เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 7.ยอดฝีมือสำนักใหญ่ (6)

            กระนั้นเมื่อห้าสำนักใหญ่ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนับเป็นเรื่องดียิ่งอย่างไรเสียเส้าหลินกับอู่ตัง ต้องไม่ยอมให้เกิดเหตุนองเลือดแน่ความวิตกกังวลแต่แรก สลายไปเกือบครึ่ง

     

           “ถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้ากับพี่ไป๋เฮ่อ ควรรีบเดินทางไปสมทบ”

     

           “ข้าพเจ้าบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง หรือไม่เชื่อมือเราห้าสำนักใหญ่?”

     

           “มิใช่เช่นนั้น...”

     

           นักพรตเฉินซื่อกล่าวประชดประชัน

     

           “หลายสิบปีนี้ พวกท่านทั้งห้าตระกูล ถือว่ามีวิทยายุทธ์สูงส่งไม่เห็นสำนักต่าง ๆ อยู่ในสายตาเสมอมา”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยแสดงสีหน้าประหลาดใจ แทรกขึ้นว่า

     

           “นี่เป็นพวกท่าน เหล่าสำนักใหญ่คาดคิดกันเอง...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อสอดคำขึ้น

     

           “เฮอะ ที่แท้ท่านคิดกล่าวอะไรอีก...”

     

           “นับจากปรมาจารย์จางซันเฟิงก่อตั้งสำนัก อู่ตังได้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของยุทธจักรมาโดยตลอด สองร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ทราบมียอดคนก่อกำเนิดขึ้นมากน้อยเท่าไร ทุกครั้งเมื่อยุทธจักรมีภัย สำนักอู่ตังล้วนมีส่วนช่วยคลี่คลายสถานการณ์เสมอมา

     

           “แม้มีบางครั้ง ได้รับความอัปยศ พ่ายแพ้บุคคลภายนอกบ้าง แต่ทุกครั้งก็ต้องมีผู้สามารถกู้ชื่อเสียงของสำนัก ให้กลับคืนดังเดิมได้ มีก็เพียงเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนครั้งที่ ‘บุรุษแซ่เซียว’ ขึ้นเขาอู่ตัง ประลองกับท่านอาจารย์ของอาจารย์...”

     

           นักพรตเฉินซื่อนิ่งไปครู่หนึ่ง หวนระลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลัง

     

           “ครั้งนั้นสำนักเรา ยอมรับว่าพ่ายแพ้อย่างแท้จริง วิชาใน ‘คัมภีร์พันอักษร’ของบุรุษแซ่เซียว ล้ำเลิศในใต้หล้า สำนักอู่ตังจึงมิติดใจ ขอแก้มือกับท่านอีกอีกทั้งสามสิบปีก่อนเมื่อคราว ‘หกภูตจันทรา’ ออกอาละวาด เข่นฆ่าชาวยุทธ์ราวผักปลาซ้ำยังเหิมเกริม บุกห้าสำนักใหญ่ เข่นฆ่าผู้คนไปมากมาย

     

           “คราวนั้นสำนักอู่ตังเราสูญเสียยอดฝีมือไปไม่น้อย...โชคดีบุรุษแซ่เซียวปรากฏตัวอีกครั้ง ช่วยกำจัดเภทภัยถือเป็นผู้มีบุญคุณใหญ่หลวง ของยุทธจักรและสำนักเรา...”

     

           นักพรตเฉินซื่อหยุดครู่หนึ่ง แหงนมองท้องฟ้า กล่าวอย่างหดหู่

     

           “เกือบร้อยปีมานี้ วิทยายุทธ์ของห้าสำนักกับห้าตระกูลสูสีก้ำกึ่งผลัดกันแพ้ชนะมาโดยตลอด บางครั้งห้าสำนักใหญ่เกิดยอดคนบางครั้งห้าตระกูลใหญ่เกิดบุคคลล้ำเลิศ แต่เพราะเหตุการณ์ในคราว ‘หกภูตจันทรา’ทั้งห้าสำนักใหญ่สูญเสียยอดฝีมือ ไปแทบหมดสิ้น

