บทที่ 34
เวลาช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลาเที่ยง ภามจึงให้เมมี่ไปเตรียมอาหารก่อน ส่วนเขากับอลันจะช่วยกันเอาต้นกล้าอีกร้อยกว่าต้นที่เหลือลงปลูกให้เสร็จ ช่วยบ่ายจะได้เหลือแค่ต้นอ่อนข้าว 5,000 เท่านั้น เมื่อจัดการปลูกต้นกล้าได้ตามเป้าที่ตั้งไว้สำหรับช่วงเช้าแล้ว ภามกับอลันก็ล้างหน้า ล้างมือ และเดินเข้ามาในบ้าน แต่ยังไม่ทันเข้ามาถึงครัว ก็ได้ยินเสียงแอนเน่งอแงลอยมา “เกิดอะไรขึ้น” ภามเอ่ยถามทันทีที่ก้าวเข้ามาในครัวแอนเน่ที่เห็นว่าภายในห้องครัวไม่ได้มีเพียงเธอ กับแม่และพี่ชายอีกต่อไป จึงรีบหยุดงอแงทันที ภามจึงหันไปมองเมมี่เป็นเชิงถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “แค่เด็กงอแงเพราะไม่อยากกินปลาน่ะเจ้าค่ะ” เมมี่อธิบาย“อ่าว แล้วเนื้อหมดแล้วหรือ” ภามถามต่อ“เนื้อหลายวัน กลิ่นเริ่มไม่ดี เหมือนจะเน่าแล้วเจ้าค่ะ”“อ้อ...” ภามพยักหน้าเข้าใจ ตั้งแต่มาอยู่โลกนี้ เขาเองถ้าไม่กินผัก ก็กินปลาจากลำธารหลังบ้าน จนลืมสนิทเลยว่าหากมีเนื้อจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องมีขึ้นตอนการเก็บรักษาเนื้อเหล่านั้นด้วย ภามรับปลาย่างมาจากเมมี่ และไปนั่งกินที่โต๊ะอาหาร แอนเน่เองเมื่อเห็นภามก็ไม่กล้างองแงอีก ทุกคนจึงนั่งลงกินปลาย่างด้วยกัน ซึ่งในระหว่างนั้น ภามก็นั่งใช้ความคิดอยู่เงียบๆ คนเดียว ไม่ได้เอ่ยคุยกับใคร เขากำลังคิดว่าควรจะรอเปิดโซนเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วค่อยซื้อตู้เย็นทีเดียวเลย หรือจะกลับไปใช้กรรมวิธีชาวบ้าน อย่างการขุดหลุมสร้างห้องเย็นใต้ดินไว้เก็บอาหารก่อนดี แต่เขาก็ไม่เคยทำหลุมประเภทนั้นซะด้วย เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ภามก็หันไปมองอลันและเมมี่อย่างไม่รู้ตัว “เอ่อ... ท่านภามมีอะไรหรือเปล่าขอรับ” อลันถาม เมื่อรู้สึกได้ว่ามีคนมองมา“ข้ากำลังคิดอยากจะทำ ห้องเย็นใต้ดินไว้เก็บอาหาร พวกเจ้าทำเป็นหรือไม่” ภามถาม“ข้าเคยทำขอรับ มิใช่เรื่องยากอันใด ส่วนมากมีกันทุกบ้านขอรับ”“ดีเลย เช่นนั้น ไว้เราหาวันว่างมาทำกันเถิด จะได้เก็บเนื้อไว้ทำหารได้นานขึ้นหน่อย”“ขอรับ” อลันตอบรับ พร้อมกับพยักหน้า หลังมื้อเที่ยง ทุกคนไปช่วยกันดำนาต่อ ซึ่งภามให้เด็กๆ พักผ่อนได้ตามสบาย แต่เด็กๆ กลับเห็นการลุยน้ำ ลุยเลนเป็นเรื่องสนุก จึงขออยู่ช่วยทำงานด้วย ซึ่งแม้การช่วยของเด็กทั้งสองจะเป็นการช่วยบ้าง เล่นบ้าง ป่วนบ้าง งานไม่ค่อยคืบหน้านัก แต่ก็ช่วยสร้างสีสัน ให้บรรยากาศการดำนากลางแดดร้อนเป็นเรื่องที่ดูสนุกสนานมากขึ้น และเนื่องจากความป่วนของเด็กๆ ในช่วงแรก ทำให้งานทั้งหมดเสร็จช้ากว่าที่คาดการไปเล็กน้อย สุดท้ายเมมี่จึงไล่ให้เด็กๆ ที่เปื้อนโคลนไปทั้งตัวไปอาบน้ำก่อน ทุกอย่างจึงกลับสู่ความสงบ และสามารถทำงานต่อได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าต้นอ่อนที่ยังไงได้เอาลงนาเหลืออีกไม่มากแล้ว เมมี่จึงขอตัวไปเตรียมอาหารเย็น ในขณะที่เด็กๆ ซึ่งอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว มาออกยืนช่วยกันรดน้ำอยู่หน้าบ้าน “พรุ่งนี้เราจะทำอะไรกันต่อหรือขอรับ” อลันชวนภามคุยขณะที่กำลังเดินกลับเข้าบ้าน“ตอนนี้ เหลือเมล็ดพืชผักสวนครัวอยู่อีกนิดหน่อย ตอนนี้ถามเพาะเมล็ดก็ว่างแล้ว ข้าเลยกะว่าพรุ่งนี้ช่วงเช้า จะเพาะกล้าพวกเมล็ดที่เหลือ ส่วนช่วงบ่าย ข้ายังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร” ภามตอบกลับไปตามจริง“เช่นนั้น เรามาทำหลุมเก็บอาหารกันดีหรือไม่ขอรับ” อลันเสนอ“เป็นความคิดที่ไม่เลว แล้วต้องใช้เวลาสร้างนานหรือไม่”“...อย่างเร็วอาจใช้เวลาแค่ช่วงบ่าย อย่างช้าอาจเสร็จเช้าวันถัดไปขอรับ” อลันเงียบ ประเมินเวลาอยู่สักพักก่อนจะตอบภาม เมื่อเดินเข้ามาในบ้าน อลันก็เห็นอามินนั่งเล่นอยู่คนเดียว ก็อดแปลกใจไม่ได้ จึงเอ่ยถาม“อามิน แล้วน้องล่ะ”“เล่นกับเจ้าดำอยู่ที่คอกม้าขอรับ” อามินตอบ“ทำไมเจ้าไม่พาน้องกลับมาด้วย” อลันถามต่อ“ข้าตามแล้ว แต่นางบอกว่าจะเล่นกับเจ้าดำจนกว่าอาหารจะเสร็จนี่ขอรับ”“เจ้ารีบไปตามน้องกลับมาเดี๋ยวนี้เลย ปล่อยให้อยู่ข้างนอกคนเดียวตอนฟ้ามืดมันอันตราย” อลันบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรนขึ้นมาเล็กน้อย“ขอร้าบบบ” อามินตอบเสียงยานคาง พร้อมกับค่อยๆ ลากตัวเองออกไปตามแอนเน่ที่คอกม้า ภามกับอลันเดินเข้ามานั่งรอที่โต๊ะอาหาร ขณะที่เมมี่กำลังต้มซุปหัวไชเท้าอยู่ ทั้งสองนั่งคุยกันถึงวิธีการสร้างหลุมใต้ดินที่จะเอาไว้ใช้เก็บอาหาร ทำให้ภามนึกถึงเนื้อที่เน่าขึ้นมาได้ “น้าเมมี่เอาเนื้อที่เน่าแล้วไปไว้ที่ใดหรือ” ภามหันไปถามคนที่ยืนอยู่หน้าเตา“ข้าใส่ถุงวางไว้ที่นอกประตูหลังบ้านเจ้าค่ะ พรุ่งนี้จะนำไปทิ้งในป่า”“ยังไม่ต้องทิ้งๆ เดี๋ยวข้าจะเอาไปใส่หลุมปุ๋ย” ภามพูด พร้อมกับลุกขึ้นเดินไปทางหลังบ้าน ภามนำเนื้อที่เน่าเสียแล้วทั้งหมดไปใส่รวมในหลุมปุ๋ยที่หมักไว้ โดยเฉลี่ยให้เท่าๆ กันทั้งสี่หลุม ก่อนจะเดินกลับมาแวะที่คอกม้า เพื่อดูว่าอามินและแอนเน่กลับเข้าบ้านไปหรือยัง ซึ่งเขาไม่พบใคร จึงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนได้เห็นอามินกำลังแบกแอนเน่ที่กอดคอพี่ชายไว้แน่น ค่อยๆ ก้าวเดินกลับบ้านอย่างไม่มั่นคงนัก “เกิดอะไรขึ้น” ภามเดินเข้ามาถาม พร้อมกับดึงแอนเน่มาอุ้มไว้แทน“...