บทที่ 11 - เผยเขี้ยวเล็บ
สิ้นคำกล่าวของเสิ่นหลิน บรรยากาศภายในศาลารับรองพลันเดือดพล่านขึ้นมาทันที ดวงตาของยอดฝีมือรุ่นเยาว์นับร้อยคู่ทอประกายเจิดจ้า ราวกับฝูงหมาป่าที่จ้องมองชิ้นเนื้ออันโอชะ
เสิ่นหลินยกยิ้มมุมปาก เขาโบกมือเบา ๆ เป็สัญญาณให้ผู้ติดตามที่ยืนรออยู่ด้านนอก
ครืน... ครืน...
เสียงวัตถุหนักอึ้งบดขยี้กับพื้นหินดังสะท้อนก้อง ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสิบคนแบกแท่นศิลาสีเทาเข้มที่สลักลวดลายพยัคฆ์คำราม เดินเรียงรายเข้ามาภายในลานประลองหินอ่อนที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำ พวกเขาวางแท่นศิลาทั้งสิบตัวลงอย่างเป็ระเบียบ โดยแบ่งเป็สองแถว แถวละห้าตัว หันหน้าเข้าหาศาลารับรอง
เพียงแค่แท่นศิลาทั้งสิบถูกวางลง แรงกดดันที่มองไม่เห็นก็แผ่ซ่านออกมากดทับจิตใจของเหล่ารุ่นเยาว์ นี่ไม่ใช่แค่แท่นธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของอำนาจ เกียรติยศ และตั๋วผ่านทางสู่ความยิ่งใหญ่ในมณฑลชางโยว!
"กติกาในการคัดเลือกวันนี้เรียบง่ายที่สุด" เสิ่นหลินก้าวออกมายืนอยู่ริมสระน้ำ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยพลังปราณที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ "แท่นศิลาทั้งสิบตัวนี้ คือตัวแทนของสิทธิ์ทั้งสิบที่นั่ง หากผู้ใดคิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอและคู่ควร จงก้าวขึ้นไปนั่งบนแท่นตัวนั้นเสีย!"
สายลมพัดโชยมาเบา ๆ ทว่าไม่อาจดับความร้อนรุ่มในใจของผู้คนได้ เสิ่นหลินกล่าวสืบไป
"แน่นอนว่า หากมีผู้ใดไม่ยอมรับและคิดว่าตนเองเหมาะสมกว่า ย่อมสามารถก้าวขึ้นไปบนลานประลองเพื่อท้าชิงที่นั่งได้ กฎมีเพียงข้อเดียวคือห้ามลงมือถึงตาย! ข้าจะจุดธูปหอมหนึ่งก้าน เมื่อใดที่ธูปก้านนี้มอดดับลง ผู้ใดที่ยังคงแท่นศิลาทั้งสิบตัวอยู่... ผู้นั้นคือตัวแทนของเมืองหยุนเทียน!"
ฟู่!
สิ้นคำประกาศ ผู้ติดตามของจวนเ้าเมืองก็จุดกระถางธูปสัมฤทธิ์ใบใหญ่ ควันสีขาวสายหนึ่งลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่อากาศ เป็สัญญาณแห่งการเริ่มต้นการต่อสู้แย่งชิงที่ไม่มีใครยอมใคร
บรรยากาศแบบผู้ชนะกินรวบเช่นนี้ บีบคั้นจิตใจและท้าทายความเย่อหยิ่งของเหล่าอัจฉริยะถึงขีดสุด!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ในเมื่อคุณชายเสิ่นเปิดทางให้ถึงเพียงนี้ หากข้าปฏิเสธก็คงเป็การเสียมารยาท!"
เสียงหัวเราะดังกังวานขึ้น ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดสีฟ้าครามพุ่งทะยานออกจากที่นั่งราวกับพญาอินทรีสยายปีก ปราณวายุหมุนวนอยู่รอบกาย ส่งให้ร่างของเขาลอยข้ามผิวน้ำไปทิ้งตัวลงบนแท่นศิลาตัวแรกอย่างงดงามและดุดัน
เขาคือ 'หลิงเฟิง' อัจฉริยะอันดับต้น ๆ ของตระกูลหลิง ผู้พลังขอบเขตรวมปราณขั้นที่สาม!