     

           “วิชาล้ำเลิศหลายแขนง ถึงกับสูญหายไร้ผู้สืบทอดที่หลงเหลือล้วนเป็นศิษย์รุ่นหลัง มีพลังฝีมืออ่อนด้อยทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ในช่วงสามสิบปีหลัง จึงมิอาจมีบุคคลอันโดดเด่น ขึ้นมาทัดเทียมห้าตระกูลใหญ่ได้ห้าสำนักหม่นแสงลง ส่วนห้าตระกูลกลับเปล่งประกาย เจิดจ้าขึ้นทุกวัน...”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้ว ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

     

           “เหตุใดท่านนักพรตกล่าวเช่นนี้ ใช่เพียงสำนักพวกท่านที่สูญเสียคนของทั้งห้าตระกูล ก็เสียชีวิตไม่น้อย ท่านลืมแล้วหรือครั้งนั้นประมุขทั้งห้าตระกูลใหญ่ ท่านปู่ของพวกเราก็ถูกทำร้ายด้วย‘หัตถ์เปลวสุริยัน’ จนสาหัส แทบสูญสิ้นพลังฝีมือ กลายเป็นคนพิการหากบุรุษแซ่เซียวไม่ยื่นมือเข้าช่วย พวกท่านคงไม่อาจรอดชีวิตได้”

     

           นักพรตเฉินซื่อแค่นเสียง กล่าวประชดประชัน

     

           “เพียงแค่ ‘แทบ’ เท่านั้น ปู่ของพวกท่าน ไม่เพียงรอดชีวิต ทั้งได้รับถ่ายทอดวิชาส่วนหนึ่งในคัมภีร์พันอักษร พลังฝีมือไม่เพียงสามารถฟื้นคืนสมบูรณ์ซ้ำช่วยเพิ่มพูนการฝึกปรือของทั้งห้า ให้เด่นล้ำขึ้นอักโข...เฮอะ ฝ่ายหนึ่งถดถอยฝ่ายหนึ่งก้าวหน้า นี่เป็นเรื่องอันใด?”

     

           อี่ไป๋เฮ่อกล่าวขึ้นว่า

     

           “นี่นับเป็นวาสนา ในคราวเคราะห์ต่างหาก พูดไปพูดมาที่แท้ท่านนักพรตก็ไม่ยอมรับว่า ห้าตระกูลใหญ่มีความสามารถแท้จริง...”

     

           “เรามิได้กล่าวเช่นนั้น เพียงบอกว่าวิชาในคัมภีร์พันอักษร ของบุรุษแซ่เซียวมีส่วนช่วยส่งเสริม วิทยายุทธ์ดั้งเดิมทั้งห้าตระกูล ให้ก้าวหน้าขึ้น...”

     

            “ข้าพเจ้าทราบ พวกท่านห้าสำนักอิจฉาความรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง ของห้าตระกูลเสมอมา...”

     

           “อี่ไป๋เฮ่อท่านเพ้อเจ้ออะไร! สำนักคุณธรรมเช่นเส้าหลินกับอู่ตังไหนเลยมีความคิดเช่นนั้น เราเพียงกล่าวเรื่องราวตามความเป็นจริง เฮอะทำไมพวกเราต้องอิจฉาห้าตระกูลใหญ่ ขอบอกกับท่าน เวลานี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้วเจ็ดปีนี้ทั้งห้าสำนัก เพาะบ่มศิษย์โดดเด่นมากมายพลังฝีมือต้องไม่ด้อยกว่าทายาทรุ่นปัจจุบัน ของทั้งห้าตระกูลแน่นอน”

     

           อี่ไป๋เฮ่อครุ่นคิดครู่ใหญ่จึงกล่าว

     

           “เราเดาเจตนาท่านออกแล้ว เหตุใดท่านต้องอ้อมค้อมกล่าวถึงเรื่องในอดีตให้มากความ ที่แท้การประลองในครั้งนี้สำนักของท่านต้องการเข้าร่วมด้วยใช่หรือไม่?”

