ตอนที่ 131
“ท่านเจ้าเมือง คนจากสมาคมการค้ามารออยู่นานแล้วนะขอรับ" ชายที่ยืนรออยู่ด้านหน้าจวนเจ้าเมือง กล่าวกับเยี่ยเฟิงหลงด้วยความเคารพ "แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นคือ…"
“นี่คือสหายของข้าเอง อ่า...เกือบลืมไปเลยว่าวันนี้มีนัดกับคนของสมาคม เมิ่งหาน ข้าฝากเจ้าพาน้องชายคนนี้ไปรอที่ห้องรับรองด้วย แล้วเดี๋ยวข้าจะตามมาทีหลัง"
เมิ่งหาน เหลือบมองชิงเทียนด้วยความสงสัย ตั้งแต่ที่เข้ามาเป็นพ่อบ้านในจวนหลังนี้ เขาแทบจะไม่เคยเห็นเยี่ยเฟิงหลงเรียกใครว่าสหาย นอกจากผู้นำตระกูลลั่วที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่ยังไม่ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองเลยด้วยซ้ำ
“ทราบแล้วขอรับ"
ชิงเทียนได้รับการปรนนิบัติเป็นอย่างดี ในฐานะแขกของท่านเจ้าเมือง โดยรวมแล้วสถานที่แห่งนี้ ดูโอ่อ่ายิ่งกว่าจวนของเจ้าเมืองเมฆาล่องเสียอีก
เมิ่งหานเสนอสาวรับใช้ให้มาดูแลชายหนุ่ม แต่ทว่า กลับถูกปฏิเสธกลับมาอย่างทันควัน เขาจึงได้แต่รินน้ำชาแล้วเดินออกจากห้องไป
ชิงเทียนใช้นิ้วสัมผัสแหวนมิติ พร้อมกับเผยยิ้มออกมา หากรวมกับที่เยี่ยเฟิงหลงเคยสัญญาไว้ วันนี้เขาสามารถทำกำไรได้ถึงยี่สิบล้านศิลาปราณเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่อวิ๋นชางไห่จะลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง
”เจ้าเป็นใคร…"
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เอ่ยถามชิงเทียนด้วยความหวาดระแวง
“นายน้อยกลับมาแล้วหรือขอรับ"
ยังไม่ทันที่ชิงเทียนจะได้อธิบาย เมิ่งหานก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ซึ่งคำที่เขาใช้เรียกชายคนดังกล่าว ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่านี่จะต้องเป็นบุตรชายของเยี่ยเฟิงหานอย่างแน่นอน
“ข้าคือแขกของท่านเจ้าเมือง"
"แขก?"
“นายน้อย คุณชายชิงเทียนเป็นสหายของท่านเจ้าเมือง ได้โปรดรักษามารยาทด้วยขอรับ" เมิ่งหานอธิบาย
ชายหนุ่มคนดังกล่าว ไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใด ผู้บ่มเพาะขอบเขตเซียนขั้นต้น ถึงคู่ควรให้บิดาตนเองเรียกว่าสหาย อีกทั้งอายุของชิงเทียนยังดูน้อยกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ
“ข้าเยี่ยกวานจง เป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมือง จะว่าไปพลังปราณรอบตัวเจ้า เข้มข้นยิ่งกว่าพลังบ่มเพาะเสียอีก ขอบเขตเซียนขั้นกลางระดับหนึ่ง...ไม่สิแม้ระดับสองก็ยังไม่อาจเอาชนะเจ้าได้ นี่เจ้าเป็นสัตว์ประหลาดรึไงกัน"
ชิงเทียนผงะไปเล็กน้อย หลังจากถูกอีกฝ่ายวิเคราะห์ได้อย่างละเอียด แต่เมื่อเขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเยี่ยกวางจง ความสงสัยก็สลายไปในทันที ‘เนตรปราณ' นั่นคือสิ่งที่ชิงเทียนรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งมันมีความสามารถในการมองเห็นลมปราณได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้เคล็ดวิชาปกปิดลมปราณที่แข็งแกร่งขนาดไหน ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคู่นี้ไปได้ รวมถึงการพรางตัวด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าเนตรปราณจะทรงพลังมากขนาดไหน ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่เยี่ยกวานจงไม่สามารถที่จะมองเห็น ตัวอย่างเช่นยุทธภัณฑ์เทวะ ที่เป็นพลังเกินกว่าที่คนทั่วไปจะหยั่งถึง
“กวานเอ๋อ พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าใช้พลังเนตรพร่ำเพรื่อ และที่สำคัญนี่คือแขกของเรา ไม่คิดว่าเป็นการกระทำที่เสียมารยาทรึไง" เยี่ยเฟิงหลงกล่าวตำหนิบุตรชาย
“ขออภัยด้วยขอรับ"
“ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปฝึกได้แล้ว หรือจะให้พ่อยกสิทธิ์เข้าสำนักให้คนอื่น"
“ข...ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ" เยี่ยกวานจง วิ่งออกจากห้องไปด้วยความรีบร้อน ก่อนที่เมิ่งหารจะตามออกไป จนเหลือเพียงชิงเทียนและเยี่ยเฟิงหลงอยู่กันตามลำพัง
"พี่เยี่ยสิทธิ์เข้าสำนักหมายถึงอะไร"
“หืม? เจ้าไม่รู้เรื่องนี้งั้นรึ ถ้าให้อธิบายก็คงเปรียบเสมือนคำเชิญล่ะมั้ง เขตที่เราอยู่กันตอนนี้ อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองสายธาร บรรดาสำนักใหญ่ภายในเมือง จึงพยามยามแก่งแย่งและเฟ้นหาผู้มีพรสวรรค์ ตามเมืองขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วทั้งอาณาเขต ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากพื้นฐานลมปราณที่ต่ำกว่าทวีปอื่นๆนั่นล่ะนะ"
ชิงเทียนเข้าใจในสิ่งที่เยี่ยเฟิงหลงต้องการจะสื่อ ในทวีปที่เขาเคยอยู่ สำนักต่างๆไม่จำเป็นต้องออกค้นหาผู้มีพรสวรรค์ เนื่องจากสามารถพบได้อย่างดาษดื่น แต่ทวีปเทียนฉินนั้นแตกต่างออกไป แม้แต่ผู้ที่ตัดผ่านถึงขอบเขตเซียนขั้นกลางในขณะที่ยังเยาว์วัย ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ จึงเป็นเรื่องปกติที่แต่ละสำนัก จะยอมลงทุนออกตามหาผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะ
“ว่าแต่...ทำไมเจ้าไม่ลองไปเข้าร่วมสำนักเหล่านั้นบ้างล่ะ หากความสามารถของเจ้า เป็นดังที่กวานเอ๋อพูดมาจริงๆ รับรองเลยว่าสำนักเหล่านั้น ต้องรีบมาขอร้องให้เจ้าเข้าร่วมสำนักเป็นแน่"
ชิงเทียนเผยยิ้มออกมา ด้วยความรู้ที่เขาส่งสมมาตลอดหลายหมื่นปี ต่อผู้อาวุโสในสำนักเหล่านั้นมาก้มหัวขอร้องให้เขารับเป็นศิษย์ ชิงเทียนก็ยังไม่แม้แต่จะชายตาแล
“ข้ายังไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมกับสำนักใด"
เมื่อเยี่ยเฟิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียดาย ที่ต้องเห็นชิงเทียนทิ้งโอกาสไปอย่างไม่ใยดี แต่ทุกคนย่อมมีเป้าหมายเป็นของตนเอง เขาจึงไม่คิดจะก้าวก่ายการตัดสินใจของชายหนุ่ม
“เอาล่ะ เลิกพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า" สุราไม่น้อยกว่าสิบไห วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าชิงเทียน กลิ่นหอมที่อบอวลไปทั่วห้องยากที่จะมีใครอดใจไหว “นี่คือเหล้านารีแดงที่ข้าหมักบ่มมากับมือ แม้ชื่ออาจจะฟังดูธรรมดา แต่รับรองได้เลยว่าหลังจากที่เจ้าดื่มเข้าไปเพียงแค่อึกเดียว จะต้องเพลิดเพลินไปกับรสชาติของมันอย่างแน่นอน"
ชิงเทียน ที่รับรู้ถึงกลิ่นสมุนไพร รู้ได้ทันทีว่าสุราชนิดนี้ ใช้สมุนไพรระดับสูงในการหมักบ่ม การดื่มมันเข้าไปจึงไม่ต่างจากการบ่มเพาะพลัง ซึ่งหลังจากที่ได้ลองชิม เขาก็ถึงกับต้องประหลาดใจกับรสชาติที่ลึกล้ำ ทัดเทียมกับสุราระดับสูงในทวีปเฟยหลงเลยทีเดียว
“เป็นสุรารสเลิศดั่งที่ท่านว่าจริงๆ"
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหม น่าเสียดายที่พ่อข้าต้องการให้สานต่อตำแหน่งเจ้าเมือง ข้าจึงไม่ได้เปิดโรงกลั่นเหล้าตามความฝันสักที"
จากความคิดของชิงเทียน เขาคิดว่าหากเยี่ยเฟิงหลงเลือกเปิดโรงกลั่นเหล้า ตระกูลเยี่ยคงร่ำรวยและมีอำนาจยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก “เนตรปราณของลูกชายท่าน สืบทอดมาจากฝั่งภรรยาใช่หรือไม่"
“เจ้านี่ยังสายตาแหลมไม่เปลี่ยนเลยนะ ถูกต้องแล้วกวานเอ๋อได้รับพรสวรรค์มาจากแม่ ทว่าตอนนี้อาการของนางไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จึงยังไม่สามารถพามาพบเจ้าได้"
"นางป่วยเป็นอะไร"
“ข้าเองก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดมากนัก แม้แต่แพทย์ภายในเมือง ก็ยังไม่เคยพบเจอโรคที่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน"
“ขอข้าดูอาการหน่อยได้หรือไม่"
เยี่ยเฟิงหลง เหมือนจะพึ่งรู้ตัวว่าตนเองพลาดสิ่งสำคัญไป นั่นก็คือเขาลืมไปเลยว่า ชิงเทียนเป็นแพทย์หนุ่มฝีมือฉกาจ “ให้ตายสิ!! ข้าลืมเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ได้ยังไงกัน ตามมาสิเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปพบกับนางเอง"
ชิงเทียนคิดว่านี่คือเจตนาที่แท้จริงของเยี่งเฟิงหลง แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวกลับไม่คิดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ‘ดูเหมือนเขาตั้งใจจะพาเรามาดื่มสุราแค่นั้นสินะ เริ่มจะรู้สึกสงสารแม่ของเยี่ยกวานจงขึ้นมาซะแล้วสิ'
---------------------------------