บทที่15-2 ร่ายรำกระบี่
อาฝูกำลังเดินและถือพิณโบราณล้ำค่าที่เป็นสินเดิมของฮูหยินคนก่อนเขารู้สึกนับถือในตัวคุณหนูหมิงซินยิ่งนัก เพราะนับตั้งแต่ที่ฮูหยินได้จากโลกนี้ไปพิณคันนี้ได้ถูกจัดเก็บรักษาอย่างดีไว้ในห้องเก็บของเป็นของที่คุณชายใหญ่หวงแหนมากเพราะสมัยก่อนฮูหยินชื่นชอบที่จะบรรเลงพิณให้กับนายท่านและคุณชายได้รับฟังเขาเห็นเวลาที่คุณชายใหญ่มีเรื่องทุกข์ใจและเหนื่อยล้าจะเดินเข้าไปมองและลูบมันอยู่เสมอสำหรับคุณชายใหญ่พิณคันนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของท่านแม่ผู้เป็นที่รักแต่ตอนนี้คุณชายของเขาถึงขั้นให้นำพิณออกมาให้คุณหนูหมิงซินได้บรรเลง ย่อมแสดงว่า คุณหนูผู้นี้มีความสำคัญต่อคุณชายใหญ่มากยิ่งนัก
เมื่อหมิงซินได้เห็นและได้สัมผัสพิณที่งดงามจึงรู้ในทันทีว่า พิณคันนี้มิใช่พิณธรรมดาอย่างแน่นอนดูจากตัวเรือนและตัวสายพิณที่ใช้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากและสูงค่ายิ่ง
“พิณโบราณคันนี้งดงามและประณีตมากเจ้าค่ะนับได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดของพิณ” หวังหมิงซินเอ่ยกับหลิวอี้โจว
“เป็นสินเดิมท่านแม่ของพี่เองนางรักและทะนุถนอมพิณคันนี้มาก เมื่อสมัยพี่เป็นเด็ก ท่านแม่มักจะบรรเลงพิณให้ข้าและท่านพ่อฟัง”
“ขอบคุณพี่อี้โจวมากนะเจ้าคะที่นำพิณที่มีคุณค่าต่อท่านมากเยี่ยงนี้ให้ข้าได้บรรเลงเพลงเจ้าค่ะ”
หวังหมิงซินหลับตาลงเพื่อทำสมาธิ จากนั้นจึงจรดปลายนิ้วเพื่อบรรเลงเพลงพิณที่กล่าวถึงความรักของชายหญิงท่วงทำนองเพลงที่นางต้องการสื่อถ่ายทอดอารมณ์ให้กับชายหนุ่มได้รับรู้
หลิวอี้โจวได้ฟังเสียงเพลงพิณของหวังหมิงซินจึงคิดว่า ตนเองตัดสินใจได้ถูกต้องที่นำพิณล้ำค่าคันนี้ออกมาให้นางได้บรรเลงเพลงเสียงเพลงที่เคยตราตรึงอยู่ในจิตใจของเขาเป็นนางที่นำความทรงจำงดงามนี้กลับคืนมาให้เขา
‘นอกจากท่านแม่แล้วคงเป็นนางเท่านั้นที่คู่ควรกับพิณคันนี้’
เพ่ยฟางมองเจ้านายของตนเองเล่นพิณประกอบกับการชายตามองคุณชายหลิวอี้โจวอยู่ตลอดเวลาดังที่ฮูหยินหมิงเยว่ได้เคยฝึกให้คุณหนูทำท่าทางเยี่ยงนี้อยู่หลายครั้งสายตาหวานของคุณหนูที่จ้องมองไปยังคุณชายหลิวอี้โจวช่างยอดเยี่ยมทำให้นางยิ่งนับถือคุณหนูของตนเองมากยิ่งขึ้น
‘เมื่อโตขึ้นข้าจะต้องเก่งเหมือนคุณหนูให้ได้’สาวใช้ตัวน้อยตั้งปณิธานไว้ในใจ
เมื่อหวังหมิงซินบรรเลงเพลงรักจบลงแล้วจึงต่อด้วยการบรรเลงเพลงที่มีท่วงทำนองฮึกเหิมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศหลิวอี้โจวที่ได้ฟังเพลงนี้เกิดอาการคันไม้คันมือจึงหยิบกระบี่แล้วร่ายรำกระบวนท่าให้สอดคล้องกับเสียงเพลงทั้งสองคนเหมือนกับมีจิตที่สามารถสื่อถึงกันได้ ทำให้การร่ายรำกระบี่พร้อมกับเสียงพิณผ่านไปได้อย่างราบรื่นเหมือนกับเคยผ่านการซ้อมร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งที่ความจริงนี่คือการแสดงร่วมกันเป็นครั้งแรกเมื่อเสียงเพลงจบลงผู้แสดงทั้งสองคนต่างส่งรอยยิ้มสุขใจให้แก่กันดวงตาที่ส่องประกายไปด้วยความสุข จนทำให้คนรับใช้ต้องก้มหน้าลงและทำตัวประหนึ่งว่าไม่ได้มีตัวตนอยู่ในที่แห่งนี้
“อะ...แฮ่ม”เป็นเสียงของพ่อบ้านเจิ้งที่เรียกความสนใจของทุกคนโดยเฉพาะจากชายหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์
“ข้าได้ให้คนไปซื้ออาหารที่เป็นของโปรดของคุณหนูหมิงซินจากภัตตาคารเจี้ยนคังแล้วขอรับคุณหนูอยู่รับประทานอาหารกลางวันกับคุณชายใหญ่ที่นี่นะขอรับ” พ่อบ้านเจิ้งเอ่ยกับหวังหมิงซิน
“ท่านพ่อบ้านเจิ้งรู้ได้อย่างไรว่า อาหารจานใดคือของโปรดของข้า”หวังหมิงซินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ข้ารู้มาจากคุณชายใหญ่ขอรับคุณชายคอยสืบเรื่องราวและความชอบของคุณหนูหมิงซินอยู่เสมอขอรับวันนี้ข้าจึงให้คนไปซื้อ เต้าหู้มาโป หมูทอดกระเทียม ซี่โครงหมูย่างปลาผัดเปรี้ยวหวาน บะหมี่สายรุ้ง และเป็ดตุ๋นมะนาวดองขอรับ”
“เป็นอาหารโปรดของข้าทุกอย่างเลยขอบคุณท่านพ่อบ้านเจิ้งมาก”
“คุณหนูต้องขอบคุณคุณชายใหญ่มากกว่าขอรับ”
หวังหมิงซินหันไปทางคุณชายใหญ่ของตระกูลหลิวด้วยใบหน้าที่อมยิ้มและสายตารื่นรมย์ ชายหนุ่มบอกกับนางว่า เป็นแค่มิตรสหายแต่การกระทำของเขามันสวนทางกับคำว่ามิตรสหายอยู่มากนัก
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่อี้โจวเช่นนั้นพวกเราไปกินข้าวกันเถอะเจ้าค่ะ”
“ท่านพ่อบ้านเจิ้งท่านให้คนไปตามน้องจิ่งเทียนหรือยัง” หวังหมิงซินหันไปถามผู้ดูแลความเรียบร้อยของคฤหาสน์แห่งนี้
“อาการของคุณชายเล็กยังไม่หายดีขอรับข้าเกรงว่า ถ้าหากกินสำรับอาหารร่วมกันอาจจะทำให้คุณชายใหญ่และคุณหนูหมิงซินติดหวัดได้จึงแยกสำรับไปส่งที่ห้องนอนของคุณชายเล็กแล้วขอรับเชิญคุณชายใหญ่และคุณหนูหมิงซินรับสำรับด้วยกันที่ห้องโถงอาหารเถิดขอรับ”
ซิ่งฮวาหันไปมองท่านพ่อบ้านเจิ้งด้วยสายตาชื่นชมในความรอบคอบและมีปฏิภาณไหวพริบของเขา พ่อบ้านของจวนที่ดีย่อมต้องมีคุณสมบัติเช่นนี้ รู้ว่าควรจะต้องจัดการสิ่งต่างๆ อย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับเจ้านายของตน
ในขณะที่หวังหมิงซินและหลิวอี้โจวนั่งกินข้าวด้วยกันชายหนุ่มได้เอ่ยถามหญิงสาวด้วยความสงสัยว่า
“พี่เคยไปงานเลี้ยงของครอบครัวเจ้าอยู่หลายครามีอาหารอร่อยที่ชื่อว่า ก๋วยเตี๋ยวสามรส ออกมาขึ้นโต๊ะอยู่หลายครั้งแต่ทำไมที่ภัตตาคารเจี้ยนคังจึงไม่มีอาหารชนิดนี้ขาย ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดก็ตาม”
“ก๋วยเตี๋ยวสามรสเป็นอาหารที่พี่สามคิดค้นขึ้นและทำให้พี่เขยกินเป็นอย่างแรกเจ้าค่ะ พี่เขยจึงหวงแหนอาหารชนิดนี้มากมิยอมให้ทำออกขายในภัตตาคารเจี้ยนคังแต่จะยอมให้ทำเฉพาะในงานเลี้ยงพิเศษเท่านั้นเจ้าค่ะ” หวังหมิงซินเอ่ยตอบไขข้อข้องใจให้ชายหนุ่ม
“เป็นเช่นนั้นเองมิน่าเล่าพี่เคยถามหาอาหารชนิดนี้อยู่หลายคราที่ภัตตาคารเจี้ยนคังแต่กลับได้รับคำตอบว่า ไม่มีขายอาหารชนิดนี้”
“พี่เขยให้ความสำคัญกับพี่สามมากเจ้าค่ะคอยดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง ถ้าข้าจะมีสามีข้าก็อยากได้สามีที่ดูแลเอาใจใส่ข้าเหมือนเช่นพี่เขยรู้ว่าข้าชอบสิ่งใดและไม่ชอบสิ่งใดเจ้าค่ะ” หวังหมิงซินส่งรอยยิ้มใสซื่อไปให้ชายหนุ่มซึ่งขัดกับคำพูดของนางยิ่งนักเมื่อนางเห็นว่าสีหน้าของชายหนุ่มขึ้นสีแดงระเรื่อขึ้นมาอีกรอบก็รู้สึกภูมิใจในผลงานของตน
“พี่อี้โจวชอบกินก๋วยเตี๋ยวสามรสหรือเจ้าคะ”
“ใช่ พี่ชอบมาก”
“เช่นนั้น วันหลังข้ามาทำให้พี่อี้โจวกินดีหรือไม่เจ้าคะพี่สามเคยสอนข้าทำเจ้าค่ะ”
“จะลำบากน้องหมิงซินมากเกินไปหรือไม่”
“ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ เพื่อพี่อี้โจวมากกว่านี้ข้าก็ทำได้เจ้าค่ะ”
หวังหมิงซินยิ้มแป้นจนตาหยีนางพึงพอใจมากที่เห็นชายหนุ่มหน้าแดงเหรื่อมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมจากคำพูดของนางพี่สามจะต้องภูมิใจที่มีนักเรียนที่เก่งกาจเช่นนาง
ทางด้านชายหนุ่มที่วันนี้ถูกหญิงสาวรุกด้วยคำพูดมาหลายครั้งได้แต่หน้าแดงและทำอะไรไม่ถูก นางจะรู้หรือไม่ว่า แค่นางยืนอยู่เฉยๆหัวใจของเขาก็เต้นแรงมากอยู่แล้ว แต่นางยังมาทำเช่นนี้กับเขาเพิ่มอีก ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้วเขาอยากจะจับนางมาตีก้นหนึ่งทียิ่งนัก