หลังจากหายเข้าไปในกำไลมิตินานกว่าสามชั่วยาม มู่เชียนก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องของโรงเตี๊ยมอีกครั้ง … ราวกับรออยู่นาน หู่อู่ก้าวเท้าเร็วรี่เข้ามาในห้องของนายสาวทันที
มู่เชียนนึกดีใจอย่างมาก คิดจะสอบถามเขาถึงเรื่องของการสร้างตราประทับจำลอง ทว่าชายหนุ่มกลับทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้านางเสียก่อน สีหน้าของเขาดูร้อนใจอย่างมาก
“นายหญิง ทางต้าเยว่ส่งข่าวมา… ดูเหมือนฝ่าบาทจะเกิดเรื่อง”
“เกิดเรื่อง ? เขาเป็นอะไร.. ?” เสียงใสเอ่ยถามอย่างกังวล นางไม่ได้พูดคุยกับเขาหลายวันก็จริง ทว่าผู้เก่งกาจเหนือใครในใต้หล้าเช่นนั้น จะเกิดเรื่องใดได้…
“ทรงมีท่าทีผิดปกติไป ทั้งยังรับสั่งให้หู่ซื่อโจมตีแคว้นต้าหนาน ….ประหารราชวงศ์ต้าหนานทั้งหมด” หู่ซื่อคือตัวแทนของกองทัพ ในเมื่อให้เขาลงมือเช่นนั้นย่อมหมายถึงเยว่เทียนหงคิดทำลายแคว้นต้าหนานแล้ว
“เขาจะก่อสงครามกับต้าหนานหรือ.. เหตุใดเล่า ?” มู่เชียนยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก
“..ทรงให้ติดประกาศทั่วแคว้นผู้ใดล่วงเกินท่านต้องโทษประหาร…!! ” ความในใจของฝ่าบาทนั้นเขาย่อมไม่กล้าเอ่ย ได้แต่บอกเล่าคำสั่งของพระองค์ให้นางฟังเท่านั้น
ได้ยินเช่นนี้เด็กสาวก็นิ่งอึ้งไป.. หนานจงเยว่และราชาแห่งต้าเยว่ร่วมมือกับกลุ่มคนชุดดำเข้าโจมตีหมู่ตึกพฤกษา ทั้งยังทำให้ความลับเรื่องฐานะของนางรั่วไหล ..คำสั่งนี้เขาทำเพื่อปกป้องนาง ?!
“หู่ซื่อออกคำสั่งรวบรวมกำลังทหารแล้ว หากท่านคิดจะยับยั้งก็รีบลงมือเถิด…” เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฝ่าบาททรงประหารราชนิกูลจากแคว้นต่างๆไปถึงสองราชวงศ์… หากยังมีราชวงศ์ที่สาม ฝ่าบาทของพวกเขาคงกลายเป็นมารร้ายโหดเหี้ยม ในสายตาคนทั้งแผ่นดินเป็นแน่
มู่เชียนพยักหน้ารับก่อนจะหยิบกระจกวิญญาณที่ไม่ได้แตะต้องมาหลายวันขึ้นมาถือไว้ นางลังเลเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงเรียกเข้าไป..
“ท่าน…..”
….
“ นี่..”
……
“ฝ่าบาท…. ได้ยินหรือไม่ ?”
……. ผ่านไปครู่ใหญ่กลับไม่มีเสียงใดๆตอบรับกลับมา เด็กสาวพลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมาก
“เทียนหง… ท่านได้ยินข้าเรียกหรือไม่ ?!”