     

           นักพรตเฉินซื่อยิ้มเยือกเย็นกล่าวว่า

     

           “มิใช่เพียงสำนักอู่ตัง...คราวนี้สำนักใหญ่ทั้งห้าจะเข้าร่วมการประลองด้วย”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยโพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น

     

           “ท่านว่ากระไร!”

     

           “หรือพวกเราไม่มีสิทธิ์ เฮอะ ยี่สิบกว่าปีนี้คัมภีร์พันอักษรคล้ายกลายเป็นสมบัติของห้าตระกูล...”

     

           “ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ เข้าร่วมการประลอง ดูท่างานชุมนุมครั้งนี้คงต้องคึกคักยิ่งแน่ ๆ” ผู้กล่าวประโยคนี้กลับเป็น ซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง!

     

           ติงฝูหรงเดินมาตามทางสายเล็ก ตรงมาหยุด ณ กึ่งกลางระหว่างฟางเสวี่ยเฟยกับนักพรตเฉินซื่อ

     

           ใบหน้าอิ่มเอิบ ยังแย้มยิ้มมิเปลี่ยนแปลง ประสานมือคารวะกล่าวว่า

     

           “แอบฟังทั้งสอดการสนทนา ของท่านนักพรต ฝูหรงเสียมารยาทแล้ว”

     

           ใบหน้านักพรตเฉินซื่อ มีรอยยิ้มเล็กน้อย ประสานมือตอบ

     

           “เรื่องเล็กน้อย แม่นางติงมิต้องเกรงใจ”

     

           ติงฝูหรงหันไปกล่าวกับฟางเสวี่ยเฟย

     

           “ระหว่างเดินทาง เรารู้เรื่องของเจ้ากับหมู่ตึกบูรพาแล้ว”

     

           ทีแรกฟางเสวี่ยเฟย ยังวิตกกังวลว่า จะขอตัวอี่ไป๋เฮ่อคืนจากนักพรตผู้นี้ได้อย่างไร การประลองเมื่อครู่ มันใช้ไหวพริบบวกโชคช่วยจึงชิงมีเปรียบได้

     

           ทว่าหากนักพรตผู้นี้ แข็งขืนยืนกรานจะนำตัวอี่ไป๋เฮ่อไปมอบกับซ่างกวนหมิงจูให้ได้ จะทำอย่างไรดี ยามนั้นครุ่นคิด

     

           ‘พี่ไป๋เฮ่อได้รับบาดเจ็บ ไม่อาจให้เผชิญหน้ากับหมิงจูในสภาพนี้ได้แต่ย่อมมิอาจต่อสู้แย่งชิง กับนักพรตผู้นี้อย่างยืดเยื้อ จนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายทำเช่นนั้นมีแต่จะเพาะความขุ่นแค้น กับทางสำนักอู่ตังเพิ่มขึ้นอีก’

     

           ขณะกำลังว้าวุ่นใจ พลันเห็นติงฝูหรงเดินเข้ามา มันดีใจจนลิงโลดฟางเสวี่ยเฟยเชื่อมั่น ในตัวพี่สาวผู้นี้อย่างยิ่ง

     

           ติงฝูหรงเฉลียวฉลาด กว่าทุกคนที่มันเคยรู้จักไม่ว่านางยื่นมือเข้าจัดการเรื่องใด ล้วนกระทำอย่างรอบคอบ หมดจดกว่ามันมากนักสามารถประนีประนอม พูดจาได้กับทุกผู้คน อีกทั้งยังเป็นที่เกรงใจไม่เว้นแม้แต่สมณะแห่งเส้าหลิน รวมทั้งนักพรตแห่งสำนักอู่ตัง เมื่อนางอยู่ที่นี่มันสามารถวางใจ เรื่องอี่ไป๋เฮ่อได้แล้ว

     

           ฟางเสวี่ยเฟยจึงรีบประสานมือคารวะ กล่าวว่า

     

           “ท่านนักพรตข้าพเจ้าขออำลา โอกาสหน้าต้องน้อมรับคำสั่งสอนของท่านอย่างแน่นอน พี่ฝูหรงข้าพเจ้าฝากพี่ไป๋เฮ่อ...”

     

           ติงฝูหรงยิ้มรับพยักหน้า กล่าวว่า

     

           “เจ้ารีบไปเถอะ”

     

           นักพรตเฉินซื่อกลับโผร่าง สกัดขวางทางบุรุษหนุ่มไว้ กล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึม

     

           “คุณชายฟาง ไฉนท่านไม่ฟังเรา? เรื่องนี้ควรให้เป็นธุระห้าสำนักใหญ่อย่าลืมว่าเหตุครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากท่าน!”

     

           “ข้าพเจ้าทราบ จึงรีบรุดไปปรับความเข้าใจ...”

     

           น้ำเสียงนักพรตยิ่งกล่าว ยิ่งเหลือความเกรงใจน้อยลงเรื่อย ๆ

     

           “เพราะเกี่ยวกับท่าน ท่านจึงไม่ควรไปปรากฏตัว ให้พวกเราคนกลางเข้าไกล่เกลี่ยจะดีกว่า ขืนท่านปรากฏตัว คุณชายริวจิบันดาลโทสะขึ้นอีกเรื่องราวอาจยุ่งยากมากขึ้น!”

     

           ติงฝูหรงไต่ถาม น้ำเสียงประหลาดใจ

     

           “ข้าพเจ้าเพิ่งทราบเรื่องเมื่อเช้า จึงเร่งติดตามน้องเสวี่ยเฟยมาแต่ดูเหมือนห้าสำนักใหญ่ วางแผนรับมือสถานการณ์ได้ดียิ่ง?”

     

           “ทำให้แม่นางติงหัวเราะเยาะแล้ว หมู่ตึกบูรพารวบรวมผู้คนตระเตรียมกองเรือเอิกเกริกครึกโครม ราวราชสำนักสั่งจัดกองทัพเรือ หน่วยข่าวของทั้งห้าสำนักเห็นเช่นนั้นต่างรีบเร่งส่งข่าว สืบความจนกระจ่างชัด

     

           “อืมม์ กรณีเช่นนี้ ไหนเลยชักช้าอืดอาดได้ ยังไม่ทันรุ่งสางท่านเจ้าสำนักทั้งห้าต่างส่งข่าว สั่งให้คนของห้าสำนัก เร่งรุดเดินทางเข้าคลี่คลายเภทภัยครั้งนี้ทันที ป่านนี้คงใกล้ถึงแล้วกระมัง”

     

           ติงฝูหรงพอฟังก็ฉุกคิดขึ้นได้

     

           “ที่แท้พวกท่านส่งข่าว ให้ผู้ที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมของสำนักต่าง ๆซึ่งมุ่งหน้าสู่หมู่ตึกพันอักษรแล้ว ให้รีบเร่งเดินทางไปช่วยเหลือใช่หรือไม่?คนเหล่านั้นเวลานี้ต้องอยู่ใกล้ หมู่ตึกพันอักษรอย่างยิ่งมิน่าท่านนักพรตจึงไม่วิตกกังวลเลย...”

     

           นักพรตเฉินซื่อลูบเครายาวเบา ๆ ยิ้มแย้มกล่าวว่า

     

           “ถูกต้อง ผู้ที่เร่งรุดไปขัดขวางหมู่ตึกบูรพา ล้วนเป็นยอดฝีมือซึ่งทางห้าสำนักจัดส่งไปร่วมงานชุมนุม ได้ผู้คนเหล่านั้นออกหน้าไหนเลยมีเรื่องกระทำมิได้”

     

            ติงฝูหรงวิตกกังวลอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าวว่า หมู่ตึกบูรพาระดมกำลังคน หมายยึดหมู่ตึกพันอักษรห้าปีนี้หมู่ตึกบูรพาเติบใหญ่อย่างรวดเร็ว ทั้งอิทธิพลและกำลังคนไม่ด้อยกว่าห้าตระกูลใหญ่ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยดังนั้นจึงเร่งติดตามฟางเสวี่ยเฟยมาจนถึงที่นี่

     

           ซินแสลิขิตฟ้าสงสัยนัก เหตุใดนักพรตผู้นี้ เปี่ยมความมั่นใจว่าคนของห้าสำนักใหญ่ สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ จึงเลียบเคียงถามขึ้น

     

           “ผู้โง่เขลาขอท่านนักพรตช่วยชี้แนะ ครั้งนี้ห้าสำนักใหญ่ส่งผู้ใดมาร่วมงานบ้าง”

     

           “แม่นางติงกล่าวหนักไปแล้ว เรากำลังจะบอกท่านอยู่พอดีเมื่อคุณชายฟางได้รับทราบคงคลายใจ สำนักเอ๋อเหมย์ คุนหลุน หัวซานล้วนส่งมือกระบี่อันดับสูงของสำนัก เข้าร่วมงานชุมนุมยอดฝีมือทุกท่านเป็นเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง และศิษย์อันโดดเด่นของท่านเจ้าสำนักทั้งสาม”

     

           ฟางเสวี่ยเฟย อี่ไป๋เฮ่อ ติงฝูหรง ต่างนิ่งรับฟัง ในใจแต่ละคนล้วนเกิดความคิดคล้ายคลึงกัน

     

           ‘สำนักใหญ่ทั้งสาม ถึงกับส่งบุคคลระดับสูงของสำนัก มาร่วมงานประลองเช่นนี้คงตั้งใจแน่วแน่ว่าครั้งนี้ จะไม่ยอมให้คนของห้าตระกูลได้ครอบครองคัมภีร์พันอักษรอีกเป็นแน่’

     

            “ส่วนสำนักอู่ตังเรา ศิษย์น้องเจ้าสำนักมอบหมายให้ศิษย์พี่ใหญ่ ‘อันจิ้ง’ นำศิษย์มีฝีมือหลายคนเข้าร่วมงาน...”

     

           “หา!” คราวนี้ ฟางเสวี่ยเฟย อี่ไป๋เฮ่อ ติงฝูหรง ถึงกับอุทานขึ้นพร้อมกัน

     

           นี่นับเป็นเรื่อง เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง คิดมิถึงว่า ‘นักพรตอันจิ้ง’หนึ่งในสองเซียนเทิดฟ้า ซึ่งเก็บตัวมากว่าเจ็ดปี จะยอมลงจากเขาอู่ตัง!

     

           นักพรตเฉินซื่อรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นแววตระหนก ในน้ำเสียงและใบหน้าคนทั้งสาม

     

           “ส่วนสำนักเส้าหลิน ท่านเจ้าอาวาสมีเมตตายิ่ง ครั้งนี้มอบหมายให้‘สามมหาสมณะ’ มาร่วมงานชุมนุม”

     

           คราวนี้ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด ออกจากปากคนทั้งสาม เนื่องเพราะสิ่งที่รับทราบสร้างความตื่นตะลึง ให้กับทุกคนอย่างยิ่ง! สมองมึนงงไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้รับฟังเป็นความจริง ใครจะคาดคิดว่า

     

           ‘สามมหาสมณะแห่งเส้าหลิน’ จะเดินทางไปร่วมงานประลอง ณหมู่ตึกพันอักษรด้วยตนเอง!

     

           ติงฝูหรงระบายลมหายใจยาว ๆ ออกมากล่าวว่า

     

            “งานครั้งนี้ครึกครื้นยิ่งนัก สองเซียน สามสมณะสี่กงจื่อ ต่างมากันพร้อมหน้า นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย นัดหมายครั้งนี้ไม่ว่าผู้ใดย่อมมิอาจปฏิเสธจริง ๆ …”

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน