ยามที่ราตรีดำเนินมาถึงกึ่งกลาง ยามจื่อ (ประมาณตีหนึ่ง) บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยขุนเขาที่มองไม่เห็น พรายสมรที่เคยจองหองเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากตัวบัณฑิตหนุ่มตรงหน้า... มันไม่ใช่พลังปราณของมนุษย์ทั่วไป แต่มันคือกลิ่นอายอันลึกลับที่นางไม่ได้สัมผัสมานานนับหมื่นปี
นางนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ดวงตาสีม่วงอำพันพยายามพินิจมองลู่ชิงอย่างละเอียดอีกครั้ง นางสังเกตเห็นว่าอักขระที่เขาขีดเขียนลงบนพื้นทรายนั้น แท้จริงแล้วกลับมีการไหลเวียนของพลังฟ้าดินที่สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก ทุกครั้งที่นางพยายามจะขัดขืน พลังเหล่านั้นจะย้อนกลับมาทิ่มแทงดวงวิญญาณของนางจนสั่นสะท้านไปถึงรากฐานพลัง
ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างทั้งร่างสั่นเทาราวกับลูกนกต้องลมหนาว นางพยายามจะเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผากด้วยความสยดสยอง
“ซะ... ซะ... เซียน!”
นางอุทานออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือจนแทบจะจับใจความไม่ได้ ร่างกายที่เคยทรงเสน่ห์บัดนี้กลับหมอบราบลงกับพื้นอย่างไม่คิดชีวิต นางเอาหน้าฟุบลงกับพื้นทรายพลางสะอื้นไห้อย่างเสียขวัญ
นางคือปีศาจสาวที่ใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังและชาญฉลาดมานานหลายหมื่นปี นางมีชีวิตรอดข้ามผ่านยุคสมัยมาได้ไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นเพราะนางรู้จัก 'หลบซ่อน' และเลือกเหยื่ออย่างใจเย็น นางคอยเร้นกายอยู่ในเงามืดสืบเสาะหาไอพลังหยางที่บริสุทธิ์เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและตบะของตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการปะทะกับผู้แข็งแกร่งหรือเหล่ายอดฝีมือระดับเจ้าสำนักมาตลอด
แต่วันนี้นางกลับรู้สึกเหมือนกบที่เผลอกระโดดลงไปในปากมังกร!
“กลิ่นอายนี้มิผิดแน่... ขะ... ข้านึกว่าเซียนพวกนั้นออกจากโลกใบนี้ไปหมดแล้ว ไฉน... ไฉนจึงยังมีเซียนปรากฏต่อหน้าข้า!”
ลู่ชิงที่นั่งอยู่บนรังฟางไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่นยิ้มบางๆ อย่างนึกสนุก แววตาของเขาลุ่มลึกและมั่นคงเสียจนนางปีศาจไม่กล้าสบตา ที่เขาหยอกนางว่าเป็น "หมาขโมยไก่" เมื่อครู่ ก็เพียงเพราะอยากแกล้งแหย่ให้ราตรีอันเงียบเหงาดูมีสีสันขึ้นมาเท่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายจากนางเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่านางเป็นเพียงแมลงตัวหนึ่งที่หลงเข้ามาในข่ายมนต์ของเขา
“เซียน? เจ้ากล่าวเกินไปแล้ว” ลู่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานในโสตประสาทของนางปีศาจ
“ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่รักความสงบ แต่เจ้าดันคิดจะมาสูบพลังหยางของข้า... เจ้าไม่คิดว่าตัวเองขวัญกล้าเทียมฟ้าไปหน่อยหรือ?”