สายตาอันเย่อหยิ่งของหลิงเฟิงกวาดมองไปรอบทิศทาง พลังปราณที่กดดันแผ่ซ่านออกมาจนทำให้รุ่นเยาว์หลายคนที่คิดจะท้าชิงต้องกลืนน้ำลายลงคอ ไม่มีใครกล้าเปิดฉากปะทะกับยอดฝีมือขั้นรวมปราณระดับสามั้แ่เริ่มงานแน่
เมื่อมีผู้เปิดฉาก ย่อมมีผู้ตามติด
"แท่นตัวที่สองต้องเป็ของข้า!"
หวังเมิ่งที่เพิ่งอับอายจากการถูกหลิงเยว่ตบหน้าแตกเมื่อครู่ คำรามลั่นด้วยความคับแค้นใจ เขา้ากอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาโดยด่วน ร่างหนาตบโต๊ะเสียงดังสนั่น อาศัยแรงสะท้อนพุ่งทะยานขึ้นสู่ลานประลอง พลังปราณธาตุไฟระดับรวมปราณขั้นที่สองลุกโชนห่อหุ้มกำปั้น เขาทิ้งตัวลงนั่งบนแท่นตัวที่สองด้วยท่วงท่าที่กระด้างและเกรี้ยวกราด
"ข้า หวังเมิ่ง นั่งตรงนี้! ผู้ใดไม่พอใจก็เข้ามา!" เขาตวาดลั่น แววตาแดงก่ำมองหาที่ระบายอารมณ์
และก็มีคนโง่เขลาที่หลงใหลในความรุ่งโรจน์ก้าวออกมาจริง ๆ ชายหนุ่มจากตระกูลสายรองผู้หนึ่งที่มีพลังเพียงขั้นหลอมกายาระดับสูงสุด ทะยานขึ้นไปบนลานประลองหมายจะท้าชิงจังหวะชุลมุน
"หวังเมิ่ง! ข้าขอท้า..."
"ไสหัวไป!!"
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มผู้นั้นจะกล่าวจบ หวังเมิ่งก็ะเิพลังปราณออกจากร่าง หมัดที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและปราณเพลิงพุ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างจัง!
เปรี้ยง!!
"อ๊าก!"
ชายหนุ่มผู้ท้าชิงกระอักเืคำโต ร่างปลิวละลิ่วตกลงไปในสระน้ำเสียงดังตูม สลบเหมือดในกระบวนท่าเดียว!
ความเด็ดขาดและโเี้ของหวังเมิ่งทำให้ความร้อนแรงของเหล่ารุ่นเยาว์ลดอุณหภูมิลงทันที นี่คือช่องว่างระหว่างขั้นหลอมกายาและขั้นรวมปราณที่ไม่อาจก้าวข้ามได้โดยง่าย!
หลังจากนั้น การแย่งชิงที่นั่งก็กลายเป็เวทีแสดงพลังของสี่ตระกูลใหญ่อย่างแท้จริง
เงาร่างอีกหลายสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ลานประลองอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนักแท่นศิลาก็ถูกจับจองไปจนเกือบหมดสิ้น
ตระกูลหวังนอกจากหวังเมิ่งแล้ว ยังมี 'หวังหู่' และ 'หวังเป่า' ขั้นรวมปราณระดับหนึ่ง ที่ขึ้นไปยึดแท่นมาได้อย่างภาคภูมิ ทำให้ตระกูลหวังกวาดที่นั่งไปถึงสามที่
ตระกูลเฉิน นำโดย 'เฉินซวน' นายน้อยผู้มีพลังจิติญญาลึกล้ำในระดับรวมปราณขั้นที่สาม เขาก้าวเดินข้ามผิวน้ำไปนั่งบนแท่นอย่างสง่างามโดยไร้ผู้ต่อต้าน ตามติดมาด้วย 'เฉินอวี่' ญาติผู้น้องขั้นรวมปราณระดับหนึ่ง
ทางด้านตระกูลหลิง นอกจากหลิงเฟิงแล้ว ก็ยังมี 'หลิงไห่' อัจฉริยะสายเืรองผู้บรรลุขั้นรวมปราณระดับหนึ่งขึ้นไปยึดแท่นไว้ได้อีกตัว
และสุดท้ายคือตระกูลเจียง ที่ส่ง 'เจียงฮ่าว' และ 'เจียงิ' สองอัจฉริยะขั้นรวมปราณระดับสอง ขึ้นไปแท่นสองตัวอย่างมั่นคง
แท่นศิลาเก้าตัว ถูกจับจองโดยเก้ายอดฝีมือจากสี่ตระกูลใหญ่ผู้บรรลุขั้นรวมปราณทั้งหมด! รัศมีพลังของพวกเขากดข่มจนลานประลองสั่นะเื
ทว่า... เจียงเหว่ย ศิษย์สายหลักของตระกูลเจียงผู้มักทำตัวโอหัง กลับยังคงยืนกัดฟันกรอดอยู่ที่เดิม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความริษยาและไม่ยินยอม แม้เขาจะเป็อัจฉริยะที่ถูกจับตามอง แต่ปัจจุบันเขามีพลังเพียง 'ขั้นหลอมกายาระดับห้า' เท่านั้น! การจะก้าวขึ้นไปแย่งชิงแท่นกับพวกปีศาจขั้นรวมปราณเหล่านี้ ย่อมไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย เขาได้แต่เก็บซ่อนความแค้นไว้ในใจ รอคอยจังหวะที่จะได้แสดงฝีมือ
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป การประลองย่อย ๆ เกิดขึ้นประปราย แต่ก็ไม่มีใครสามารถสั่นคลอนแท่นทั้งเก้าตัวนั้นได้เลย
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนในศาลารับรองรู้สึกแปลกประหลาดใจที่สุด กลับไม่ใช่ความแข็งแกร่งของทั้งเก้าคนบนลานประลอง แต่เป็ 'แท่นศิลาตัวที่สิบ' ที่ตั้งอยู่ตรงมุมสุดต่างหาก!
มันว่างเปล่า... ไร้ผู้!
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากได้ แต่ 'ไม่มีใครกล้า' ขึ้นไปนั่งต่างหาก!
สายตาทุกคู่จากทั่วทั้งศาลาต่างลอบมองไปยังทิศทางเดียวกัน... โต๊ะของเจียงเฉินและหลิงเยว่
ทุกคนต่างพร้อมใจกันเว้นแท่นตัวนั้นไว้ เพราะพวกเขารู้ดีว่ายังมีอีกหนึ่งสตรีที่ยังไม่ได้ก้าวขึ้นไป!
ภาพปลายนิ้วเดียวที่หยุดยั้งหมัดอสนีบาตของหวังเมิ่งยังคงตราตรึงอยู่ในหัวของทุกคน ความแข็งแกร่งระดับนั้น หากนาง้าแท่น ย่อมไม่มีผู้ใดหน้าโง่พอจะกล้าตั้งคำถามหรือท้าประลองกับนางเป็แน่
ในสายตาของคนทั่วไป พวกเขาเพียงหวาดกลัวพลังของหลิงเยว่ ทว่าในสายตาของ 'เสิ่นหลิน' บุตรชายเ้าเมืองผู้ผ่านโลกกว้างมามากกว่าใคร แววตาที่เขามองไปยังหลิงเยว่นั้นเต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างลึกซึ้ง
‘สำนักบงกชหิมะ...’ เสิ่นหลินรำพึงในใจ
ไม่มีใครในเมืองหยุนเทียนอันห่างไกลนี้รู้จักชื่อของสำนักบงกชหิมะ แต่สำหรับเสิ่นหลินที่เป็ศิษย์ของสถาบันชิงอวิ๋นในนครหลวงชางโยว เขารู้จักความน่าสะพรึงกลัวของขุมอำนาจนี้เป็อย่างดี
สถาบันทั้งสี่แห่งมณฑลชางโยวที่ว่ายิ่งใหญ่หนักหนา เป็ได้แค่เพียงมดปลวกเมื่อนำไปเทียบกับ 'สำนักบงกชหิมะ' ซึ่งเป็หนึ่งในขุมกำลังระดับสูงสุดที่ปกครองแผ่นดินนี้!
การที่ศิษย์เอกของสำนักระดับนั้นมาปรากฏตัวอยู่ในเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้ ถือเป็เื่ที่ปาฏิหาริย์และน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
เสิ่นหลินรู้ดีว่า เวทีคัดเลือกระดับมณฑลนี้เล็กเกินไปสำหรับพญาหงส์เช่นนาง แท่นตัวนั้นถูกเว้นไว้เพื่อมอบความเคารพแก่ตัวตนอันสูงส่งของนางอย่างแท้จริง
ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดและการรอคอยอย่างเงียบงันว่าเมื่อใดหญิงงามจะลุกขึ้นไปประทับบนแท่น ผู้ที่ขยับตัวลุกขึ้นยืนกลับไม่ใช่หลิงเยว่... แต่เป็คนที่ทุกคนตราหน้าว่าเป็เพียงเศษสวะ... เจียงเฉิน!
