจของผม..

            มันเงียบพอที่จะได้ยินเสียงเลือดตัวเองไหลเวียน เส้นเลือดที่มือปูดจนแทบจะระเบิดบอกว่าผมกำหมัดแน่นแค่ไหน

            ความพ่ายแพ้ของโหวหวังตอกย้ำบางอย่างในใจผมอีกครั้ง..

            'กำแพง' ที่ชื่อคิมบีโฮ มันสูง มันหนา และแข็งแรงจนยากจะข้าม

            แต่นั่นแหละ..

            ตอนนี้กำแพงของผมไม่ใช่บีโฮ..

            แต่คือตงเสวี่ยซาน

             

            ในตอนที่ผมกำลังคิดฟุ้งเฟ้ออยู่..

            เสียงของฮูจินดังขึ้นพอดี..

            เป็นประกาศชัดเจนทั่วสนามประลอง

            “การประลองคู่ต่อไป..

            รอบรองชนะเลิศสายบน..

            ตงเสวี่ยซานแห่งบ้านตระกูลปีกมังกร..!

            ปะทะ!

            หลิวเจี้ยน แห่งสำนักกระบี่สี่ขุน!

            พักสนามหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) !”

             

            ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

            แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อครู่ สลายหายไป เหลือไว้แต่ความเย็นชา และความแน่วแน่ที่ชัดเจนกว่าครั้งไหน ๆ

            ผมหันหลังให้อัฒจันทร์ตระกูลซุน หันหลังให้ความพ่ายแพ้ของเพื่อน และหันหน้าเข้าสู่สนามที่ตอนนี้..

            ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการ 'ลบยิ้มบนหน้าหมอนั่น' ให้ได้

            และของขวัญที่ผมจะมอบให้มัน

            จะเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับมันแน่นอน

             

            คิดได้แบบนั้น..

            ผมก็ไม่อาจสละเวลาที่มีให้เสียเปล่า

            ระหว่างที่รอเขาซ่อมสนามประลอง..

            ผมก็ได้ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ..

            สองชั่วโมงที่ผมได้มา..

            ผมต้องฝึกปราณให้ก้าวหน้ากว่านี้ให้ได้!

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน