หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 42 พึงใจซูจ้งฝู่หรือไม่

    บทที่ 42 พึงใจซูจ้งฝู่หรือไม่


    งานเลี้ยงชมดอกโบตั๋นเป็นงานใหญ่ของเมืองหลวง ฤดูใบไม้ผลิของทุกปีเป็นช่วงที่ดอกโบตั๋นเบ่งบาน องค์หญิงใหญ่จะจัดงานเลี้ยงที่ตำหนักนอกเมืองและเชิญบุตรธิดาตระกูลใหญ่มาร่วมงานโดยเฉพาะ


    ส่วนจุดมุ่งหมายของกู้อวี้… ไม่ต้องบอกก็รู้


    เมื่อก่อนกู้ฉยงไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก ตอนนี้ยังต้องประสบปัญหาเรื่องงานมงคลเพราะต่งฉางเม่า

     

    ประการแรกนาง ต้องการให้น้องสาวไปเข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อลองดูว่าจะพบคนที่ถูกใจหรือไม่

    ประการที่สอง ให้น้องสาวได้ออกไปเปิดหูเปิดตา ไม่เอาแต่เก็บตัวอุดอู้อยู่ในห้องหอ

    กู้อวี้กับกู้ฉยงเป็นบุตรีของซูอี๋เหนียง แต่กู้อวี้ถูกระบุว่าเป็นบุตรชายของฮูหยินใหญ่ ฐานะบุตรีของอนุภรรยา ประกอบกับเคยหมั้นหมายกับเดรัจฉานอย่างต่งฉางเม่า จึงยากที่กู้ฉยงจะหลีกเลี่ยงการถูกดูหมิ่นจากคนอื่น


    ถ้าน้องสาวได้รับการเชื้อเชิญจากองค์หญิงใหญ่ ยามเลือกคู่หมั้นจะได้มีตัวเลือกมากหน่อย

    “นี่เป็นเรื่องเล็ก เดิมทีก็ควรเชิญคุณหนูกู้ด้วยอยู่แล้ว แต่นางไม่ค่อยออกมาข้างนอก ข้าจึงตกหล่นไป ถ้าสามารถช่วยส่งเสริมบุพเพให้คุณหนูกู้ระหว่างงานเลี้ยงชมโบตั๋นได้ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน”

    องค์หญิงใหญ่ได้ยินกู้อวี้พูดว่าคุณหนูกู้จะยกเลิกการหมั้น แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถามออกมา


    การเชิญกู้ฉยงมาร่วมงานเลี้ยงชมโบตั๋นสำหรับนางแล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง ได้ยินกู้อวี้ตอบรับ ในใจก็รู้สึกยินดี


    เจรจาเงื่อนไขเสร็จเรียบร้อยก็ควรเข้าสู่เรื่องสำคัญเสียที

    กู้อวี้ไม่พูดพร่ำ ตัดเข้าประเด็นทันที “ถ้าต้องการให้จูซิ่วไฉพ้นผิดจะต้องทำสามข้อนี้ให้ครบ”

    “ข้อแรก ทำให้ชื่อเสียงดีงามของจูซิ่วไฉเผยแพร่มาถึงเมืองหลวง หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องให้ได้ยินไปถึงหูของคนในกรมอาญา จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการลดหย่อนโทษเพราะเห็นแก่คุณงามความดี งานชุมนุมปราชญ์กำลังจะเริ่มต้น มีคนมากมายเข้าร่วม เรื่องนี้ไม่ยาก เพียงทำให้มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างหนาหูในหมู่บัณฑิตก็พอ”

    “ข้อสอง ทำให้กรมอาญาขึ้นหลังเสือยากจะลง รอจนงานชุมนุมปราชญ์สิ้นสุดลง องค์หญิงใหญ่ทรงออกหน้าขอให้ราชครูในสำนักศึกษาหลวงรวบรวมรายชื่อบัณฑิต ยื่นฎีการ้องขอความเมตตาแทนจูซิ่วไฉ”