ชายหนุ่มในชุดหรูหราขยับรอยยิ้มทะเล้นที่มุมปาก เขาเอื้อมมือไปตบลงบนหลังมืออันบอบบางและเย็นเฉียบของหลิงเยว่เบา ๆ สองทีอย่างเป็ธรรมชาติ
"ลืมตาดูให้ดีเถิดภรรยาข้า... สามีจะไปแย่งที่นั่งมาให้เ้าชมเล่นสักตัว" เขากระซิบเสียงนุ่ม
หลิงเยว่ที่กำลังรวบรวมสมาธิอยู่ถึงกับชะงัก ชักมือกลับแทบไม่ทันพร้อมกับถลึงตาใส่เขา ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับไม่มีความโกรธเคือง มีเพียงความอ่อนใจและประกายความคาดหวังบางอย่างซ่อนอยู่
เจียงเฉินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่ชายเสื้ออย่างเนิบนาบ จากนั้นจึงก้าวเดินตรงไปยังแท่นศิลาแห่งที่สิบซึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่วงท่าการเดินของเขาเชื่องช้า สง่างาม และผ่อนคลาย ราวกับคุณชายสูงศักดิ์ที่กำลังเดินชมบุปผาในสวนหลังบ้าน ไร้ซึ่งกลิ่นอายคุกคามใด ๆ
"นั่นมัน... ไอ้เจียงเฉินไม่ใช่รึ!"
"์! หมอนั่นเสียสติไปแล้วหรือไร ถึงได้กล้าเดินขึ้นไปบนลานประลอง!"
เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่วศาลารับรอง ทว่าเจียงเฉินหาได้สนใจ เขายังคงก้าวเดินต่อไปด้วยรอยยิ้ม
ในขณะเดียวกัน เจียงเหว่ยที่ยืนกัดฟันกรอดด้วยความริษยาอยู่ริมลานประลอง เมื่อเห็นเจียงเฉินเดินออกมา แววตาของเขาก็พลันวาวโรจน์ไปด้วยความตื่นเต้นและอำมหิต!
‘์มีตา! ในเมื่อข้าสู้พวกยอดฝีมือขั้นรวมปราณไม่ได้ ข้าก็จะใช้แกเป็บันไดเหยียบขึ้นไปสร้างชื่อก็แล้วกัน!’
"คนไร้ค่าอย่างเ้า มีสิทธิ์อันใดมาก้าวล่วงเวทีของยอดฝีมือ! ไสหัวกลับไปซะ!"
เจียงเหว่ยตวาดลั่น พลังปราณขั้นหลอมกายาระดับห้าปะทุขึ้นเต็มสูบ ร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าหาเจียงเฉินดุจพยัคฆ์ร้ายกระโจนตะครุบเหยื่อ! หมัดที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังทั้งหมดพุ่งตรงเข้าใส่จุดตายที่หน้าอกของเจียงเฉินอย่างโเี้ กะเอาให้ไม่ตายก็ต้องพิการไปตลอดชีวิต!
ผู้คนในศาลาต่างเบือนหน้าหนี ไม่มีใครคิดว่าเจียงเฉินผู้สูญเสียพลังไปแล้วจะรอดพ้นจากหมัดนี้ไปได้
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่หมัดของเจียงเหว่ยกำลังจะปะทะร่าง เจียงเฉินกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขายังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าพร้อมกับยกมือขวาขึ้นมาอย่างหลวม ๆ
ไม่มีปราณพลังที่สั่นะเืฟ้าดิน ไม่มีกระบวนท่าที่ซับซ้อนงดงาม มีเพียง 'หมัดธรรมดา' ที่พุ่งสวนกลับไปอย่างเรียบง่าย ทว่า... ภายใต้ความเรียบง่ายนั้น กลับแฝงไปด้วยความสมบูรณ์แบบที่ถูกขัดเกลามาจาก 'หมัดยุทธ์แท้' การบิดกล้ามเนื้อ การส่งแรงจากปลายเท้าสู่เอว ทะลวงผ่านหัวไหล่ไปสิ้นสุดที่กำปั้น ทุกสัดส่วนผสานกันเป็หนึ่งเดียว!
เปรี้ยง!!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางศาลา!
คลื่นกระแทกซัดเอาฝุ่นผงบนลานประลองให้ฟุ้งกระจาย สิ่งที่ตามมาไม่ใช่ภาพของเจียงเฉินที่แหลกเหลวคาหมัด แต่มันคือร่างของ 'เจียงเหว่ย' ที่ปลิวลอยละลิ่วตีลังกากลับหลังเป็เส้นโค้งราวกับว่าวที่สายป่านขาด!
ตูม!!
ร่างของเจียงเหว่ยร่วงกระแทกทะลุศาลารับรอง ตกลงไปในสระน้ำเสียงดังสนั่น น้ำสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ร่างนั้นลอยตุ๊บป่องอยู่บนผิวน้ำ สลบเหมือดสิ้นสติไปในพริบตา!
...
เงียบ...
ทั้งศาลารับรองตกอยู่ในความเงียบงันดุจป่าช้า!
เพล้ง!
ถ้วยชาในมือของคุณชายท่านหนึ่งร่วงหล่นแตกกระจายบนพื้นหิน ปลุกสติของทุกคนให้กลับคืนมา
ผู้คนนับร้อยต่างขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา พวกเขาจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มในชุดหรูหราที่ยังคงยืนอยู่บนลานประลองด้วยท่วงท่าสง่างาม
เจียงเฉินล้วงผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมเนื้อดีออกมาจากแขนเสื้อ ค่อย ๆ เช็ดหลังมือขวาของตนเองอย่างเชื่องช้า ราวกับเพิ่งไปััโดนสิ่งปฏิกูลที่สกปรกโสมม ก่อนจะสะบัดผ้าผืนนั้นทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
‘บัดซบ! นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น!’
‘สวะที่ไหนมีพลังมหาศาลขนาดนี้! สวะที่ไหนต่อยยอดฝีมือขั้นหลอมกายาระดับห้าร่วงได้ในหมัดเดียวโดยไม่ต้องใช้พลังปราณ!’
พายุแห่งความสับสนและตื่นตะลึงก่อตัวขึ้นในใจของทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะยอดฝีมือรุ่นเยาว์บนแท่นศิลาทั้งเก้าที่บัดนี้ต่างขมวดคิ้วแน่น แววตาที่เคยมองเจียงเฉินเป็ดั่งอากาศธาตุ แปรเปลี่ยนเป็ความระแวดระวัง
บนแท่นศิลาแห่งหนึ่ง เฉินซวนที่ยืนวางมาดสง่างามอยู่เมื่อครู่ บัดนี้กลับตัวแข็งทื่อ สูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บหน้าอก เหงื่อเย็นเยียบแตกพลั่กไหลอาบแผ่นหลัง เขาสบถในใจอย่างบ้าคลั่ง
‘ข้าบอกพวกเ้าแล้ว! บอกแล้วไงว่าไอ้หมอนี่มันไม่ใช่คน มันคือปีศาจชัด ๆ! รนหาที่ตายกันแท้ ๆ!’
ในขณะเดียวกัน บนที่นั่งประธาน เสิ่นหลินผู้เป็เ้าภาพกลับมีปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไป ดวงตาของบุตรชายเ้าเมืองทอประกายเจิดจ้า รอยยิ้มบนใบหน้าขยายกว้างขึ้นอย่างปิดไม่มิด
คนทั่วไปอาจมองเห็นแค่พละกำลังอันมหาศาล แต่ในฐานะยอดฝีมือขั้นแก่นพลัง เสิ่นหลินมองเห็นลึกซึ้งกว่านั้น! หมัดเมื่อครู่ของเจียงเฉินไร้ซึ่งพลังปราณคอยหนุนเสริม แต่มันคือความสมบูรณ์แบบของการใช้สรีระร่างกาย มันคือวิชายุทธ์สายกายาที่ลึกล้ำหาดูได้ยากยิ่ง!
‘เจียงเฉิน... น่าสนใจ... น่าสนใจจริง ๆ!’
ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงและตื่นตะลึงนับร้อยคู่ เจียงเฉินสะบัดชายเสื้อเดินก้าวขึ้นไปบนแท่นศิลาแห่งที่สิบอย่างเนิบนาบ
เขาทรุดตัวลงนั่งอย่างผ่อนคลาย วางข้อศอกลงบนพนักพิงแล้วเท้าคางด้วยท่วงท่าดุจราชันผู้เย่อหยิ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปบนลานประลอง ก่อนจะหยุดลงที่หวังเมิ่งและหลิงเฟิงด้วยสายตาท้าทายที่ไร้การปิดบัง
มุมปากของเจียงเฉินยกขึ้นเป็รอยยิ้มยียวน ก่อนที่น้ำเสียงราบเรียบแต่ดังกังวานไปทั่วศาลาจะเอื้อนเอ่ยออกมา
"แท่นศิลานี้... ข้านั่งแล้วค่อนข้างสบายทีเดียว"
เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "มีใครอยากจะ 'ชี้แนะ' ข้าอีกหรือไม่?"