อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    115 ภาพลวงตา

    หลังจากหายเข้าไปในกำไลมิตินานกว่าสามชั่วยาม  มู่เชียนก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องของโรงเตี๊ยมอีกครั้ง   … ราวกับรออยู่นาน หู่อู่ก้าวเท้าเร็วรี่เข้ามาในห้องของนายสาวทันที  


    มู่เชียนนึกดีใจอย่างมาก คิดจะสอบถามเขาถึงเรื่องของการสร้างตราประทับจำลอง ทว่าชายหนุ่มกลับทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้านางเสียก่อน   สีหน้าของเขาดูร้อนใจอย่างมาก


    “นายหญิง ทางต้าเยว่ส่งข่าวมา… ดูเหมือนฝ่าบาทจะเกิดเรื่อง”  


    “เกิดเรื่อง ?  เขาเป็นอะไร.. ?”  เสียงใสเอ่ยถามอย่างกังวล นางไม่ได้พูดคุยกับเขาหลายวันก็จริง ทว่าผู้เก่งกาจเหนือใครในใต้หล้าเช่นนั้น จะเกิดเรื่องใดได้…


    “ทรงมีท่าทีผิดปกติไป ทั้งยังรับสั่งให้หู่ซื่อโจมตีแคว้นต้าหนาน ….ประหารราชวงศ์ต้าหนานทั้งหมด” หู่ซื่อคือตัวแทนของกองทัพ ในเมื่อให้เขาลงมือเช่นนั้นย่อมหมายถึงเยว่เทียนหงคิดทำลายแคว้นต้าหนานแล้ว


    “เขาจะก่อสงครามกับต้าหนานหรือ.. เหตุใดเล่า ?” มู่เชียนยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก  


    “..ทรงให้ติดประกาศทั่วแคว้นผู้ใดล่วงเกินท่านต้องโทษประหาร…!! ”  ความในใจของฝ่าบาทนั้นเขาย่อมไม่กล้าเอ่ย ได้แต่บอกเล่าคำสั่งของพระองค์ให้นางฟังเท่านั้น


    ได้ยินเช่นนี้เด็กสาวก็นิ่งอึ้งไป.. หนานจงเยว่และราชาแห่งต้าเยว่ร่วมมือกับกลุ่มคนชุดดำเข้าโจมตีหมู่ตึกพฤกษา  ทั้งยังทำให้ความลับเรื่องฐานะของนางรั่วไหล  ..คำสั่งนี้เขาทำเพื่อปกป้องนาง ?!


    “หู่ซื่อออกคำสั่งรวบรวมกำลังทหารแล้ว  หากท่านคิดจะยับยั้งก็รีบลงมือเถิด…”   เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฝ่าบาททรงประหารราชนิกูลจากแคว้นต่างๆไปถึงสองราชวงศ์… หากยังมีราชวงศ์ที่สาม  ฝ่าบาทของพวกเขาคงกลายเป็นมารร้ายโหดเหี้ยม ในสายตาคนทั้งแผ่นดินเป็นแน่


    มู่เชียนพยักหน้ารับก่อนจะหยิบกระจกวิญญาณที่ไม่ได้แตะต้องมาหลายวันขึ้นมาถือไว้  นางลังเลเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงเรียกเข้าไป..



    “ท่าน…..”


    ….


    “ นี่..” 


    ……


    “ฝ่าบาท…. ได้ยินหรือไม่ ?”


    ……. ผ่านไปครู่ใหญ่กลับไม่มีเสียงใดๆตอบรับกลับมา เด็กสาวพลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมาก


    “เทียนหง… ท่านได้ยินข้าเรียกหรือไม่  ?!” 