“อืมม….” ในที่สุดมู่เชียนก็ได้ยินเสียงเขาแล้ว… เสียงนั้นฟังอ่อนแรงอย่างยิ่ง ทว่าเด็กสาวกลับไม่ทันได้นึกใส่ใจ เนื่องจากนางมีเรื่องอื่นที่ต้องรีบจัดการโดยด่วน
“ข้าจะบอกท่านว่าข้าปลอดภัย ท่านอย่าได้หุนหันก่อสงคราม ต้าหนานเป้นบ้านเกิดข้า คนที่ข้าห่วงใยล้วนอยู่ที่นี่ ข้าไม่ต้องการให้พวกเขาเดือดร้อน”
….. เสียงทุ้มเงียบไปอีกครั้ง ทำให้มู่เชียนไม่แน่ใจนัก ว่ากระจกบานนี้มีปัญหาหรือไม่.. มือบางพลิกกระจกเคาะกับฝ่ามือเบาๆครั้งหนึ่ง แล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
“ท่านได้ยินข้าหรือไม่?”
“ได้ยินสิ” น้ำเสียงแหบห้าวฟังดูแจ่มใสขึ้นเล็กน้อย กิริยาของนางเมื่อครู่เขาย่อมมองเห็นอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กระจกวิญญาณที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากต้องถูกทำลาย เขาไม่อาจเงียบได้แล้ว…
“อย่าก่อสงครามเลยนะ” เสียงหวานเอ่ยราวกับจะอ้อนวอน.. ทำให้คนอีกฝั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นมาก
“เช่นนั้นก็ไม่มีสงคราม…. แค่ประหารราชวงศ์ทั้งหมด”
“แต่องค์ชายใหญ่หนานจื่อชิ่งเป็นว่าที่สามีของศิษย์พี่ข้า ทั้งนิสัยก็ไม่เลว ท่านจะฆ่าเขาเพื่ออะไร ?”
“ข้าจะเว้นเขาไว้ให้” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่งๆ
“หนานจื่อฉง นางเป็นศิษย์พี่ของน้องชายข้า..” มู่เชียนรู้สึกว่าระหว่างพวกเขาเหมือนมีสายสัมพันธ์บางอย่างที่นางก็ไม่มั่นใจนัก
“งั้นก็เว้นนางอีกคน..”
“แล้วเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง เด็กหญิง เด็กชายเล่า พวกเขามีความผิดใด ?” มู่เชียนยังคงเอ่ยโต้แย้งต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
หู่อู่ได้แต่ลอบถอนหายใจให้กับความกล้าหาญของนาง… หากวันนี้เป็นผู้อื่น กล้าเอ่ยกับพระองค์เช่นนี้ หากไม่ทรงเมินเฉยก็คงถูกสังหารไปตั้งแต่คำแรกที่กล้าโต้เถียงพระองค์แล้ว
…… เยว่เทียนหงไม่ตอบคำถาม มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ลอดผ่านมาทำให้ นางรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนั้น มู่เชียนคิดถึงคำสั่งอันโหดร้าย แล้วก็ยิ่งคิดกังวลถึงอนาคตของเขามากขึ้น
“ข้าไม่อยากให้ท่านฆ่าคน ได้หรือไม่…?” ยิ่งเขาลงมือโหดเหี้ยมเท่าไร ปราณธาตุมืดในร่างก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น และอายุของเขาก็จะยิ่งสั้นลงเรื่อยๆด้วยเช่นกัน เสียงใสที่เอ่ยนั้นจึงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
…. ไม่ฆ่าคนหรือ…. ด้วยฐานะของเขาจะเป็นไปได้อย่างไร ดีที่สุดที่เขาทำได้ก็คือ… ฆ่าโดยไม่ให้นางรู้ !