    “ข้อสาม ความจริงแล้วสมควรนำตัวจูซิ่วไฉออกจากคุกในอำเภอทงหนิงมายอมรับผิดต่อหน้าบัณฑิตทั้งแผ่นดิน บัดนี้ห่างจากงานชุมนุมปราชญ์อีกไม่ถึงสิบวัน ถ้าใช้เส้นทางน้ำไม่แน่ว่าอาจเดินทางมาถึงทันช่วงงานชุมนุมปราชญ์พอดี”


    “ยอดเยี่ยม” องค์หญิงใหญ่ปรบมือชมเชย

    พอเรื่องนี้ออกมาจากปากของกู้อวี้กลับกลายเป็นเรื่องง่ายดายกว่าเดิม

    ตอนแรกนางเอาแต่ใคร่ครวญว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถซื้อตัวคนในกรมอาญา ทำอย่างไรจึงจะสามารถกดดันกรมอาญาได้ หากทำเช่นนี้ ย่อมสามารถบรรลุถึงผลลัพธ์ที่นางต้องการ แต่ก็ยากจะหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพกฎหมาย หากเรื่องไปถึงพระกรรณฮ่องเต้ เกรงว่าคงมีแต่จะทำให้ฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยจวนองค์หญิงใหญ่

    ซูจ้งฝู่เงยหน้าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เขาเป็นปัญญาชนที่เดินออกมาจากภูเขาตำราทะเลกวี สิ่งที่ได้เรียนรู้มาก็คือคุณธรรมจรรยา แนวทางความคิดจึงยึดติดตายตัวอย่างยากจะเลี่ยง การใช้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนมากดดันความจริงแล้วเป็นเรื่องที่คิดถึงได้ไม่ยาก แต่เขาถูกความคิดของตนเองตีกรอบจึงไม่อาจถอนตัวออกมาได้


    ยังมีงานชุมนุมปราชญ์ การรับสมัครพ่อค้า…

    ซูจ้งฝู่ทอดถอนใจ สีเขียวเกิดจากสีน้ำเงินแต่กลับเด่นล้ำกว่าสีน้ำเงิน*[1] กู้ซื่อจื่อผู้นี้ไม่ถูกจำกัดไว้ในกรอบ จิตใจมีเมตตา ในอกมีปณิธาน ถือเป็นวาสนาของปวงประชา

    ซูจ้งฝู่ยืนขึ้นมาค้อมคารวะต่อกู้อวี้อย่างจริงจัง “ข้าน้อยขอขอบคุณกู้ซื่อจื่อแทนจูซิ่วไฉ”

    กู้อวี้ก็ยืนขึ้นเช่นกัน กล่าวว่า “ไม่ต้องเกรงใจ เรื่องนี้ไม่อาจรอช้า นายอำเภอซูโปรดส่งพิราบสื่อสารไปยังเจียงหนานโดยเร็วที่สุด แจ้งให้เจ้าหน้าที่ในศาลาว่าการท้องถิ่นคุมตัวจูซิ่วไฉเข้าเมืองหลวง ยังต้องรบกวนให้ท่านอ๋องช่วยข้าน้อยกระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่บัณฑิต องค์หญิงใหญ่โปรดไปหาราชครูที่สำนักศึกษาหลวง”

    “เรื่องราวไม่อาจรอช้า ข้าน้อยจะไปดำเนินการเดี๋ยวนี้ องค์หญิงใหญ่ ท่านอ๋อง ข้าน้อยขอตัวก่อน” ซูจ้งฝู่กล่าวจบก็หมุนกายจากไปด้วยฝีเท้าหนักแน่น แผ่นหลังตั้งตรงดุจต้นสน

    องค์หญิงใหญ่และเซียวเหยาอ๋องก็ลุกขึ้นเดินไปส่งเขาถึงประตู

    มองตามเงาหลังของซูจ้งฝู่ องค์หญิงใหญ่พลันเข้าสู่ภวังค์ครุ่นคิดอันสับสน


    หลายปีผ่านไป นางรู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไปมาก สาวน้อยผู้ไร้เดียงสาไร้ทุกข์ไร้โศกผู้นั้นค่อย ๆ กลายมาเป็นองค์หญิงใหญ่ที่เย็นชาใจแข็ง และเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบาย

    แต่ซูจ้งฝู่กลับไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ทั่นฮวาหลางที่แสนโดดเด่นในปีนั้นต้องเผชิญกับโทสะของอดีตฮ่องเต้เพราะ ‘ลำนำชิงเหมย’ จนถูกส่งไปรับตำแหน่งนายอำเภอในถิ่นทุรกันดาร ใครต่อใครล้วนทอดถอนใจด้วยความเสียดาย

    แต่คิดไม่ถึงว่า ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี เขากลับอาศัยความสามารถของตนเองจนได้ย้ายไปรับตำแหน่งที่เจียงหนาน ได้ยินว่าชาวบ้านรักใคร่เทิดทูนเขา ยี่สิบปีมานี้ไม่ยินดีเลื่อนตำแหน่ง

    ประการสำคัญที่สุดก็คืออุดมการณ์ของซูจ้งฝู่เองก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เดิมเขาสามารถทำเหมือนนายอำเภอเจียงหนานคนอื่น ๆ ปฏิบัติหน้าที่อย่างฉาบฉวยผิวเผิน ปล่อยให้บัณฑิตเหล่านี้มาร้องทุกข์ที่เมืองหลวง แต่เขากลับไม่ทำ และเลือกที่จะร่วมเดินทางมาเมืองหลวงพร้อมกับเหล่าบัณฑิต

    ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองอาจต้องหลุดจากตำแหน่งราชการเพราะเรื่องนี้ แต่เขายังคงมา ซูจ้งฝู่ปรารถนาจะทำอะไรบางอย่างเพื่อบัณฑิตทั้งแผ่นดิน ความลำบากที่ตนเองเคยประสบมาระหว่างการสอบรับราชการ เขาไม่ต้องการให้คนรุ่นหลังต้องซ้ำรอย


    ทั้งยังรู้สึกเสียดายแทนจูเจี้ยนชุนที่มีใจกตัญญูผู้นั้น

    โชคดีที่ซูจ้งฝู่ได้มาเห็นว่าฝ่าบาทมีประสงค์จะปรับปรุงระบบการสอบเคอจวี่ เหลือเพียงจูเจี้ยนชุน เขาจึงยอมใช้หนี้น้ำใจสุดท้ายด้วยการขอให้นางช่วยเหลือจูเจี้ยนชุน

    องค์หญิงใหญ่ถามตนเองว่า… พึงใจซูจ้งฝู่หรือไม่?

    แน่นอนว่าไม่

    แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือนางเป็นองค์หญิงที่เติบโตมากับการอ่านเรื่องราวความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างชายหญิง เทียบกับแม่ทัพจวินจิ้นที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน นางปรารถนาคู่ครองที่จะเคียงข้างอ่านตำราจิบน้ำชาไปด้วยกันกับนางมากกว่า

    การชำเลืองมองด้วยความพิศวงในงานเลี้ยงพระราชทานครานั้นทำให้นางหวั่นไหวอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ความรู้สึกนั้นมอบกลับมาคือความเจ็บปวดเกินราคา

    เพียงเหลือบมองไม่กี่ครั้งกลับนำมาซึ่งคำครหาไม่รู้จบ ทั้งยังทำให้ซูจ้งฝู่และซูเยว่เหนียงต้องเดือดร้อนไปด้วย

    นางเคยเห็นซูเยว่เหนียง เป็นสตรีที่อ่อนโยนนุ่มนวลและคล้ายคลึงกับซูจ้งฝู่อย่างมาก เป็นผู้หญิงแบบที่ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรัก รอยแผลเป็นบนลำคอของซูเยว่เหนียงน่ากลัวถึงเพียงนั้น ย้ำเตือนว่านางเป็นต้นเหตุ

    ยังมีจวินจิ้น ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ในสายตาคนอื่นกลับกลายเป็นคนที่ถูกสวมหมวกเขียวไปเรียบร้อยแล้ว


    แต่จวินจิ้นกลับไม่ถือสา ตรงกันข้าม ตอนที่นางถูกใครต่อใครเยาะเย้ยถากถาง เขากลับก้าวออกมาปกป้องนางจากถ้อยคำโหดร้ายของคนอื่น

    ตอนที่นางถูกคำสบประมาทปรามาสทำให้เจ็บช้ำใจ เขายังปลอบนางว่า ‘ข้าเป็นว่าที่สวามีขององค์หญิง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะปกป้องท่าน’

    เป็นคนที่ดีงามปานนั้น น่าเสียดายที่สวรรค์ริษยาวีรบุรุษ เขาจึงต้องเอาชีวิตไปทิ้งในต่างแดน


    ต่อมา นางเลือกยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงบัลลังก์อีกครั้ง หมายความว่าทุกคำพูดและการกระทำของนางอยู่ในการจับตามองของคนนับไม่ถ้วน หากชะล่าใจไปเพียงนิดก็จะชักนำพิบัติภัยมาสู่ตนเองและผู้อื่น

    ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าการแย่งชิงบัลลังก์นั้นโหดร้าย ปีนั้นนางยื่นมือเข้าไปยุ่งแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้เมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกครั้งย่อมทำให้ฝ่าบาททรงบังเกิดความระแวงอย่างเลี่ยงไม่ได้

    แต่ถ้าไม่เข้าไปยุ่ง นางก็ทำใจมองตระกูลจวินตกต่ำลงไม่ได้ นางต้องการฟื้นฟูตระกูลจวินขึ้นมาอีกครั้งแทนสวามีที่สิ้นชีพในแดนใต้ นางกับจวินเจ๋อบุตรชายจะช่วยกันทำให้ตระกูลจวินรุ่งเรืองสืบไปอีกนับหลายสิบปี

    ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับซูจ้งฝู่ไม่ได้พัวพันคลุมเครือดังเช่นในลำนำ 

    วันที่ซูจ้งฝู่เดินทางออกจากเมืองหลวงไปรับตำแหน่งในแดนไกล นางยังไปส่งพวกเขาสองสามีภรรยาออกเดินทางด้วยตนเอง ปรารถนาให้พวกเขาครองคู่ตราบจนผมขาวจากใจจริง

    เพราะความละอายใจ องค์หญิงใหญ่จึงรับปากซูจ้งฝู่ว่าหากประสบความยากลำบากก็สามารถมาขอความช่วยเหลือจากนางได้


    องค์หญิงใหญ่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้หนี้น้ำใจนี้เพื่อจูเจี้ยนชุน แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้วก็ยังคงอยู่ในความคาดหมาย เขาทำเช่นนี้จึงจะสมเป็นซูทั่นฮวาที่อุทิศตนเองเพื่อผู้อื่นและทำให้นางต้องเหลียวมองอย่างยากจะอดใจ

    กู้อวี้ที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นว่าองค์หญิงใหญ่มีสีหน้าคะนึงหา จึงสงสัยในใจว่า หรือปีนั้นองค์หญิงใหญ่จะมีใจให้ซูทั่นฮวาจริง ๆ?

    พริบตาถัดไป นางก็ถูกเซียวเหยาอ๋องลากคอไปยังมุมหนึ่ง

    “ท่านทำอะไรน่ะ!” กู้ซื่อจื่อรีบสลัดหลุดจากเขา ทำเป็นจัดคอเสื้อขณะลูบลูกกระเดือกปลอมของตนเอง แล้วค่อยระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดีที่ไม่หลุด

    จวินเจ๋อหรี่ตา มือข้างหนึ่งค้ำบนกำแพง กักกู้อวี้ไว้ระหว่างกำแพงและร่างกายของเขา “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้ารักกันลึกซึ้ง เจ้าเก็บความคิดเหลวไหลไม่เข้าท่าพวกนั้นกลับไปเดี๋ยวนี้!”




    [1] สีเขียวเกิดจากสีน้ำเงินแต่กลับเด่นล้ำกว่าสีน้ำเงิน (青出于蓝而胜于蓝 ) หมายถึง คลื่นลูกใหม่ล้ำหน้าคลื่นลูกเก่า นอกจากนี้ยังหมายถึงลูกศิษย์ที่โดดเด่นกว่าอาจารย์


    คล้ายกับเรื่องหยกงามเคียงบัลลังก์ ที่คุณอ่าน