เขามองดูท่าทางที่หวาดกลัวจนลนลานของนางแล้วก็ส่ายหน้าขำๆ
“นี่เจ้า... เลิกสั่นได้แล้ว เดี๋ยวค่ายกลจับหมาขโมยไก่ของข้ามันจะเคลื่อนเอาเสียก่อน ข้าขี้เกียจเขียนใหม่ กลิ่นอายของเจ้ายามนี้มันช่างรบกวนการนอนของข้านัก”
นางปีศาจสาวที่ได้ยินคำว่า "ขี้เกียจเขียนใหม่" ถึงกับสะดุ้งโหยงยิ่งกว่าเดิม นางรู้ดีว่าอาคมระดับที่สามารถสะกดนางที่มีอายุยืนยาวนับหมื่นปีได้ภายในพริบตาเช่นนี้ ต่อให้เป็นระดับจอมราชันขั้นสูงสุดก็ยังทำไม่ได้โดยไม่เปลืองแรง แต่นี่เขากลับมองว่ามันเป็นเรื่องของการวาดรูปเล่นแก้รำคาญ!
นางหมอบกราบลงแทบเท้าลู่ชิงอย่างนอบน้อมที่สุด
“ท่านเซียน... โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย! ข้าตาต่ำนักที่มองไม่เห็นภูเขาไท่ซาน ข้าเพียงแค่หลงผิดไปชั่ววูบ โปรดถอนอาคมวิถีประทับสะกดวิญญาณนี้เถิด ข้ายินยอมทำตามคำสั่งของท่านทุกประการ!”
ลู่ชิงปรายตาไปมองฉินอวี้ที่ยังนอนหลับปุ๋ยเพราะโดนมนต์นิทรา ก่อนจะหันมามองพรายสมรที่กำลังตัวสั่นงันงก
เมื่อลู่ชิงเห็นว่าพรายสมรนางนี้ขวัญกระเจิงจนแทบจะถอดจิตลาโลก แถมยังยอมหมอบกราบราบคาบแก้วประหนึ่งข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ (ที่โดนบังคับ) เขาจึงสะบัดนิ้วเบาๆ ปลดพันธนาการของ วิถีประทับสะกดวิญญาณ ลงไปชั้นหนึ่ง แสงสีทองที่เคยรัดตรึงดวงวิญญาณของนางจนปวดร้าวพลันจางลง เปลี่ยนเป็นเพียงม่านพลังจางๆ ที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจว่านางจะไม่กระโดดกัดคอเขาตอนเผลอ
“เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าดูจะสำนึกได้รวดเร็ว (และเสียงกรีดร้องของเจ้ามันแสบแก้วข้า) ข้าจะลดทอนความเจ็บปวดให้เจ้าหน่อยก็แล้วกัน” ลู่ชิงกล่าวพลางขยับตัวนั่งพิงพุงม้าแก่ในท่าทางที่ผ่อนคลายอย่างที่สุด ราวกับเป็นเจ้าเมืองมานั่งตากอากาศ มากกว่าจะเป็นบัณฑิตที่เพิ่งสยบปีศาจหมื่นปีด้วยค่ายกลดักหมา
นางปีศาจสาวรู้สึกว่าน้ำหนักที่กดทับวิญญาณหายไปกว่าครึ่ง นางจึงรีบสูดอากาศเข้าปอดพลางละล่ำละลักขอบคุณ
“ขะ... ขอบคุณท่านเซียนที่เมตตา! ขอบพระคุณที่เห็นใจปีศาจตาสีตาสาตัวเล็กๆ ผู้นี้เจ้าค่ะ!”
ลู่ชิงขมวดคิ้ว แววตาแฝงความสงสัยที่เก็บไว้นานเริ่มผุดขึ้นมา เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้นางปีศาจพลางหรี่ตามอง
“นี่... ข้าถามจริงๆ เถอะ เจ้าเรียกข้าว่าเซียนไม่หยุดปากเนี่ย ข้าอยากรู้มานานแล้วว่า 'เซียน' ที่พวกเจ้าพูดถึงกันนักหนานี่มันคืออะไร? ยามที่ข้าเจออสูรงูขาว นางก็สั่นพั่บๆ เหมือนเจ้าไม่มีผิด แล้วก็เอาแต่พร่ำเรียกข้าว่าเซียนๆ จนข้านึกว่านางเป็นบ้า”
เขาหยิบหมั่นโถวปิ้งแข็งๆ ขึ้นมาเคาะกับพื้นดินดัง โป๊กๆ
“ดูสิ! เซียนที่ไหนเขาต้องมานั่งเคี้ยวไอ้ก้อนหินแป้งสาลีนี่ประทังชีวิตกัน? เสื้อผ้าข้าก็ปะจนจะเป็นแผนที่โลกอยู่แล้ว!”
นางปีศาจสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูใสซื่อ (จนน่าหมั่นไส้ในสายตานาง) ของลู่ชิงด้วยความสับสนอย่างหนัก นางไม่รู้จริงๆ ว่าชายผู้นี้แสร้งทำเป็นโง่เพื่อปั่นหัวนางเล่น หรือเขาคือเซียนที่ความจำเสื่อมเพราะนอนมากไปกันแน่ แต่นางก็จำใจเล่าความหลังหมื่นปีออกมา
“ท่านเซียน... เมื่อหลายหมื่นปีก่อน โลกใบนี้มิได้เงียบเหงาเช่นนี้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาปนเศร้า
“ในยุคบรรพกาลนั้น ‘เซียน’ คือผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งอย่างแท้จริง พวกเขาเดินบนฟ้าได้เหมือนเดินบนถนน พลิกมหาสมุทรได้เพียงแค่จามหนึ่งครั้ง พลังของพวกเขาไม่ใช่ปราณที่ต้องมานั่งเบ่งจนหน้าเขียวแบบมนุษย์สมัยนี้ แต่มันคือการใช้อำนาจสั่งการฟ้าดินได้ตามใจนึก!”
นางสูดน้ำมูกหนึ่งทีแล้วเล่าต่อ
“มนุษย์ อสูร และปีศาจ ต่างก็เป็นเพียงมดปลวกใต้ร่มเท้าเซียน ทว่า... จู่ๆ วันหนึ่งเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่มีใครรู้สาเหตุก็เกิดขึ้น เหล่าเซียนที่เคยมีอยู่ล้นโลกกลับหายสาบสูญไปจนหมดสิ้นภายในชั่วข้ามคืน! บ้างก็ว่าพวกเขาเบื่อโลกนี้แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น บ้างก็ว่าโดนสวรรค์กวาดล้างจนเหี้ยน นับแต่นั้นมา โลกก็เข้าสู่ยุคเสื่อมโทรม เหลือเพียงมนุษย์ที่ฝึกพลังกันได้แค่ขี้เล็บของเซียน...”
นางเงยหน้าขึ้นมองลู่ชิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเทิดทูนสลับกับความฉงน
“เพราะเหตุนี้ยามที่ข้าเห็นท่านขีดเขียนรอยนิ้วมือลงบนพื้นทรายแบบส่งๆ แต่กลับกักขังวิญญาณหมื่นปีของข้าได้ในพริบตา ข้าถึงได้ตกใจจนปีกแทบหลุด! กลิ่นอายนี้มันคือสิ่งที่หายสาบสูญไปหมื่นปีแล้ว... ท่านพูดจริงๆ หรือเจ้าคะว่าท่านไม่รู้ตัวว่าท่านเป็นใคร?”
ลู่ชิงนิ่งอึ้งไปกับข้อมูลมหาศาล เขาค่อยๆ ก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่ยังมีรอยเปื้อนเขม่าไฟจากการปิ้งหมั่นโถว
“หายไปเฉยๆ อย่างนั้นรึ...” เขาพึมพำกับตัวเอง แววตาเหม่อลอย
“ถ้าข้าเป็นเซียนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ ทำไมชีวิตข้าถึงยังต้องลำบากตรากตรำมานั่งสอบจอหงวนเพื่อหาเงินเดือนเลี้ยงชีพอยู่อีกเล่า? สู้ข้าบินไปปล้นคลังหลวงมาใช้เลยไม่ดีกว่าหรือ?”
นางปีศาจถึงกับสำลักน้ำลาย
“ทะ... ท่านเซียน ท่านจะไปปล้นคลังหลวงทำไม ในเมื่อท่านเพียงสะบัดมือก็เสกทองคำออกมาได้แล้ว!”
ลู่ชิงตาโตทันที “หืม? เสกได้ด้วยรึ? ไหนลองสอนข้าหน่อยสิ!”
นางปีศาจ: “.......”