“เจ้าจะเอาอย่างไร ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอ่อนใจ ทว่าก็ทำให้มู่เชียนยิ้มออกมาได้ทันที
“ข้าขอจัดการเรื่องนี้เอง… ท่านดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว” รอยยิ้มงดงามนั้นทำให้คนที่เฝ้ามองจากอีกฝั่งรู้สึกดีขึ้นมาก
“ข้าอยากดูแลเจ้ามากกว่า…” เสียงทุ้มที่ดังสวนออกมา ทำให้ใบหน้าเล็กปรากฏริ้วแดงซ่านขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าที่ยามนี้งดงามอยู่แล้วยิ่งงดงามขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า
“ข้าอยากดูแลเจ้า….” เสียงทุ้มอ่อนโยนเอ่ยย้ำอีกครั้ง ราวต้องการให้นางทราบว่า นี่คือปรารถนาจากใจจริง
“…… เช่นนั้นท่านช่วยดูแลตระกูลมู่ให้ข้าได้หรือไม่ ?” เด็กสาวเอ่ย
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยขอความช่วยเหลือจากเขา แน่นอนว่าเป็นความห่วงใยที่นางที่ต่อตระกูลอย่างแท้จริง นอกจากนั้นให้เขาดูแลนางด้วยการทำเรื่องเช่นนี้ย่อมดีกว่า การไปก่อสงครามหรือฆ่าคนตาย
“ตกลง…” เสียงรับอย่างอ่อนโยนทว่ากลับฟังดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด และครั้งนี้มู่เชียนก็เริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติได้แล้ว
“เหตุใดข้าไม่เห็นหน้าท่าน ?”
“อยากเห็นหน้าข้า…เชียนเชียนหายโกรธข้าแล้วหรือ ?” เสียงทุ้มแผ่วเบายั่วเย้า ทำให้นางไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องการเห็นหน้าเขาอีก นางยังมีชนักติดหลังเรื่องที่ไม่ยอมพูดคุยกับเขาเมื่อหลายวันก่อน
“ข้าไม่ได้โกรธนะ แค่ไม่รู้จะพูดอะไรเท่านั้น” เด็กสาวเอ่ยแก้อย่างขัดเขิน ไม่เพียงไม่รู้จะพูดอะไร ที่จริงนางยังไม่รู้จะทำหน้าเช่นไรด้วย.. ใบหน้าเล็กที่ขึ้นสีอยู่นั้นนั้น ทำให้หัวใจของคนที่มองอยู่อีกฝั่งเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“เชียนเชียน… ข้าอยากพักสักหน่อย… ช่วยเล่าเรื่องอะไรก็ได้ให้ข้าฟังที”
“อยากพักก็ไปนอนสิ..” เด็กสาวตอบกลับอย่างงุนงง
“ข้าอยากฟังเสียงเจ้า แต่ไม่อยากพูดจา.. ไม่ได้หรือ ?”
….. มู่เชียนอึ้งไป ใครจะกล้าพูดว่าไม่ได้ ในเมื่อเสียงทุ้มแผ่วเบานั้น ฟังดูออดอ้อนเพียงนี้
“ว่าอย่างไร ข้ากำลังต้องการความช่วยเหลือจากเจ้านะ….” กระแสเสียงแผ่วเบาออดอ้อนชวนให้หน้าแดง ทว่ากลับแฝงเร้นด้วยความจนใจ ราวกับว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจากนางจริงๆ …มู่เชียนสูดหายใจหนึ่งครั้งก่อนจะตัดสินใจทำตามคำขอ
หู่อู่ก้าวออกจากห้องนายสาวไปอย่างเงียบๆ น้ำตาชายหนุ่มรื้นขึ้นมาเมื่อได้ฟังเสียงอ่อนโยนของนายเหนือหัว มู่เชียนคือความสุขของฝ่าบาทโดยแท้ เขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องนางแทนพระองค์ที่อยู่ห่างไกล แม้ต้องแลกด้วยชีวิตเขาก็จะไม่ลังเล
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งใจดำอย่างมาก เขาปฏิเสธที่จะให้ที่พักกับหญิงชราในคืนหิมะตก … ที่แท้หญิงชรานางนั้นเป็นแม่มด นางจึงสาปให้เขากลายเป็นอสุรกายน่าเกลียด พร้อมกับทิ้งดอกกุหลาบไว้หนึ่งดอก กล่าวว่า เขาเป็นคนเย่อหยิ่ง มองคนแต่ภายนอก ก่อนที่กลับดอกกุหลาบนี้จะร่วงหล่นหมดสิ้น เขาต้องตามหารักแท้ของเขาให้พบ คำสาปจึงจะคลาย หาไม่แล้วเขาจะต้องเป็นอสุรกายไปตลอดกาล….”
เสียงใสดุจระฆังบอกเล่าเรื่องเทพนิยายในโลกก่อนด้วยท่วงทำนองเรียบเรื่อยไม่เร่งร้อน ปราณสีทองที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นค่อยๆแทรกซึมผ่านกระจกเข้าเยียวยาจิตใจ และปลอบประโลมความบ้าคลั่งในร่างของราชาผู้ยิ่งใหญ่ให้สงบลงได้
เยว่เทียนหงนอนหงายอยู่บนพื้นเย็นเยียบ ห้องโถงกว้างสีดำนั้นยังคงมืดสนิท ทั่วร่างสูงเต็มไปด้วยบาดแผลจากการอาละวาดของตนเอง ราชาผู้อยู่เหนือใต้หล้ายามนี้ผมเผ้าสยายยุ่งเหยิง ดูทรุดโทรมผิดตา ทว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นกลับเปล่งประกายอ่อนโยนราวกับเป็นคนละคน
เขาไม่อยากให้นางต้องรับรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย…..
“จากนั้นพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป…” หลังผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงใสเอ่ยตอนจบของเทพนิยายออกมา
“อสุรกายนั่น ช่างเหมือนข้านัก” เสียงทุ้มเอ่ย ทว่ามู่เชียนกลับหัวเราะออกมา
“เหมือนอย่างไร… ท่านงดงามปานนั้น.. หากท่านต้องการรักแท้เพื่อแก้คำสาป หญิงสาวทั้งหลายในใต้หล้า คงกรูกันเข้ามาให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว แถวยาวตั้งแต่ทวีปใต้จนจรดทวีปเหนือ” คำพูดเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะออกมาหลายครั้ง บรรยากาศระหว่างพวกเขานั้นอบอวลไปด้วยความสุข
“เจ้าเล่านิทานได้ดี” เขาเอ่ยชมอย่างจริงใจ
“เช่นนั้น …วันหน้าข้าจะเล่าให้ท่านฟังอีก ” เสียงใสเอ่ยตอบ พร้อมเผยรอยยิ้มงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ
เยว่เทียนหงเหม่อมองรอยยิ้มแสนหวานนั้นครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนสายตาออกมาได้ด้วยรู้สึกตัวว่า มารร้ายเช่นเขาไม่คู่ควรกับจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์เช่นนี้ ดวงตาสีเทาอบอุ่นของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นอีกครั้ง
“เชียนเชียน”
“หืม…”
“หากมีวันหนึ่งข้าอาจกลายเป็นสัตว์ร้ายไป จงอย่าลังเลที่จะกำจัดข้า”
หากการที่หู่อู่เอ่ยว่าเขาเกิดเรื่องทำให้นางนึกเป็นห่วง ประโยคนี้ของเขาก็ทำให้นางตื่นตะลึงไปแล้ว
“ท่าน … พูดอะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่ ?!” เสียงใสเอ่ยร้อนรน ทว่าเยว่เทียนหงยังคงเอ่ยตอบอย่างเฉยชาดังเดิม
“จำคำของข้าไว้ หากวันหนึ่งข้าไม่เหมือนเดิม จงอย่าได้ใจอ่อน กำจัดข้าเสีย มิเช่นนั้น เจ้าอาจต้องตายด้วยมือข้า !! ”
ภาพพระบิดาที่เกือบจะฆ่ามารดาต่อหน้าตนยังคงติดตาอยู่ ยิ่งรักมากผูกพันมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ที่ผ่านมาเขาจึงไม่ยินยอมที่จะผูกพันกับผู้ใด ปรารถนาที่จะตายไปโดยสงบเพียงลำพัง
ทว่าเขากลับได้พบนาง … โดยไม่ทันรู้ตัว เด็กสาวร่างเล็กตรงหน้ากลับมีอิทธิพลมากมายต่อความรู้สึกของเขา ไม่ว่าจะ สุข ทุกข์ โกรธ ขบขัน เอ็นดู รวมถึงความรู้สึกอ่อนหวานบางอย่างที่ใกล้เคียงกับคำว่า.. รัก
ชายหนุ่มเย็นชาที่ไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเหล่านี้ จึงทั้งหวงแหนและห่วงใยนางอย่างไม่อาจห้ามได้ และนั่นให้ทำให้เยว่เทียนหงมั่นใจว่า หากวันใดที่ตนบ้าคลั่งขึ้นมา นางจะตกเป็นเป้าหมายแรกของเขาอย่างแน่นอน และในเมื่อไม่อาจฝืนความรู้สึกได้ เขาจึงได้แต่เตือนนางเอาไว้ล่วงหน้าด้วยความเป็นห่วง
“หากข้า..” เยว่เทียนหงกำลังจะเอ่ยย้ำอีกครั้ง ทว่าเสียงใสตรงหน้ากลับตวาดเสียงกร้าวออกมาก่อน
“ไม่เอา…!! ” แค่คิดว่าตนต้องลงมือฆ่าเขา ใจของนางก็ปวดแปลบไปหมดแล้ว
“ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร …. เทพอสูรพฤกษา บอกว่าข้าสามารถช่วยท่านได้ ขอเพียงท่านยินยอม… ” เด็กสาวเอ่ยเรื่องเงื่อนไขต่างๆออกมาให้เขาฟัง ไม่ว่าเรื่องปราณยุทธ์ที่ลดลง เสียสละวิญญาณบางส่วน รวมถึงเรื่องของแคว้นต้าเยว่ที่อาจตกต่ำลง … แม้จะมีข้อเรียกร้องมากมาย ทว่าสิ่งเหล่านี้จะสำคัญเท่าชีวิตของเขาหรือ ?
ชายหนุ่มนิ่งฟังจนจบ ก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาว เยว่เทียนหงทราบดีในความตั้งใจของนางที่จะช่วยชีวิตเขา… ทว่า
“เรื่องราวไม่ง่ายดายเช่นนั้น … ศัตรูที่แท้จริงของเจ้า แม้แต่ข้าก็ไม่อาจปกป้องเจ้าได้”
“ข้าไม่ต้องการให้ท่านคอยปกป้อง วันหนึ่งข้าจะเก่งกาจมากพอ ข้าจะปกป้องท่าน และช่วยเหลือท่านเอง”
เยว่เทียนหงชะงักนิ่งไป … เด็กสาววัย 16 ปราณระดับปราชญ์ยุทธ์ผู้หนึ่งกับเอ่ยปากว่าจะปกป้องเขา… ความเอ็นดูและความอ่อนหวานท่วมท้นในใจ จนแทบจะกลายเป็นความลุ่มหลง…. เยว่เทียนหงพลันรู้สึกว่า ต่อให้นางต้องการสังหารเขาให้ตายลงไปเดี๋ยวนี้ … เขาคงรีบยื่นคอให้นางอย่างเต็มใจ…
“เงียบทำไม ไม่เชื่อหรือ อีกไม่นานข้าต้องทำได้แน่ ท่านคอยดูไปเถิด” น้ำเสียงใสที่เอ่ยเต็มไปด้วยความแง่งอน ทำให้เขาหลุดยิ้มออกมา
“หึหึ… เช่นนั้นขอธิดาเทพผู้เยียวยาในตำนาน ปกป้องผู้น้อยด้วย”
“ยังจะล้อเล่น…. อาการของท่านเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?”
“ไม่มีแล้ว มีเจ้าอยู่ ข้าก็ไม่มีปัญหาใดทั้งสิ้น ….” เยว่เทียนหงตัดสินใจปล่อยวางปัญหาทุกอย่างลงชั่วคราว เสพสุขกับความรู้สึกอ่อนหวานอันเปรียบเสมือนภาพลวงตานี้อย่างเต็มที่