แฮกๆ คือ ...นางตกลงมาจากหลังเจ้าดำขอรับ” อามินหอบเล็กน้อย ก่อนจะพยายามตอบคำถามของภาม“ไปเล่นกันอีท่าไหนเนี่ย” ภามถาม พร้อมกับเริ่มก้าวเดินกลับบ้าน“ข้าปีนขึ้นไปขีหลังเจ้าดำ ตอนพี่ใหญ่มาเรียกเข้าบ้าน ข้าลงไม่ได้ จึงตกลงมาเจ้าค่ะ” แอนเน่ตอบเสียงอ่อย นั่งเกร็งตัวแข็งอยู่บนแขนข้างหนึ่งของภามที่อุ้มเธออยู่ ภามที่เห็นว่าแค่ตกลงมา แอนเน่ก็คงตกใจอยู่ไม่น้อยแล้ว จึงไม่ได้ดุว่าอะไรต่อ และพาเด็กทั้งสองกลับเข้าไปในบ้าน ทันทีที่อลันกับเมมี่เห็นภามอุ้มแอนเน่ที่ตาแดงเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา ก็รีบวิ่งเข้ามาดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างตกใจ จนเมื่อตรวจดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไรมากก็ถอนหายใจโล่งอก “เจ้าซนจนเกิดเรื่องแล้ว เห็นหรือไม่” หลังจากที่หายตกใจแล้ว เมมี่ก็เอ่ยดุลูกสาว“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ” แอนเน่กล่าวเสียงอ่อย พร้อมกับก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด“เอาเถอะๆ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ลูกกำลังเสียขวัญ เจ้าก็อย่าดุนักเลย” อลันช่วยพูดไกล่เกลี่ย ทุกคนจึงกลับมานั่งทานซุปมื้อเย็นกันต่อ โดยไม่เสียงเสียงบ่นว่ามื้อนี้ไม่มีเนื้อจากแอนเน่สักแอะ ซึ่งหลังอาหารมื้อนี้อลันเป็นคนอาสาล้างจ้าน และให้เมมี่พาแอนเน่ที่เจ็บขาไปอาบน้ำเข้านอนก่อน อามินเองก็ช่วยพ่อล้างจานเก็บกวาดครัวโดยไม่บ่นสักคำ ภามนั่งมองภาพครอบครัวที่ห่วงใยกันตรงหน้า แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึง ‘ครอบครัว’ ที่เขาเคยมีก่อนหน้านี้ ครอบครัวที่เขาปกป้องไว้ไม่ได้ แต่ยิ่งคิดถึงหัวหน้า โอ๊ต และตี๋ เขาก็ยิ่งเศร้า คาดว่าถ้ามีเหล้า เขาคงต้องยิ้มใจสักหน่อย แต่เนื่องจากไม่มี เขาจึงเทน้ำใส่แก้ว และเดินออกจากบ้านไปนั่งเล่นรับลมที่ดาดฟ้าเงียบๆ คนเดียวแทน หลังจากเสียงพูดคุยกันในบ้านด้านล่างเงียบลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทุกคนคงหลับกันหมดแล้ว ภามจึงเดินลงจากดาดฟ้า กลับมาอาบน้ำและเข้านอนบ้าง