    “อืมม….”  ในที่สุดมู่เชียนก็ได้ยินเสียงเขาแล้ว…   เสียงนั้นฟังอ่อนแรงอย่างยิ่ง ทว่าเด็กสาวกลับไม่ทันได้นึกใส่ใจ เนื่องจากนางมีเรื่องอื่นที่ต้องรีบจัดการโดยด่วน


    “ข้าจะบอกท่านว่าข้าปลอดภัย ท่านอย่าได้หุนหันก่อสงคราม   ต้าหนานเป้นบ้านเกิดข้า คนที่ข้าห่วงใยล้วนอยู่ที่นี่ ข้าไม่ต้องการให้พวกเขาเดือดร้อน”


    ….. เสียงทุ้มเงียบไปอีกครั้ง ทำให้มู่เชียนไม่แน่ใจนัก  ว่ากระจกบานนี้มีปัญหาหรือไม่..   มือบางพลิกกระจกเคาะกับฝ่ามือเบาๆครั้งหนึ่ง  แล้วเอ่ยถามอีกครั้ง


    “ท่านได้ยินข้าหรือไม่?”


    “ได้ยินสิ” น้ำเสียงแหบห้าวฟังดูแจ่มใสขึ้นเล็กน้อย กิริยาของนางเมื่อครู่เขาย่อมมองเห็นอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กระจกวิญญาณที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากต้องถูกทำลาย เขาไม่อาจเงียบได้แล้ว…


    “อย่าก่อสงครามเลยนะ” เสียงหวานเอ่ยราวกับจะอ้อนวอน..  ทำให้คนอีกฝั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นมาก


    “เช่นนั้นก็ไม่มีสงคราม…. แค่ประหารราชวงศ์ทั้งหมด”


    “แต่องค์ชายใหญ่หนานจื่อชิ่งเป็นว่าที่สามีของศิษย์พี่ข้า ทั้งนิสัยก็ไม่เลว ท่านจะฆ่าเขาเพื่ออะไร ?” 


    “ข้าจะเว้นเขาไว้ให้” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่งๆ


    “หนานจื่อฉง นางเป็นศิษย์พี่ของน้องชายข้า..”  มู่เชียนรู้สึกว่าระหว่างพวกเขาเหมือนมีสายสัมพันธ์บางอย่างที่นางก็ไม่มั่นใจนัก


    “งั้นก็เว้นนางอีกคน..”  


    “แล้วเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง เด็กหญิง เด็กชายเล่า พวกเขามีความผิดใด ?” มู่เชียนยังคงเอ่ยโต้แย้งต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย  


    หู่อู่ได้แต่ลอบถอนหายใจให้กับความกล้าหาญของนาง… หากวันนี้เป็นผู้อื่น กล้าเอ่ยกับพระองค์เช่นนี้ หากไม่ทรงเมินเฉยก็คงถูกสังหารไปตั้งแต่คำแรกที่กล้าโต้เถียงพระองค์แล้ว


    …… เยว่เทียนหงไม่ตอบคำถาม มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ลอดผ่านมาทำให้ นางรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนั้น  มู่เชียนคิดถึงคำสั่งอันโหดร้าย แล้วก็ยิ่งคิดกังวลถึงอนาคตของเขามากขึ้น


    “ข้าไม่อยากให้ท่านฆ่าคน ได้หรือไม่…?”   ยิ่งเขาลงมือโหดเหี้ยมเท่าไร  ปราณธาตุมืดในร่างก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น และอายุของเขาก็จะยิ่งสั้นลงเรื่อยๆด้วยเช่นกัน  เสียงใสที่เอ่ยนั้นจึงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง  


    …. ไม่ฆ่าคนหรือ…. ด้วยฐานะของเขาจะเป็นไปได้อย่างไร ดีที่สุดที่เขาทำได้ก็คือ… ฆ่าโดยไม่ให้นางรู้ !


    “เจ้าจะเอาอย่างไร ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอ่อนใจ ทว่าก็ทำให้มู่เชียนยิ้มออกมาได้ทันที 


    “ข้าขอจัดการเรื่องนี้เอง… ท่านดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว” รอยยิ้มงดงามนั้นทำให้คนที่เฝ้ามองจากอีกฝั่งรู้สึกดีขึ้นมาก 


    “ข้าอยากดูแลเจ้ามากกว่า…” เสียงทุ้มที่ดังสวนออกมา ทำให้ใบหน้าเล็กปรากฏริ้วแดงซ่านขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าที่ยามนี้งดงามอยู่แล้วยิ่งงดงามขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า


    “ข้าอยากดูแลเจ้า….”  เสียงทุ้มอ่อนโยนเอ่ยย้ำอีกครั้ง ราวต้องการให้นางทราบว่า นี่คือปรารถนาจากใจจริง  


    “…… เช่นนั้นท่านช่วยดูแลตระกูลมู่ให้ข้าได้หรือไม่ ?” เด็กสาวเอ่ย 


    นี่เป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยขอความช่วยเหลือจากเขา แน่นอนว่าเป็นความห่วงใยที่นางที่ต่อตระกูลอย่างแท้จริง นอกจากนั้นให้เขาดูแลนางด้วยการทำเรื่องเช่นนี้ย่อมดีกว่า การไปก่อสงครามหรือฆ่าคนตาย


    “ตกลง…”  เสียงรับอย่างอ่อนโยนทว่ากลับฟังดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด และครั้งนี้มู่เชียนก็เริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติได้แล้ว 


    “เหตุใดข้าไม่เห็นหน้าท่าน ?”


    “อยากเห็นหน้าข้า…​เชียนเชียนหายโกรธข้าแล้วหรือ ?”  เสียงทุ้มแผ่วเบายั่วเย้า ทำให้นางไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องการเห็นหน้าเขาอีก นางยังมีชนักติดหลังเรื่องที่ไม่ยอมพูดคุยกับเขาเมื่อหลายวันก่อน


    “ข้าไม่ได้โกรธนะ แค่ไม่รู้จะพูดอะไรเท่านั้น” เด็กสาวเอ่ยแก้อย่างขัดเขิน  ไม่เพียงไม่รู้จะพูดอะไร ที่จริงนางยังไม่รู้จะทำหน้าเช่นไรด้วย.. ใบหน้าเล็กที่ขึ้นสีอยู่นั้นนั้น ทำให้หัวใจของคนที่มองอยู่อีกฝั่งเต็มไปด้วยความอ่อนโยน   


    “เชียนเชียน… ข้าอยากพักสักหน่อย… ช่วยเล่าเรื่องอะไรก็ได้ให้ข้าฟังที” 


    “อยากพักก็ไปนอนสิ..”  เด็กสาวตอบกลับอย่างงุนงง


    “ข้าอยากฟังเสียงเจ้า แต่ไม่อยากพูดจา.. ไม่ได้หรือ ?” 


    …..  มู่เชียนอึ้งไป ใครจะกล้าพูดว่าไม่ได้ ในเมื่อเสียงทุ้มแผ่วเบานั้น ฟังดูออดอ้อนเพียงนี้


    “ว่าอย่างไร ข้ากำลังต้องการความช่วยเหลือจากเจ้านะ….”  กระแสเสียงแผ่วเบาออดอ้อนชวนให้หน้าแดง ทว่ากลับแฝงเร้นด้วยความจนใจ ราวกับว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจากนางจริงๆ  …มู่เชียนสูดหายใจหนึ่งครั้งก่อนจะตัดสินใจทำตามคำขอ 


    หู่อู่ก้าวออกจากห้องนายสาวไปอย่างเงียบๆ น้ำตาชายหนุ่มรื้นขึ้นมาเมื่อได้ฟังเสียงอ่อนโยนของนายเหนือหัว  มู่เชียนคือความสุขของฝ่าบาทโดยแท้ เขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องนางแทนพระองค์ที่อยู่ห่างไกล  แม้ต้องแลกด้วยชีวิตเขาก็จะไม่ลังเล


    “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าชายองค์หนึ่งใจดำอย่างมาก เขาปฏิเสธที่จะให้ที่พักกับหญิงชราในคืนหิมะตก … ที่แท้หญิงชรานางนั้นเป็นแม่มด  นางจึงสาปให้เขากลายเป็นอสุรกายน่าเกลียด  พร้อมกับทิ้งดอกกุหลาบไว้หนึ่งดอก  กล่าวว่า เขาเป็นคนเย่อหยิ่ง มองคนแต่ภายนอก  ก่อนที่กลับดอกกุหลาบนี้จะร่วงหล่นหมดสิ้น  เขาต้องตามหารักแท้ของเขาให้พบ คำสาปจึงจะคลาย  หาไม่แล้วเขาจะต้องเป็นอสุรกายไปตลอดกาล….”


    เสียงใสดุจระฆังบอกเล่าเรื่องเทพนิยายในโลกก่อนด้วยท่วงทำนองเรียบเรื่อยไม่เร่งร้อน  ปราณสีทองที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นค่อยๆแทรกซึมผ่านกระจกเข้าเยียวยาจิตใจ และปลอบประโลมความบ้าคลั่งในร่างของราชาผู้ยิ่งใหญ่ให้สงบลงได้


    เยว่เทียนหงนอนหงายอยู่บนพื้นเย็นเยียบ  ห้องโถงกว้างสีดำนั้นยังคงมืดสนิท ทั่วร่างสูงเต็มไปด้วยบาดแผลจากการอาละวาดของตนเอง  ราชาผู้อยู่เหนือใต้หล้ายามนี้ผมเผ้าสยายยุ่งเหยิง  ดูทรุดโทรมผิดตา  ทว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นกลับเปล่งประกายอ่อนโยนราวกับเป็นคนละคน 


    เขาไม่อยากให้นางต้องรับรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย…..  


    “จากนั้นพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป…” หลังผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงใสเอ่ยตอนจบของเทพนิยายออกมา  


    “อสุรกายนั่น ช่างเหมือนข้านัก” เสียงทุ้มเอ่ย ทว่ามู่เชียนกลับหัวเราะออกมา


    “เหมือนอย่างไร…  ท่านงดงามปานนั้น.. หากท่านต้องการรักแท้เพื่อแก้คำสาป หญิงสาวทั้งหลายในใต้หล้า คงกรูกันเข้ามาให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว แถวยาวตั้งแต่ทวีปใต้จนจรดทวีปเหนือ”  คำพูดเปรียบเทียบให้เห็นภาพ  ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะออกมาหลายครั้ง   บรรยากาศระหว่างพวกเขานั้นอบอวลไปด้วยความสุข


    “เจ้าเล่านิทานได้ดี” เขาเอ่ยชมอย่างจริงใจ 


    “เช่นนั้น …วันหน้าข้าจะเล่าให้ท่านฟังอีก ”  เสียงใสเอ่ยตอบ พร้อมเผยรอยยิ้มงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ 


    เยว่เทียนหงเหม่อมองรอยยิ้มแสนหวานนั้นครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนสายตาออกมาได้ด้วยรู้สึกตัวว่า มารร้ายเช่นเขาไม่คู่ควรกับจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์เช่นนี้ ดวงตาสีเทาอบอุ่นของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นอีกครั้ง


    “เชียนเชียน”


    “หืม…”


    “หากมีวันหนึ่งข้าอาจกลายเป็นสัตว์ร้ายไป จงอย่าลังเลที่จะกำจัดข้า” 


    หากการที่หู่อู่เอ่ยว่าเขาเกิดเรื่องทำให้นางนึกเป็นห่วง  ประโยคนี้ของเขาก็ทำให้นางตื่นตะลึงไปแล้ว


    “ท่าน … พูดอะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่ ?!”  เสียงใสเอ่ยร้อนรน ทว่าเยว่เทียนหงยังคงเอ่ยตอบอย่างเฉยชาดังเดิม


    “จำคำของข้าไว้ หากวันหนึ่งข้าไม่เหมือนเดิม จงอย่าได้ใจอ่อน กำจัดข้าเสีย มิเช่นนั้น เจ้าอาจต้องตายด้วยมือข้า !! ” 


    ภาพพระบิดาที่เกือบจะฆ่ามารดาต่อหน้าตนยังคงติดตาอยู่  ยิ่งรักมากผูกพันมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ที่ผ่านมาเขาจึงไม่ยินยอมที่จะผูกพันกับผู้ใด ปรารถนาที่จะตายไปโดยสงบเพียงลำพัง  


    ทว่าเขากลับได้พบนาง  … โดยไม่ทันรู้ตัว เด็กสาวร่างเล็กตรงหน้ากลับมีอิทธิพลมากมายต่อความรู้สึกของเขา ไม่ว่าจะ สุข ทุกข์ โกรธ ขบขัน เอ็นดู รวมถึงความรู้สึกอ่อนหวานบางอย่างที่ใกล้เคียงกับคำว่า.. รัก


    ชายหนุ่มเย็นชาที่ไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเหล่านี้ จึงทั้งหวงแหนและห่วงใยนางอย่างไม่อาจห้ามได้ และนั่นให้ทำให้เยว่เทียนหงมั่นใจว่า หากวันใดที่ตนบ้าคลั่งขึ้นมา นางจะตกเป็นเป้าหมายแรกของเขาอย่างแน่นอน และในเมื่อไม่อาจฝืนความรู้สึกได้ เขาจึงได้แต่เตือนนางเอาไว้ล่วงหน้าด้วยความเป็นห่วง 


    “หากข้า..” เยว่เทียนหงกำลังจะเอ่ยย้ำอีกครั้ง ทว่าเสียงใสตรงหน้ากลับตวาดเสียงกร้าวออกมาก่อน


    “ไม่เอา…!! ” แค่คิดว่าตนต้องลงมือฆ่าเขา ใจของนางก็ปวดแปลบไปหมดแล้ว 


    “ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร ….   เทพอสูรพฤกษา บอกว่าข้าสามารถช่วยท่านได้ ขอเพียงท่านยินยอม… ”  เด็กสาวเอ่ยเรื่องเงื่อนไขต่างๆออกมาให้เขาฟัง ไม่ว่าเรื่องปราณยุทธ์ที่ลดลง เสียสละวิญญาณบางส่วน รวมถึงเรื่องของแคว้นต้าเยว่ที่อาจตกต่ำลง …  แม้จะมีข้อเรียกร้องมากมาย ทว่าสิ่งเหล่านี้จะสำคัญเท่าชีวิตของเขาหรือ ? 


    ชายหนุ่มนิ่งฟังจนจบ ก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาว  เยว่เทียนหงทราบดีในความตั้งใจของนางที่จะช่วยชีวิตเขา… ทว่า


    “เรื่องราวไม่ง่ายดายเช่นนั้น … ศัตรูที่แท้จริงของเจ้า แม้แต่ข้าก็ไม่อาจปกป้องเจ้าได้”


    “ข้าไม่ต้องการให้ท่านคอยปกป้อง วันหนึ่งข้าจะเก่งกาจมากพอ ข้าจะปกป้องท่าน และช่วยเหลือท่านเอง” 


    เยว่เทียนหงชะงักนิ่งไป … เด็กสาววัย 16 ปราณระดับปราชญ์ยุทธ์ผู้หนึ่งกับเอ่ยปากว่าจะปกป้องเขา… ความเอ็นดูและความอ่อนหวานท่วมท้นในใจ จนแทบจะกลายเป็นความลุ่มหลง….   เยว่เทียนหงพลันรู้สึกว่า ต่อให้นางต้องการสังหารเขาให้ตายลงไปเดี๋ยวนี้ … เขาคงรีบยื่นคอให้นางอย่างเต็มใจ… 


    “เงียบทำไม ไม่เชื่อหรือ อีกไม่นานข้าต้องทำได้แน่ ท่านคอยดูไปเถิด” น้ำเสียงใสที่เอ่ยเต็มไปด้วยความแง่งอน  ทำให้เขาหลุดยิ้มออกมา


    “หึหึ… เช่นนั้นขอธิดาเทพผู้เยียวยาในตำนาน ปกป้องผู้น้อยด้วย” 


    “ยังจะล้อเล่น….  อาการของท่านเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?” 


    “ไม่มีแล้ว มีเจ้าอยู่ ข้าก็ไม่มีปัญหาใดทั้งสิ้น ….” เยว่เทียนหงตัดสินใจปล่อยวางปัญหาทุกอย่างลงชั่วคราว เสพสุขกับความรู้สึกอ่อนหวานอันเปรียบเสมือนภาพลวงตานี้อย่างเต็มที่


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน